มาช่วยกันแนะนำ"อาหารของ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด"

(1/3) > >>

แจ๋วคลังความรู้:



มาช่วยกันแนะนำ"อาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัด"



        ปกติแล้วในโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีหน่วยงานทำหน้าที่ในการจัดบริการอาหารให้แก่ผู้ป่วยที่รู้จักกันดีเรียกว่า หน่วยโภชนาการ หน่วยงานนี้ไม่เพียงแต่จัดอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานเท่านั้น แต่ยังต้องจัดอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ เพื่อช่วยในการบรรเทาและรักษาโรคที่เป็นอยู่นั้น ควบคู่ไปกับการรักษาทางยาด้วย

        สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้วไม่ว่าจะผ่าตัดเล็ก เช่น ไส้ติ่ง หรือผ่าตัดใหญ่ เช่น นิ่ว หรือเนื้องอก อาหารมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับสู่สภาพที่แข็งแรง เช่นเดิม

        ผู้ป่วยหลังจากผ่าตัด เมื่อออกจากห้องผ่าจัดมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งเกิดจากการเสียเลือด ของเหลวในร่างกาย และฤทธิ์ของยาชา ยาสลบ ที่ให้ระหว่างการผ่าตัด จึงมักจะอยู่ในอาการอ่อนเพลีย หลับๆ ตื่นๆ แพทย์มักจะให้ผู้ป่วยได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในช่วงนี้แพทย์จะสั่งงดอาหารทางปาก เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีขึ้น อวัยวะในระบบทางเดินอาหารเริ่มทำงาน ซึ่งมักจะเป็นเวลาหลังจากการผ่าตัด 24 ชั่วโมง จากนั้นแพทย์จะอนุญาตให้รับประทานอาหารทางปากได้ ซึ่งอาหารที่จัดให้แก่ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่เกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ระยะแรกจะเป็นอาหารน้ำ มีลักษณะเหลว ใส เรียกกันว่า อาหารน้ำใส

        อาหารน้ำใส สามารถกลืนได้ง่ายโดยไม่ต้องเคี้ยว เพราะไม่มีส่วนที่เป็นกาก เช่น น้ำขาวใสๆ น้ำหวาน น้ำผลไม้ที่กรองเอาเนื้อออก น้ำขิง น้ำซุปใสๆ ซึ่งอาจจะทำมาจากน้ำต้มผัก หรือน้ำต้มไก่ เป็นต้น การที่แพทย์สั่งอาหารชนิดนี้ให้แก่ผู้ป่วย เพราะต้องการให้อวัยวะในระบบขับถ่ายทำงานน้อยที่สุด มิให้กระทบกระเทือนแผลที่ผ่าตัด แต่อาหารชนิดนี้ให้พลังงานและสารอาหารน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงควรให้ผู้ป่วยรับประทานบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ แพทย์จะกำหนดให้รับประทานอาหารชนิดนี้ในระยะเวลาสั้นๆ 1-2 มื้อ ถ้าผู้ป่วยรับได้ดีก็จะเปลี่ยนเป็นอาหาร ที่ให้พลังงานและสารอาหารสูงขึ้นที่เรียกกันว่า อาหารน้ำข้น ลักษณะของอาหารยังคงเป็นของเหลว เช่นเดียวกับอาหารน้ำใส แต่ข้นขึ้น น้ำซุปมีการนำเนื้อสัตว์หรือผักผสมลงไป เช่น ซุปไก่ ซุปมันฝรั่ง ซุปฟักทอง เป็นต้น เครื่องดื่มก็มีการเติมนม ครีม หรือน้ำผลไม้ที่มีเนื้อผลไม้ผสมอยู่บ้าง เช่น น้ำสับปะรด น้ำส้มไม่ต้องกรอง น้ำนม เป็นต้น

        การให้ผู้ป่วยได้รับอาหารทั้งน้ำใสและน้ำข้นนั้น แพทย์จะให้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เช่น อาจให้อาหารน้ำใส 2-3 มื้อ แล้วเปลี่ยนเป็นอาหารน้ำข้น 2-3 มื้อ ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดสอบการทำงานของอวัยวะ ว่าเป็นปกติหรือไม่ เพราะผู้ป่วยบางคนจะมีอาการแพ้ยาสลบ หรือมีปัญหาการย่อยอาหารอยู่ จึงเท่ากับว่าระยะที่ให้อาหารทั้งน้ำใสและน้ำข้นเป็นระยะการปรับตัวในการทำ งานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอวัยวะทางเดินอาหาร

        เมื่อผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารน้ำใสและน้ำข้นได้แล้ว แพทย์มักจะเปลี่ยนอาหารให้ต่อไปอีก ในชั้นนี้จะเป็นอาหารที่เรียกว่า อาหารอ่อน อาหาร ชนิดนี้เป็นอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อย มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอ่อนๆ ส่วนอาหารหมักดอง อาหารมีรสจัด เหนียว มักจะงด ข้าวต้มเครื่องที่มีเนื้อสัตว์ที่บดแล้วผสมอยู่ เช่น ข้ามต้มหมู ข้ามต้มปลา หรือโจ๊ก จึงเหมาะอย่างมากที่จะจัดให้แก่ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารอ่อน ข้าวต้มกับ มักจะมีปัญหาเรื่องกับที่รับประทานกับข้าวต้ม เพราะคนไทยมักจะคุ้นกับการรับประทานข้าวต้มกับของดอง เช่น ขิงดอง เกี้ยมฉ่าย ซีเซ็กฉ่าย ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับอาหารอ่อน เพราะฉะนั้นกับข้าวของข้าวต้ม จึงต้องเลือกเฉพาะกับข้าวที่นุ่ม เปื่อยเท่านั้น เช่น ปลานึ่ง ไข่เจียวนิ่มๆ หมูอบเปื่อยๆ ต้มจับฉ่ายที่ต้มผักจนนุ่มและเปื่อย เป็นต้น ผู้ป่วยบางคนเบื่อข้าวต้ม ก็สามารถเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือมักกะโรนีได้ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือมักกะโรนีน้ำ แต่ยังไม่ควรใส่ผัก เพราะจะทำให้ย่อยยาก

        เนื้อสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาหารของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด เพียงแต่ต้องทำให้นุ่ม เปื่อยเท่านั้น ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่เหนียว นำมาทำอาหารให้ผู้ป่วยได้ดี แต่ต้องระวังก้างและเกล็ด ส่วนผัก ให้เลือกผักที่ก้านไม่แข็ง ควรเลือกผักใบและเคี่ยวให้นุ่ม เปื่อย ผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่นุ่ม ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น ของหวาน ควรเป็นขนมหวานที่รสไม่จัด มีลักษณะนุ่ม เช่น สังขยา ไอศกรีม เยลลี่ คัสตาร์ด สาคูเปียก เป็นต้น เครื่องดื่มประเภทน้ำนม นมถั่วเหลืองหรือน้ำผลไม้ เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมและให้คุณค่าอาหารที่ดีที่สุด

        ควรหลีกเลี่ยง ชา กาแฟ แต่ถ้าจำเป็นต้องดื่มก็ควรเลือกชนิดที่ไม่คาเฟอีน ส่วนเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ควรงดเว้น

        อาหารอ่อนเป็นอาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยได้ ถ้าอาหารนั้นผู้ป่วยสามารถบริโภคได้หมด เพราะฉะนั้นการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ รสชาติของอาหารจึงยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแล ถึงแม้อาหารจะต้องมีรสอ่อน แต่ถ้ารสอ่อนอย่างกลมกล่อมก็สามารถรับประทานได้มากๆ เท่ากับอาหารรสจัด วิธีการจัดอาหาร สีสันของอาหารเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นความอยากรับประทานอาหาร ทำให้ลืมความเจ็บป่วยได้บ้าง ในกรณีที่ผู้ป่วยเบื่ออาหาร การรับประทานบ่อยๆ ครั้งละน้อยๆ โดยแบ่งเป็น 5-6 มื้อ สามารถช่วยให้ได้พลังงานมากขึ้น

        ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนได้ และไม่มีปัญหาการย่อย แพทย์จะเปลี่ยนอาหารอ่อนเป็นอาหารธรรมดา ที่มีลักษณะเช่นคนปกติทั่วไปรับประทาน เพียงแต่ระวังอย่าให้รสจัดมาก หรือย่อยยาก ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีการสูญเสียเลือด วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งร่างกายจำเป็นจะต้องได้รับการชดเชย ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติและแผลหายเร็วที่สุด อาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ เป็นอาหารที่มีประโยชน์ที่ควรจัดหาแก่ผู้ป่วย

        ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย อาหารเสริมอาจจะต้องนำมาพิจารณาเลือกใช้ แต่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการเสียก่อน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด และได้ประโยชน์คุ้มค่าเงินที่เสียไป

ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ

ควรดูแลในเรื่องทั่วๆไปดังนี้

1.การพักผ่อน ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

2.รักษาความสะอาดของร่างกาย

3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในระยะแรกควรรับประทานอาหารอ่อนๆย่อยง่าย

4.ออกกำลังกายเบาได้พอควร แต่ไม่ควรทำงานหนัก

         กรณีที่ปวดแผลอาจจะมีแปล๊บๆข้างในได้ถ้าเกร็งหน้าท้อง ไม่ต้องกังวล ให้สังเกตุดูแผลมีบวมแดงเป็นหนอง หรือมีไข้ซึ่งเป็นเรื่องของการติดเชื้อ ถ้ามีอาการดังกล่าวก็ควรจะพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ

        อย่าซิดอัพ ร่างกายคนเรามีระบบเตือนอยู่แล้วกล่าวคือเจ็บหยุด แต่การออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อเชียบพลัน เช่น เตะบอล ตีแบต ขี่ยกล้อ ระบบจะเตือนไม่ทันกล่าวคือแผลมันจะปลิไปเลย


แจ๋วคลังความรู้:




อาหารอ่อนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้วไม่ว่าจะผ่าตัดเล็ก เช่น ไส้ติ่ง หรือผ่าตัดใหญ่ เช่น นิ่ว หรือเนื้องอก

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อย มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอ่อนๆ  ส่วนอาหารหมักดอง อาหารมีรสจัด เหนียว มักจะงด

                ข้าวต้มเครื่องที่มีเนื้อสัตว์ที่บดแล้วผสมอยู่ เช่น ข้าวต้มหมู ข้ามต้มปลา หรือโจ๊ก จึงเหมาะอย่างมากที่จะจัดให้แก่ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารอ่อนแต่"ข้าวต้มกับ" มักจะมีปัญหาเรื่อง"กับ"ที่รับประทานกับข้าวต้ม เพราะคนไทยมักจะคุ้นกับการรับประทานข้าวต้มกับของดอง เช่น ขิงดอง เกี้ยมฉ่าย ซีเซ็กฉ่าย ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับอาหารอ่อน เพราะฉะนั้นกับข้าวของข้าวต้ม จึงต้องเลือกเฉพาะกับข้าวที่นุ่ม เปื่อยเท่านั้น เช่น ปลานึ่ง ไข่เจียวนิ่มๆ หมูอบเปื่อยๆ ต้มจับฉ่ายที่ต้มผักจนนุ่มและเปื่อย เป็นต้น

                  ผู้ป่วยบางคนเบื่อข้าวต้ม ก็สามารถเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือมักกะโรนีได้ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือมักกะโรนีน้ำ แต่ยังไม่ควรใส่ผัก เพราะจะทำให้ย่อยยาก

                เนื้อสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาหารของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด เพียงแต่ต้องทำให้นุ่ม เปื่อยเท่านั้น ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่เหนียว นำมาทำอาหารให้ผู้ป่วยได้ดี แต่ต้องระวังก้างและเกล็ด

                 ส่วนผัก ให้เลือกผักที่ก้านไม่แข็ง ควรเลือกผักใบและเคี่ยวให้นุ่ม เปื่อย

                 ผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่นุ่ม ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น

                 ของหวาน ควรเป็นขนมหวานที่รสไม่จัด มีลักษณะนุ่ม เช่น สังขยา ไอศกรีม เยลลี่ คัสตาร์ด สาคูเปียก เป็นต้น

                 เครื่องดื่มประเภทน้ำนม นมถั่วเหลืองหรือน้ำผลไม้ เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมและให้คุณค่าอาหารที่ดีที่สุด

                 ควรหลีกเลี่ยง ชา กาแฟ แต่ถ้าจำเป็นต้องดื่มก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีคาเฟอีน

                 ส่วนเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ควรงดเว้น

                 จะต้องทานอาหารอ่อนไปนานแค่ไหน ?

                 ถ้าการขับถ่ายเป็นปกติ (ไม่มีอาการท้องเสีย-ท้องผูก-ปวดท้อง) ก็เปลี่ยนเป็นอาหารปกติได้ แต่เริ่มที่รสไม่จัดก่อน


แจ๋วคลังความรู้:


]

ซุปฟักทอง



               บางคนเห็นชื่อเมนูเเล้วอาจจะร้องยี้ เเต่ว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปกับอาหารชามนี้ตั้งเเต่ต้น เนื่องจากสูตรซุปฟักทองที่เราได้คัดเลือกมา ผ่านกระบวนการพิสูจน์ชิมรสชาติเเล้วว่าอร่อย ซึ่งจากวิธีทำกับส่วนประกอบที่นำมาปรุง ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้ซุปฟักทองชามนี้เเตกต่างออกไป อาหารที่มีหน้าตาไม่น่าทานนัก เเต่เน้นไปที่คุณค่าของวิตามินซีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งประโยชน์สูงจะดีกว่า



ฟักทอง, มันฝรั่ง, หอมหัวใหญ่, น้ำมันมะกอก, น้ำซุป, เกลือ, พริกไทย, ครีม



๑. ใส่น้ำมันลงในกะทะ ทอดหอมหัวใหญ่จนสุก ใส่ฟักทอง   เเละมันฝรั่งลงไปผัดจนสุกหอม
 
๒. นำทั้งหมดใส่ลงในหม้อที่มีน้ำซุป เคี่ยวไปเรื่อยๆจนนิ่ม

๓. ปรุงรสด้วยเกลือเเละพริกไทยตามชอบ

๔. จากนั้นนำส่วนทั้งหมดไปปั่นให้ละเอียด

๕. เสร็จเเล้วเทกลับลงในหม้อ อุ่นให้เดือดอีกครั้ง

๖. ตักใส่ชาม ราดหน้าด้วยครีม ๑ ช้อนชา พร้อมรับประทาน ได้
   

แจ๋วคลังความรู้:




สูตรข้าวต้ม 5 เซียน


(สูตรข้าวต้มเพื่อสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น)




1. ข้าวกล้อง 5 มีสารดีเอ็นเอ ช่วยชะลอความแก่ + วิตามินบี 1 บำรุงสายตา บี 2 แก้เหน็บชา

2. เห็ด 3 ชนิดรวมกัน ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกาย

3. มันแดงผสมแครอท หั่นเป็นลูกเต๋า มันแดงเพิ่มเกร็ดเลือด แครอทให้เบต้าแคโรทีนช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนให้ร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง

4. เม็ดบัว ลูกเดือย รวมกัน 1 ส่วน เป็นแหล่งแคลเซี่ยมที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และยังช่วยระบบการดูดซึมให้ดีขึ้นอีกด้วย

5. รากผักชี เป็นพืชตระกูลโสม ช่วยระบบเลือดลมให้ดีขึ้น

 เครื่องปรุงรส ควรมี พริกไทย ขิงซอย ซีอิ๊ว ถ้าเป็นข้าวต้มธรรมดา



นำไปต้มรวมๆๆ เหมือนทำข้าวต้มธรรมดาๆๆๆๆๆๆๆ

ถ้าเติมปลาทอดหั่นชิ้นลงไปเป็นข้าวต้มปลาได้ โรยหน้าด้วย ต้นหอม + ผักชี หั่นซอย ก็อร่อยได้สุขภาพดี
   

แจ๋วคลังความรู้:




ข้าวต้มลูกเดือย





   1. ลูกเดือย 15 กรัม

   2. ข้าวเจ้า 50 กรัม



ต้มข้าวและลูกเดือยจนสุกบานได้ที่ รอให้เดือดอีกครั้ง

ยกลงตักเสิร์ฟ จะปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำผึ้ง

หรือกินพร้อมกับข้าวอื่นๆ ก็ได้

อาหารง่ายๆ ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ไขข้ออักเสบ ตะคริว ป้องกันเนื้องอก และมะเร็ง มาฝากกัน

บทความจาก : หนังสือ มหัศจรรย์สมุนไพรจีน
   

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป