จังหวัดสุรินทร์

<< < (2/6) > >>

ไทรักถิ่น:


ปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์



กลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่ที่บ้านตาเมียง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

   ตามรายทางสู่เมืองพระนครของขอม ในอดีตยังไม่มีความรับรู้ในเรื่องพรหมแดนต่างประเทศ มีแต่เพียงแนวทิศเขาดงเร็ก เป็นพรหมแดนธรรมชาติที่กั้นผู้คนสองดินแดนไว้ คนโบราณมมมีการใช้เส้นทางผ่าช่องเขาที่มีอยู่ตลอดแนว ในบางช่องเขามีการสร้างปราสาทหินขนาดเล็ก เช่น ช่องไชตะกูมีปราสาทแบแบก แต่สำหรับที่ช่องตาเมือนหรือตาเมียงนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีปราสาทหินสามหลังอยู่ใกล้ๆกัน เรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก เรียกว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน โดยปราสาทแต่ละหลังมีขนาดและประโยชน์ที่ใช้สอยแตกต่างกันไป



   ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ตัวปราสาทอยู่บนเนินเขาสร้างคร่อมโขดหินธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ในรูปของสยัมภูศิวลึงค์ และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม อยู่ใกล้ดินแดนเขมรมากที่สุด ปราสาทแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศใต้ ผิดแผกจากแห่งอื่นซึ่งมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก คงจะรับกับเส้นทางที่มาจากเขมรต่ำผ่านมาทางช่องทางตาเมือนนี้ ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งแปลตรงกับภาษาเขมรว่า ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอาคารอื่น คือปรางค์ก่อด้วยหินทรายสองหลัง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทประธาน บรรณาลัยศิลาแลงสองหลัง และนอกระเบียงคดทางทิศเหนือมีสระน้ำขนาดเล็ก สองสระ เนื่องจากปราสาทแห่งนี้อยู่ใกล้เขตชายแดน การเที่ยวชมจึงควรอยู่เฉพาะภายในเขตปราสาทเท่านั้น ไม่ควรเดินออกไปไกลจากแนวต้นไม้รอบปราสาทเพราะพื้นที่นี้ยังไม่ปลอดภัยนัก

   ปราสาทตาเมือนโต๊ด อยู่ห่างจากปราสาทตาเมือนธม 2.5 กิโลเมตรก่อด้วยศิลาแลง มีกำแพงล้อมรอบและมีสระน้ำขนาดเล็กอยู่ทางทิศเหนือหนึ่งสระ โดยเชื่อว่าปราสาทแห่งนี้เป็นอโรคยาศาล ที่รักษาพยาบาลของชุมชนหรือตามรายทางที่เป็นเส้นทางคมนาคม ซึ่งนิยมสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    ปราสาทตาเมือน เป็นปราสาทที่เล็กที่สุด ก่อด้วยศิลาแลง มีลักษณะเป็นห้องยาว เชื่อว่าเป็นธรรมศาลา คือที่พักสำหรับคนเดินทาง
   กลุ่มปราสาทตาเมือนนี้นับได้ว่าเป็นกลุ่มปราสาทที่มีความสมบูรณ์ในด้านของการอำนวยประโยชน์แก่ผู้คนที่ใช้เส้นทางผ่านช่องเขา ซึ่งไม่ปรากฏในถิ่นอื่น การที่มีกลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่ในบริเวณนี้เป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่า ในอดีตเส้นทางช่องเขาตาเมือนนี้คงจะมีชุมชนหรือเป็นเส้นทางผ่านช่องเขาสำคัญของภูมิภาค



การเข้าชม

   เนื่องกลุ่มปราสาทนี้ตั้งอยู่ในเขตชายแดนประเทศไทย และเคยเป็นเขตอันตราย เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางเข้าชม ควรติดต่อหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนที่ตั้งด่านอยู่ที่หมู่บ้าน

การเดินทาง

   จากจังหวัดสุรินทร์ไปทางอำเภอปราสาทตามทางหลวงหมายเลข 214 จนมาถึงทางแยกตัดกับทางหลวงหมายเลข 2121 ไปตามป้ายบอกทางไปกิ่งอำเภอพนมดงรัก ผ่านด้านตรวจที่บ้านนิคมซอย 16 มาจนถึงทางแยก ให้ใช้เส้นขวาหรือเส้นตรง(หมายเลข 2075) จนพบป้ายบอกทางไปกลุ่มปราสาทตาเมือน ให้เลยป้ายไปอีกหน่อย จะพบทางที่มีป้ายบอกไป ฉก. ตชด. 16 เลี้ยวไปตามถนนเส้นนี้ตรงมาเรื่อยๆ จนพบสี่แยกเลี้ยวขวา ผ่านบ้านหนองคันนา ใช้ทางตรงมาเรื่อยจนพบทางแยก จะพบปราสาทตาเมือนก่อนใกล้ๆกันนั้นมีหน่วยตระเวนชายแดนคุ้มครองนักท่องเที่ยว ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อความปลอดภัยในการเที่ยวชมปราสาท

   จากบุรีรัมย์ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 219 ที่จะไปบ้านกรวด จนมาถึงแยกที่ตัดกับทางหลวงหมายเลข 2121 เข้าทางหลวงหมายเลข 2121 แล้วไปตามเส้นทางเช่นเดียวกับข้างต้น



ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์





         ปราสาทศรีขรภูมิตั้งอยู่บนพื้นที่ราบกลางเมืองโบราณบ้านปราสาท โดยมีบารายขนาดใหญ่อยู่ทางตะวันออกไม่ไกลจากปราสาทนัก สิ่งก่อสร้างหลักคือปราสาท 5 องค์บนฐานเดียวกันที่ยกพื้นสูง มีสระน้ำล้อม 3 ด้าน โดยมีปราสาทองค์กลางเป็นปราสาทประธาน และปราสาทบริวารที่มุมทั้ง 4 ทิศ แม้ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับปราสาทแห่งนี้ แต่นี้ยังคงมีเทวสถานเกี่ยวกับศาสนาฮินดูไศวนิกาย เพราะที่ปราสาทประธานมีทับหลังภาพศิวนาฏราช

   ปราสาทศรีขรภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบล ระแงง อำเภอ ศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เวลาทำการ 07.30 น.-17.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท


การเดินทาง จากจังหวัดสุรินทร์มาตามทางหลวงหมายเลข 226 ( สุรินทร์-ศรีขรภูมิฆ ) จะมีทางแยกเข้าสู่เทศบาลอำเภอศรีขรภูมิอยู่ทางด้านซ้าย เลี้ยวไปตามทางจะผ่านสถานีรถไฟ จากนั้นเลี้ยวขวา ตรงไปสามแยก ใช้เส้นทางตรงไปตามเส้นทาง ปราสาทตั้งอยู่ทางขวา
   รถโดยสาร สายสุรินทร์ - ศรีสะเกษ ลงตรงปากทางเข้าเขตเทศบาลศรีขรภูมิ ต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ปราสาท
   รถไฟ จากตัวเมืองสุรินทร์มาลงสถานีศรีขรภูมิ แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง




ไทรักถิ่น:




ปราสาทศีขรภูมิ หรือปราสาทหินบ้านระแงงแห่งนี้เอง
ที่จะพาท่านไปสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้
  ตั้งอยู่ห่างจากตลาดศีขรภูมิ ไม่กี่ร้อยเมตร
ที่ชาวบ้านเรียกว่าปราสาทหินบ้านระแงงก็เพราะว่า
ตั้งอยู่ในเขตของหมู่บ้านระแงงนั่นเองปัจจุบัน เรียกว่าบ้านปราสาท)

ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐมิถือปูน จำนวน 5 หลัง
ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน ขนาดกว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.50 เมตร
มีคูน้ำขนาด  111 X  125  เมตร  ล้อมรอบทั้ง 4 ด้านและเว้นเป็นทางเข้าสู่ปราสาททางด้านทิศตะวันออก

แผ่นศิลาทับหลังเหนือกรอบประตูปราสาทหลังประธาน
สลักเป็นภาพพระศิวะนาฏราชสิบกร
ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุข

ภายใต้วงโค้งของสายท่อนพวงมาลัย
สลักเป็นภาพพระคเณศวร  พระพรหมสี่พักตร์  พระนารายณ์สี่กร  พระนางอุมา

บริเวณเชิงเสาประดับผนังที่กรอบประตูด้านหน้า
สลักเป็นรูปนางอัปสรยืนถือดอกบัวและรูปทวารบาลยืนกุมกระบอง

จากลักษณะลวดลายที่สลักปรากฎอยู่บนศิลาทับหลัง
และเสาประดับผนังปราสาทศีขรภูมิ สันนิษฐานว่า

คงสร้างในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17
เนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งบูชาพระศิวะเป็นใหญ่

ต่อมามีการบูรณะส่วนยอดของปราสาทหลังด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
ในราวพุทธศตวรรษที่ 22  สมัยศิลปะล้านช้าง
ดังมีจารึกอักษรธรรมปรากฎอยู่ ณ ปราสาทหลังนี้

ปราสาทหินศีขรภูมิ
เป็นแบบอย่างของปรางค์ขอมสมัยแรกที่หาดูได้ยาก
เพราะสร้างด้วยอิฐที่ผ่านการขัดให้เรียบ ไม่ถือปูน
แต่ประสานกันด้วยยางไม้ชนิดพิเศษซึ่งนักโบราณคดีปัจจุบัน
เชื่อว่า คือ ยางบง  ซึ่งมีคุณสมบัติ เหนียวมาก
ขอมได้ค้นพบความลับนี้
แล้วนำยางบง มาใช้ประสานอิฐให้สนิทแน่น   เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง

สภาพของปราสาทศีขรภูมิที่ปรากฏแก่สายตาในทุกวันนี้ ก็คือ
ปรางค์ประธานหลังกลางและหลังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
ยังคงความสมบูรณ์เกือบถ้วนทั่วทั้งหลัง
ส่วนอีก 3 หลัง แม้จะได้รับการบูรณะบ้าง
ก็หาได้มีลักษณะตามรูปแบบเดิมไม่
เพราะยอดปรางค์ที่ชำรุดทรุดลงมา
ก็มิได้ทำการต่อเติมเสริมแต่งแต่อย่างใด
คงเหลือให้เราเห็นรูปลักษณ์ดังเดิม
เพียงปรางค์ปราสาท 2 หลังดังกล่าว

แต่ที่มองไม่เห็นด้วยสายตา
ทว่าสามารถปรากฎผลให้ผู้คนเห็นในความเป็นไปต่างๆ
ทั้งจากปรางค์ปราสาทเอง และต่อผู้มีประสบการณ์นี่สิ สำคัญ
เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์

ท่านผู้อ่านก็ย่อมจะทราบเป็นอันดีว่า  ขึ้นชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

  ก็ย่อมจะมีผู้คนหมู่มากเคารพนับถือ  หรือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามทุกข์ยาก

 หากมีผู้ใดไปกระทำมิดีมิร้าย  ในเชิงลบหลู่ดูหมิ่นต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  จะด้วยเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 ประการใดก็ตามแต่  มันผู้นั้นจะต้องมีอันเป็นไปทุกราย

ดังเช่นเคยเกิดมีขึ้น ณ ปราสาทศีขรภูมินี้

ถึงแม้ว่า ในพุทธศตวรรษนี้  ขอมจะเสื่อมอำนาจไป  แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรม-ศิลปกรรม

  จากอารยธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าที่คงอยู่คู่ฟ้าดินตลอดมา  อุปมาเช่นเดียวกันกับ ที่แม้ศตวรรษนี้

 ศาสนาพราหมณ์จะถึงกาลเสื่อมคลายไปจากภูมิภาคนี้  แต่สิ่งที่ยังจารึกผนึกแน่น อยู่ในตัวปราสาสทหินศีขรภูมิ

 ที่เคยเป็นเทวสถานของพราหมณ์ ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่เช่นเดิม

เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์นี้  มีใครรู้...?   มีใครเห็น...?  มีใครยืนยันบ้าง..?

คำถามเหล่านี้  คงไม่มีใครตอบได้ดีกว่า ผู้มีประสบการณ์จากเหตุการณ์ณ์ด้วยตัวของตัวเขาเองได้

เพราะในบางราย ก็เจียนตาย  บางรายก็ได้โชคลาภ   ทำไมจึงเป็นเช่นนี้..?


มีเรื่องเล่าว่า.....

ในกาลครั้งหนึ่ง  ซึ่งเป็นตอนที่ปราสาทหินศีขรภูมิ ยังถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ไผ่หนามและความชำรุดทรุดพัง

หลังจากที่ถูกปล่อยปละละทิ้ง ให้รกร้างไร้ผู้คนเหลียวแล  มาหลายชั่วอายุคน

ก็มีชนกลุ่มหนึ่ง อพยพมาตั้งรกรากเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเขตหมู่บ้านระแงงปัจจุบั

สังคมคนเรา ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด  ก็มักจะมีคนชั่วร้าย แทรกตัวอยู่ในกลุ่มชนคนดีเสมอ  สมัยนั้นก็เช่นกัน

 มันจะเป็นคราวเคราะห์ร้าย ของชาย 4 คน  คือ นายดำ  นายปัน  นายจวน  และนายก้อน

หรือเป็นเพราะว่า  ถึงคราที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตอยู่ ณ ปราสาทศีขรภูมิ จะประกาศตนให้คนรู้กันแน่

ที่ดลใจให้คนทั้งสี่  มีความคิดที่จะไปขุดหาสมบัติ ซึ่งอาจจะถูกฝังอยู่ในตัวปราสาทร้าง ที่ถูกสร้างไว้ในกาลกระโน้น

มีเรื่องเล่าว่า..

ธรรมดา ชายทั้งสี่นี้ก็มีนิสัยในทางลักเล็กขโมยน้อย  คอยสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนบ้าน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

พอมีใจใฝ่ในสิ่งเดียวกัน  ก็อุตริทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง  แล้วมันก็นำมาซึ่งความประหลาดใจ ให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นนั้น

นั่นก็คือ   ดึกสงัด  ลมพัดลูบผิวกายชวนให้หนาวเย็น

  มองเห็นตัวปราสาทตั้งโดดเด่นเป็นม่านบังตา

อยู่ใต้แสงนวลระเรืองรองของจันทร์เพ็ญ

ทั้งสี่เร้นกายเข้าไปในตัวปราสาท  ด้วยมุ่งมาดว่าจะมาขุดหาสมบัติดังกล่าว

พวกเขาเล็งความสนใจไปที่  ห้องบูชาของปราสาทหลังพระประธาน

  แล้วจัดการใช้ชะแลงงัดแงะและขุดพื้นศิลาทันที

ตึ้กกกกกก……….

ตึ้กกกกกก..................

ตึ้กกกกกก..................


คนทั้งสี่ชะงักกึก    นึกไม่ถึงว่า เสียงที่ชะแลงสัมผัสกับเนื้อศิลา

จะก่อให้เกิดเสียงก้องกังวานปานฟ้าร้องอย่างนี้

มิหนำซ้ำ มันยังดังลั่นสั่นสะเทือน

เหมือนจะกระทบกระทั่ง ให้ตัวปราสาทพังครืนลงมากระนั้น..

 ตึ้กกกกกก............

ลองอีกที  ก็เสียงดังก้องอย่างทีแรก

พลันก็มีเสียงแทรกมากับบรรยากาศอันน่าพิศวงนั้น

มันเป็นเสียงสวดมนตร์ของพวกพราหมณ์ ที่ดังแว่วเข้ามาอย่างไม่รู้ตำแหน่ง

แล้วค่อยๆดังแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่ง ครึ้มไปทั่วทุกซอกทุกมุม

ภายในพริบตา  บริเวณปราสาทก็กระจ่างไปด้วยแสงสว่างอย่างกับกลางวัน

คนทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

 ชักรู้สึกแล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้น  ขืนอยู่ต่อไปคงไม่ได้การแน่

สุดท้ายก็วิ่งหนีหาทางออกจากจุดนั้น แบบตัวใครตัวมัน

ในขณะที่ยังมีเสียงสวดมนตร์ราวจะสาปแช่งคนทั้งสี่อยู่อื้ออึง

ประหนึ่งจะทำให้แก้วหูของพวกเขา แตกให้ได้เดี๋ยวนั้น

ถึงจะพากันหาทางออกอย่างไร ก็ไม่พบสักที

คิดออกแต่ว่า มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร..?

ในเมื่อตัวปราสาทก็ไม่สลับซับซ้อนอะไร

แล้วทำไมจึงหาทางออกไม่ได้

ได้แต่วิ่งวนลนลานปานหนูติดจั่น ด้วยความสั่นกลัว...

จนที่สุด  เมื่อวันใหม่มาถึง

ก็มีผู้พบว่า  คนทั้งสี่ นอนสิ้นสติไม่สมประดี อยู่ที่ด้านหน้าปราสาทหิน

ครั้นพอได้รับการปฐมพยาบาล  จนตื่นฟื้นสติ

ก็ไม่มีใครอยู่ในอาการสมประกอบสักคน

คือจะซักถามอะไร ก็ไม่ได้ความ

พูดจาเลอะเลือน  ทั้งหัวเราะ  ทั้งร้องไห้  คละเคล้ากันไป
 
ใช่...พวกเขาเป็นบ้า......

ทำไม..?   พวกเขาต้องเป็นบ้า......

ในตอนดึกดื่นของคืนนั้น

ยังมีชาวบ้านบางคนที่บังเอิญ  รู้สึกตัวขึ้นมา

แล้วจับตาดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ณ บริเวณ อันเป็นที่ตั้งของปราสาทร้าง แล้วก็ได้รู้ว่า

นอกจากจะได้ยินเสียงสวดมนตร์ที่ไม่เคยได้ยิยมาก่อนแล้ว

ยังได้เห็นแสงสว่างไสว ไปทั่วบริเวณนั้นอีกด้วย

เป็นเพราะเสียงสวดมนตร์แปลกๆ

 และแสงสว่างประหลาดๆ นั่นกระมัง..?

ที่ทำให้คนทั้งสี่เป็นบ้า.....

นั่นก็เท่ากับว่า ...ปราสาทร้างแห่งนี้  มีความศักดิ์สิทธิ์

เป็นข้อคิดของชาวบ้าน  ต่อเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อตอนดึกนั้น

ซึ่งคราวต่อมา  พวกเขาก็ได้ให้ความยำเกรงต่อปราสาทแห่งนี้

ไม่มีใครกล้ามาลบหลู่ดูหมิ่น

เพราะต่างก็ปักใจเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์

และก็ได้ทำการเซ่นสรวงเป็นบางโอกาส

สืบทอดความเชื่อถือกันมา

ตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้

ความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านย่านนี้ ประจักษ์กันดีก็มีหลายอย่าง

ต่างแต่ว่า ใครจะได้รับผลในลักษณะใด

อาจจะกล่าวได้ง่ายๆว่า

ใครมาบนอย่างไรไว้  ก็ได้อย่างนั้น

จะส่งผลเร็วหรือช้า

คงจะขึ้นอยู่กับบารมี

 หรือกรรมของผู้มาบนบาน ว่ากันอย่างนี้...

มีตัวอย่างของคนบางคน ที่มาบนบาน

ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งปราสาทศีขรภูมิ

แล้วก็ได้รับความสุขความสำเร็จ ในสิ่งที่ต้องการ  อาทิ...

“วิเศษ”....เคยมาบนบานก่อนไปสอบแข่งขันข้าราชการครู

ก็สามารถสอบได้รับการบรรจุเป็นครูสมใจ

เขาได้ทำการแก้บน ด้วยการบวช 1 เดือน

ไม่เพียงแต่เท่านี้

เขายังโชคดีถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 5 ติดต่อกันถึง 2 งวดซ้อน

“สมร”......มีปัญหาเรื่องสามีไปมีสัมพันธ์กับหญิงใหม่

ทิ้งให้เธอต้องต่อสู้ชีวิตเพียงลำพัง กับการที่ต้องเลี้ยงดูลูกทั้ง 3 คน

พอเธอมาบนบานอธิษฐาน ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สามีกลับมา

ผลก็ปรากฎว่า เขากลับมาจริงๆ

และดูเหมือนว่า  เขาจะยิ่งรักใคร่ในตัวของเธอ มากกว่าครั้งก่อนๆเสียอีก

ปราสาทศีขรภูมิ      นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาให้แก่จังหวัดสุรินทร์แล้ว

ยังเป็นแหล่งพึ่งพิงทางจิตใจ  ให้แก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

อาจจะกล่าวได้ว่า  นอกจากบรรดานักท่องเที่ยว

จะมาเที่ยวศึกษาความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว

ยังเข้ามาบนบานขออะไรต่อมิอะไร ในสิ่งที่ตนต้องการอีกด้วย..

       คัดจากนิตยสาร TV  Parade                พิมพ์ที่นคร   Los Angeles   สหรัฐอเมริกา

         ปีที่  22   ฉบับที่   1142 -  1143         ประจำวันศุกร์ที่ 21 - 28  กรกฎาคม  พ.ศ .254


ไทรักถิ่น:


จดหมายเหตุ  ๗  สมัย  เมืองปราสาทโบราณศีขรภูมิ





ถ่ายเมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2531

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว
       
ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด

สืบทอสาน ศิลปะประดุจเพชร
 
เจียรนัย ทีเด็ด ละออตา

ไม่มีแล้ว สงคราม ความลุ่มหลง

มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์
 
 ให้สืบทอด เจตนา นิรันดรฯ





(๑)  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือน

 ปราสาทบ้านกำแพง-ปราสาทบ้านระแงง โดยรถไฟ พ.ศ.๒๔๗๒

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ บันทึกเป็นจดหมายเหตุ

๒๗ มกราคม ๒๔๗๒

วันนี้เวลาเช้า ๖.๓๐ น. เสด็จจากอำเภอนางรองโดยรถยนต์
เวลา ๑๐.๐๐ น. ถึงสถานีลำปลายมาศ
เวลา ๑๐.๑๖ น. รถไฟออกจากสถานีลำปลายมาศ
พระพิทักษ์สมุทเขตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ตามส่งเสด็จถึงสถานีลำชี
พระธานีพิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ก็มารับเสด็จที่สถานีนี้ โดยเสด็จต่อไปจนถึงสถานีสุรินทร์

ขณะที่รถไฟผ่านบุรีรัมย์และสุรินทร์ มีข้าราชการ นักเรียนชายหญิงและลูกเสือ
คอยส่งเสด็จอยู่หนาแน่นทั้งสองแห่ง

เวลา ๑๗.๒๐ น. ถึงปราสาทบ้านกำแพง เสด็จลงจากรถไฟทอดพระเนตร โปรดให้นำอิฐขอม
ซึ่งก่อชิดสนิทกัน เข้ามากรุงเทพ ๓-๔ แผ่น เพื่อถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมนริศร์ทอดพระเนตร์
ทรงวินิจฉัยว่า จะเป็นของก่อแล้วเผา หรือเผาอิฐแล้วจึงก่อ
ปราสาทบ้านกำแพงนี้ องค์ปรางค์ทั้งเล็กใหญ่ ก่อด้วยอิฐ
ทับหลังกำแพง ทับหลังประตูหน้าต่าง ต่างๆ และกรอบประตูเปนศิลา
ที่วัดกำแพงมี.......ไม้ขนาดใหญ่อยู่ใบ ๑

เวลา ๑๘.๓๐ น. ถึงสถานีศรีสะเกษ
คิดระยะทางโดยรถไฟตั้งแต่สถานีลำปลายมาศจนถึงสถานีศรีสะเกษ ๑๗๐ กิโลเมตร์
มีข้าราชการจังหวัดขุขันธ์ นักเรียนชายหญิงลูกเสือ และพ่อค้าคฤหบดี คอยเฝ้าอยู่ที่สถานนีเปนอันมาก
เสด็จประทับรถยนต์ถึงจวนผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ อันเปนที่ประทับแรม
เวลาค่ำมีบายศรีเชิญพระขวัญถวายพระพรและผูกข้อพระหัตถ์ ในการนี้มีราษฎรพ่อค้าคฤหบดี
เข้าถวายพระพรเปนอันมาก มีพระดำรัสกับราษฎรเหล่านั้นพอสมควร


๒๘ มกราคม ๒๔๗๒

วันนี้เวลาเช้า ๙.๐๐ น. เสด็จโดยรถไฟเพื่อทอดพระเนตร
ปราสาทบ้านระแงง ตำบลยาง จังหวัดสุรินทร์

ในระหว่างทางเสด็จลงที่ปราสาทบ้านกำแพง
ตรัสสั่งให้ “นายกรูเต” ถ่ายรูป
ได้ทรงอายัดจารึกที่กรอบประตูไว้กับผู้ว่าราชการจังหวัด
ระวังรักษามิให้ผู้ใดทำอันตรายได้
โปรดให้นำอิฐขอมเข้ามาพิพิธภัณฑสถาน ๒ แผ่น
เพื่อให้แยกธาตุหาวัตถุที่ทำให้แผ่นอิฐติดกันอยู่ได้โดยมิได้สอปูน
ทอดพระเนตรทั่วแล้ว เสด็จขึ้นรถไฟประทับต่อไป



เวลาเที่ยงวันเศษ ถึงสถานีบ้านระแงง

เสด็จโดยรถยนต์ประมาณ ๑๕ นาที ถึงปราสาทเมืองสุรินทร์
พลับพลาที่ประทับร้อนตั้งอยู่บนเนินใกล้ปราสาท
และตรัสสั่งให้ “นายกรูเต” ลงมือถ่ายรูปทีเดียว

ที่ปราสาทบ้านระแงงนี้
องค์ปรางค์ทั้งใหญ่น้อย ก่อด้วยอิฐ
เครื่องประดับองค์ปรางค์ กรอบประตู
และทับหลังประตูหน้าต่างและยอด เปนศิลา
อย่างเดียวกันกับที่เมืองต่ำ
เปนของสร้างในพระพุทธศาสนา
รู้ได้โดยที่ทับหลังประตูปรางค์องค์ใหญ่
มีรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรเปนสำคัญ

และคำจารึกที่กรอบประตูองค์เล็กข้างใต้ก็บอกว่า...

สิทธิการิยะบรมนารถชาติภิรมย์

สบชตาปาสิการาชา เจ้าสังฆราชา

และสมเด็จพระอุตมะวรปัญญา

 และหม่อมเจ้าเกตุ เจ้าสมเด็จโคตวงษา

และเจ้าเมืองเทพราชา ขุนไกร ขุนแก้ว ขุนศรีต่างตา ขุนจันทร์

 เฒ่าแก่ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลานทั้งปวง

 พร้อมกันสร้างพระมหาธาตุ ๓ ลูกนี้ไว้กับพระศาสนาเจ้า

ตราบต่อห้าพันวัตสานิพพานนะปัจติโย โหตุ ”



ทอดพระเนตร์และถ่ายรูปเสร็จแล้ว
เสด็จเข้าที่ประทับร้อน เสวยเวลากลางวัน
ในระหว่างเวลาเสวย ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดให้มี..

.เขมรเป่าใบไม้ น้ำเต้า(ซอสายเดียว) และซอสามสาย ถวาย

เสวยเสร็จ แล้ว ทอดพระเนตร์
ตรุษ เปนการละเล่นชะนิดหนึ่ง เขาเล่นกันในวันขึ้นปีใหม่
และกันทรอบ(คล้ายเพลงปรบไก่)
และกันตรึม คือดนตรีเขมร

ที่ที่ประทับร้อนนี้ มีผู้ถวายของหลายอย่างคือ
พระธานีพิชัย (ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์) ถวายไหขอม ๓ ใบ
คันศรสัมริด ๑ ด้าม มีดสัมริด ๑ ขอสับเครื่องคานหามสัมริด ๑ ขั้ว
ลูกพรวนม้าสัมริด ๓ ไม้แดงกลึงและสลักเปนกระถางต้นไม้ ๑
แจกันไม้แดงกลึงและสลัก ๑ คู่
หลวงจรุงจิตร์ประชา นายอำเภอศรีขรภูมิ ถวายไหขอม ๒ ใบ
พระครูวิมลศีลพรต เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ถวายไหขอมอีก ๒ ใบ

เวลา ๑๔.๓๐ น. เสด็จกลับจากที่ประทับร้อน ขึ้นประทับบนรถไฟที่สถานีบ้านระแงง
เวลา ๑๖.๓๐ น. ถึงจังหวัดขุขันธ์

ที่มา.. จดหมายเหตุเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถานมณฑลนครราชสีมา
ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ.๒๔๗๒ (หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ บันทึก)
มูลนิธิดำรงราชานุภาพ พิมพ์เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๑




ไทรักถิ่น:


ภาพถ่ายคณะผู้ตามเสด็จ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เมื่อ 28 มกราคม พ.ศ.2472 ณ ปราสาทหินโบราณ ศีขรภูมิ.



จากซ้ายไปขวา..

๑. พระยาเพชรดา(สะอาด ณ ป้อมเพชร)
สมุหเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีมา
๒. นายบุญ โชติจิตต์
๓. นายกรูเต ช่างถ่ายรูปชาวฝรั่งเศส
๔. พระยาอนุศาสตร์จิตรกร (จันทร จิตรกร)
๕. พระยาพจนปรีชา(ม.ร.ว.สำเริง อิศรศักดิ์)
๖. ขุนเทพบรรณาทร
๗. หม่อมเจ้าพัฒนายุ ดิศกุล
๘. สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๙. หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล
๑๐. พระยาประเสริฐศุภกิจ(เพิ่ม ไกรฤกษ์)
๑๑. หม่อมเจ้าพิไลเลขา ดิศกุล
๑๒. หม่อมเจ้าธัญญลักษณ์ สุขสวัสดิ์
๑๓. เจ้าพระยามหิธร(ลออ ไกรฤกษ์)



(๒)   ลูกเสือสำรองสำริด   

         รับเสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ



จากหนังสือรวมผลงานชุดที่ ๒ สายเลือด-สายสกุล และอัตชีวประวัติ ของ  อาจารสัมฤทธิ์  สหุนาฬุ

กวีชนบท ปราชญ์ชาวบ้าน คนดีศีขรภูมิ      รวบรวมโดย ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สหุนาฬุ  พ.ศ 2545  หน้า  129-131

ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ

 ลูกเสือสำรอง

สำริด  สหุนาฬุ   

พระพุทธเจ้าข้า..

ฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบ้านระแงง ในปี พ.ศ.๒๔๗๑

 เทอมแรกได้สัก ๑ เดือน  ก็ถูกไล่ไปอยู่ชั้น ป.๑ ก.   

พอปี พ.ศ.๒๔๗๒  ได้ขึ้น ป.๒  ก็ได้เป็นลูกเสือ

 ฝึกหัดเข้าแถว  ฝึกหัดแบกไม้พลอง  เพื่อจะไปตั้งแถวรับเสด็จ

ฝึกกันทุกวันตอนเย็นๆ  นับเป็นเดือนๆ

 จนรู้ระเบียบแถวคล่อง  ทำได้เป็นระเบียบพอใช้

เพื่อไปตั้งแถวรับเสด็จ ที่สถานีรถไฟบ้านระแงง

โดยจะมีเสด็จ  เสด็จฯมาดูปราสาทบ้านปราสาท

เสด็จ องค์ไหน   ฉันไม่เข้าใจ

เข้าใจแต่ว่า “เสด็จ” เท่านั้น  (คือกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

 เสด็จกำลังศึกษาโบราณคดีทั่วราชอาณาจักร

ฉันไม่ประสีประสาอะไร

 ครูเขาให้ท่องจำคำกราบทูล(พูดกับเสด็จ) เวลาทรงถามว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ ลูกเสือสำรอง  สำริด  สหุนาฬุ   พระพุทธเจ้าข้า..”

ท่องจนจำได้คล่อง  แล้วให้ท่องอีกคำหนึ่งว่า..

“เกล้ากระผมชื่อลูกเสือสำรอง สำริด สหุนาฬุ  ขอรับกระผม”  จนจำได้คล่อง

  แนะนำว่า ถ้าเสด็จถาม ให้ตอบว่า  “ข้าพระพุทธเจ้า..ฯลฯ...”

ถ้าเจ้านายข้าราชการถาม ให้ตอบว่า  “...เกล้ากระผม...ฯลฯ...ขอรับกระผม..”

แต่เราเองไม่เคยรู้เลยว่า คนไหนคือเสด็จ คนไหนไม่ใช่เสด็จ

ครั้นถึงวันรับเสด็จจริงๆ

 พวกเราก็ไปรวมกันที่โรงเรียนวัดบ้านระแงง

 เข้าแถวรวมกันแบ่งเป็นหมวดหมู่  มีครูผู้ชายแต่งตัวลูกเสือเรียบร้อย

 สวมรองเท้าถุงเท้าด้วย โก้ๆดี  เป็นผู้บังคับหมู่ๆละ  ๘ คน

 นอกนั้นเป็นพวกลูกเสือจากโรงเรียนต่างๆหลายโรงมารวมกัน

 ทั้งหมดก็ราวๆสัก ๓๐-๓๕ คนนี้แหละ

  มีลูกชาวบ้านตาดำๆกันหลายคน

มีพวกลูกจีนหน้าตาขาวๆก็หลายคนนับสิบ  รวมทั้งลูกเจ้านายข้าราชการด้วย

สมัยนั้นเป็นสมัยราชาธิปไตย  พระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือกฎหมาย

 ข้าราชการมีอำนาจมาก เป็นพวกเจ้านาย

พวกชาวบ้านจึงกลัวกันหนักหนา

เรานั้นลูกชาวบ้านตัวเล็กกว่าเพื่อน

มีพวกที่เล็กที่สุดเท่าๆกันกับเราอยู่สัก ๓ คน ๔ คนเท่านั้น

นอกนั้นเป็นรุ่นใหญ่ๆแก่กว่าเราคนละ ๒ ปี ๓ ปีทั้งนั้น

 พวกลูกเจ้านาย พวกลูกเจ๊กลูกจีน เขาแต่งลูกเสือกันเรียบร้อยดี

 เสื้อ  กางเกง  หมวก  ผ้าพันคอ  เขาพอเหมาะกับตัว จึงดูเรียบร้อย

ส่วนฉันนั้น กางเกงดำขาสั้น

 ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย  นุ่งแล้วพอดูได้

 ส่วนเสื้อสีกากีเหลืองๆสมัยนั้นเขาใช้แขนยาว

 ตัวมันใหญ่หลวม  แขนมันยาวกว่าตัว

 เวลาสวมจึงต้องร่นแขนเข้า ยัดตัวเข้าในกางเกง

 ผูกผ้าพันคอ  หมวกก็หลวมขนาดโตกว่าหัว

 
 เมื่อแต่งแล้ว จึงดูน่าขบขัน

 คล้ายๆตัวจำอวด  ตัวตลก น่าทุเรศ รุ่มร่าม

 แต่คนทั่วไปเห็นขำดี  ลูกเสือตัวน้อยๆกว่าเพื่อนๆ

 จึงดูแล้วน่าเอ็นดู หลายคนชอบ

 
บังเอิญ พวกเจ้านายที่ตามเสด็จ

มากับรถไฟจำนวนมากนั้น  ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร..

เจ้านายคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งบางๆไม่อ้วน  ผอมๆสูงมากๆ

 นุ่งผ้าม่วง สวมถุงเท้าสีขาว

ใส่เสื้อนอกคอปิดกระดุมทอง ๗ เม็ด  ไม่สวมหมวก

ลงจากรถไฟ  ขณะลูกเสือยืนวันทยาวุธอยู่ ต่างยืนตรง

 แตรเดี่ยวเป่าเพลงมหาฤกษ์มหาชัย

 ใครๆลงจากรถไฟกัน มากหน้าหลายตา

ทั้งตู้หน้า  ตู้กลาง  ตู้หลัง   

ไม่รู้คนไหนเป็นเสด็จ  คนไหนไม่ใช่เสด็จ

แม้ว่าครูเคยเอารูปถ่ายให้ดูแล้วก็ตาม

 แต่รูปถ่ายกับตัวคนนั้น แต่งตัวไม่เหมือนกกัน


คนที่ลงมา ไม่มีใครติดเหรียญตราที่หน้าอกอย่างในรูปเลย

ใส่แต่เสื้อนอกและมีฝรั่งมาด้วยหลายคน

ฉันมัวแต่ตะลึงดูฝรั่ง

ไม่รู้ว่าใครเป็นเสด็จ

 เห็นคนๆหนึ่งผิวค่อนข้างคล้ำ

ใส่กางเกงรัสเซียขาพอง ใส่รองเท้าท็อปบูท

 สวมเสื้อนอกคอแบะสีกากีหนาๆเหมือนสักหลาด สวมหมวกด้วย

  ริมฝีปากมีหนวดไม่หนานัก

รูปร่างปานกลางไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ไม่อ้วน

 ลงเดินไปที่รถยนต์หล้งสถานีรถไฟ

 เห็นนายอำเภอ นายตำรวจ วิ่งตามกันขวักไขว่

  เห็นฝรั่งเดินขนาบข้าง

ฉันเองไม่รู้จักว่า

ใครเป็นเสด็จกันแน่  สับสนไปหมด

 
คนผอมสูงนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อนอก

วัยราว ๔๕ – ๕๐ ปี  ไม่สวมหมวก

 สวมถุงเท้าขาว รองเท้าดำ งามสง่า

ตรงมาหาฉันที่เป็นลูกเสือน้อย

 เอามือจับอกเสื้อฉัน  เขย่าๆ

ฉันตกใจแทบสิ้นสติ ตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนก

ท่านว่า  ชื่ออะไร  อยู่โรงเรียนไหน

ด้วยสำเนียงทุ้มๆแผ่วๆ   

ฉันตัวสั่น อ้อมๆแอ้มๆ

ไม่รู้พูดอย่างไร   ไม่รู้ท่านเสด็จหรือเปล่า

  ที่ครูบอกให้ท่องไว้ ลืมหมด

  ตอบไม่ถูก  ทั้งประหม่า  ทั้งกลัว

พูดไทยไม่ค่อยเป็น  ไม่ค่อยชัดด้วย  เคยพูดแต่เขมร

ฉันจึงหลุดปากอ้อมๆแอ้มๆไปว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ ลูกเสือสำรอง  สำริด  สหุนาฬุ   ครับกระผม”

คำต้นๆนั้น อยู่ในลำคอ สั่นงกๆด้วย.

 ที่ดังหลุดออกมาก็ตรงคำว่า  “สำรองสำริด” เท่านั้น

และตอนท้าย “ครับกระผม” เท่านั้น

 นอกนั้นฟังไม่ได้ศัพท์

. ......................................................

 ฉันคนเดียวแท้ๆ ในอำเภอศีขรภูมินี้ ..

 ที่เจ้าคุณเทศาฯ พูดด้วย และไต่ถาม..

.........................................................

ท่านเจ้านายฟังไม่ชัด

จึงก้มหูลงต่ำเสมอปากฉัน   มือก็จับอกเสื้อเขย่า   

 ฉันแทบหัวใจหยุดเต้น

ท่านย้ำว่า    ชื่ออะไรน่ะ..?

ฉันย้ำว่า..ลูกเสือสำรอง..สำริด

นอกนั้น ท่านฟังไม่ได้ความ

ท่านรู้ความ...จึงปล่อยมือ

แล้วเดินตามขบวนเจ้านาย ตามเสด็จไป..


ฉันฟังครูบอกแถว... ซ้ายหัน หน้าเดิน...เพื่อแปรขบวนเดินแถวตามเสด็จ

ไม่ได้ยิน..หูอื้อไปหมด..ก้าวเท้าไม่ออก แทบล้มทั้งยืน  ตกใจกลัวมาก

เพราะ คนทั้งฝูง ไม่พูดไม่ถาม  ดันเจาะจงมาถามฉันคนเดียว

ฉันนี้ ช่างมีบาปมีกรรมกว่าใครๆ (ฉันคิด)

โดยไม่นึกว่า ตัวเองนั้นเป็นลูกเสือเล็กๆ ที่แต่งตัวรุ่มร่ามที่สุด

น่าขบขันที่สุด  และน่าเอ็นดูด้วย

แต่ฉันก็สนองเจตนาดีของเจ้านายนั้นไม่ได้

เพราะฉันไม่สันทัดภาษาไทย

ฉันมารู้ภายหลังว่า ท่านที่ลงจากรถ

มาจับอกเสื้อฉัน และถามฉัน  พูดกับฉันนั้น

ไม่ใช้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ

ท่านผู้นั้นคือ เจ้าคุณเทศาฯ พระยาเพชรดา

สมุหเทศาภิบาลนครราชสีมา


อะโห..!    ฉันคนเดียวแท้ๆ ในอำเภอศีขรภูมินี้

ที่เจ้าคุณเทศาพูดด้วย และไต่ถาม (อะไรจะปานนั้น)


การเสด็จมาปราสาทศีขรภูมิ ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพคราวนั้น

ทำให้ราชสำนักของพระเจ้ากรุงสยาม

รู้จัก   กันตรืม  ของชาวสุรินทร์

ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะทางอำเภอศีขรภูมิ

จัดให้มีดนตรีพื้นเมืองประโคมต้อนรับเสด็จ

อยู่ที่มุมหนึ่งของปะรำพิธีต้อนรับเสด็จหน้าปราสาท

เรียกว่า..”ประโคมเพลงเจะกันตรึม”

ซึ่งประกอบด้วย

โทน  2  ใบ

ซออู้  1  คัน

ปี่ อ้อ  1  เลา

คนเป่าใบไม้(สดๆ)  1 คน

คนขับลำนำ   1  คน

เป็นผู้ชายผู้มีอายุล้วนๆ


ไทรักถิ่น:




ผู้เล่นประโคมเจะกันตรึม ในครั้งนั้นมี

1 นายยูง

2 นายคิด

3 นายเจ็บ

4 นายเกียง       อาจารสัมฤทธิ์  สหุนาฬุและอีก 2-3 คน จำไม่ได้

ที่เป็นสิ่งประหลาดที่สมเด็จฯไม่เคยพบเห็นมาก่อนนั้น  คือ


“การเป่าใบไม้” ที่ปลิดจากต้นมาเป่าเป็นเพลง

มีทำนองเป็นเพลงเข้ากับจังหวะดนตรี

และโอดครวญตามทำนองขานขับลำนำ

ได้อย่างเหมาะเจาะและไพเราะโหยหวน

ทรงสนพระทัยมาก

ทรงให้...เป่าเดี่ยวเพลง...

 ให้สดับเป็นที่น่าอัศจรรย์

สมเด็จฯจึงตรัสให้พระยาสุริยราชวราภัย

ข้าหลวงประจำจังหวัดสุรินทร์

จัดส่งคณะเจะกันตรึม

ของชาวศีขรภูมิ ลงไปกรุงเทพ

เพื่อแสดงต่อหน้าพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารฝ่ายหน้าฝ่ายใน

ได้ทัศนากันเป็นที่สบพระราชหฤทัย

ทรงชมเชยในลีลา   “เขมรเป่าใบไม้”

โปรดเกล้าให้..”ยกส่วย”.. แก่บุคคลทั้ง ๕-๖ คน

ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียเงินรัชชูปการปีละ ๔ บาท

เหมือนชายฉกรรจ์ทั่วราชอาณาจักร

ซึ่งสมัยนั้น ทุกคนต้องเสียรัชชูปการ..”เสียส่วย”

คนละ ๔ บาทต่อปี ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี จนถึงอายุ ๖๐ ปี ทุกคน

นับว่าชาวศีขรภูมิ ได้รับเกียรติจากพระมหากรุณาธิคุณ

ในหลวงทรงยกส่วยให้แก่คณะเจะกันตรึม

เป็นกรณีพิเศษตลอดชีพ

เป็นเกียรติแก่ชาวศีขรภูมิอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“กันตรึม”  เริ่มมีชื่อโดดเด่นตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา(พ.ศ.๒๔๗๒)

ครั้งนั้นหลวงจรุงจิตรประชา(แดง เศรษฐทัต) เป็นนายอำเภอ

นายรอด ตรีเวสน์รัตน์  เป็นปลัดขวา

นายทองพูน สุนทรารักษ์  เป็นปลัดซ้าย

นายบัวสอน สลับแสง  เป็นกรรมการอำเภอ

สิบตำรวจเอกหมื่นเสาะแสวงพาล  เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจภูธร(ตั้งอยู่ที่บ้านอนันต์)

ที่มา..จากหนังสือรวมผลงานชุดที่ ๒ สายเลือด-สายสกุล และอัตชีวประวัติ

ของกวีชนบท ปราชญ์ชาวบ้าน คนดีศีขรภูมิ  อาจารสัมฤทธิ์  สหุนาฬุ

รวบรวมโดย ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สหุนาฬุ  พ.ศ 2545  หน้า  129-131.





(๓) ร้อยแปดอาถรรณพ์   

 ปราสาทศรีขรภูมิ      ศาสนสถานคู่เมืองสุรินทร์   ฉัตราภรณ์ – เขียน


                เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดสุรินทร์
 ผู้คนส่วนมากมักจะนึกไปถึงช้าง
จนกระทั่ง ได้ตั้งสมญานามให้สุรินทร์เป็น “เมืองช้าง”     
ทั้งนี้ก็เพราะมีชื่อเสียงในด้านงานแสดงของช้างในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีนั่นเอง   
ทำให้สุรินทร์ที่เคยเงียบเหงามาก่อน  เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

        ไม่เพียงแต่แค่นี้     ภายในพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีปราสาทหินที่น่าสนใจ

 ให้นักท่องเที่ยวไปดูชมอยู่มากมายหลายแห่ง  แต่ละแห่งก็ล้วนเป็นโบราณสถาน-ศาสนสถาน

 ซึ่งเป็นมรดกตกทอด มาจากอารยธรรมอันเก่าแก่ของขอม มีอายุนับพันปี  มีทั้งขนาดเล็ก

 ขนาดใหญ่  กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไปแทบทุกอำเภอ   จึงใคร่จะขอเอ่ยถึงชื่อปราสาทหินที่มีอยู่

 ณ พื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ มาให้ท่านผู้อ่านทั่วฟ้าเมืองไทย ได้รับรู้กันสักเล็กน้อยดังนี้


            อำเภอเมืองสุรินทร์   มีปราสาทหินอยู่ 2 แห่ง คือ  ปราสาทเมืองที  และ ปราสาทสะแรออ

            อำเภอสังขะ   มีปราสาทสังข์ศิลปชัย  ปราสาทบ้านจารย์   ปราสาทหมื่นชัย   ปราสาทบ้านปราสาท

  ปราสาทตระเปียงเตีย   ปราสาทยายเหงา   และปราสาทภูมิโปน

            อำเภอจอมพระ    มีปราสาทหินที่สำคัญ  คือ  ปราสาทจอมพระ

             อำเภอปราสาท   มีปราสาทตาเมือน   ปราสาทตาเมือนโต้จ(โต้จ - เล็ก)   ปราสาทตาเมือนธม (ธม-ใหญ่)
   ปราสาทบ้านปราสาท(ชื่อเหมือนกันกับปราสาทบ้านปราสาท  อ.สังขะ)   ปราสาทบ้านเฉนียง

  ปราสาทเบง (เบง-ไม้มะค่า)    และที่สำคัญคือ  ปราสาทบ้านพลวง

             ปราสาทบ้านพลวงนี้  ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านบ้านพลวง   ( ตำบลกังแอน )

 ตัวปราสาทตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยม   แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุกาล   

 แต่ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในระหว่างปี พ.ศ.2515-2516

              กล่าวคือ  เมื่อปี พ.ศ.2514  มีนักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล

 สหรัฐอเมริกา ชื่อ  มร.  แวนส์   เรย์  ซิลเดรส  ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกสมัยโบราณ   

 ได้เดินทางมาสำรวจศาสนสถานของขอมในประเทศไทยและเขมร  หลายแห่ง    เพื่อทำวิทยานิพนธ์
 
 เมื่อเขาได้มาเห็นปราสาทหินบ้านพลวง  ก็บังเกิดความสนใจอย่างใหญ่หลวง

 ที่จะบูรณะปราสาทหินแห่งนี้ขึ้นมาใหม่   

มิสเตอร์ซิลเดรส  จึงได้เดินทางไปขอทุน
จากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา
มาเป็นงบประมาณในการบูรณะ
ในวงเงินงบประมาณ 6 แสนบาท

แล้วทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากร
ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จสมบูรณ์
ให้อนุชนรุ่นหลัง ได้เห็นเช่นปัจจุบัน

ปราสาทบ้านพลวง  แม้จะเป็นปราสาทหินขนาดเล็ก
แต่ก็มีความงดงามเป็นยิ่งนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภาพสลักบนแผ่นหินหน้าบันและทับหลังของปราสาท

ที่หน้าบันสลักเป็นภาพพระกฤษณะยืนอยู่บนเกียรติมุข
มือซ้ายเท้าสะเอว  มือขวาแบกเขาวรรธนะ
ภาพประกอบสลักเป็นรูปนาคราช 5 เศียร ข้างละ 1 ตัว

ส่วนทับหลังปราสาทนั้น
สลักเป็นภาพเทวดาทรงช้าง
ยืนอยู่เหนือเกียรติมุข
ริมขอบด้านบน  สลักเป็นรูปโยคี
นั่งเรียงกันจำนวน 6 องค์
อยู่บนทับหลังปราสาท

อำเภอศีขรภูมิ  มีปราสาทหินอยู่ 2 แห่งคือ    ปราสาทหินบ้านช่างปี่
และปราสาทหินศีขรภูมิ หรือชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าปราสาทหินบ้านระแงง


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว