หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มงคลที่ 31 บำเพ็ญตบะ  (อ่าน 2588 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 1132
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 1,045
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0

« เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2553, 09:13:07 PM »
มงคลที่ 31 บำเพ็ญตบะ

ทำไมจึงต้องบำเพ็ญตบะ ?  
  
สิ่งที่ควรจดจำไว้ก่อน คือ
     1. เหตุแห่งความประพฤติไม่ดีทั้งหลาย ล้วนเกิดมาจากกิเลสที่ซุกซ่อนอยู่ในใจเรา
     2. เหตุที่กำจัดกิเลสได้ยาก ได้แก่
          2.1 เรามองไม่เห็นตัวกิเลส
          2.2 ใจของเราคุ้นเคยกับกิเลสมาก
          2.3 เรายังขาดวิธีเหมาะสมไปกำจัดกิเลส
 
 
 ตบะ แปลว่า ทำให้ร้อน หมายความรวมตั้งแต่ การเผา ลน ย่าง ต้ม ปิ้ง อบ คั่ว ผิง หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ร้อน
บำเพ็ญตบะ จึงหมายถึง การทำความเพียเผาผลาญความชั่ว คือกิเลสทุกชนิดให้ร้อนตัวทนอยู่ไม่ได้ เกาะใจเราไม่ติด ต้องเผ่นหนีไป แล้วใจของเราก็จะผ่องใส หมดทุกข์


ธุดงควัตร 13 ประการ
     ในพระพุทธศาสนา มีข้อปฏิบัติที่พระภิกษุนิยมบำเพ็ญกัน เป็นการฝืนความต้องการของกิเลสเพื่อไล่กิเลสออกจากใจ มีด้วยกัน 13 ระการ เรียกว่า ธุดงควัตร พระภิกษุที่บำเพ็ยธุดงควัตร เราเรียกท่านว่า พระธุดงค์ แต่ ธุดงควัตรนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะพระภิกษุ แม้ฆราวาสก็ปฏิบัติได้ตามเป็นบางข้อ แบ่งได้ 4 หมวด คือ
          หมวดที่ 1 เกี่ยวกับเครื่องแต่งตัว
          1. ใช้แต่ผ้าบังุกุลที่ซักมาได้เท่านั้น
          2. ใช้เฉพาะผ้าไตรจีวรเพียง 3 ผืนเท่านั้น คือมีสบง จีวร สังฆาฏิ อย่างละผืน ใช้ผ้าอื่นๆ นอกจาก สามผืนนี้ไม่ได้
          หมวดที่ 2 เกี่ยวกับการกิน
          1. ฉันแต่อาหารที่บิณฑบาตมาได้เท่านั้น
          2. เดินบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกหรือหมู่บ้านในแนวที่กำหนดไว้เท่านั้น
          3. ฉันอาสนะเดียว คือถ้าฉันเสร็จ ลุกอาสนะแล้ว ก็ไม่รับอาหารอีก ไม่ฉันอาหารอีก ซึงเท่ากับฉันวันละมื้อเดียว เรียกกันว่า ฉันเอกา
          4. ฉันสำรวม คือฉันอาหารในบาตรไม่ใช้ภาชนะอื่น เอาอาหารทั้งหมด ทั้งคาว ทั้งหวาน ใส่ลงรวมกันในบาตรแล้วฉัน
          5. เมื่อลงมืฉันแล้วไม่รับประเคนอีก
          หมวดที่ 3 เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
          1. อยู่ในป่านอกละแวกบ้านเท่านั้น
          2. อยู่ตามร่มไม้เท่านั้น
          3. อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
          4. อยู่ในป่าช้าเท่านั้น
          5. อยู่ในที่ที่คนอื่นจัดให้
          หมวดที่ 4 เกี่ยวกับการดัดนิสัยเกียจคร้าน
          1. อยู่ในบริยาบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่นอน ง่วงมากก็ยืน เดินอย่างมากก็นั่งหลับ แต่ไม่ยอมนอน ไม่ให้หลังแตะพื้น


การบำเพ็ญตบะในชีวิตประจำวัน
     1. มีอินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ คือการสำรวมระวังตนโดยอาศัยสติเป็นตัวกำกับ
           คนเรานี้มีช่องทางติดต่อกับภายนอกอยู่ 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบช่องทางทั้ง 6 ไว้ ดังนี้
           1. ตาคนเรานี้เหมือนงู งูไม่ชอที่เรียบๆ แต่ชอบที่ที่ลึกลับซับซ้อนตาคนเราก็เหมือนกัน
           2. หูคนเรานี้เหมือนจระเข้ คือชอบที่เย็นๆ อยากฟังคำพูดเย็นๆ ที่เขาชมตัว หรือคำพูดเพราะๆ ที่เขาพูดกับเรา
           3. จมูกคนเรานี้เหมือนกับนก ชอบโผขื้นไปในอากาศ พอได้กลิ่นอะไรถูกใจหน่อยก็ตามดมทีเดียวว่ามาจากไหน
           4. ลิ้นคนเรานี้เหมือนสุนัขบ้าน คือชอบลิ้มรสอาหาร
           5. กายคนเรานี้เหมือนสุนัขจิ้งจอก คือชอบที่อุ่นๆ ที่นุ่มๆ ชอบซุกเดี๋ยวจะไปซุกตักคนโน้น เดี๋ยวจะไปซุกตักคนนี้
           6. ใจคนเรานี้เหมือนลิง คอชอบซน คิดโน่น คิดนี่
          วิธีที่จะทำให้อินทรียสังวรเกิดขึ้นนั้น ให้เราฝึกให้มีหิริโอตตัปปะ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป โดยคำนึงถึงชาติตระกูล อายุ วิชาความรู้ ครูอาจารย์ สำนักศึกษาของเรา และอื่นๆ ดังราย ละเอียดใน มงคลที่ 18


ความเพียรในการปฏิบัติธรรม
     คนเราส่วนใหญ่มักพอจะทราบอย่ว่าอะไรดี อยากจะให้สิ่งที่เห็นว่าดีนั้นเกิดขึ้นกับตัว แต่ก็มักทำความดีนั้นไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ทั้งนี้เพราะขาดความเพียร คนเราถาขาดความเพียรเสียแล้ว คุณธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถงอกเงยขึ้นมาได้เลย เหตุแห่งความเกียจคร้านของภิกษุ
     1. รู้ว่างานมีอยู่ แต่กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย จึงนอนเสียก่อน
     2. งานได้ทำเสร็จแล้ว คิดว่าทำงานมาแล้วเหนื่อยนักจึงนอน
     3. รู้ว่าทางที่จะต้องไปมีอยู่ แต่คิดว่าเมื่อเดินทางจะเหนื่อย จึงนอนเสียก่อน
     4. ได้เดินทางแล้ว คิดว่าเหนื่อยนักจึงนอน
     5. บิณฑบาตรไปไม่ได้อาหารมากตามความต้องการ คิดว่าได้อาหารน้อยไม่มีเรี่ยวแรง ถึงทำความเพียรคงไม่ได้ดี อย่ากระนั้นเลยนอนดีกว่า
     6. บิณฑบาตได้อาหารมามาก คิดว่าตัวก็ฉันจนอิ่ม เนื้อตัวหนักไม่ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลยนอนดีกว่า
     7. เจ็บป่วยเล็กน้อย ก็คิดว่าพอมีเหตุจะอ้างได้แล้วว่า กลัวโรคจะกำเริบ จึงนอน
     8. หายป่วยแล้ว ก็คิดว่าเพิ่งหายป่วย ตัวเรานั้นกำลัยังไม่ดี เดี๋ยวโรคตะกลับ จึงนอน


เหตุแห่งความเพียรของภิกษุ
     1. รู้ว่างานรออยู่ จึงคิดว่า เวลาทำานจะทำสมาธิทำความเพียรก็ไม่สะดวกตนนี้ยังพอมีเวลา จึงรีบปรารถนาความเพียรเพื่อเข้าถึงคุณวิเศษที่ตนยังไม่เข้าถึง
     2. ทำงานเสร็จแล้ว จึงคิดว่า เมื่อตอนขณะทำงานการทำสมาธิก็ทำได้ไม่เต็มที่ ตอนนี้เสร็จงาน ว่างแล้วจึงปรารภนาความเพียรฯ
     3. รู้ว่าทางที่จะต้องไปมีอยู่ จึงคิดว่า เวลาเดินทางจะทำสมาธิก็ไม่สะดวก ตอนนี้ยังไม่ได้เดินทาง ต้องรีบเอาเวลาไปปรารภความเพียรฯ
     4. เดินทางเสร็จแล้ว ก็คิดว่า เมื่อตอนเดินทางเราทำความเพียรกไม่สะดวกเต็มที่ ตอนนี้เดินทางเสร็จแล้ว ต้องรีบปรารภความเพียรฯ
     5. บิณฑบาตรได้อาหารมาน้อย ก็คิดว่า วันนีฉันน้อย เนื้อตัวกำลังเาสบายเหมาะแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องรีบปรารถความเพียรฯ
     6. บิณฑบาตได้อาหารมามาก ก็คิดว่า ตอนนี้เราฉันอิ่มแล้ว กำลังมีเรี่ยวแรง อย่ากระนั้นเลย เราต้องรีบปรารภความเพียรฯ
     7. เจ็บป่วยเล็กน้อย ก็คิดว่า ต่อไปอาจป่วหนักกว่านี้ก็ได้ ต้องรีบฉวยโอกาสที่ยังป่วยน้อยอยู่นี้ปรารภความเพียรฯ
     8. เพิ่งหายป่วย ก็คิดว่า เราเพิ่งหายป่วย โอกาสที่จะกลับไปป่วยอีกก็มีอยู่ ต้องรีบฉวยโอกาสที่หายป่วยแล้วนี่ทำความเพียร


อานิสงส์การบำเพ็ญตบะ
     1. ทำให้เลิกเป็นคนเอาแต่ใจตัวได้ในเร็ววัน
     2. ทำให้คุณธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นในตัว
     3. ทำให้มงคลข้อต้นๆ ทั้งหมดเกิดขึ้นกับเรา
     4. ทำให้เข้าถึงนิพพานได้เร็ว
          ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 1132
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 1,045
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0

« ตอบ #1 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2553, 10:25:29 PM »
พระโสณโกฬิวิสเถระ
เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร

พระโสณโกฬิวิสะ เกิดในตระกูลเศรษฐี เมืองจำปา แคว้นอังคะ มีชื่อเต็มว่า “โสณะ”
ซึ่งแปลว่า “ทองคำ” เพราะท่านมีผิวพรรณสวยงาม มาแต่กำเนิดส่วนคำว่า “โกฬิวิสะ” เป็น
ชื่อโคตรตระกูล บิดาชื่ออุสภเศรษฐี
มีขนสีเขียวขึ้นที่ฝ่ายเท้า


ท่านโสณะ เป็นผู้มีความชำนาญในการดีดพิณสามสาย เป็นคนสุขุมมาลชาติ มีความ
ละเอียดอ่อน ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี บิดาได้สร้างปราสาท ๓ หลัง เพื่อเป็นที่พักอยู่อันเหมาะสม
กับภูมิอากาศใน ๓ ฤดูกาล ให้บริโภคเฉพาะอาหารที่ประณีตซึ่งหุงจากข้าวสาลีชนิดเลิศ และที่
ฝ่าเท้าทั้งสองของท่านมีขนสีเขียวเหมือนแก้วมณีงอกออกมาด้วย
ขณะที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่เขาคิชกูฎ เมืองราชคฤห์ ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารรับ
สั่งให้พสกนิกรของพระองค์ในหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ ตำบล ในแคว้นอังคะ มาประชุมกันที่ลาน
บริเวณพระราชวัง เพื่อรับฟังพระราโชบายพร้อมกันนี้ได้รับสั่งให้อุสภเศรษฐี ส่งโสณโกฬิวิสะ
บุตรของตนเฝ้าด้วยเพื่อจะทอดพระเนตรฝ่าเท้าที่มีขนสีเขียวเหมือนแก้วมณีงอกออกมาตามที่มี
ข่าวเล่าลือ
อุสภเศรษฐีได้อบรมบุตรของตนให้ทราบถึงระเบียบมารยาทในการเข้าเฝ้าโดยห้าม
เหยียดเท้าไปทางที่ประทับ อันเป็นการไม่สมควร แต่ให้นั่งขัดสมาธิซ้อนเท้าทั้งสองไว้บนตัก
หงายฝ่าเท้าขึ้น เพื่อให้ทอดพระเนตร
โสณโกฬิวิสะ เมื่อเข้าเฝ้า ก็ได้ปฏิบัติตามที่บิดาสั่งสอนทุกประการ พระเจ้าพิมพิสาร
ทอดพระเนตรแล้วหายสงสัย จากนั้นได้ประทานโอวาท และชี้แจงพระราโชบายเกี่ยวกับกิจการ
บ้านเมืองให้พสกนิกรทราบแล้ว ทรงนำพสกนิกรเหล่านั้นพร้อมทั้งโสณโกฬิวิสะ ไปเข้าเฝ้า
สมเด็จพระบรมศาสดาถึงที่ประทับ
ขณะนั้น พระสาคตะ รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงพาพสกนิกร
มาขอโอกาสเพื่อเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ท่านได้แสดงฤทธิ์ โดยดำดินลงไปแล้วโผล่ขึ้นที่หน้า
พระคันธกุฎีบนยอดภูเขาคิชฌกูฏนั้น ประชาชนทั้งหลายเป็นแล้วก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสต่างพากัน
คิดว่า “พระพุทธสาวก ยังมีความสามารถึงเพียงนี้ พระบรมศาสดาจะต้องมีความสามารถมาก
กว่านี้อย่างแน่นอน” แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้รับฟังพระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถา
และอริยสัจ ๔ แล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน แสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ขอถึงพระรัตนตรัย
เป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิตแล้ว กราบทูลลากลับนิวาสถานของตน ๆ
ส่วน โสณโกฬิวิสะ ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเหมือนกันได้พิจารณาเห็น
ว่าการอยู่ครองเพศฆราวาสนั้น ยากนักที่จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ จึงกราบ
ทูลขออุปสมบท ซึ่งพระบรมศาสดารับสั่งให้กลับไปขออนุญาตจากบิดามารดาก่อน เมื่อ
โสณโกฬิวิสะ ปฏิบัติตามเรียบร้อยแล้ว จึงประทานการอุปสมบทให้ตามความประสงค์


ทรงแนะให้ทำความเพียรเหมือนพิณ ๓ สาย
ครั้นบวชแล้ว ได้ไปบำเพ็ญเพียรที่ป่าสีตวัน เขตเมืองราชคฤห์ ท่านเดินจงกรมอย่างหนัก
จนฝ่าเท้าแตก เลือดไหล เมื่อเดินด้วยเท้าไม่ได้ ท่านจึงใช้วิธีคลานด้วยเข่าและฝ่ามือทั้งสอง จน
กระทั่งเข่าและฝ่ามือทั้งสองแตกอีกแม้กระนั้น ท่านก็ยังไม่บรรลุมรรคผลอันใด ท่านจึงเกิดความ
ท้อแท้น้อยใจในวาสนาบารมีของตนว่า “บรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างหนัก
นั้น เราก็เป็นผู้หนึ่งที่มิได้ย่อหย่อนกว่าผู้อื่น ๆ ถ้ากระไรเราควรลาสิกขาออกไปครองเพศฆราวาส
ทำบุญสร้างกุศลตามสมควรแก่ฆราวาสวิสัยจะดีกว่า”
พระบรมศาสดา ทรงทราบดำริขอท่านเช่นนั้น จึงเสด็จมาตรัสสอนให้บำเพ็ญเพียรแต่พอ
ปานกลาง อย่าให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปแล้วทรงยกพิณสามสายซึ่งท่านมีความชำนาญใน
การดีดพิณอยู่ก่อนแล้ว ขึ้นมาแสดงเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นว่า “พิณที่สายตึงเกินไป
เมื่อดีดแล้วสายก็จะขาด พิณที่สายหย่อนเกินไป เมื่อดีดแล้วเสียงก็ไม่ไพเราะ
ต้องสายที่ตึงพอปานกลางจึงจะไม่ขาดและมีเสียงเพราะ”
ท่านโสณโกฬิวิสะ ปฏิบัติตามพระดำรัสที่ทรงแนะนำ ไม่ตึงเกินไป หรือไม่หย่อนเกิน
ไป ปรับอินทรีย์ให้เสมอกันได้แล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ณ ป่าสีตวันนั้น


มูลเหตุทรงอนุญาตให้ภิกษุสวมรองเท้าได้

เพราะท่านโสณโกฬิวิสะ ทำความเพียรจนฝ่าเท้าเข่ามือแตกเลือดไหลได้รับทุกขเวทนา
อย่างหนัก ทรงปรารภเหตุนี้ จึงทรงอนุญาตให้เธอสวมรองเท้าชั้นเดียวได้ แต่ท่านได้กราบทูล
ขอโอกาสให้ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต แก่พระสาวกรูปอื่น ๆ ด้วย พระพุทธองค์ประทานให้
ตามที่ขอโดยรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วตรัสอนุญาตว่า:-
“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอนุญาตให้พวกเธอสวมรองเท้าชั้นเดียวได้ แต่ไม่อนุญาตรองเท้า
หลายชั้น”
(ต่อมาภายหลัง พระมหากัจจายนะ กราบทูลขออนุญาตรองเท้าหลายชั้นใน
ปัจจันตชนบท ตั้งแต่นั้นมาพระภิกษุสงฆ์จึงสวมรองเท้ามีพื้นหลายชั้นได้)
ด้วยเหตุที่ท่านทำความเพียงอย่างหนักดังกล่าวมา พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้ปรารภความเพียร
ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน


http://www.84000.org/one/1/30.html
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal