มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล

(1/1)

เทพสายลม:

มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล

การฟังธรรมตามกาล หมายถึงอะไร ?
     การฟังธรรมตามกาล คือการขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนจากผู้มีธรรมะ
เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้น

การที่ควรฟังธรรม
     1. วันธรรมสวนะ คือวันพระนั่นเอง เฉลี่ยประมาณ 7 วันต่อครั้ง
     2. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงำ คือเมื่อใดก็ตามที่มีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจเรา แบ่งได้ดังนี้
          2.1 เมื่อกามวิตกกำเริบ คือเมื่อใจของเราฟุ้งซ่านด้วยเรื่องเพศ เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ห่วงหาอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งอันเป็นที่รัก
          2.2 เมื่อพยาบาทวิตกกำเริบ คือเมื่อใจของเราถูกความโกรธเข้าครอบงำ
          2.3 เมื่อวิหิงสาวิตกกำเริบ คือเมื่อใดที่ใจของเราเกิดความคิดอยากจะเบียดเบียนผู้อื่น
คิดจะเอาเปรียบ คิดจะกลั่นแกล้งรังแกเขา
     3. เมื่อมีผู้รู้มาแสดงธรรม คือเมื่อมีผู้มีความรู้มีความสามารถและมีธรรมมาแสดงธรรมให้รีบไปฟัง

คุณสมบัติของผู้แสดงธรรมที่ดี
     1. ต้องแสดงธรรมไปตามลำดับของเรื่อง
          1.1 มีความรู้จริง
          1.2 มีวาทศิลป์
          1.3 ต้องมีการเตรียมการ
     2. ต้องแสดงธรรมอ้างเหตุอ้างผลให้ผู้ฟังเข้าใจได้
     3. ต้องแสดงธรรมด้วยความหวังดีต่อผู้ฟังอย่างจริงใจ
     4. ต้องไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
     5. ต้องไม่แสดงธรรมกระทบตนเองหรือผู้อื่น

คุณสมบัติของผู้ฟังที่ดี
     1. ไม่ลบหลู่คุณท่าน คือไม่ดูแคลนความรู้ความสามารถหรือคุณธรรมของผู้แสดงธรรม
          1.1 อย่าดูถูกกษัตริย์ว่ายังเยาว์
          1.2 อย่าดูถูกงูพิษว่ายังเล็ก
          1.3 อย่าดูถูกไฟว่าเล็กน้อย
          1.4 อย่าดูถูกสมณะว่ายังหนุ่ม
     2. ไม่คิดแข่งดี ไม่ยกตนข่มท่าน
     3. ไม่จับผิด ไม่จิตกระด้าง เพราะในการฟังธรรมนั้น ยิ่งมีใจสมาธิมากเท่าไรก็สามารถน้อมใจตามไป
     4. มีปัญญา คือฉลาดรู้จักพิจารณราไตร่ตรองตามธรรมที่ได้ยิน ได้ฟังนั้น อย่างแยบคาย
     5. ไม่ถือตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ อย่าคิดว่าเรื่องง่ายแค่นี้เข้าใจแล้วน่ะ ไม่ต้องอธิบาย
เพราะการยิ่งฟังมากนั้น ยิ่งทำให้แตกฉานในทางธรรมมากขึ้น

อุปนิสัยจากการฟังธรรม
     อุปนิสัย หมายถึง ความประพฤติ ความเคยชินที่ติดตัวเรามา และจะติดตัวเราไปเป็นพื้นใจในภายหน้า

ผู้ที่หมั่นฟังธรรมแล้วพยายามศึกษาทำความเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็พยายามจำ จะได้รับอานิสงส์ 4 ประการคือ
     1. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก มีปัญญารู้ธรรมได้รวดเร็วสมารถระลึกถึงธรรมได้ด้วยตนเอง
และปฏิบัติธรรมนั้น บรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว
     2. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ไม่มีถิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไปแสดงธรรม ก็จะระลึกถึงธรรมได้
และบรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว
     3. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ไม่มีถิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไปแสดงธรรม แต่เมื่อได้ฟังเทพบุตรแสดงธรรม
ก็จะระลึกถึงธรรมได้ และบรรลุมรรคนิพพานได้เร็ว
     4. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ไม่มีถิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไปแสดงธรรม แต่เมื่อได้ยินคำตักเตือน
จากเพื่อนเทพบุตรด้วยกัน ก็สามารถระลึกธรรมได้ และบรรลุมรรคนิพพานได้เร็ว

อานิสงส์การฟังธรรมตามกาล
     1. เป็นการเพิ่มพูนความรู้
     2. เป็นการทบทวนความรู้เดิม
     3. เป็นการปลดเปลื้องความสงสัยเสียได้
     4. เป็นการปรับความเห้นให้ตรง
     5. เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น
ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

เทพสายลม:



เรื่องที่ ๑๓๗ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)
ตายจากงูเหลือมไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว
ลงมาเกิดเป็นคนได้สำเร็จอรหัตผล จากหนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน

"..ในสมัยสมเด็จพระพุทธกัปสป มีงูเหลือมแก่ตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงพระสวดอภิธรรมได้คล่อง จิตก็พอใจในเสียงชอบบทอายตนะ จักขุนทริยัง โสตินทริยัง ฆานินทริยัง ฯลฯ มันลงยังๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงพระสวด แล้วก็ตาย เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เวลาที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ลงมาเกิดเป็น อเจลกแก้ผ้ามีนามว่า  "สรสาณาชีวก" ผลความดีสมัยที่เป็นงูเหลือมชอบใจในเสียงพระสวดอภิธรรมในด้านอายตนะ ด้วยความดีเพียงแค่นี้ เป็นเหตุให้ท่านได้ทิพพจักขุญาณ

หลังจากที่พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ท่านสรสาณาชีวกเป็นอาจารย์สำคัญของพระมารดาของ พระเจ้าอโศกมหาราช เพราะวันหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชยังเล็กอยู่นั่งอยู่บนตักพระบิดา เกิดขี้แตกขึ้นมา ท่านพ่อก็จับเหวี่ยงลงไป พระแม่เจ้าก็นำไปล้างตัวแล้วก็นำไปเดินเล่นข้างนอก ก็ไปพบท่านสรสาณาชีวกแก้ผ้าเดินมาท่านบอกว่า "เลี้ยงให้ดีนะ ลูกชายคนนี้ต่อไปจะเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจและมีความสำคัญมาก และจะต้องฆ่าพระน้องต่างพระมารดาถึง ๙๙ พระองค์ เพราะว่าพวกนั้นจะขบถ"

ต่อมาเมื่อพระราชบิดาพระเจ้าอโศกมหาราชทิวงคต ท่านก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านมีน้องชายร่วมพระมารดาองค์หนึ่งชื่อ "ลิตตกุมาร" และมีน้องชายต่างมารดาอีก ๙๙ องค์ น้องต่างมารดาร่วมมือกันยกกองทัพใหญ่เข้ามาล้อมพระราชวัง กำลังของพระเจ้าอโศกมหาราชมีไม่มากจึงถามน้องชายว่า "สู้ไหม" น้องชายบอก "สู้ ไม่สู้เขาก็ฆ่า ต้องสู้ไหนๆ จะตายก็ต้องตายอย่างลูกผู้ชาย" ในที่สุดท่านก็สู้ ด้วยอำนาจของบุญญาธิการก็จับน้องชายต่างมารดาทั้ง ๙๙ องค์ได้ กองทัพแตกกระจัดกระจายไป ก็เลยสั่งประหารชีวิตทั้งหมด

เมื่อท่านเป็นกษัตริย์แล้วไม่มีศัตรูแล้ว ก็ถามพระแม่เจ้าว่า "เรื่องราวทั้งหมดนี้ใครพยากรณ์ไว้" ท่านแม่ก็บอกว่า "ท่านสรสาณาชีวก อาจารย์ใหญ่พยากรณ์ไว้ เวลานี้ท่านอยู่ไกลไปประมาณ ๑๐๐ โยชน์" พระเจ้าอโศกมหาราชจึงสั่งให้คนนำวอไปรับมาเป็นที่ปรึกษา เมื่อขบวนใหญ่ไปรับอาจารย์ใหญ่เป็นอเจลกคือแก้ผ้า พอมาถึงหน้าวัดในป่าสงัด ท่านสรสาณาชีวกเห็นเป็นวัดพระด้วยกันแต่คนละนิกาย ก็ทำท่าจะเบ่ง จึงบอกให้อำมาตย์วางคานหาบแล้วบอกว่า "จะไปเยี่ยมพระด้วยกันสักหน่อย" ทำท่าเบ่งว่าพระห่มผ้าเหลืองนับถือพระพุทธศาสนาพระราชาไม่เคารพ ฉันอ๋องกว่า

พอท่านเดินนวยนาดเข้าไป พระองค์นั้นท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านมองดูใจก็ทราบว่าเจ้างูเหลือมฟังอภิธรรมบทอายตนะ แต่ไม่รู้จักอายตนะ จิตเลื่อมใสในธรรมเมื่อตายจากงูเหลือมก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตอนนี้จะเป็นอรหันต์แล้วต้องจี้จุด พระอรหันต์ท่านดูใจคนไม่ได้ดูลีลา ไม่ได้ดูการแก้ผ้านุ่งผ้า ไม่ได้ดูกาย พอท่านสรสาณาชีวกเดินเข้าไป พระท่านก็ถามว่า "ชื่ออะไร" ท่านก็ตอบตามจิตเดิมว่าชื่อ "อายตนะ" พระท่านก็เลยถามว่า "ไงพ่ออายตนะ คุณลืมอายตนะเสียแล้วหรือ หรือเราจะเรียกก็ได้ว่าท่านงูเหลือม" ท่านตกใจถามว่า "ทำไมเรียกอย่างนี้" พระท่านก็บอกว่า "ท่านเป็นงูเหลือมในสมัยพระพุทธกัสสป ฟังพระสวดพระอภิธรรม ชอบอภิธรรมบทอายตนะ ทำไมมาลืมเสียเล่า"

แล้วพระท่านก็พูดเรื่องอายตนะนิดหน่อย ความรู้สึกเดิมบุญเก่ามาสนองใจ ท่านเกิดความละอายนั่งพับเพียบกระมิดกระเมี้ยน พระท่านก็เลยไปหยิบสบงจีวรให้เอามาห่ม และก็อธิบายเรื่องอายตนะพอสมควร ท่านฟังแล้วก็เลื่อมใสคิดว่าที่นี่น่าอยู่ จึงไปบอกให้พวกนั้นกลับไปหาพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะอยู่ที่นี่ ให้ไปกราบทูลพระราชาว่า "เวลานี้ท่านอยู่ที่วัดมีกิจที่จะต้องทำ พอเสร็จแล้วจะมา" แล้วท่านก็เข้าไปใหม่ พระท่านก็สอนอายตนะให้
ในที่สุดท่านสรสาณาชีวกก็ได้สำเร็จอรหัตผล

พระเจ้าอโศกมหาราชก็อาศัยท่านสรสาณาชีวก ท่านแนะนำว่า "การนับถือศาสนาอื่นไม่ดีเท่าพระพุทธศาสนา" ความเลื่อมใสเกิดขึ้นกับท่านอเจลกที่เป็นชีเปลือย และก็เป็นพระอรหันต์

ขึ้นชื่อว่าธรรมขององค์สมเด็จพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าเราจะฟังการสวดไม่รู้เรื่องแต่ว่าจิตเลื่อมใสในเสียง เรามีอารมณ์ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานคือท่านงูเหลือม ไม่รู้ว่าเป็นเสียงธัมมะธัมโม พอใจในเสียงเท่านั้น ตายแล้วยังเกิดเป็นเทวดาได้ จากเทวดามาเกิดเป็นคนก็เลยได้เป็นพระอรหันต์ สำหรับพวกเรานั้นก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสวดอะไรกันบ้าง ก็ทำใจเลื่อมใสไว้ก่อนว่านี่เป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร อย่างเลวที่สุดตายแล้วเราก็เป็นเทวดาได้ ถ้าจิตฝักใฝ่มีอารมณ์ถึงฌานเราก็เป็นพรหมได้ ถ้าบังเอิญจิตใจของเรานั้นมีความเบื่อหน่ายในร่างกายเราก็ไปพระนิพพานได้.."

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ