ศรีธนญชัย

(1/4) > >>

Mr.music:







เครดิต.. ลิงนักจั๊กๆ (น้องนัก) แหล่งที่มา... http://sukumal.net

Mr.music:



ตอนที่ 1...กำเนิดศรีธนญชัย

        ครั้งหนึ่งในอดีตกาล ซึ่งจะนานสักเท่าใด ไม่อาจบอกได้ ...เอาเป็นว่านานมาก ก็แล้วกัน... :wink: :wink: .ยังมีผัวเมียคู่หนึ่ง ทั้งสองมีอุปนิสัยใจคอที่แตกต่างต่างกันมาก รียก ว่าแตกต่างกันจนไม่น่าที่จะเป็นผัวเมียกันได้ว่างั้นเถอะ...ผู้ผัวน่ะเป็นคน ใจดีมีเมตตากรุณา แต่เมียมีนิสัยใจคอดุร้ายและตระหนี่เหนียวแน่น เรียกว่าควัก ไม่ออกเลยหละ มิหนำซ้ำยังโลภมาก และยังแถมขี้บ่นอย่างมหาวายร้ายเข้าไปอีก แต่ทั้งสองก็ดันทุรังร่วมชีวิตอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน จนต่างฝ่ายต่างแก่เฒ่า ใกล้จะเข้าโรงรอมร่อพอ ๆกัน




         

          อันผัวเมียคู่นี้มีฐานะยากจนค่นแค้นมาก ที่อยู่ อาศัยก็เป็นเพียงกระท่อมโกโร โกโสหลังหนึ่ง ส่วนอาชีพก็ไม่มีอะไรใหญ่โตอย่างคนอื่นเขาหรอก นอกจากหาปลามา แลกข้าวชาวบ้านพอได้เลี้ยงปากท้องสืบวันไปเท่านั้นเอง

          เช้าขึ้น ผัวก็แบกแหคู่ชีพออกจากกระท่อม มุ่งหน้า ไปทอดหาปลาตามแม่น้ำลำธาร และบึงน้อยใหญ่ส่วนเมียก็ทำงานบ้านไปพลางบ่นไปพลาง ตามนิสัยสันดาน จนกระทั่งผัวกลับมาในตอนเย็น ถ้าหาปลามาได้ก็ไม่ว่ากระไร แต่ถ้าหาไม่ได้หรือ ได้น้อยละก็เป็นอันว่าดวงซวยไปเพราะว่าแม่จะเล่นงานพาลกระแซง ปากปลาร้า ห้าปีของนางจะสาดรัวเข้าใส่โครม ๆทีเดียวเลยหละ..เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ผัวเลยจำ ต้องนิ่ง และหลบเข้ามุ้งนอนก่อน กระนั้น เมียปากขี้บ่นยังไม่เลิกราพาที ยังตาม ไปนั่งแช่งชักหักกระดูกอยู่ข้างมุ้งต่อให้อีกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แม้กระทั่งรุ่ง เช้า ผัวลุกขึ้นล้างหน้าตาแบกแหออกไปหาปลาตามปกติแล้ว แม่ก็มิวายจะบ่นพึม พำให้กระท่อมฟังอยู่คนเดียว คล้ายกับคนเสียสติ

          น่าสงสารผู้ผัว ซึ่งแกเองก็แสนลำบากยากใจ และเหลือระอาแม่เมียเต็มที แต่ไม่รู้ ที่จะแก้ไขด้วยวิธีใด ครั้นจะหนีไปให้ไกลแสนไกลก็คงจะไม่พ้น เลยต้องสู้ทนกับมัน ต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด กล่าวคือแกกับเมียจะแยกจากกันด้วยความตายเท่านั้น นอกนี้ไม่เห็นมีทาง

          เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งวันหนึ่ง...ซึ่งวันนั้นตา ผัวผู้น่าสงสารแบกแหคู่ชีพเดิน ท่อม ๆไปทอดหาปลาที่แม่น้ำ ลำธารนั้น จะเป็นเพราะคราวเคราะห์หามยามร้าย พัดมากระหน่ำซ้ำเติมแกอย่างไรก็สุดจะเดา ตลอดเวลาที่แกทอดแหมาตั้งแต่เช้า ยันเย็น และจนหมดที่ที่จะทอดแหแถวนั้นแล้ว แกยังไม่ได้ปลาเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้แกรู้สึกแปลกใจเป็นล้นพ้น เพราะแต่ไหนแต่ไรไม่เคยเป็นเช่นนี้ขนาดแย่เต็ม ที่ก็ยังมีกุ้งเล็ก ปลาน้อยติดขึ้นมาบ้าง แต่วันนี้มันซวยอย่างบรมซวยจริง ๆ

    เป็นอันว่าสำหรับมื้อค่ำและมื้อเช้าพรุ่งนี้แกกับ เมียต้องอดอย่างไม่มีปัญหา

       " เรื่องอดอยากปากแห้งนี่มัน ไม่สำคัญสักเท่าไหร่หรอก..ยังพอจะแก้ไขได้ ด้วยการเอาน้ำลูบท้องก็บรรเทาได้ ข้าเคยทำมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว มันสำคัญ แต่เรื่องอีเฒ่าเท่านั้นกลับไปนี่มันต้องเล่นงานข้าแหง ๆ

       แกปรับทุกกับตนเอง พลางถอนใจอย่างหนักหน่วง " เอ้อ..แย่มันเอ้ย ! ไม่ใช่แย่ข้าเอง มีเมียก็เหมือนมีแม่ ปากก็ร้ายใจก็โหดด่าก็ยอด บ่นก็ เยี่ยม ขนาดไฟประลัยกัลป์ก็ไม่เทียม นี่ ! ข้าจะทำยังไง? จะทำยังไงดี ! "

           แกนิ่งอึ้งไปอย่างใช้ความคิด แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งยุ่งยาก ลำบากใจหนักขึ้น ในที่สุดเลยตัดปัญหาเอาเองง่าย ๆว่า " จะทำยังไงได้ก็ทอดแหเท่า ไหร่ ๆ ก็ไม่ได้นี่ นี่ก็มืดค่ำแล้ว เออ..กลับบ้านไปยอมให้มันด่าดีกว่า อย่างดีก็แค่ด่า ให้มัน ด่าไป ด่าให้ปากหัก อยากเสือกมีเมียทำไมล่ะ...อยู่ดีไม่ว่าดี จะหาเจ้าหัวใจ เลยได้เจ้าคอย ใสกระบาลเข้าให้ ฮึ ! สมน้ำหน้าเอ็ง...อ้ายแก่
ชายหาปลาแช่งชักหักกระดูกตัวเองในที่สุด พลางยก แหขึ้นพาดบ่า แล้วออกเดินคอตกกลับบ้านด้วยจิตใจห่อเหี่ยวยิ่งนัก

       อย่างไรก็ตาม บางทีอาจจะมิใช่เคราะห์หามยามร้าย ดังกล่าว แต่เป็นโชคของแกก็เป็นได้ ขณะที่ชายหาปลากำลังเดินหน้าแห้ง และหิวโหย โรยแรงมาในระหว่างทางนั่นเองก็บังเอิญได้พบแอ่งน้ำเล็ก ๆแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำแห้งขอดอยู่ ข้างกอหญ้าริมทาง โดยเฉพาะในแอ่งนั้นมีปลาช่อนขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกำลังกระเสือก กระสนดิ้นรนหนีขึ้นไปหาน้ำเบื้องบนเป็นการใหญ่ แกเห็นดังนั้นนึกดีใจ รีบทิ้งแห โดดเข้าไปจับขึ้นมา

      " โอ้โห ! บักตัวนี้มันโตดีจริง " แกร้องขึ้น " เออ..รอด ตายไปได้อย่างหวุดหวิดข้าไม่นึกเลยว่าโชคจะอำนวยผลให้ในวาระสุดท้ายเช่นนี้ "

       พูดพลางหันมาดึงเชือกที่ผูกแหไปร้อยตรงเงือกปลามัด อย่างหนาแน่น แล้วหิ้วไว้ในมือข้างหนึ่ง รีบมุ่งหน้าสู่บ้านด้วยสีหน้าเบิกบานขึ้นเป็นกอง แต่พอแกเดินมาได้ไม่ทันไร ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกขึ้นอย่างกระทันหันว่า

       " หยุดก่อน ท่าน รอข้าพเจ้าสักประเดี๋ยว "

      " ทำไมวะ ?"



           ชายหาปลาร้องถาม พร้อมกับหันขวับไปดูอย่างรวดเร็ว ก็ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาหาแกด้วยท่าทางหิวโหยเต็มที่ และพอมันวิ่งเข้า มาใกล้แกก็ร้องถามออกไปอีกครั้งหนึ่งด้วยความไม่แน่ใจว่า

      " เอ็งหรือวะ ที่เรียกให้ข้าหยุดเมื่อกี้? "

       " ใช่ " สุนัขจิ้งจอกพยักหน้ารับคำ

       " ชะช้า เจ้าหมาพูดได้ " ชายหาปลาร้องลั่น " เอ็งมี เรื่องอะไรกับข้าวะ อ้ายจิ้งจอก ถึงได้ดันทุรังดัดจริตพูดภาษาคนเช่นนี้ ?"

       " ข้ากำลังหิวเหลือเกิน "

       "เอ๋ ! ก็มันเรื่องของเอ็ง ทำไมต้องมาบอกข้าด้วยละหือ ? "

       "ข้าต้องการขอความกรุณาจากท่าน "

       "หมายความว่าเอ็งจะขอข้าวข้ากินยังงั้นหรือ ?" ชาย หาปลาซักต่อไป พลางแบมือเปล่าให้ดู " ไม่มี ข้าไม่มีข้าวจะให้เอ็ง ตัวข้ายังไม่มีกินเลย ตั้ง แต่เช้าแล้ว"

       "เมื่อไม่มีข้าวก็เอาอย่างอื่นซี ท่าน "

       "อย่างอื่นก็ไม่มีเหมือนกัน เจ้าจอกเอ๋ย ข้าเสียใจเหลือเกิน "

       เมื่อได้รับการปฏิเสธว่า "ไม่มี" ไปเสียทุกอย่างเช่นนั้น สุนัขจิ้งจอกก็ท้วงขึ้นว่า

       "แล้วบักที่หิ้วอยู่ในมือท่านนั้นเล่า ?"

      "หา..? ปลานี่หรือ ?"

       "ใช่ สุนัขจิ้งจอกรีบตอบทันควัน "ท่านจะให้ข้ากินแก้ หิวสักหน่อยไม่ได้หรือยังไง?"

       "ไม่ได้โว้ย ข้าให้ไม่ได้หรอก " ชายหาปลาปฏิเสธเร็ว ปรื้อ "วันนี้ข้าทอดแหมาตั้งแต่เช้ายันเย็นแทบจะตายหอมตายกระเทียม ชิ! ชิ! พอได้ปลามา ตัว ว่าจะเอาไปกินแก้เหนื่อยสักหน่อย ก็จะมาถูกเอ็งขอ มันจะไม่มากไปหรือพรรคพวก?"

      "เอาเถอะน่า ยังไงก็นึกว่าทำบุญสุนทานแก่ผู้ที่กำลังอด อยากปากแห้งอย่างข้าก็แล้วกัน " สุนัขจิ้งจอกวิงวอน " ข้าจะไม่ลืมบุญคุณท่าน และจะตอบ แทนอย่างสาสมทีเดียว "

       "เอ็งจะตอบแทนอะไรข้าวะ ?" แกหัวเราะเยาะ " อย่า อย่าเอาแก้วมาล่อข้าดีกว่าข้าไม่ใช่ลิง " :shock:

       "หมายความว่า ท่านจะไม่กรุณาข้าจริง ๆใช่ไหม? ทำไมท่านใจดำอำมหิตอย่างนี้

       "หน็อย ! อ้ายจอก นี่เอ็งกล้าว่าข้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ ?"

      "ก็จริงหรือเปล่าล่ะ ?" สุนัขจิ้งจอกได้ทีรีบขี่แพะไล่ ถ้า ท่านไม่เป็นอย่างข้าว่าจริงก็ส่งปลามาให้ข้ากินตามที่ขอซี "

       "ฮะ ฮะ เก่งมาก เอ็งเก่งสมกับที่เกิดมาเป็นหมาจิ้งจอก เอ็งสามารถไล่ให้ข้าจนตรอกจนมุมได้ดีมาก " ชายหาปลาชมเชย "เอาละ ข้าจะส่งปลาให้ เอ็งเดี๋ยวนี้ ยังไงก็ยอมอดและยอมให้เมียด่าเพราะเอ็งสักวัน มิฉะนั้นข้าจะกลายเป็นคนใจ ดำอำมหิตไปจริง ๆ"
แกว่าดังนั้นแล้ว ก็ดึงเชือกที่มัดปลาออกส่งให้สุนัข จิ้งจอกไป ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกครั้นได้ปลาสมความต้องการ ก็แสนจะดีใจ รีบเคี้ยวปลากิน จนหมดตัวไปโดยรวดเร็วแล้วก่อนจะจากไป มันหันมาพูดกับชายหาปลาว่า

       "ข้าขอบใจท่านมาก หากท่านมีเรื่องทุกข์ร้อนด้วย สิ่งใด จงได้ไปหาข้าที่ภูเขาซึ่งอยู่ข้างหน้าโน้นเถิด ข้าจะพาท่านไปพบไปพบท่านผู้วิเศษ อาจารย์ของข้าให้ช่วยเหลือรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่ ๆ



       แม้คำบอกเล่าเก้าสิบของสุนัขจิ้งจอก จะมีการรับรอง อย่างแข็งขันเป็นที่น่าเชื่อถือและโดยเฉพาะอาจจะช่วยแก้ไขเรื่องทุกข์ร้อนให้แกได้จริงสัก เพียงใด ชายหาปลาก็มิได้กระตือรือล้นสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะแกถือว่าแกส่งปลา ให้มันกินเอาบุญเท่านั้น หาได้มุ่งหวังสิ่งใดตอบแทนจากมันไม่ ดังนั้น แกจึงไม่ตอบว่า กระไรได้แต่พยักหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงรับรู้ไว้ แล้วออกเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านต่อไป เมื่อกลับไปถึงได้เผชิญหน้ากับยายเมียปากปลาร้า จะถูกแม่ด่าว่าสับโขลกอย่างไรก็สุดแท้

       "ก็ข้าบอกแล้วเมื่อกี้ จะให้บอกยังไงอีก ?" ตาผัวชัก อดรนทนไม่ไหวขึ้นมาบ้าง

       "อีแก่เอ้ย! ขนาดข้าตรงไปตรงมาอย่างนี้ แกยังหา ว่าไปเที่ยวเพ่นพ่านอยู่ที่ไหนได้ลงคง "

       "แล้วทำไมไปทั้งวัน ถึงไม่ได้อะไรล่ะ อ้ายแก ?"

       "ก็มันไม่ได้นี่ จะทำยังไง แกจะคอกขู่เอาให้ได้ดังใจงั้นรึ ?"

       "ตาย ! ตาย ! นี่แกบังอาจว่าข้าตะคอกขู่แกขนาดนี้เชียวรึ "

       ยายเมียหัวฟัดหัวเหวี่ยงตะเบงเสียงเอ็ดตะโรใหญ่ ชาย หาปลาส่ายหน้าอย่างท้อแท้

       "หยุดเถอะ ข้าไม่อยากเถึยงกับแกหรอก นอกจากจะ ถามว่าแกอยากฟังข่าวดีหรือเปล่าเท่านั้น ?"

       "อะไรข่าวดีอะไรของแกวะ อ้ายแก่ ?" เมียยังไม่ยอมลด เสียง "ข้าไม่เคยเห็นแกจะมีข่าวดีอะไรมาบอกให้ข้าฟัง มีแต่เรื่องท้องแห้ง แห้งจนไม่รู้ว่าจะ แห้งยังไงแล้ว "

       "ใจเย็น ๆน่า แม่คุณ ข้าบอกว่ามีข่าวดีก็ต้องมีและดีแน่ ๆ ว่าแต่ถ้าแกอยากฟังก็เงียบ ๆสักกระเดี๋ยวเถอะ "

       ชายหาปลาพูดพลางเล่าถึงเรื่องราวที่แกได้พบสุนัขจิ้งจอก ตัวนั้น ตลอดจนคำบอกเล่าเก้าสิบก่อนที่จะจากไปของมันให้เมียฟังโดยละเอียด

       "ข้าก็นึกเสียดายอยู่ไม่หายเหมือนกัน บักช่อนที่ข้าได้มัน ใหญ่โตมิใช่เล่น ข้าตั้งใจว่าจะเอามาต้มยำให้แกซดน้ำให้อร่อยเหาะเหมาะใจสักที แต่ทนบัก จอกมันรบเร้าไม่ไหวเลยต้องโยนให้มันไป แกจะด่าว่าข้ายังไงเอาเถอะ ข้าใจดำอำมหิตกับ มันไม่ได้จริง ๆ

       "ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นมันแล้วไปแล้วเอาคืนไม่ได้ ไม่ ต้องพูดถึงมันอีก " นางเมียตัดบทด้วยเสียงราบเรียบ ผิดกับเมือตะกี้อย่างกับเป็นคนละคน ทีเดียว นางลดมือจากสะเอวพร้อมกับทรุดลงนั่งตรงหน้าผัว " ว่าแต่เรื่องท่านผู้วิเศษที่เจ้า จิ้งจอกรับอาสาจะพาไปพบนั่นเป็นยังไงแกเชื่อว่ามีจริงหรือเปล่า ?"

       " ข้าก็เชื่อว่ามีจริง " ชายผู้ผัวยืนยัน " ถ้าไม่เช่นนั้น บักจิ้งจอกคงไม่กล้ารับรองกับข้าเป็นมั่นเหมาะอย่างนี้ดอกและอีกประการหนึ่งคำโบราณ เขาว่า...สัตว์หน้าขนไม่ร้อยลิ้นกะลาวนอย่างมนุษย์หรอก "



เมื่อได้ยินดังนั้น ยายเมียก็ผลุดลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น ด้วยความดีใจ พลางละล่ำละลักบอกผัวว่า

       " ถ้ายังงั้นก็เรี่ยมแร้ไปเลย คราวนี้เราจะได้รวยเสียที "

       " เอ๊ะ ! แกหมายความว่ายังไง ข้าไม่เข้าใจ ?" ตาผัว ย้อนถามอย่างฉงนฉงายตามประสาคนโง่ เพราะไม่ได้คิดสิ่งใดไกลไปกว่าที่กำลังพูดกัน

       " โอ้ย ! ทำไมโง่อย่างนี้ " ยายเมียครางพลางหัวเราะ เยาะ ""ทำไมแกถึงคิดโง่คิดทำตัวเชื่องช้าอย่างงี้นะ ก็แกได้ยินได้ฟังมาเองมิใช่หรือ ? ที่เจ้าจิ้ง จอกมันบอกว่า หากมีเรื่องเดือดร้อนจงไปหามันที่ภูเขาลูกโน้น มันจะได้พาไปพบผู้วิเศษ ช่วย ท่านก็คงช่วยได้ ยังไงเราก็คงจะได้รวยกันคราวนี้หละ เอาอย่างนี้แล้วกัน แกรีบไป หาเจ้าจิ้งจอกมันเดี๋ยวนี้ บอกให้มันพาไปพบผู้วิเศษแล้ว จงบอกกับท่านว่า

       " ข้าเป็นคนจน ลำบากยากแค้นเหลือเกิน ขอท่านได้ โปรดช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ด้วยเถิด แค่นี้เอง ไปซีแกไปเร็ว ๆเข้า ข้าเบื่อความลำ บากยากแค้นเต็มทีแล้ว "

       เมื่อถูกสั่งให้ไปหาสุนัขจิ้งจอกเช่นนี้ ตาผัวให้เป็นรู้สึก ตะขิดตะขวงใจขึ้นมาทันที ด้วยแกไม่อยากด้านหน้าไปเลยเดี๋ยวเจ้าจิ้งจอกมันจะดูหมิ่นดู แคลนเอาว่า เพียงแค่สละปลาตัวเดียวให้มันกินก็คิดเป็นบุญคุณอุตส่าห๋ ตามมาทวงถาม สิ่งตอบแทนโดยไม่รู้จักละอายใจ แต่แกไม่รู้จะหลบเลี่ยงเบี่ยงบ่ายทางใด นอกจากขอผัด ผ่อนไว้ไปในวันรุ่งขึ้น ซึ่งยายเมียเองก็ยินยอมให้กระนั้น ยังมิวายกำชับกำชาอย่างหนัก แน่นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

       " พรุ่งนี้ตาต้องรีบไปแต่เช้ามืดนะ หากมัวงุ่มง่ามชักช้า อยู่ ข้าจะเฉ่งกระบาลแยกทีเดียว ได้ยินไหม? "

       ตาผัวไม่ตอบว่ากระไร ได้แต่พยักหน้ารับคำ แล้วบก แหเข้าไปเก็บในกระท่อมและซุกหัวเข้าที่นอน เพียงครู่เดียวก็ผลอยหลับไป

       ส่วนยายเมียแม้จะเข้านอนตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ยอมหลับ ได้แต่คิดว้าวุ้นถึงความร่ำรวยที่ตนจะได้รับจากผู้วิเศษในวันรุ่งขึ้น คอยเร่งเวลาให้ผ่านไป เร็ว ๆ แต่ยิ่งเร่งดูเหมือนยิ่งช้าใหญ่ เร่งเท่าไรก็ไม่เห็นสว่างสักที หนักเข้าเลยอดรนทนต่อ ไปไม่ไหว จึงหันกลับมาเอาศอกกระทุ้งสีข้างผัว พลางร้องเรียกเสียงสนั่นว่า

       " ตื่น ! ตื่น ! ตาแก "

       ตาผัวกำลังหลับเพลิน แกสะดุ้งตกใจผวาลุกขึ้นร้อง เสียงหลงว่า

       " อะไรเกิดอะไรขึ้นรึ แม่คุณ "

       " แกรีบไปหาเจ้าจิ้งจอกเร็วเข้าเถอะ อย่ามัวถาม "

       " ทุด ! นึกว่าเกิดฟ้าผ่าที่ไหน ?" ตาผัวบ่นพึมพำ พลางแหงนหน้าขึ้นดูท้องฟ้า ตามช่องโหว่ของหลังคา " นี่แกจะบ้าเหรอ มาปลุกข้า ทำไม ยังไม่ค่อนคืนเลย "

       " แกจะมัวนอนหาวิมานอะไรอีกเล่า อ้ายแก่ "

       " ก็รอให้มันสว่างเสียก่อนไม่ได้เรอะ "

       " ไม่ได้ " ยายเมียตวาด " ไม่ต้องรอแรอะไรอีก แล้ว แกต้องไปเดี๋ยวนี้ พอเห็นน้ำต้องรีบตัดกระบอกรู้ไหม ?"

       ตาผัวส่ายศรีษะอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้ว ครางในลำคอ " แย่ ! แย่ข้าจริง ๆ นี่มันอยากได้เสียจนตัวเนื้อสั่นเอาทีเดียว "

       " ไม่ต้องพูดอะไรมาก อ้ายเฒ่า ! ไปรีบไปทีเดียว ไปหาเจ้าจิ้งจอกให้ช่วยให้รวยสักครั้ง "

       ยายเมียเคี่ยวเข็ญต่อไปด้วยท่าทางดุร้ายเอาการ ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าขย้ำลูกแกะจน.....ในที่สุด ตาผัวผู้น่าสงสารจำต้องลนลานออก จากกระท่อมไปตามคำสั่งของนางอย่างรีบด่วน ไม่ทันได้ตระเตรียมเสบียงอาหารหรือ อื่นใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งหน้าของแกก็ยังไม่ได้ล้างขี้ตา...
แล้วก็เป็นเพราะฟ้ายังมืดอยู่ ชายหาปลาจึงจำเป็น ต้องคลำทางไปท่ามกลางความมืด ด้วยความลำบากลำบนทนทุกข์เวทนา น่าสงสาร จน กระทั่งรุ่งสางจึงได้ลุถึงจุดหมายปลายทาง และก็พอดีได้พบเจ้าจิ้งจอกตัวนั้นกำลังนอน คุดคู้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนไหล่เขาตรงเบื้องหน้าที่ซึ่งแกไปถึงนั่นเอง

       " เจ้าจอกเอ้ย ! ลุกขึ้นเถอะ ข้ามาหาเอ็ง "

       ชายหาปลาร้องเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมกับ สาวเท้าเข้าไปหามันโดยไม่รอช้า ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็ลืมตาตื่นขึ้นใน ฉับพลัน และพอมันเหลือบขึ้นมาเห็นแกเข้าเท่านั้นก็จำได้ ความสำนึกซาบซึ้งในบุญคุณ ทำให้มันผลุนผลันวิ่งออกมาต้อนรับทันที

       " โอ ! ท่านผู้มีพระคุณ ท่านมีรื่องเดือดร้อนอันใด ต้องการใช้ข้าหรือ ?" เจ้าจิ้งจอกถามขึ้นเป็นประโยคแรก

       " ถูกแล้ว " ชายหาปลาตอบอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง นัก " เอ็งจงพาข้าไปหาท่านผู้วิเศษของเอ็งที่บอกไว้เมื่อวานหน่อยเถอะ เมียข้าเขาต้อง การให้ท่านช่วยให้ร่ำรวยสักครั้ง เขาเบื่อชีวิตที่ยากจนค่นแค้น หาเช้ากินค่ำอย่างทุก วันนี้เต็มทีแล้ว "

       " ตกลง ! ข้าจะพาท่านไปหาท่านอาจารย์ของข้า เดี๋ยวนี้ " เจ้าจิ้งจอกตอบตกลงด้วยความยินดี " มาซี ตามข้ามาท่านผู้มีพระคุณ "

       ว่าแล้ว มันก็หมุนตัวกลับเดินนำหน้าพาชายหาปลา ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น โดยมิทันแกจะซักถามอะไรอีก ได้แต่เดินตามหลังมันไปอย่าง งง ๆ พอมาถึง สุนัขจิ้งจอกก็เดินวนเวียนรอบ ๆโคนต้นไม้อยู่พักหนึ่ง คล้ายจะมอง หาอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเอาเท้าหน้าตะกุยดินตรงโคนต้นไม้นั้นสามครั้ง



          ทันใดนั้น ก็ปรากฏเป็นหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเลื่อน ออกจากที่นั้น แลเห็นเป็นช่องกว้าง มีบันใดหินทอดลงไปในใต้ดินอย่างน่าอัศจรรย์ สุนัขจิ้งจอกไม่รอช้าพาชายหาปลาก้าวลงไปข้างล่างทันที สักครู่ก็มาถึงอาศรมศาลา หลังหนึ่ง ที่หน้าศาลามีชายชราผมขาว หนวดเครายาวรุงรังกำลังนั่งหลับตานิ่งอยู่ บนแท่นหิน ซึ่งชายชราผู้นี้แท้ที่จริงก็คือท่านผู้วิเศษของเจ้าจิ้งจอกนั่นเอง

       ในฉับพลันทันทีที่สุนัขจิ้งจอกพาชายหาปลาเข้า มานั่งคุกเข่าตรงหน้า ท่านผูวิเศษก็ลืมตาขึ้นมอง และร้องถามก่อนว่า " อ้ายจอกเอ็งรึ ? แต่เอ๊ะ ! นี่เอ็งพาชายคนนี้มาหาข้าด้วยใช่ไหม ? "

       " ถูกแล้วท่านอาจารย์ " จิ้งจอกตอบอย่างนอบน้อม " ชายคนนี้คือผู้มีพระคุณต่อข้าคนหนึ่ง ซึ่งข้าได้เล่าให้ท่านอาจารย์ฟังเมื่อเย็นวานนี้ นั่นแหละ "

       " อ้อ ! คนที่เอ็งว่าเอาปลาให้เอ็งกินนะหรือ ?" ผู้วิเศษว่า " เออ ! แล้วเอ็งพาเขามาหาข้าทำไม ?"

       " เขากำลังเดือดร้อนต้องการขอความช่วยเหลือ จากท่านอาจารย์ขอรับ "

       " อะไร...เรื่องเดือดร้อนอะไรกัน ?" ผู้วิเศษหันมา ทางชายหาปลา " ไหนลองบอกให้ฟังหน่อยซิ เจ้าคนใจดี "

       ชายหาปลารีบก้มลงกราบ พร้อมกับตอบตามที่ ยายบอกมาว่า " ข้าเป็นคนยากจนค่นแค้น หาเช้ากินค่ำลำบากลำเค็ญเหลือเกิน ขอ ท่านได้โปรดช่วยให้ข้าร่ำรวยขึ้นมาสักครั้งเถอะ "

       " อ้อ ! เจ้าอยากรวย ! เอาซีจะเป็นไรมี " ผู้วิเศษ ตกปากรับคำทันที " เออ ! ว่าแต่เจ้าอยากรวยแบบไหน แบบกินหมดหรือกินไม่หมด ?"

       " ข้าเองก็ลืมถามเมียข้าไปถนัด สำหรับข้อนี้แต่ยัง ไงก็สุดแล้วแต่ท่านจะโปรดดีกว่า "

       " ถ้าอย่างนั้นก็เอารวยแบบกินไม่หมด คือว่าจะได้กิน มันก็ช้าหน่อย แต่ว่าเมื่อไดกินแล้วก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้นก็แล้วกันนะ "

       ว่าพลางลุกเดินเข้าไปในอาศรมเป็นครู่ จึงกลับออกมา พร้อมด้วยกระบอกไม้ไผ่ขนาดเขื่องอันหนึ่งถือติดมือมาส่งให้ชายหาปลา พลางพูดว่า " ข้า มีไม้กระบอกนี่อยู่อันหนึ่งจะให้เจ้า ไม้กระบอกนี้ข้าเก็บตัวปัญหาใส่ไว้ เจ้าจงรับไปรักษา ไว้ให้ดี มันจะช่วยให้เจ้ากับเมียมีกินมีใช้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้นในวันข้างหน้า แต่ยังไงตอน แรกนี่อดทนรอหน่อยนะ อย่าเพิ่งใจร้อน แล้วไม่ช้าก็ดีเอง "

       คงจะเป็นด้วยความดีอกดีใจจนเกินไป ที่ได้รับความ ช่วยเหลือจากผู้วิเศษสมประสงค์ กับที่แกคาดหมายไว้เมื่อตอนพบสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ ชายหาปลาจึงมิได้ติดใจซักถามถึงวิธีการใช้กระบอกไม้ไผ่นี้กับผู้วิเศษแต่ประการใด มีแต่ ก้มกราบกล่าวคำขอบคุณแล้วลุกขึ้นฉวยกระบอกไม้ไผ่ใส่บ่าแบก พลางหันมาชวนสุนัข จิ้งจอกกลับขึ้นไปข้างบน

       เมื่อโผล่พ้นปากช่องแล้ว เจ้าจิ้งจอกก็เอาเท้าหน้า ตะกุยดินตรงนั้นสามครั้ง ให้ก้อนหินเลื่อนมาปิดสนิทอย่างเดิม " ขอบใจเอ็งมากที่ช่วย ให้ข้าได้ดังประสงค์เช่นนี้ " ชายหาปลากล่าวกับสุนัขจิ้งจอกก่อนจะลาจากไป " ข้ากลับ ละ วันหน้าค่อยพบกันใหม่ "

       " เชิญเถอะ ท่านผู้มีพระคุณ " เจ้าจิ้งจอกตอบอย่าง ยิ้มแย้ม "ขอให้ท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพเถิด "

       ฝ่ายยายเมียปากปลาล้าห้าปีนั้น ดูเหมือนจะนั่งรอ แกอยู่ด้วยความกระวนกระวาย มาตั้งแต่ตอนที่แกออกจากกระท่อม จนกระทั่งรุ่งสาง ขึ้นวันใหม่ นางรอด้วยความกระสับกระส่ายจวบจนตกบ่าย ก็พอดีผัวกลับมาพร้อมทั้ง มีกระบอกไม้ไผ่แบกอยู่บนบ่า ดูท่าทางหนักบ่าลู่มาทีเดียว ให้นึกดีใจรีบผลุนผลันลุก ออกมายืนคอยรับอยู่ที่หน้ากระท่อมและร้องถามทันทีว่า

       " ว่าไงตา เจอเจ้าจิ้งจอกหรือเปล่า ?"

       " เจอซี นี่ไงสิ่งที่แกใช้ให้ข้าไปขอ " ชายหาปลาตอบ พลางส่งกระบอกไม้ไผ่ให้ "เจ้าจิ้งจอกพาไปหาท่านผู้วิเศษอาจารย์ของมันจริง ๆแหม ! ท่านใจดีเหลือเกินขนาดให้กระบอกไม้ไผ่อันนี้มา "

       ยายเมียรับกระบอกไม้ไผ่มาพิจารณาอยู่นิดหนึ่ง แล้ว ย้อยถามด้วยเสียงขุ่นเล็กน้อยว่า

       " ไม้กระบอกอันนี้มีอะไรวะ ?"

       " ข้าไม่ทราบเหมือนกัน ท่านบอกว่าให้เก็บรักษาไว้ ให้ดีมันจะช่วยให้เรามีกินมีใช้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้นในวันข้างหน้า ระยะแรกนี้อดทนเอาก่อน อย่าเพิ่งใจร้อน "

       เมื่อได้ยินดังนั้น ยายเมียถึงกับตบอกผาง ส่งเสียงเอ็ด ตะโรลั่นขึ้น จนกระท่อมสั่นสะเทือนไปทั้งหลังทันที

       " ตาย ! ตาย ! อกข้าจะแตก...ข้าสั่งให้แกไปขอเงินขอ ทอง แต่ดันไปเอากระบอกบ้า ๆนี่มา แกจะบ้าหรือไงวะ อ้ายแก่ ?"

       ตาผัวเอามืออุดหู พร้อมกับส่ายหน้าอย่างท้อแท้ " อีเฒ่า เอ้ย...พูดอะไรชั่งไม่คิดเสียบ้าง ก็ท่านให้ยังงี้ข้าก็ต้องเอายังงี้มา แกจะให้ข้าเอาบักที่วิเศษ กว่านี้มาได้จากไหน ?"

       " แล้วแกจะปล่อยให้ข้า อดท้องแห้งแล้วแห้งอีก อยู่ ยังงี้เหรอ ?"

      " มันก็ต้องทนหน่อยซี...ทำตามท่านบอก ระยะแรก ยอมอดเนื้อกินเกลือไปก่อน ไม่ชาไม่นานก็สบายไปเอง "

       " ถุย ! อ้ายแก่บัดซบ ต่อให้แกพูดยังไงข้าก็ไม่เชื่อหรอก นอกจากแกจะเอาเงินกองโต ๆ มาให้ข้าเดี๋ยวนี้เท่านั้น ข้าถึงจะเชื่อ "

       แล้วทันทีที่เมียพูดจบก็มีเสียง..เสียงหนึ่งหัวเราะคิก ๆ สอดขึ้นมาทันควัน! " ฮิ ! ฮิ ! มันช่างตรงกับใจข้าแท้ ๆ ยายปากม้าเอ้ย.....ฮ่า ๆๆๆๆ"


Mr.music:



ตอนที่ 1...กำเนิดศรีธนญชัย(ต่อ)

          พอคำว่า "ยายปากม้า " เข้าหู ยายเมียกำลังอารมณ์ เสียอยู่แล้ว เลยยิ่งเพิ่มทวีกันใหญ่ ยังมิทันฟังให้ถนัดว่าเป็นเสียงใคร รี่เข้าหาผัวด้วยความ โกรธจนตัวสั่นทันที

       " ชะ ชะ อ้ายเฒ่า "พลางชี้หน้าตวาดเสียงเขียว " แกบังอาจเรียกข้าว่ายายปากม้าเชียวเรอะ ? "

 ฝ่ายตาผัวอยู่ ๆก็โดนเล่นงาน โดยไม่รู้เรื่องรู้ราว เช่นนั้นก็ตาลีตาเหลือกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว " ปละ...เปล่า ! ข้าไม่ได้เรียกแกสักนิด "

      " หนอยแน่ ! ข้าได้ยินกับหูเมื่อกี้ ไม่ต้องมาปฏิเสธให้ เจ็บตัวเปล่า ๆหรอก รับมาเสียตรง ๆจะได้เจ็บน้อยหน่อย อ้ายเฒ่า ?"

       " ก็ไม่ได้เรียกนี่ จะให้รับยังไงวะ ?"

       " แล้วมันใครล่ะคนหรือผีที่เมื่อตะกี้หัวเราะคิก ๆแล้ว เรียกข้าว่า " ยายปากม้า " น่ะ

       " ข้อนั้นข้าไม่รู้ด้วย " ตาผัวยืนกรานปฏิเสธอย่างเดิม เล่นเอายายเมียหัวฟัดหัวเหวียง แม่กระทืบเท้าโครม ๆด้วยความโมโหทวีขึ้นสุดขีด

       " ดีแล้ว อ้ายแก่ ยังปากแข็งไม่ยอมรับอยู่ได้ เอาละ แกจะปากแข็งขนาดไหนก็ให้รู้กัน ยังไงข้าต้องทำให้แกยอมรับและกราบเท้าข้าให้ได้ คอยดู ! " ว่าพลางกระโดดเข้าใส่มือกางหราตั้งท่าจะกระชากใบหูตาผัวมาบิด เพื่อจะบัง คับให้รับให้จงได้

       แต่แล้ว...แกก็ต้องสะดุ้งโขยงสุดตัวเมื่อได้ยินเสียง ลึกลับร้องขึ้นทางเบื้องหลัง " อุ๊ย ! เสียงใส้ ! ทำไมจะเล่นงับใบหูแบบสุนัขกัดกันยังงั้น เล่า ? "

       " ใครวะ ? " ยายแก่ร้องลั่น พร้อมกับหันควับมาเพื่อจะ ดูหน้าเจ้าของเสียงด้วยความเดือดดาล แต่...ก็ไม่ปรากฏเห็นมีใครอยู่ข้างหลังแกเลยสักคน นอกจากกระบอกไม้ไผ่อันนั้นเท่านั้น แกพยายามกวาดสายตาไปรอบ ๆอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ พบผู้ใด จึงปราดออกไปตรวจดูที่หน้าประตูกระท่อม แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ปรากฏเห็น แต่เงาของผู้หนึ่งผู้ใดตามเคยนั่นเอง

       " อ้ายระยำคนไหนวะ? หนอยแน่ ! บังอาจมาด่าข้าได้" ยายแก่บ่นพึมพำอย่างหัวเสีย " หลงโทษอ้ายแก่เป็นวรรคเป็นเวร ที่แท้ไม่ใช่มัน เป็นคุณระยำ ตำบอนไม่มีตัวตนนี่เอง ฮึ ! เจ็บใจนัก ไม่รู้ว่ามันไปซ่อนอยู่ที่ไหนได้มิดชิดดีเหลือเกิน "

       แกบ่นพลางเดินกลับเข้ากระท่อม พอดีมาสะดุดกึกลง ตรงกระบอกไม้ไผ่และจะนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ละ แกพูดเปรย ๆออกมา " หรือมันจะเข้ามา หลบอยู่ในกระบอกไม้ไผ่อันนี้กระมั้ง ข้าจึงไม่เจอ? แต่...เออ! ข้าก็พูดเป็นบ้าไปได้มันไม่ใช่ หนูนี่จะได้เข้าไปหลบในกระบอกไม้ไผ่ คนโว้ย...อ้ายที่มันด่าข้านั่นคนแน่ ๆ "

       " ฮิ ! ฮิ ! ก็คนน่ะซี ถึงด่าได้ "

       " หา...? " ยายแก่ร้องลั่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แกจ้องเขม็ง ตาไปที่กระบอกไม้ไผ่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา เป็นครู่จึงหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ " ฮะ ฮะ ในที่สุดข้าก็จุดไต้มาชนตอเข้าจนได้ อ้ายระยำนี่มันซ่อนอยู่ในนี้เองเป็นอันว่า ข้าจะได้แก้เผ็ด มันให้หายเจ็บใจแล้ว อวดเก่งเหลือเกิน ต้องเอามันเสียให้สาสมเอา ข้าจะลงมือเดี๋ยว นี้แหละ "

       โดยฉับพลัน ยายแก่ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นฝาดกับเสา กระท่อมอย่างเดือดดาล และไม่ปราณีปราศรัยปากก็ร้องไปว่า " นี่ ! นี่ ! ฝีมือของข้า ปาก เอ็งไม่ชอบอยู่สุขนี่หว่ามาด่าคนอย่างข้าได้ ข้าต้องตอบแทนเอ็งอย่างนี้แหละ "



ฝ่ายตาผัวซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง พอเหลือบมาเห็นยาย เมียทำเช่นนั้น ก็ตกใจกลัวว่ากระบอกไม้วิเศษจะย่อยยับไปเสียก่อนที่จะได้รับผลใด ๆ จึงรีบปลาดเข้ามาห้ามโดยรวดเร็ว

       " หยุด ! หยุดเดี๋ยวนี้ยาย แกเอากระบอกไม้ฟาดกับเสา ทำไม เดี๋ยวป่นหมด "

       " แกจะเอาไว้ทำพระแสงด้ามยาวอะไรวะ อ้ายเฒ่า? " ยายเมียร้องตอบ " กระบอกบ้า ๆ นี่มิใช่ของวิเศษวิโสอะไรหรอก มันเป็นที่ซุกซ่อนของ คุณปากบอนคนด่าข้าเมื่อกี้ต่างหาก "

       " แกรู้ได้ยังไง อีเฒ่า ! "

       " ก็ข้าได้ยินเสียงมันออกมาจากในนี้น่ะซิ "

       " อีแก่เอ้ย ! ทำไมแกถึงไม่มีหัวคิด ไม้กระบอกเล็กแค่นี้ แต่ตัวคนออกใหญ่เบ้อเร่อมันจะเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไรวะ ? " เมื่อถูกผัวว่ารุนแรงเช่นนั้น ยายเมียิ่งโมโหจัด ตะโกนสุดเสียง

       " ชะ ช้า ! อ้ายเฒ่า แกว่าข้าถึงขนาดนี้ได้ ตายเสียเถอะ ! " ว่าแล้วก็เงื้อกระบอกไม้ไผ่ในมือฟาดโครมไปตรงแสกหน้าตาผัวเต็มเหนี่ยว เคราะห์ดีที่ตาผัว คอยระวังไว้ก่อนแล้ว จึงยกมือรับไว้ได้ทันและพร้อมกันนั้นแกก็คว้ากระบอกไม้ดึงมายึดไว้เป็น กรรมสิทธิ์ ยายเมียเห็นเสียทีรีบถลาพรวดเข้าไปยื้อแย่งในฉับพลัน พอดีแม่คว้าปลายกระบอก ไม้ไว้ได้ เร่งดึงเป็นการใหญ่

       " ปล่อยนะ อ้ายแก่ ปล่อยกระบอกไม้เดี๋ยวนี้ ข้าจะเอามัน ฟาดกับเสา เข่นคุณปากบอนนั่นให้แหลกสมกับที่มันด่าข้า "

       " ถึงงั้นก็ไม่ได้ กระบอกนี้ผู้วิเศษให้มาเก็บไว้บูชา มันจะ ได้ให้สิ่งที่ต้องการในวันข้างหน้า แกจะทำลายมันไม่ได้เป็นอันขาด "

       ยายแก่เดือดดาลจนตัวสั่นรัวไปหมด แกพยายามรวบรวม พลังทั้งหมดที่มีอยู่ยื้อแย่งดึงต่อไปอย่างที่สุด แม้ตาผัวจะรั้งไว้มั่นสักปานใดก็ไม่ไหว ในที่สุด ไม้กระบอกนั้นก็มีอันลื่นหลุดกลับมาอยู่ในเงื้อมมือของยายแก่จนได้ และ...ในฉับพลันทันทีนั้น ยายเมียก็ขยับจะเหวี่ยงไม้กระบอกเข้าใส่ตาผัวโดยไม่รั้งรอ แต่...พอแกเงื้อขึ้นได้เท่านั้น ไม้กระ บอกนั้นก็ทำทีเหมือนมีชีวิตวิญญาณ มันโจนพรวดจากมือลงมาเอาปลายทึ้งผ้านุ่งแกหลุดลุ่ย ออกจากร่างทันทีทันใด...

      " ว๊าย ! อ้ายระยำทำข้าได้ "

       ยายแก่ตกใจแทบสิ้นสติ รีบทิ้งตัวลงนั่งราบกับพื้น และควาผ้านุ่งมาห่อร่างอย่างว่องไว ครั้นลุกขึ้นได้ ทีนี้ก็ตรงรี่เข้าหาตาผัว

       " แกนี่เองเป็นคนที่เอาอ้ายกระบอกบ้า ๆนี่มา ข้าต้อง จัดการกับแกเสียก่อนถึงจะถูก " ฉับพลันแม่ก็ซัดมือเพี๊ยะเข้าที่กกหูตาผัวอย่างสุดแรงเกิด แม้ตาผัวจะเซแซ่ด ๆไปติดข้างฝาแล้ว แม่ก็ยังตามติดไปฟาดที่เป้าหมายเก่าให้อีกหลายที ด้วยอาการว่องไวราวกับงูฉก

       " โอ้ย ! พอที แม่คุณ พอที ! " ตาผัวร้องโอดโอยด้วย ความเจ็บปวด พยายามปิดป้องเป็นพัลวันแล้วก็พยายามถอยหนีไปโดยรีบด่วน แต่ก็อีกนั่น แหละ...ยิ่งถอย ยายเมียก็ยิ่งลุกไล่ตามซ้ำอย่างไม่ยอมให้ห่างได้ราวกับจะฟาดผัวให้ดับดิ้นสิ้น ใจไปคามือโดยแท้...ตาผัวถอยหนีต่อไปจนหลังของแกไปชนกับฝากระท่อมเข้าให้ปังใหญ่ แล้ว กระดอนเซถลาล้มกลิ้งไปกับภาคพื้นทันทีทันใด



ฝ่ายยายเมียเห็นเช่นนั้น ก็รีบหันมาคว้าไม้กระบอกพุ่งเข้า ใส่อย่างเร็วรี่ โดยมิได้ทันเล็งเป้าหมายให้ดีก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น...ไม้กระบอกจึงเลยไปโครม ที่ฝากระท่อมและก่อนที่ยายแก่จะทันได้ระวังตัว มันเด้งผึงกลับมาจังแสกหน้าของแกพอดิบพอดี ...ยายแก่ร้องลั่น พร้อมกับปล่อยร่างให้หงายตึง ลงสิ้นสติสตัง ณ พี้นกระท่อม ตรงแสกหน้าแก แตกเลือดสด ๆ พุ่งฉูดออกมาโดยบัดดล !!

       ตาผัวได้ยินเสียงเมียร้อง ก็แข็งใจยกศรีษะขึ้นดู พอเห็นเมีย ร่างหงายลงแผ่สองสะสลึงอย่างหมดท่าเช่นนั้น ก็ตกใจรีบยันกายลุกขึ้นอย่างว่องไว แล้วความ เวทนาสงสารก็ประเดประดังขึ้นมาจนสามารถทำให้แกลืมความโหดร้ายของเมียไปได้อย่างรวด เร็ว เกินความคาดหมาย ถึงจะร้ายแค่ไหนก็ยังเป็นเมีย แกปราดเข้ามายังร่างของยายเมีย และ เหลือบไปเห็นแสกหน้า เลือดไหลปรี่เป็นทางยาวยิ่งใจหาย แกครางออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า

       " โธ่ ! ยายเฒ่าของข้า " พลางดึงชายผ้าขาวม้าซึ่งคาดอยู่ ที่เอวแกมาเช็ดเลือดให้เป็นการด่วน แล้วเฝ้านวดเฟ้น จนยายเมียฟื้นคืนมา...

       ฝ่ายยายเฒ่าพอได้สติ ก็ให้แค้นใจเป็นกำลัง แกร้องไห้โฮ ใหญ่ " โธ่ ! เป็นเพราะแกแท้ ๆทีเดียว อ้ายเฒ่า ข้าถึงต้องได้เจ็บตัวเช่นนี้ ฮื่อ ฮื่อ เจ็บใจข้านัก " แม้จะถูกกล่าวหาและพาลกระแชงเอาเช่นนั้น ตาผัวก็พยายามเอาดีเข้าว่า และทั้งที่แกไม่ได้ เป็นตนทำให้หน้าแม่แตกสักหน่อย แกก็ยังยอมสารภาพผิดและเฝ้าปลอบเอาใจเป็นวรรคเป็นเวร

       " เงียบเสียเถอะ ยายเอ๋ย ! ข้ายอมทุกอย่าง แกจะลงโทษ ฆ่าแกงประการใดก็สุดแต่แกเถิด ขอเพียงหยุดร้องไห้เสียทีเท่านั้น "

       " กราบเท้าข้าเสียสามทีก่อน อ้ายเฒ่า " ยายแก่บงการ ออกมาอย่างเฉียบขาด

       เมื่อได้ยินดังนั้น ตาผัวผู้น่าสงสารแทบหมดกะจิตกะใจที่จะ มีชีวิตอยู่ดูโลกต่อไป แกครางออกมาได้คำเดียวว่า " โธ่..."

       " ไม่ต้องโธ่แธ่อะไรให้เสียเวลา อ้ายเฒ่า? " ยายเมียตวาดลั่น พร้อมกับผลุนผลันขึ้นยืนท้าวสะเอวอย่างรวดเร็ว " รีบทำตามที่สั่งโดยเร็วที่สุด อย่าอืดอาดชักช้า ให้ข้ามีน้ำโห ได้ยินไหม ??"

       เท่านั้นเอง...ตาผัวก็กลัวลนลาน รีบคลานออกไปกราบเท้า ยายเมียตามคำสั่ง !

       ครั้นแล้ว...ยายแก่ก็ชี้มือไปที่ไม้กระบอก ซึ่งกลิ้งอยู่ข้าง ๆ พลางบงการต่อไปว่า " นั่น...ไม้กระบอกเวรนั่น มันร้ายกาจนัก ไป๊...รีบเอาไปเผาไฟให้มันวอด วายเสียเดี๋ยวนี้ โน่นกองไฟที่หน้ากระท่อมโน่นยังไม่ดับ ไป ! เร็วเข้า ประเดี๋ยวมันจะลุกขึ้น มาเล่นงานข้าอีก "

       ตาผัวรู้สึกเสียดายไม้กระบอกนั้นเป็นกำลัง เพราะแกยังเชื่อ ว่ามันเป็นของวิเศษอยู่ แต่ก็ไม่อาจจะขัดขืนยายเมียได้ จึงต้องจำใจลุกขึ้นจัดแจงนำมันไปเผาไฟ ตามคำสั่งโดยไว แต่...ครั้นแกก้าวออกจากประตูกระท่อม มาถึงที่หมาย และพอขยับจะโยน กระบอกไม้เข้ากองไฟเท่านั้นเสียงกระหึ่มครางของท้องฟ้า เบื้องบนก็ก้องกังวานขึ้น พร้อมกับ แสงอสุนีบาตเปรี้ยงฟาดลงมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม้กระบอกอันนั้นแตกออกเป็นสองซีกใน บัดดล และ...

      ยิ่งไปกว่านั้น...ยังมีร่างชายหนุ่มผู้หนึ่ง เผ่นผลุงออกมายืน จังก้าอยู่เบื้องหน้าแกพร้อม ๆกัน



        ชายหาปลาตกตะลึงจังงังตาเหลือกอ้าปากค้าง และปล่อย ไม้ไผ่ทั้งสองซีกร่วงลงสู่พื้นดินอย่างลืมตัว...ขณะเดียวกัน...ยายเมีย ซึ่งติดตามออกมายืนคอย จับจ้องมองดูการกระทำของผัวอยู่ที่หน้ากระท่อม เมื่อประสบเหตุการณ์อันแสนประหลาดอย่าง ไม่คาดฝัน และปัจจุบันทันด่วนเช่นนั้นก็ให้ตกใจกลัวสุดประมาณ แกยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า พร้อมกับกรีดร้องออกมาแบบไม่เป็นภาษามนุษย์ แล...ในฉับพลัน ยายเฒ่าก็ปล่อยร่างให้หงาย ทิ้งตัวฟาดโครมลงกับพื้น และสิ้นสติสตังไปอีกวาระหนึ่งอย่างหมดท่าสิ้นทาง

       ส่วนตาผัวยืนตกตะลึงจังงังอยู่ ก็สะดุ้งโหยง และขยับจะ เผ่นหนีในทันใด...แต่...ฉับพลันนั้นเอง ชายหนุ่มจากกระบอกไม้ไผ่ก็ ส่งเสียงหัวเราะออกมา อย่างขบขัน พลางโบกมือห้ามและร้องว่า

       " ท่านเอ๋ย ไม่ต้องหนีไปไหน และไม่ต้องตกใจ อันตัว เรานี้มิใช่ภูตผีปีศาจ เราเป็นคน "

       " เอ็งเป็นคน ? " ชายหาปลาทวนถามออกมาด้วยเสียง สั่นเครือเต็มที

       " ใช่ " ชายหนุ่มตอบอย่างทันควัน " เราเป็นคน " ชาย หาปลาพยายามปลุกปลอบใจให้เข้มแข็ง พร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ตา แล้วเพ่งมองร่างชายหนุ่ม อีกครั้งหนึ่งอย่างพินิจพิจารณา ชั่วครู่จึงว่า " เอ็ง เป็นคนชนิดไหนวะ บอกข้าหน่อยได้ไหม?"

       " ก็คนชนิดกินข้าวเป็นอย่างเดียวกับท่านนะซี จะชนิด ไหนอีกเล่า ? " เจ้าหนุ่มประหลาด ตอบกลั่วเสียงหัวเราะออกมาอย่างยียวนกวนโมโหทันที แต่...ชายหาปลายังทำใจดี ซักต่อไปว่า

       " ถ้าเอ็งเป็นคน เอ็งก็ต้องมีชื่อน่ะสิไหนบอกข้าหน่อยว่า เอ็งชื่ออะไร ? "

       " ข้านะหรือ ? " เจ้าหนุ่มจอมยียวนยกมือข้างหนึ่งเท้า สะเอว ยืดไหล่เชิดหน้าวางท่าสง่าผึ่งผายยิ่งกว่าเมื่อครู่ แล้วยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นชี้กลางอกตัว เอง พลางพูดต่อไป " อันตัวเรานี้หรือชื่อว่า " ธนญชัย "

       " ธนญชัย ? " เออ...แล้วทำไมเอ็งถึงเข้าไปอยู่ในกระบอก ได้วะ ? " ชายหาปลาถามต่อไป

       ธนญชัยทำท่าอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นแล้วจึงเล่าว่า " ข้า เป็นศิษย์อาจารย์ผู้วิเศษ ที่ให้ไม้กระบอกท่านมานั่นแหละ ข้าอยู่เรียนวิชาความรู้กับท่านมาตั้ง แต่เล็กจนโตและมาระยะหลังนี้ ข้าชอบแอบหนีท่านไปเที่ยวทดลองปัญญากับใครต่อใครจนเขา เสียรู้ และแล้วมาฟ้องอาจารย์อยู่เสมอ จนหนักเข้าอาจารย์ชักรำคาญ จึงจับข้ายัดใส่ไว้ในไม้ กระบอกนี้ "

      " โถ ! น่าสงสาร " ชายหาปลาคางออกมา " แล้วพ่อแม่ เอ็งอยู่ไหนวะ ? "

       " พ่อแม่ข้าเป็นใคร อยู่ที่ไหนข้าไม่เคยรู้จัก " ธนญชัยตอบ " เห็นอาจารย์ท่านบอกว่าตายตั้งแต่ข้ายังแบเบาะ ท่านเวทนาจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ "

       " เอาละ ต่อแต่นี้เอ็งอยู่กับข้าที่นี่แล้วกัน ข้าแก่เล้วไม่มี ลูกมีเต้าด้วย จะได้ฝากผีฝากไข้กับเอ็งบ้าง " ชายหาปลากล่าวในที่สุด ด้วยความสงสารเจ้าหนุ่ม ประหลาดขึ้นมาอย่างจับใจ แต่...

       " ขอบใจจ๊ะ ที่กรุณาข้า " ธนญชัยส่ายหน้าปฏิเสธ " แต่ข้า เสียใจที่อยู่กับท่านไม่ได้ เพราะข้าชอบเที่ยวไปเรื่อย ๆ ปัจจุบันนี้คนชั่วที่เห็นแก่ตัวโลภโมโทสัน ก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นยังมีอีกมากมาย ข้าเคยปฏิญากับอาจารย์ไว้แล้วว่า ข้าจะใช้สติปัญญา ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ จัดการกับคนพวกนี้ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของผูที่สุจริต ให้ได้ ยังไงก็ขอให้ข้าทำตามปฏิญาไว้เสียก่อนเถอะ แล้วข้าจะกลับมาช่วยให้ท่านมีความสุขบ้าง ยังไงล่ะ ? "

       " งั้นก็แล้วแต่เอ็งเถอะ " ชายหาปลาพยักหน้าคล้อยตาม ด้วย ไม่ทราบจะคัดค้านประการใด " แต่ยังไงอย่าลืมข้าเสียก็แล้วกัน "

       " ไม่ลืมหรอก ข้ารับรอง " ธนญชัยยืนยันด้วยเสียงแจ่มใส พลางยกมือไหว้ " ข้าลาละ ช่วยบอกยายด้วยว่า อีกไม่ช้าข้าจะกลับมาช่วยให้มีความสุข "

       พูดจบ ธนญชัยก็เดินจากไป ปล่อยให้ชายหา ปลาผู้น่าสงสารมองตามด้วยความอาลัยจนลับสายตา....ไปในที่สุด....


Mr.music:



ตอนที่.2...เป็ดจากสวรรค์

               ธนญชัยเดินเรื่อยมาตามทางในป่า ด้วยหัวใจที่เป็นสุข อย่างที่สุด สักครู่เขาเดินมาถึงสระน้ำแห่งหนึ่ง น้ำใสสะอาดดูน่าร่มรื่นยิ่งนัก เขาลงไปวัก น้ำล้างหน้าล้างตา แล้วนั่งพักอยู่ใต้ร่มต้นตะแบกใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาไปจนจรดชายสระ พอดีมีนกเป็ดน้ำฝูงหนึ่งบินลงมาเล่นน้ำในสระอย่างสนุกสนาน เขานั่งมองอย่างเพลิดเพลิน จำเริญใจ




       เวลาผ่านไปไม่นานนัก ธนญชัยก็เหลือบไปเห็นชาย ผู้หนึ่งเดินมาแต่ไกล ด้วยความว่องไวแห่งสมองของเขาคิดอุบายอันแยบยลขึ้นมาได้ทันที คราวนี้ชายคนนี้จะต้องตกเป็นเหยื่อแห่งการทดลองปัญญาของเขาหละ พอชายคนนั้นเดิน เข้ามาใกล้ ธนญชัยก็ทำเป็นตีโพยตีพายร้องให้เป็นการใหญ่ ปากคร่ำครวญว่า

        " ข้าไม่อยากได้ ก็มาให้ข้า ข้าไม่อยากได้ ก็มาให้ "

       ชายผู้นั้น หันมาเห็นเข้าก็แปลกใจ จึงเดินเข้าไปถาม " เป็นอะไรวะ พ่อหนุ่ม ทำไมถึงมานั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ยังงี้ละ ? "

       ธนญชัยยกมือขวาขึ้นปาดน้ำตา พลางตอบเสียงปน สะอื้นว่า
       
          " ข้าไม่อยากได้ มันก็มาให้ แต่ที่อยากได้ มันไม่มาให้ "

       ชายผู้นั้นยิ่งงงใหญ่ " เอ็งไม่อยากได้อะไร และใครเอาอะไร มาให้เอ็ง ? " เขาซักต่อไป

       " โน่น ๆ อยู่ในสระโน่น " ธนญชัยชี้มือไปที่นกเป็ดน้ำฝูงนั้น " กำลังว่ายน้ำอยู่นั่นแหละ "

       " เป็ดนั่นนะรึ ?" ชายผู้นั้นพอเหลือบไปเห็นเป็ดก็ตาลุก

       " ใช่เป็ดนั่นแหละ ข้าไม่อยากได้เลย แต่สวรรค์ก็จะให้ ๆ "

       " ก็เป็นโชคของเอ็งละซี เป็ดตัวใหญ่ ๆขนาดนี้ตั้งหลาย ตัว เอ็งจะเลี้ยงไว้กินไข่ก็ได้หรือไม่ชอบใจจะเชือดกินเสียวันละตัวก็อิ่มท้อง เอ็งจะขายก็ยังได้ เงินมา "

       ธนญชัยส่ายหน้า " แต่ข้าไม่ต้องการ "

       " ถ้างั้นเอางี้ดีไหมละ หากเอ็งไม่พอใจก็ขายเป็ดฝูงนี้ให้ ข้าเสีย " ชายผู้เขลาปัญญารีบยื่นข้อเสนอทันที

       ธนญชัยได้ยินดังนั้นก็ทำอิดเอื้อน " ข้าไม่อยากขายหรอก อยากจะส่งคืนสวรรค์ดีกว่า "

       ชายผู้เขลาปัญญารู้ดีว่า เจ้าหนุ่มคนนี้ทำเล่นตัวไปงั้นเอง ยังไง ๆ หากเขาใช้ไม้ตื้อสักหน่อยก็คงสำเร็จอย่างหวาน ๆ ดังนั้น จึงนั่งลงข้าง ๆ และเอื้อมมือ นวดขานวดแข้งให้เป็นการเอาใจ " เถอะน่า นึกว่าแบ่งให้ข้าไปกินก็แล้วกัน อย่าส่งคืนสวรรค์ เลย "

       ธนญชัยทำเป็นอิดเอื้อนอยู่สักครู่ " เอาละ ขายก็ขาย เพื่อ เห็นแก่ท่าน และเอาไว้พึ่งกันวันหน้าวันหลังอีก



         " ใช่ซี คนเรามันต้องพึ่งพาอาศัยกัน " ชายผู้นั้นพอได้ที รีบเร่งใหญ่ " เอาเถอะ ยังไงวันหน้าวันหลังหากเอ็งมีอะไรก็บอกข้า ข้ายินดีช่วยเอ็งเต็มที่ เออ ! เอ็งจะคิดสักเท่าไหร่วะพ่อหนุ่ม เป็นฝูงนี้สักสามตำลึงเป็นไง "

       " จะไม่ถูกไปหรือ ? " ธนญชัยทักท้วง

       " เอางั้นข้าเพิ่มให้ ๖ ตำลึงวะ " ชายผู้นั้นรีบขึ้นราคาให้ พลางล้วงกระเป๋านับเงินส่งมาให้ " นี่ไงเงินรับไปเสีย "

       เมื่อได้เงินแล้ว ธนญชัยก็พูดขึ้นว่า " ท่านจัดการต้อนเป็ด ของท่านเองก็แล้วกันนะ ข้าไปก่อนละ โชคดีนะ " พูดจบธนญชัยเจ้าปัญญาก็ลุกจากที่นั่น เดิน จากไปทันที

       ฝ่ายชายคนนั้น ยืนมองเขาจนลับตาไปแล้ว จึงกลับมาดู ฝูงเป็ดซึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่เหมือนเดิม พลางนึกกระหยิ่มใจที่ตนซื้อเป็นตัวโต ๆ ขนาดนี้ได้ราคา ถูกที่สุด " แหม ! บักหนุ่มนี่มันงั่งเสียจริง ๆ " เขาหัวเราะกับตัวเอง " เป็ดตัวใหญ่ ๆตั้งสิบกว่าตัว ขายได้แค่ ๖ ตำลึง ยังงี้ก็หวานเราซีวะ บักโง่ เอ๋ย ! "

       พร้อมกันนั้น เขาก็จัดแจงลงไปต้อนเป็ดในบึงให้รวมกัน โดยไม่รอช้า ฝ่ายนกเป็ดน้ำ เมื่อถูกคนรังควานเช่นนั้น ก็ตกใจบินฮือขึ้นบนอากาศพร้อม ๆกัน " ช่วยด้วย ! ช่วยด้วย ! " ชายโง่เผลอตะโกนออกมาด้วยความตกใจเป็นที่สุด " ช่วยจับเป็ด ให้ด้วย เป็ดไปสวรรค์หมดแล้ว...ช่วยด้วย "

       เขาวิ่งพลางตะโกนให้คนช่วยไปตลอดทาง จนกระทั่งเป็ด เหล่านั้นบินหายลับเข้ากลีบเมฆไป แต่กระนั้น เขาก็ไม่ละความพยายามที่จะติดตามต่อไป ด้วยไม่รู้ว่าเป็ดเหล่านี้คือนกเป็ดน้ำ นึกอย่างเดียวว่า เป็ดพวกนี้คงจะตกใจตื่นเจ้าของใหม่ เขาตะเกียกตะกายตามอยู่เรื่อยไป จนกระทั่งมาถึงกระท่อมหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นกระท่อมของผัวหนุ่ม เมียสาวที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ เขาก็เลยมุดเข้าใต้ถุนอาศัยนอนด้วยความอ่อนเพลีย

       ผัวเมียคู่นั้นกำลังหยอกล้อกันเพลิน ตอนหนึ่งผัวบอกกับ เมียว่า " พี่ได้แต่งงานกับน้อง พี่ดีใจยังกับได้ขึ้นสวรรค์น้องละ "

       ชายผู้น่าสงสารซึ่งนอนอยู่ใต้ถุน พอได้ยินคำว่า " สวรรค์ " ก็ผุดลุกขึ้นร้องถามออกไปด้วยความลืมตัวว่า

       " สวรรค์ เป็ด...ไปสวรรค์เห็นเป็ดข้าหรือเปล่า ? "

       สองผัวเมียได้ยินเสียงร้องถามก็สะดุ้ง ต่างผละออกจากกัน

       " ใครมาแอบฟังเรานะ ? " ผัวหันมากระซิบเมียพลางลุกขึ้น ชะโงกหน้าไปดูที่ใต้ถุน ซึ่งเป็นที่มาแห่งเสียง พอดีเหลือบไปเห็นชายผู้นั้น " อ้า...อ้ายบ้านี่เอง มาจากไหนละนี่ เอาหอกมาทีซีน้อง เร็วเข้า "

       ประโยคท้ายผัวหนุ่มตะโกนด้วยเสียงอันดัง จนชายผู้น่า สงสารตกใจ " หา หอก ! เขาร้องลั่นออกมา " หอกไม่เอา...เอาเป็ด "

       " เป็ดที่ไหนละ อ้ายบ้า นี่เมียข้าโว้ย ! " ผัวหนุ่มตะโกน ตอบ พลางขยับจะพุ่งหอกใส่ " เอาเป็ดรึ เอาหอกดีกว่าโว้ย "

       พูดจบ หอกในมือก็พุ่งออกไปหมายร่างของชายผู้น่า สงสารอย่างไม่รีรอ...

       เคราะห์ดีว่า ชายผู้นั้นเผ่นออกไปจากใต้ถุนเสีย ทัน และทันทีที่พ้นใต้ถุนออกมาได้ เขาก็ใส่ตีนสุนัขโกยอ้าว หนีอย่างไม่คิดชีวิต เพราะถ้า ขืนช้าอีกนิดเดียว มีหวังถูกตามเหยียบดาวดิ้นสิ้นใจแน่ ๆ




Mr.music:



ตอนที่ 3...พ่อลูกเขย..

         ธนญชัยนั้น เมื่อขายนกเป็ดน้ำแล้ว ก็เดินทอดน่องชม นกชมไม้เรื่อยมาตามป่าละเมาะ เขาเดินพลางหยุดล้วงชายพกเอาเงินหกตำลึง ที่ได้มาจาก ขายเป็ดมานับ แล้วหัวเราะกับตัวเองอย่างครึ้มอกครึ้มใจ





 " คนเรานี่ลงได้โง่แล้ว มันช่างดักดานจริง ๆ " เขาพูด กับตนเอง " สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็เชื่อได้โดยไม่ต้องคิด เออ ! ต่อไปเราจะได้เจอคนโง่อย่างคนที่ ซื้อเป็ดเราอีกไหมน่ะ " เวลาผ่านไปเป็นครู่ เขาก็มาถึงทางเล็ก ๆ ที่จะเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทันทีนั้นเขาต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงร้องให้สะอึกสะอื้นของหญิงคนหนึ่งแว่วมา เขามองซ้าย มองขวาหาเจ้าของเสียงอยู่ครู่หนึ่ง ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ยืนซบหน้าร้องให้อยู่ ข้างต้นไม้เบื้องหน้า เขารีบเดินเข้าไปหาโดยไม่รอช้า

       " นี่น้องสาว " เขาร้องถาม " เป็นอะไรไปถึงได้มาร้อง ห่มร้องไห้อยู่อย่างนี้ ? "

       เมื่อได้ยินเสียงร้องถาม หญิงสาวผู้นั้นก็ค่อย ๆหัน หน้าที่อาบน้ำตามามอง ครั้นเห็นพ่อหนุ่มแปลกหน้า ก็ขยับจะถอยหนีด้วยความหวาดหวั่น
       ธนญชัยหัวเราะเบา ๆ พลางสืบเท้าเข้าไปใกล้ " ไม่ต้อง กลัวข้าหรอกน้องสาว ข้ามิใช่ผู้ร้ายมหาโจรหรือยักษ์มารที่ไหน ข้าเห็นเจ้าร้องไห้ก็สงสาร จึงมาถามดู เออมีอะไรจะให้ข้าช่วยหรือปล่าวล่ะ ? "

       หญิงสาวยกมือปาดน้ำตา จ้องมองหน้าธนญชัยอยู่ครู่ ใหญ่ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเครือว่า " ถึงมีท่านก็ช่วยข้าไม่ได้หรอก "
       " อย่าเพิ่งด่วนสิ้นหวังยังงั้นสิ " ธนญชัยยกมือแตะเรือน ผมของหญิงสาวเบา ๆ แสดงความปราณีสงสารอย่างสุดซึ้ง " เจ้ายังไม่บอกข้าเลยว่า เจ้า มีทุกข์เรื่องอะไร ? "
       " แต่ทุกข์ของข้าหนักจริง ๆ ไม่มีใครจะช่วยข้าได้หรอก" หญิงสาวพูดพลางยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้
       " ขอเสียเถอะ น้องสาว " ธนญชัยปลอบต่อไป " อย่า ร้องไห้เลย หน้าสวย ๆจะหมองเสียปล่าว บอกข้ามาเถอะ ข้ารับรองว่าถึงยังไงจะพยายาม ช่วยเจ้าให้ได้ เจ้าไม่ต้องกลัว "

       เมื่อได้รับคำปลอบโยนอย่างอ่อนหวานเช่นนั้น หญิงสาว ก็ใจชื้นขึ้น หล่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วหันมามองธนญชัย พลางกล่าวขึ้นด้วยเสียงตะกุก ตะกักว่า " ข้า...ข้า...ข้ากำลังพบกับความลำบากอย่างหนัก จะต้องไปเป็นทาสในเรือนเบี้ย ของคนรวยในเมือง ข้าอยากตาย อยากตายดีกว่าจะไปเป็นทาสเขายังงั้น "

       " ทำไม เจ้าถึงได้ตกที่นั่งลำบากอย่างนั้นเล่า ? " ธนญ ชัยรีบรุกต่อไปโดยไม่รอช้า
       " แม่ข้าไปกู้เงินเขามา " หญิงสาวตอบพร้อมสะอื้นไห้จน ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ " โดยสัญญาเขาว่าจะนำเงินไปใช้คืนภายใน ๒ เดือน และเมื่อครบกำหนด แม่ก็ขายไร่นาไปใช้เขาแล้ว แต่เขากลับมาทวงแม่อีก หาว่าแม่ยังไม่ได้ใช้ให้เขา แล้วก็หากแม่ ไม่สามารถจะหาเงินไปให้เขาภายในสามวัน เขาจะมาเอาตัวข้าไปเป็นทาสทำงานใช้จนกว่า แม่จะหาเงินไปให้เขาได้...โธ่ ! เวรกรรมอะไรของข้าก็ไม่รู้ " พูดจบหล่อนก็ปล่อยเสียงโฮออก มาเป็นการใหญ่

       ธนญชัยเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ถามต่อไปอีก " แม่เจ้ากู้เงินมา เท่าไหร่ ? "

       " มากทีเดียวละท่าน ตั้ง ๔ ตำลึงแน่ "

       " สี่ตำลึง ? " ธนญชัย " เท่านั้นเองนะรึ ? ไม่เป็นไร เจ้า เลิกเป็นทุกข์เป็นร้อนได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดการให้ "

       " หมายความว่า...? " หญิงสาวหันมามองธนญชัยอย่าง งง ๆ

       ธนญชัยล้วงเงินที่ชายพกมาใส่มือให้ ๔ อัน " นี่นะ เงินสี่ ตำลึงสำหรับใช้หนี้เขา " เขาบอกพร้อมกับหยิบส่งให้อีกสองอัน " และนี่อีก ๒ ตำลึง เจ้าเก็บ ไว้ซื้ออาหารมาให้แม่ "

       เมื่อได้เงินโดยไม่คาดฝันเช่นนั้น หญิงสาวยิ่งงงงันเป็นที่ สุด " ท่านให้เงินข้าเพื่ออะไร ? " หล่อนถาม
       " เพื่อช่วยให้เจ้าไม่ต้องเป็นทาสเขานะซี " ธนญชัยตอบ พร้อมกับบีบไหล่หล่อนเบา ๆ " เจ้าอย่าคิดอะไร ข้าสงสารและต้องการช่วยเจ้าด้วยความ จริงใจ ไปเถอะ เช็ดน้ำตาเสียให้แห้ง รีบกลับไปบ้านเจ้า และจัดการใช้หนี้เขาเสียให้เรียบ ร้อย ข้าลาละ "

       พูดจบ ธนญชัยก็ผละจากหญิงสาวผู้น่าสงสารเดินออกจากที่นั่นไป ปล่อยให้ หล่อนมองตามเขาอย่างงุนงง.......






           ธนญชัยเดินต่อมาเป็นครู่ใหญ่ ท่ามกลางแสงแดดที่แผด กล้าขึ้นทุกที จนใบหน้าเขาชุ่มโชกด้วยเหงื่อ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นกำลัง พอดีเหลือบไป เห็นต้นไม้ใหญ่ ต้นหนึ่งยืนตะหง่านอยู่ข้างทาง จึงแวะเข้าไปหมายนะนั่งพักให้หายร้อนสักครู่ แล้วค่อยเดินทางต่อไป...
       แต่โดยไม่คาดฝัน ทันทีที่เท้าของเขาก้าวเข้าไปภายใต้กิ่ง ไม้อันร่มรื่นนั้น เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเหลือบไปเห็นร่างของหญิงผู้หนึ่งห้อย โตงเตงลงมาจากกิ่งไม้ในลักษณะคนผูกคอตาย
       ธนญชัยพยายามรวบรวมสติข่มความหวาดกลัวอยู่เป็นครู่ แล้วจัดแจงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ปลดเชือกที่คาคบหย่อนร่างผู้หญิงผู้นั้นลงมาจนถึงพื้นดิน แล้ว โจนลงมาแก้เชือกตรงที่รัดคอหล่อนออก จับไหล่หล่อนเขย่าเบา ๆ ด้วยหวังว่า หล่อนคงจะยัง มีชีวิตอยู่ " นี่...น้องสาว...น้องสาว " เขาร้องเรียกแต่...หญิงผู้นั้นแน่นิ่งไม่ไหวติง มิหนำซ้ำยังปล่อยลิ้นห้อยออก มาจุกปาก ตาเหลือกถลน เล่นเอาธนญชัยขยาดหวาดกลัว เขาผุดลุกขึ้น มองซ้ายมองขวา ขยับจะวิ่งหนีแต่แล้วก็ชงัก เมื่อได้ยินเสียงร้องขายผ้าแว่วมาแต่ไกล

       " ผ้าจ้า ผ้าผ้าสวย ๆ แม่เอ้ย "

       ธนญชัยมองไปที่คลองตรงหน้า เห็นเรือประทุนลำหนึ่งมุ่ง หน้าจะผ่านมาตรงที่เขายืนอยู่ ทันใดนั้น สมองอันว่องไวของเขาคิดอุบายขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง เขาดีดมือเปาะและยิ้มออกมาได้ " เอาละ เราจะต้องเล่นกลกับเจ้าของเรือผ้านี่สักอย่าง " และแล้ว โดยว่องไว เขาหันมาอุ้มศพหญิงผู้นั้นยืนขึ้น หันหน้าศพเข้าพิงต้นไม้ไว้ คว้าเชือกเส้นเดิมมัด มือหล่อนทั้งสองข้างเหวี่ยงขึ้นไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ แล้วรั้งขึ้นไปพอตึง และวิ่งไปหักกิ่งไม้ขนาดไม้ เรียวอันหนึ่งมาเตรียมไว้
       พอเรือผ้าใกล้เข้ามา ธนญชัยแสนกลก็เริ่มแผนการเงื้อไม้เรียว ขึ้นหวดหลังศพเป็นการใหญ่

       " นี่ ! นี่ ! ข้าสอนแล้วไม่จำ เป็นสาวเป็นแส้เอาแต่เที่ยวไม่รู้ จักเวล่ำเวลา มันจะใช้ได้ที่ไหน นี่ ! ตายซะอย่าอยู่เลย นี่แน่ นี่แน่ "

       เขากระหน่ำไม้เรียว ลงที่ร่างอันปราศจากวิญญาณของหญิง ผู้นั้นอย่างหนักหน่วง พร้อมกับส่งเสียงตะโกนก้องตลอดเวลา กระทั่ง...เรือขายผ้าลำนั้นผ่านมา ถึง เจ้าของเรือเป็นชายแก่หน้าซื่อ และทันทีที่แกมองขึ้นมาจากคลอง เห็นธนญชัยกำลังเฆี่ยน ตีผู้หญิงอยู่เช่นนั้นก็นึกสงสาร จึงจอดเรือแล้วโดดขึ้นฝั่ง เข้าห้ามธนญชัย

       " เดี๋ยวก่อน พ่อคุณ "ธนญชัยหันขวับมาทางพ่อค้าผู้เข้ามาขวาง พร้อมกับตวาด ขึ้นอย่างโมโหว่า " เรื่องอะไรของเอ็งวะ ? "
       " มิใช่เรื่องอะไรของข้าหรอก " พ่อค้าส่ายหน้า " แต่ข้าเห็น เอ็งตีแม่หนูนี่หนักมือก็อดเวทนาไม่ได้ "
       " ทำไม น้องสาวข้า มันริอ่านเที่ยว ไม่ยอมอยู่บ้าน " ธนญชัยย้อนเสียงขุ่น " ข้าลงโทษมัน คนอื่นจะต้องเกี่ยวด้วยเรอะ " ว่าพลางธนญชัยก็ผลักพ่อ ค้าผ้าออกห่าง แล้วหวดไม้เรียวต่อไป ปล่อยให้พ่อค้ามองตามด้วยความเวทนาเต็มทน จนในที่สุด อดรนทนไม่ได้ จึงยกมือสะกิดไหล่ธนญชัย

       " นี่พ่อคุณ ยังไง ๆ ก็อย่าได้ถึงขนาดนี้เลยสงสารแกบ้างเถอะ เนื้อหนังขาว ๆ นิ่ม ๆ ยังงี้จะแตกยับเสียหมด "ธนญชัยหันขวับมามองพ่อค้าด้วยตาขุ่นเขียว " สงสารมันไม่ ได้หรอก ต้องเฆี่ยนให้มันเข็ดหลาบ ไม่งั้นจะได้ใจเที่ยวจัดกว่านี้ใครจะเลี้ยงมันไหว "
       " โธ่ พ่อคุณนึกว่าขอข้าเถอะ " พ่อค้าออด
       " ขอแขอะไร ข้าไม่เข้าใจ ไป ! ไปให้พ้นนะ " ธนญชัยตะคอก พลางลงมือหวดไม้เรียวที่ศพต่อไปอย่างหนัก

       ฝ่ายพ่อค้ายิ่งดูยิ่งทนไม่ไหว จึงเข้าไปแย่งไม้เรียวจากธนญชัย " หยุดเถอะ พ่อคุณ ข้าทนดูไม่ได้แล้ว "
       ธนญชัยมองพ่อค้าตาเขียวอย่างกะจะกินเลือดกินเนื้อ " นี่เอ็ง จะเอายังไงวะ อ้ายจอมยุ่ง "
       พอค้าพยายามทำใจดีสู้เสือ " ไม่เอายังไงหรอก เออ ! เอา อย่างงี้ดีไหมละ ถ้าเอ็งเลี้ยงไม่ไหว ข้าจะรับไปเลี้ยงเอง "
       ธนญชัยแค่นหัวเราะ จ้องหน้าพ่อค้าอย่างงง ๆ " เอ็งจะบ้า ไปแล้วรึ ? "
       พ่อค้าส่ายหน้า " ข้าสงสารมัน และที่บ้านข้าก็ไม่มีใครด้วย ยังไงถ้าเอ็งเลี้ยงไม่ไหว ก็ยกให้ข้าไปเลี้ยงเป็นลูกเป็นเมียเถอะ ว่าไงตกลงไหมละ ? "

       " เอ็งพูดยังกะว่าน้องสาวข้าเป็นขนม จะขอไปกินง่าย ๆ ยังงั้นแหละ "
       " หมายความว่าเอ็งจะคิดสินสอดละซี ก็ได้ เอ็งจะคิดสัก เท่าไหร่วะ ? "

       ธนญชัยทำเป็นนิ่งคิดอยู่ครู่ แล้วหันมาถาม " เอ็งจะให้ เท่าไหร่ ? "
       พ่อค้าเมื่อเห็นสมคะเนดังนั้น ก็ยิ้มแป้น " เอายังงี้ก็แล้วกัน ข้ายกเรือขายผ้าให้เอ็ง เป็นค่าสินสอดพอไหม ? "
       ธนญชัยทำเป็นอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง จนพ่อค้าคะยั้นคะยอ ขึ้นอีก " เถอะน่า พ่อมหาจำเริญ "

       " มันจะสมน้ำสมเนื้อกันหรือ ? " ธนญชัยย้อนถาม " น้องสาว ข้า ข้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาวเต็มตัวขนาดนี้ หมดข้าวไปหลายยุ้ง ส่วนเรือเอ็งมีผ้ากี่อัฐ เชียว ? "

       " งั้นข้าแถมเงินให้เอ็งอีก ๑๐ ตำลึงก็แล้วกัน " พ่อค้าเพิ่ม ราคาให้อีกด้วย หวังจะได้สาวคนสวยไปเป็นเมียให้ได้ " น่ายกให้ข้าเถอะน่า ข้าเกิดมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยมีลูกมีเมียกับเขาเลย นึกว่าสงสารคนแก่อย่างข้าเถอะ พ่อมหาจำเริญ ข้ารับรองว่าจะ รักและเลี้ยงดูน้องเอ็งให้มีความสุข ไม่ทิ้งไม่ขว้างเด็จขาด "

       ธนญชัยยังอิดเอื้อนอยู่อีก เขาหันมามองดูศพด้วยความเป็น ห่วง แล้วหันมาทางพ่อค้า " ก็ได้ แต่เอ็งต้องสัญญานะว่าจะเลี้ยงน้องข้าให้ตลอดรอดฝั่ง มิใช่ พอได้ไปไม่ทันไรก็ทิ้ง "

       " เออน่า เอ็งไม่ต้องห่วงหรอก " พ่อค้าตอบอย่างแข็งขัน พลางล้วงเงินออกมาใส่มือให้ธนญชัย แล้วดึงแขนธนญชัยให้ไปลงเรือ " ไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัด การแก้มัดแม่หวานใจของข้าเอง แล้วพาไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านเอง "

       ธนญชัยเดินไปลงเรืออย่างว่าง่าย แต่ไม่วายหันมามองทาง ศพแสดงอาการเป็นห่วงอีกครั้ง
       พ่อค้าโบกมือให้ธนญชัยด้วยความตื่นเต้นดีใจ " โชคดีนะ พี่ข้า มีหลานเมื่อไหร่จะพาไปเยี่ยม "

       ครั้นแล้ว ก็หันมาทางศพที่แกเชื่อสนิทใจว่าเป็นน้องสาว ของเจ้าหนุ่ม ที่ถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหล่อนได้ตกมาเป็นสมบัติของ แกโดยชอบธรรมแล้ว " ฮะ ฮะ ไม่นึกเลยว่าจะโชคดีได้เมียสาวอย่างนี้ " แกหัวเราะกับตัวเอง พลางตรงเข้าลูบหลังศพ พร้อมกับรำพันขึ้นอย่างสงสาร " โถ ! แม่คุณทูนหัวของพี่ น่าสงสาร จริง คงเจ็บมากซีนะ เดี๋ยวเถอะพี่จะใส่ยาและบีบนวดให้ แกเข้าโอบหลังด้วยความกระหยิ่มยิ้ม ย่อง แล้วขยับเอื้อมมือไปแก้เชือกที่มือศพ

       " พี่จะแก้เชือกให้ แล้วไปบ้านกับพี่นะทูนหัว " พ่อค้าพูด พลางแก้เชือก ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจแต่พอเชือกหลุด ศพของหญิงสาวก็ทรุดฮวบลงทันที มือกางเท้ากาง ลิ้นห้อยออกมาจุกปากตาเหลือกถลน พ่อค้ารีบปราดเข้าไปประคองพร้อมกับ จับร่างเขย่า " เป็นอะไรไป น้องพี่ เป็นอะไรไปรึเปล่า ? "

       แกละล่ำละลักถาม และจับหน้าศพหันมา ทันใดนั้น...แก ต้องร้องลั่นออกมาแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ รีบทิ้งศพลงกับพื้นทันที

       " หา ? นี่มัน..มันซี้เลี้ยวนี่หว่า ไอหยา...ผี...ผีหลอก "

       โดยไม่รอช้า แกรีบเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต ปากร้องตะโกน ไปตลอดทาง " ผี ผี ผีหลอก ! ช่วยด้วย ! ผีหลอก "

       พอดีมาถึงคลอง แกก็โจนโครมลงไปในน้ำอย่างไม่รู้จะหลีกหนี ไปไหนได้...แกดำดิ่งลงไปจนถึงพื้นดินใต้น้ำแล้ว โผล่ขึ้นมา แต่เจ้ากรรมบังเอิญโผล่มาตรงที่แก โดดลงไปเมื่อกี้ และเมื่อคลานขึ้นมาเห็นศพยังนอนตาเหลือกถลนอยู่เช่นนั้น แกร้องลั่นขึ้นอีกวาระ หนึ่ง " บักย่า...มันเอาข้าแน่ ช่วยด้วย ? ช่วยด้วยเจ้าข้า "

       และแล้ว...โดยไม่ยอมเสียเวลาแต่น้อย แกรีบใส่ ตีนหมาเผ่นเข้าป่าละเมาะตรงหน้าไปอย่างไม่คิดชีวิต...



นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป