การเลี้ยงแมงดานา

(1/2) > >>

แดงคนดี:





การเลี้ยงแมงดานา

          เมื่อพูดถึงแมงดา ทุกคนก็คงจะนึกถึงน้ำพริกแมงดาและก็คงจะเคยกินน้ำพริกแมงดากันมาบ้างแล้ว ปัจจุบันน้ำพริกแมงดาได้กลายเป็นสินค้าด้านอาหารที่ทำเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว โดยมีโรงงานผลิตน้ำพริกแมงดาบรรจุขวดออกจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายในท้องตลาด และทำให้มีผู้บริโภคกันมากขึ้น เนื่องจากสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ๆ และพกพาติดตัวไปรับประทานในการเดินทางได้สะดวกอีกด้วย แมงดาเป็นวัตถุดิบที่ค่อนข้างจะหายาก การที่จะจับแมงดาที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะว่าแมงดาจะออกมาให้จับเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ส่วนฤดูแล้งก็จะหลบหนีไปจำศีลตามโพรงไม้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของผู้ที่สนใจอาชีพใหม่ ๆ ที่จะเลี้ยงแมงดาเพื่อการจำหน่ายเสริมรายได้ให้กับครอบครัว หรืออาจจะทำฟาร์มเลี้ยงเป็นอาชีพก็ได้ เพราะการเลี้ยงก็ง่าย ขายก็ได้ราคา

            ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิด คือ แมงดาหม้อ แมงดาเหลืองหรือแมงดาทอง และแมงดาลาย โดยจำแนกกันตามลักษณะภายนอก

1.แมงดาหม้อ ไข่ดก ขอบปีกมีลายเหลืองทองยาวไม่ถึงหาง

2.แมงดาเหลืองหรือพันธุ์ทองจะออกสีเหลืองทองทั้งตัวและหายากที่สุด

3.พันธุ์ลายขอบปีกจะออกลายสีเหลืองทองคล้ายกับพันธุ์หม้อ แต่ขอบปีกจะยาวจนถึงหาง

            ส่วนแมงดาที่พบเห็นกันโดยทั่วไปและมีมากในประเทศไทยจะเป็นแมงดาพันธุ์ลาย ส่วนสำคัญของแมงดานาจะอยู่ที่หางยาวแหลมคล้ายเดือย ส่วนนี้จะมีต่อมกลิ่นหอมฉุน และจะมีแต่เฉพาะตัวผู้เท่านั้น การสังเกต ตัวผู้ลำตัวจะกลมป้อมและเล็กกว่าตัวเมียนิดหน่อย ส่วยตัวเมียลำตัวจะออกแบน ๆ ส่วนท้องใหญ่ กว้างและไม่มีเดือยหาง.

อนุกรมวิธาน (Taxonomy)

            แมลงดานา ( Giant Water Bug ) อยู่ใน Family Belostomatidae อยู่ใน Suborder Cryptocerata แมลงในอันดับย่อยนี้มีการเจริญเติบโตแบบ Gradual metamorphosis กล่าวคือ ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยด้วยการลอกคราบ ( Molting ) แมลงดานานี้มีโครงสร้างแข็งแรงอยู่ภายนอก เมื่อโตได้ระดับหนึ่งมันจะขยายตัวออกไม่ได้มันจึงจำเป็นลอกคราบเก่าออกเสียก่อน จึงจะเจริญเติบโตต่อไปได้ซึ่งแมลงดานานี้ เมื่อออกจากไข่ก็เป็นตัวอ่อนเลย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนในการเป็นหนอน (Larva ) แต่อวัยวะต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ ตัวจะเล็กกว่าซึ่งเราเรียกว่านิ้ม ( Nymph ) ระยะนี้ไม่มีปีก ตลอดจนอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่สมบูรณ์ พอลอกคราบครบ 5 ครั้ง จะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยหรือตัวแก่ ซึ่งก็จะมีหนวดสั้นเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันจะซ่อนอยู่ในร่องด้านล่างของส่วนหัวบริเวณใต้ตา มีตาเป็นตารวม ( Compound eyes ) มันจะอาศัยอยู่ตาม ห้วย หนองคลอง บึง สระทั่วๆ ไป

การแบ่งแมลงดานาทางด้านอนุกรมวิธาน แบ่งเป็นดังนี้

วงศ์ (Phylum) : Arthropoda

ชั้น (Class) : Insecta or Hexapoda

อันดับ ( Order ) :Hemiptera

ลำดับ (Suborder ) : Cryptocerata

ครอบครัว Family : Belostomatidae

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lethocerus indicus Lip.-Serv.

ชื่อภาษาอังกฤษ : Giant water bug

ชื่อภาษาไทย : แมลงดานา

ชื่อภาษาท้องถิ่น : แมงดา


แดงคนดี:





รูปร่างลักษณะ

            แมลงดานาตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขนาดลำตัวของตัวผู้ยาวประมาณ 70-75 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดประมาณ 80-85 มิลลิเมตร มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ด้านท้องและทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาสีดำ ปีกสีเกือบดำยกเว้นบริเวณขอบบางส่วนของปีกมีสีน้ำตาลอ่อน ขาคู่หน้าเป็นแบบขาว่ายน้ำ และมีขนอ่อนสีน้ำตาลคลุมตลอดทั้งขา ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของศีรษะ ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียวใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้วดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง ส่วนท้ายของท้องมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่ารยางค์ (Apical abdominal appendage) ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจน แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ

            1. ตา (Eye ) ตาของแมลงดานาเป็นตารวม ( Compound eyes) มีตาใหญ่แข็งนูนกลมและพองโตสีน้ำตาลดำ เป็นมันวาว 1 คู่ ตารวมนี้จะประกอบด้วย ตาหกเหลี่ยมเล็กๆ หลายร้อยตารวมกันเป็นตาใหญ่

            2. ขา (Legs ) แมลงดานามีขา 3 คู่หรือ 6 ขา และมีขาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือขาที่ใช้สำหรับจับเหยื่อเป็นอาหาร และขาที่ใช้สำหรับในการว่ายน้ำ

- ขาคู่หน้าหรือขาคู่ที่ 1 เป็นขาสำหรับจับเหยื่อ ซึ่งประกอบด้วย Coxa และ Femer ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง ส่วน Tibia จะเล็กเรียวโค้งเล็กน้อยที่ปลาย Tibia จะเป็นเล็บที่เรียวโค้งและปลายที่แหลมคม ใช้สำหรับเกาะเกี่ยวจับสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งการใช้ขาคู่หน้าจับสัตว์เพื่อดูดกินเป็นอาหารนี้ จะจับแน่นถ้าไม่ปล่อยแล้วเหยื่อนั้นก็จะหลุดไปได้ยาก

- ขาคู่ที่ 2 และขาคู่ที่ 3 เป็นขาว่ายน้ำ (Swimming legs ) ซึ่งคู่ที่ 3 นั้นจะเป็นขาที่ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขาคู่ที่ 3 นี้จะกว้าง แบนและบางคล้ายใบพาย ใหญ่และยาวกว่า ขาคู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 มาก ที่บริเวณด้านข้างของขาจะมีแผงขนที่ไม่เปียกน้ำขึ้นอยู่เป็นแถบยาว แผงขนนี้จะทำหน้าที่ ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขึ้น เพราะในขณะที่แมลงดานาว่ายน้ำอยู่นั้น แผงขนดังกล่าวก็จะพองและฟูกระจายออกมาจากขาทั้ง 2 ข้าง ช่วยให้ขาที่ทำหน้าที่เหมือนใบพาย กว้างและใหญ่ขึ้น สามารถจะจ้วงหรือวักน้ำได้มากขึ้น สำหรับใบพายที่ใช้กับเรือ ถ้าหากว่ามีการเสริมแบบเดียวกับแมลงดานาแล้วก็จะทำให้เวลาพายเรือก็จะแล่นได้เร็วขึ้นเช่นกัน

-ส่วนขาคู่ที่ 2 จะเล็กกว่าขาคู่ที่ 3 ซึ่งเป็นขาช่วยว่ายน้ำ บริเวณด้านข้างของเขาก็เป็นแผงขนที่มีแถบยาว เช่นเดียวกับขาคู่ที่ 3 ขาคู่ที่ 2 นี้ก็เป็นขาช่วยว่ายน้ำของขาคู่ที่ 3 ลักษณะของขาจะเรียวค่อนข้างแบน แต่ไม่แบนใหญ่ เหมือนขาคู่ที่ 3 มีแผงขนแคบและสั้นกว่าขาคู่ที่ 3 และที่ Tibia ของขาคู่ที่ 2 และคู่ที่ 3 จะเป็นกรงเล็บที่โค้งงอและแหลมคมอยู่เป็นจำนวน 1 คู่

3. หนวด ( Antenna ) หนวดจะสั้น มีประมาณ 4-5 ปล้อง แต่หนวดนี้จะเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันอยู่ในร่องลึกใต้ตา

4. ปาก ( Mouth ) แมลงดานามีปากแบบเจาะดูด (Piercing Sucking type ) ซึ่งที่ปากจะเป็นท่อยาวที่โผล่ออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และมันจะเก็บซ่อนไว้ทางด้านล่างของศีรษะ ปากจะเป็นรูปคล้ายใบหอกที่ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียว ใช้สำหรับเจาะแทงเข้าไปในร่างกายของเหยื่อ แล้วก็จะดูดกินน้ำเหลวๆ ในร่างกายของลูกอ๊อดต่างๆ เช่น ลูกกบ ลูกอึ่งอ่าง ลูกเขียด ปลา ปู กุ้ง และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

           ......ปากของแมลงดานาที่มีลักษณะคล้ายใบหอกนี้ ชาวบ้านจะเรียกว่า เหล็กหมาด เวลาจับแมลงดานาเขาจะคอยระวัง ไม่ให้แมลงดานาใช้เหล็กหมาดแทงได้ ถ้าใครถูกแทงที่นิ้วหรือที่มือ จะมีอาการปวดตั้งแต่บริเวณที่ถูกแทงขึ้นไปตามแขนคล้ายถูกแมลงป่องต่อยเอา คนที่แพ้หน้าตาก็จะบวมเห่อ และมีผื่นคันขึ้นตามลำตัว ต้องพาไปหาแพทย์เพื่อรักษาถ้าหากปล่อยทิ้งไว้แล้วให้หายเองจะกินเวลาหลายวัน ซึ่งก็จะไม่เป็นผลดีนักสำหรับผู้ที่ถูกต่อย

5. ลำตัว (Body) ลำตัวของแมลงดานาโดยทั่วไปจะมีขนาดยาว 2-4 นิ้ว ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้
-แมลงดานาตัวผู้ จะมีลักษณะเด่นเห็นได้ชัดเจนคือ ลำตัวจะกลมป้อมและเล็กเรียวกว่าตัวเมีย ในตัวผู้จะมีกลิ่นหอมฉุนกว่าตัวเมีย
-แมลงดานาตัวเมีย ลำตัวแบนและโตกว่าตัวผู้ เมื่อนำมาเทียบขนาดกันส่วนบริเวณท้องจะกว้างและใหญ่กว่า ถ้าจะให้แน่นอนว่าเป็นแมลงดาตัวผู้หรือแมลงดาตัวเมียก็ให้ตรวจดูที่ก้นที่เราเรียกว่า รยางค์ โดยการแง้มตรงที่เป็นแฉกๆออกมาดูภายในก็จะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายกับเมล็ดข้าวสารก็แสดงว่าเป็นแมลงดานาตัวเมีย

            ส่วนในตัวผู้จะไม่เห็นอวัยวะลักษณะอย่างนี้ สำหรับเรื่องกลิ่นมีผู้บอกว่าแมลงดาตัวเมียก็มีกลิ่นฉุนเหมือนกันแต่ไม่เท่าตัวผู้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวลาจับมาโดยเอาตัวผู้และตัวเมียรวมกัน กลิ่นของตัวผู้ก็อาจจะติดมากับตัวเมียจึงทำให้ตัวเมียมีกลิ่นหอม

            แมลงดานาที่โตเต็มที่จนเป็นตัวแก่แล้วจะมีสีของลำตัวค่อนข้างดำ ที่โคนขามีสีออกเขียวๆ ส่วนแมลงดานาที่ยังไม่แก่เต็มที่สีของลำตัวจะมีสีแดงเรื่อๆออกดำซึ้งในระยะที่ยังไม่แก่จัดนี้ กลิ่นของมันจะยังไม่ฉุนมากนักจึงยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกัน

             สีของแมลงดานาจะเปลี่ยนไปตามวัยกล่าวคือ เมื่อยังอ่อนอยู่ตัวจะออกสีเหลืองอมเขียว พอโตขึ้นมาอีกสีจะออกแดงเรื่อๆ และเมื่อโตเต็มที่แล้วสีจะค่อนข้างดำ สำหรับเรื่องสีที่ตัวของแมลงดานานั้นก็ขึ้นอยู่กับสีของน้ำธรรมชาติในแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงดานาด้วยคือ ถ้าน้ำใสสีของแมลงดานาจะออกสีเขียวอ่อน แต่ถ้าน้ำมีสีค่อนข้างดำสีของตัวแมลงดานาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ้งการเปลี่ยนสีของแมลงดานาเป็นการพรางตังไม่ให้ศัตรูเห็นได้ง่าย

6. ปีก (Wings) ปีกของแมลงดานาจะมี 2 คู่ ดังนี้

-ปีกคู่ที่ 1 หรือคู่แรก จะมีโคนของปีกติดกับบริเวณส่วนของอก และปลายปีกจะมาคลุมที่ลำตัว ปีกจะค่อนข้างแข็งและหนาเรียกว่า Corium ส่วนที่ปลายปีกจะมีแผ่นเยื่อบางๆอ่อนๆ ประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลายเรียกว่า Membrane ดังนั้นปีกคู่ที่1 หรือปีกคู่แรกนี้ จะเป็นปีกแบบครึ่งหนาและครึ่งบางที่เรียกกันว่า Hemelytron จึงได้จัดแบ่งแมลงที่มีปีกแบบนี้ให้อยู่ในพวกมวน (Bugs) ใน Order Hemiptera ซึ่ง Hemi หมายความว่า ครึ่ง และคำว่า Ptera หมายถึง ปีก

-ปีกคู่ที่ 2 หรือปีกคู่หลัง จะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แรก แต่ปีกจะใสบางๆเป็นเยื่ออ่อนๆทั้งปีกประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลาย ซึ่งปีกคู่ที่2 หรือปีกคู่สุดท้ายนี้จะซ้อนอยู่ใต้ปีกคู่แรก ซึ่งบริเวณโคนของปีกคู่หลังนี้ก็จะติดกับส่วนของอกแล้วคลุมบริเวณลำตัวเช่นเดียวกับปีกคู่แรก

7. ระบบการหายใจ (Tracheal system) ที่ปลายท้องของแมลงดานาจะมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่า รยางค์ ที่มีลักษณะเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน มีขนที่ละเอียดไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่สำหรับเป็นท่อที่ใช้ในการหายใจของแมลงดานา โดยมันจะใช้รยางค์นี้จับอากาศไว้ที่ใต้ท้องหรือช่องปลายสุดทางด้านก้นเวลาแมลงดานาขึ้นมาหายใจเราก็สามารถสังเกตได้จาก บริเวณผิวน้ำที่เห็นเป็นจุดดำโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำเพื่อดูดอากาศเข้าไปเก็บในตัวของมันเองทางท่อที่อยู่ปลายก้น การว่ายน้ำของแมลงดานามันจะว่ายโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำ พร้อมกับพลิกตัวหงายขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วว่ายน้ำดำลงไปเกาะติดกับกอหญ้า กอกกต่างๆ แต่ถ้ามันว่ายขึ้นมาเพื่อรับออกซิเจนแล้วมันจะอยู่ที่ผิวน้ำนานๆจนอากาศที่มันต้องการเก็บไว้เต็มที่ แล้วมันจึงดำกลับลงไปในน้ำ ในแมลงดานาตัวเล็กๆ มักจะชอบดำผุดดำว่าย ขึ้นๆ ลงๆ แต่ตัวที่โตแล้วนานๆ มันจึงจะว่ายมาทีหนึ่ง

ไข่

              เป็นกลุ่มวางเรียงเป็นแถวตามต้นข้าวหรือต้นหญ้า หรือตามกิ่งไม้ขนาดเล็กในน้ำ ไข่มีสีน้ำตาลอ่อน มีลายเป็นขีดสีน้ำตาล ด้านบนมีจุด ระยะไข่ 7-8 วัน

ตัวอ่อน

             เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน ด้านบนของไข่จะเปิดออกเรียกกันว่าเปิดฝาชีหรือหมวก ตัวอ่อนจะอยู่ในท่าหงายท้องแล้วกระโดดลงในน้ำ ระยะแรกๆลำตัวนิ่ม สีเหลืองอ่อน ต่อมาเป็นสีเขียวปนเหลือง เมื่อโตขึ้นสีเหลืองปนน้ำตาล

ตัวเต็มวัย

                เป็นมวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวกว้าง 2-2.5 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้ ปากแบบเจาะดูด ขาคู่หน้าแบบจับเหยื่อ ขาคู่ที่ 2 และ3 ใช้ว่ายน้ำ ตัวผู้มีกลิ่นฉุนและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร


แดงคนดี:





ฤดูและการผสมพันธุ์

             ฤดูที่แมงดาจะออกแพร่พันธุ์ จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม หรือเข้าหน้าฝนได้ประมาณสองอาทิตย์ และจะหยุดก่อนปลายฝนประมาณสองอาทิตย์ ในฤดูนี้บางแห่งจะมีน้ำขังอยู่มากบ้างน้อยบ้าง แมงดาในขณะที่บินมาจากไหนก็ตาม เมื่อตกลงยังพื้น โดยเจตนาของมันหรือโดยการกระทบกับสิ่งที่ทำให้มันเสียหลัก มันจะหาที่พักได้ง่ายเพราะทุกแห่งมีน้ำ แมงดาอาจพักซ่อนตัวในเวลากลางวันตามแอ่งน้ำเล็กๆ หรือในรอยเท้าสัตว์ เช่น วัว ควาย ซึ่งมีน้ำปนอยู่กับโคลนเล็กน้อย เมื่อถึงเวลากลางคืนแมงดาจะบินต่อไปอีก ฉะนั้นในบางโอกาสที่เราจับแมงดาได้ ปีกของมันจะยังเปื้อนโคลนอยู่ก็มี การที่แมงดาต้องอาศัยน้ำอยู่ตลอดเวลาก็เนื่องจากมันเป็นแมงชนิดสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibian) แมงดาตัวเมียเมื่อได้กลิ่นตัวผู้ ณ ที่ใดก็จะบินมาตกบริเวณนั้น แสงสว่างเป็นเครื่องชักจูงให้แมงดาบินมาเวียนวนในแถบนั้นเช่นเดียวกับแมลงทุกชนิดที่เคลื่อนไหวในเวลากลางคืน แหล่งที่แมงดาชอบลงเพื่อทำการขยายพันธุ์คือที่ระดับน้ำไม่เปลี่ยนแปลงเร็วและมีอาหารพอที่ลูกแมงดาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ แหล่งเหล่านั้นคือท้องนาและริมๆขอบบึงที่น้ำตื้น และในการผสมพันธุ์ตัวผู้จะปล่อยกลิ่นฉุนเรียกตัวเมีย แล้วเกาะบนหลังตัวเมีย ผสมพันธุ์ตามกอหญ้า กอข้าว



การวางไข่และการเจริญเติบโต

              การวางไข่ของแมงดานา แมงดานาไม่ชอบวางไข่ที่ไม้แข็ง เช่น ไม้เต็งรัง แต่จะวางที่ไม้สน หรือใบหญ้า ใบกก หรือต้นไม้ขนาดเล็ก สูงจากระดับน้ำประมาณ 10 นิ้วหรือ 1 ฟุตแล้วแต่ว่ามันจะรู้สึกว่าน้ำจะมามากหรือน้อย โดยตัวเมียจะปล่อยวุ้นออกมายึดไข่กับกิ่งไม้หรือกอหญ้า วางไข่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีประมาณ 100-200 ฟองทั้งนี้แล้วแต่ความสมบูรณ์ของแมลง แมงดาที่ชอบที่เงียบๆไม่มีสิ่งรบกวนสำหรับการวางไข่ ไข่ที่วางไว้กับไม้หรือต้นไม้ ต้นข้าว จะมีวัตถุคล้ายวุ้นทำหน้าที่เป็นกาวยึดไข่ไว้อย่างมั่นคง ไข่ที่วางไว้ใหม่ๆจะมีสีนวลน้อยๆ มีลายริ้วสีน้ำตาลประกอบ แล้วจะค่อยๆคล้ำไปเล็กน้อย ไข่สีคล้ำเรียกว่าไข่แก่ เมื่อวางไข่แล้วตัวผู้จะคอยดูแลไข่ จนกว่าตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่และหากินเองได้ เพราะบางครั้งตัวเมียถ้าได้โอกาสก็จะกินไข่ของมันเอง

             ภายหลังห้าวันที่ได้มีการวางไข่ ลูกแมงดาอ่อนๆ จะเกิดเป็นตัวอยู่ในไข่ ภายหลัง 6-7 วันไข่จะฟักออกเป็นตัวโดยไข่จะเปิดฝาขอองมันคล้ายฝาชี แต่ไม่หลุดออกจากกัน ไข่เปิดฝาแบบนี้เรียกว่าเปิดแบบ opercular ลูกแมงดาจะค่อยๆโผล่จากไข่ โดยการแบ่งตัวออกมาในท่าหงายท้องแล้วร่วงลงในน้ำ ลูกแมงดาจะอยู่นิ่งพักบนผิวน้ำครู่หนึ่งแล้วจึงดำลงใต้น้ำ ลูกแมงดาเกิดใหม่ๆตัวของมันเป็นสีนวล ไม่มีปีก สีของมันจะค่อยๆเข้มขึ้นภายในระยะเวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ครั้นแล้วจะเริ่มกินเหยื่ออย่างกระหายหิว (ลูกแมงดาเรียกกว่า nymphs) ซึ่งลูกอ๊อดเป็นเหยื่อที่ลูกแมงดาชอบมาก ในขณะที่ลูกอ๊อดผ่านมาในระยะอันสมควร ลูกแมงดาที่เกาะนิ่งอยู่ จะพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเข้าเกาะที่ปลายหางลูกอ๊อด แล้วไต่อย่างรวดเร็วเข้าสู่โคนหาง ลูกแมงดาจะช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณครึ่งชั่วโมงภายหลังการออกจากไข่ ระยะนี้เป็นระยะสำคัญในการเลี้ยงลูกแมงดา ต้องระวังเรื่องขาดแคลนอาหารหรือจัดที่เลี้ยงแคบเกินไป ถ้าขาดความระมัดระะมังในเรื่องนี้ลูกแมงดาจะกินกันเองจนกระทั่งครอกหนึ่งจะเหลือตัวเก่งอยู่สองสามตัวหรืออาจเหลือเพียงตัวเดียวก็ได้ แมงดาที่เสียเปรียบในการรักษาตัวรอดคือตัวที่ทำอาการเคลื่อนไหวซึ่งพี่น้องของมันจะจับกินเป็นเหยื่อ การหายใจของลูกแมงดาทำโดยวิธีจับอากาศจากผิวน้ำไว้ใต้ท้องหรือใช้ท่อที่อยู่เกือบสุดปลายตัวของมันจ่ออยู่ที่ผิวน้ำ นอกจากท่อ 2 ท่ออยู่เกือบสุดปลายของลูกแมงดา ยังมีท่อที่ขอบตัวของมันทุกๆปล้อง ท่อเหล่านี้เรียกว่า tracheae ลูกแมงดาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเมื่อออกซิเจนซึมเข้าตัวของมันหมด มันจะโผขึ้นสู่ผิวน้ำและทำอาการพลิกหงายท้องเพื่อจับอากาศใหม่เพื่อหายใจแล้วดำลงซ่อนตัวเหมือนเดิม

             การเจริญเติบโตของแมงดาเป็นไปโดยการลอกคราบ (molting) แมงดาจะลอกคราบรวมทั้งหมดห้าครั้ง จึงจะเป็นแมลงมีปีกโดยสมบูรณ์ แมงดาที่ลอกคราบในครั้งที่สี่ที่ห้า จะไม่สามารถกินเหยื่อได้ในวันแรกๆเพราะตัวของมันยังอ่อนนิ่มอยู่ ปากของมันยังไม่แข็งพอที่จะเจาะเหยื่อ ขาของมันก็ยังไม่แข็งพอที่จะกอดรัดเหยื่อไว้ให้มั่นคงได้ มันจะอาศัยเพียงอากาศหายใจ ท่อหายใจตามขอบตัวมันยังเป็น nymphs จะปิดหมด และใช้อวัยวะที่มีอยู่สุดปลายตัวต่อจากท่อถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์เป็นเครื่องหายใจ


แดงคนดี:





สถานที่และการเลี้ยงแมงดานา

             สถานที่ที่เหมาะสมในการทำบ่อเพาะเลี้ยงแมงดานา ควรเป็นที่โล่งเเจ้งใกล้แหล่งน้ำแต่น้ำท่วมไม่ถึง และต้องไม่พลุกพล่านซึ่งบ่อเลี้ยงแมงดาไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก และขนาดของบ่อที่นิยมคือให้มีความยาวเป็นบวกหนึ่งของด้านกว้าง และขนาดที่เหมาะสมที่สุดควรมีพื้นที่บ่อประมาณ 20 ตารางเมตร โดยด้านข้างทั้งสี่ด้านควรลาดเททำมุม 45 องศา และตรงกลางบ่อทำเป็นหลุมลึกสักจุดหนึ่งเพื่อใช้รวบรวมของเสียและง่ายต่อการกำจัด และที่ขาดไม่ได้คือชานบ่อโดยรอบให้กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนนี้ไม่ต้องเทซีเมนต์แต่ปล่อยทิ้งไว้เป็นดิน เพื่อที่เราจะปลูกต้นไม้ใช้เป็นที่พักอาศัยของแมงดา อาจปลูกต้นกก ผักบุ้งหรือเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนี้บ่อเลี้ยงต้องขึงตาข่ายตาไม่ใหญ่กว่า 1 ซม. ป้องกันไม่ให้แมงดาบินหนี หรือมีนก หนูเข้าไปลักกินแมงดานา ส่วนหลังคาต้องกันแดดกันฝนได้ดี

             หลังจากทำบ่อและบ่มจนน้ำหมดกลิ่นปูนเรียบร้อยแล้วก็จัดการปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานาลงไปได้เลย โดยน้ำที่ใส่ต้องเป็นน้ำสะอาดจากน้ำคลองที่สูบขึ้นมาพักจนตกตะกอนดีแล้วจะดีที่สุด ใส่น้ำให้ได้ระดับความลึกประมาณ 70-80 ซม.แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตรา 50 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร สัดส่วนของตัวผู้กับตัวเมีย 1 ต่อ 1 ดีที่สุด แต่สัดส่วน 1 ต่อ 5 ก็ได้ผลดีพอสมควร การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์แมงดานาช่วงที่ดีที่สุด ควรเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม เนื่องจากเป็นแมงดาวัยรุ่นยังไม่มีไข่ ( เขาว่าแมงดานาที่มีไข่ติดท้อง หากตกใจจะกลั้นไข่จนตายในที่สุด) แต่เราสามารถแยกเพศได้แล้ว โดยดูที่อวัยวะสืบพันธุ์ ตรงก้นที่เห็นเป็นระยางค์แฉกๆลองแง้มดูภายในหากเห็นเป็นอวัยวะคล้ายเม็ดข้าวสารแแสดงว่าเป็นตัวเมียแน่นอน ขั้นตอนการเตรียมบ่อเพื่อให้แมงดานาผสมพันธุ์เริ่มจากลดระดับน้ำลงจากเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง พร้อมกับจัดการเก็บไม้น้ำ โพรงไม้ ขอนไม้ หรืออะไรที่ลอยน้ำเป็นที่ยึดเกาะของแมงดานาออกจากบ่อให้หมดโดยนำไม่ไผ่หรือกิ่งไม้แห้งๆใส่ลงไปแแทนที่ทิ้งไว้แบบนี้ 3-4 วัน ก่อนเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่ในระดับเดิมคือ ประมาณ 80 ซม.หรือเกือบเต็มบ่อก็ได้ จากนั้นเก็บกิ่งไม้ไผ่ กิ่งไม้ออก ใส่ลูกบวบลงไปแทน โดยลูกบวบนี้ทำจากท่อนกล้วยยาวท่อนละ 1 เมตร ที่ถ่วงน้ำหนักให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อนกล้วยจมน้ำด้านนี้เสมอ ส่วนด้านบนที่ไม่จมน้ำ ปักด้วยซี่ไม้ไผ่หรือไม้เสียบลูกชิ้นยาวคืบกว่าๆเป็นแถว กะว่าแต่ละอันห่างกันประมาณ 10 ซม. แมงดานาจะขึ้นมาวางไข่ตามไม้ที่ปักไว้นี้ หลังจากนี้ประมาณ 3-4 วันไปแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าแมงดานาวางไข่แล้วเต็มที่ก็ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงในบ่ออื่นให้หมด นอกจากนี้แล้วแมงดานาตัวเมียจะวางไข่ได้อีก 2-3 ครั้ง ในแต่ละช่วงปีห่างกันครั้งละประมาณ 1 เดือน ดังนั้นหากต้องการมีแมงดานาขายอย่างต่อเนื่องแล้วอาจจะต้องลงทุนทำบ่อไว้หลายบ่อโดยวิธีเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หลังจากวางไข่ผสมพันธุ์แล้วจะดีกว่า เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้จะเร่งให้มันผสมพันธุ์วางไข่เร็วขึ้น โดยพ่อแม่พันธุ์แต่ละรุ่น มักนิยมใช้กันแค่ปีเดียวคือวางไข่ได้ 2-3 ครั้งก็จับขายแล้วคัดเอาบรรดาลูกๆรุ่นใหม่เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

             หรือการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งก็คือโดยการมัดกลุ่มไข่หรือเสียบกับลวดเพื่อวางยืนในกล่อง ใส่น้ำและวางกล่องในถาดหล่อน้ำ กันมด ไข่ที่ใกล้ฟักจะมีสีเข้มชัดเจน พองผิวเต่งตึง แมงดามักจะออกจากไข่ช่วงเช้าและเย็น เมื่อฟักออกจากไข่จะหงายท้องและดีดตัวร่วงลงน้ำ ตัวอ่อนที่ฟักออกจากตัวใหม่ๆจะสีเหลืองอ่อน ด้านในลำตัวสีเขียว ตาสีดำ ต่อมาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง สีจะคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา แยกตัวอ่อนวัย 1 ใส่เลี้ยงถ้วยละ 1 ตัว โดยใช้ขวดน้ำขนาดความจุ 950 มิลลิเมตร ตัดเอาก้นขวดสูง 3 นิ้ว เป็นถ้วยเลี้ยง เจาะรูก้นถ้วยเพื่อความสะดวกในการถ่ายน้ำเสีย วางถ้วยในถาดพลาสติกใส่น้ำลงไปประมาณ 0.5 นิ้ว ให้ลูกปลาเป็นอาหารถ้วยละ 1 ตัว

              การให้อาหารตอนเช้าก่อน 08.00 น. วันละ 1 ครั้ง และช่วงเย็น (16.00น.) เอาเศษลูกปลาตายออก ล้างทำความสะอาดถ้วยเลี้ยง เปลี่ยนน้ำ เมื่อตัวอ่อนลอกคราบเข้าวัย 3 ย้ายเข้ากรงคู่ทำด้วยตาข่ายพลาสติกสีดำ ( มีจำนวนรู 35 รู ต่อ 1 ตารางนิ้ว ) ลักษณะรูปทรงกระบอกยาว 18.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร ปิดส่วนท้ายกรงแต่ละคู่ด้วยแผ่นตาข่ายขนาด (กว้าง x ยาว) 9 x19 เซนติเมตร วางกรงในแนวนอนลงในถาดหรือกะละมังที่มีน้ำประมาณ 2 นิ้ว ด้านบนของกรงกรีดตาข่ายออกสามด้าน ขนาด (กว้าง x ยาว) 5 x 6 เซนติเมตร แล้วใช้ลวดยึดไว้เพื่อเป็นช่องประตูเปิดปิด ใส่ปลาและเอาแมงดาเข้าออก เมื่อลอกคราบเข้าวัย 4 ย้ายเข้ากรงทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด ( กว้าง x ยาว x สูง) 10 x 15 x 10 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเดิมและเอากล่องลงบ่อดินขนาด ( กว้าง x ยาว) 3.5 x 7 เมตร ลึก 1 เมตรปูพื้นด้วยพลาสติก มีผักตบและกอบัว ใช้โฟมติดด้านข้างกรงเป็นทุ่นให้กรงลอยน้ำได้ ในกรงใส่ผักตบชวาให้แมงดาเกาะ เพื่อความสะดวกในการจัดการเอากรงขึ้นลงจากบ่อ จัดวางเป็นแถวและเอาลวดเสียบหัวและท้ายกรงในแนวยาวเหมือนไม้เสียบลูกชิ้นหรือบาร์บีคิว เลี้ยงจนเป็นตัวเต็มวัย


แดงคนดี:





วิธีการจับเหยื่อของแมงดานา

           แมงดามีความว่องไวในการจับเหยื่อ ช่วงแรกมันจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวปล่อยให้เหยื่อ เช่นลูกปลา ลูกกุ้ง ว่ายน้ำผ่านไป เมื่อเข้ามาระยะพอเหมาะแมงดาจะพุ่งตัวเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ขาคู่หน้าจับเหยื่อไว้และใช้ปากเจาะ แล้วปล่อยสารพิษเข้าไปในผิวหนังของเหยื่อ ดูดของเหลวจากตัวเหยื่อ

วิธีการจับแมงดานา

1. ใช้มือจับ

2. ใช้สวิงจับหรือช้อนตามไม้น้ำ

3. ใช้แสงไฟล่อ ติดตั้งหลอดแบล็กไลต์บนเสาไม้ไผ่สูงๆ ใช้ตาข่ายขึง กั้นให้สูงแมงดาจะมาเล่นไฟ

4. ปัจจุบันมีเครื่องมือจับแมงดานาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นของจ่าสาย ศรีสมุทร สภอ.นาแก จังหวัดนครพนม โดยการใช้สังกะสีแผ่นเรียบมาตัดต่อบัดกรีให้เรียบร้อยเป็นกรวยปากกว้าง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เมตร ความสูงของกรวย 1 เมตร และด้านล่างทำเป็นท่อกลวงขนาดกระป๋องนม ยาวประมาณ 30 ซม. การติดตั้งเครื่องมือให้เลือกสถานที่ใกล้แหล่งน้ำ โดยตั้งเสาสูงประมาณ 6 เมตรติดหลอดแบล็กไลต์ไว้ล่อแมงดา ด้านล่างติดตั้งกรวยสังกะสีหงายปากกรวยขึ้น มีไฟนีออนสีฟ้าล่อไว้อีกดวงหนึ่งที่ปากกรวยนั้น ส่วนด้านล่างสุดใช้ถุงปุ๋ยที่ไม่ขาดทะลุสวมเข้าที่ท่อกลวงด้านล่างผูกติดให้แน่น ซึ่งแสงจากหลอดแบล็กไลต์จะล่อแมงดาให้มาที่นี่ ส่วนแสงสีฟ้าจากหลอดนีออนเมื่อสะท้อนจากปากกรวยสังกะสีจะดูคล้ายๆกับแหล่งน้ำขนาดเล็ก ดึงดูดใจให้แมงดาบินลงกรวยในที่สุด ซึ่งการจับด้วยวิธีนี้สะดวก เพราะเราไม่ต้องนั่งเฝ้า รอไว้ดูตอนเช้าเลยทีเดียว

การนำมาปรุงอาหาร

1. ไข่แมงดานา นำมาย่างไฟหรือกินสดๆ

2. ตัวเต็มวัย ตัวเมียชุบแป้งทอด ทำแกงคั่วแมงดานา ตัวผู้มีกลิ่นหอมทำให้เพิ่มรสชาติอาหาร นำมาทำน้ำพริกแมงดา แจ่วแมงดานา น้ำพริกปลาร้า น้ำปลาแมงดา หรือดองแช่น้ำปลาไว้ขายราคาแพง (ตุลาคม-มีนาคม)

ขอบคุณที่มา...รักบ้านเกิด.คอม


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป