ถั่วลิสง

<< < (3/3)

แดงคนดี:


              ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วลิสงรายใหญ่ของโลก มีการใช้เพื่อบริโภคและเป็นวัตถุดิบขั้นต้นในปริมาณที่สูงมาก เพื่อทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนยถั่วลิสง (peanut butter) ซึ่งใช้มากที่สุดถึงร้อยละ 45 ของปริมาณความต้องการทั้งหมดจึงมีการตั้งเกณฑ์คุณภาพของถั่วลิสงเพื่อการ กำหนดราคาโดยแบ่งชั้นคุณภาพของถั่วลิสงกะเทาะเปลือกตามข้อตกลงของ peanut Marketing and Price Program ดังนี้

ระดับที่ 1 เป็นเกณฑ์คุณภาพที่ซื้อขายเพื่อการบริโภคโดยเฉพาะ พิจารณาจาก

1. เมื่อตรวจสอบด้วยสายตา ต้องไม่พบเชื้อรา Aspergillus flavus บนเมล็ด

2. เมล็ดมีตำหนิได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ

3. มีตำหนิซ่อนเร้นที่เกิดจากเชื้อรา การเน่าเสียหาย และเหม็นหืนไม่เกินร้อยละ 1

ระดับที่ 2 เป็นเกณฑ์คุณภาพที่ใช้กับถั่วลิสงเพื่อการบีบหรือสกัดน้ำมันมากกว่าใช้บริโภค และกากถั่วลิสงที่ได้สามารถใช้เป็น
อาหารสัตว์ โดยพิจารณาจาก

1. เมื่อตรวจสอบด้วยสายตา ต้องไม่พบเชื้อรา Aspergillus flaus บนเมล็ด

2. เมล็ดมีตำหนิได้ไม่เกินร้อยละ 3.5 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ

3. มีกลิ่นสาบ และเหม็นหืนได้

ระดับที่ 3 เป็นเกณฑ์คุณภาพที่ใช้กับถั่วลิสงเพื่อการบีบหรือสกัดน้ำมันเพียงอย่างเดียว ห้ามใช้บริโภคและกากถั่วลิสงที่ได้ห้ามใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยพิจารณาจาก

1. เมื่อตรวจสอบด้วยสายตายอมให้พบเชื้อรา Aspergillus flavus บนเมล็ด

2. ไม่จำกัดปริมาณตำหนิที่ตรวจพบ

3. มีกลิ่นสาบ และเหม็นหืนได้

2. ใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในโรงงานต่างๆ ทั้งในระดับครัวเรือนและโรงงานได้หลายประเภท ดังนี้

           2.1 โรงงานต้ม ตาก หรืออบแห้งถั่วลิสงทั้งเปลือก ไว้จำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศในช่วงปลายฤดูหรือช่วงที่ขาดแคลนหรือส่งออก จำหน่ายต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นต้น ถั่วลิสงที่ใช้ควรเป็นถั่วใหม่และสดไม่เกิน 3-5 วัน หลังจากเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้คุณภาพดี ความต้องการโดยเฉลี่ยปีละ 20,000-25,000 ตัน ส่วนใหญ่ผลิตเฉพาะในช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวหลักในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือน พฤษภาคมและเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน ถั่วลิสงทั้งเปลือกสดที่ผ่านการต้มแล้ว เมื่อนำไปตากจะเหลือน้ำหนักแห้งเฉลี่ยร้อยละ 52-55 แต่ถ้าใช้เครื่องอบจะเหลือน้ำหนักแห้งเฉลี่ยร้อยละ 50-51

             2.2 โรงงานหีบหรือสกัดน้ำมัน ถั่วลิสงที่ใช้ส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำ เมล็ดลีบ มีขนาดเล็กและแตกหัก ความต้องการใช้เมล็ดในปีหนึ่งๆ มีประมาณ 12,000 ตัน ซึ่งจะได้น้ำมันประมาณ 11,000 ตันเศษ ส่วนใหญ่ใช้ภายในประเทศ ส่งออกปริมาณน้อยมาก

              2.3 โรงงานถั่วลิสงป่น เพื่อใช้เป็นส่วนระกอบผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ถั่วตัด และถั่วปน ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนและผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศทั้งสิ้น

              2.4 โรงงานอาหารสัตว์จะใช้กากถั่วเหลืองที่ได้จากโรงงานสกัดน้ำมันเป็นวัตถุดิบ เพื่อทดแทนการใช้กากถั่วเหลืองที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันในสัตว์ประมาณร้อยละ 50 โดยน้ำหนัก แม้จะมีปัญหาเรื่องสารพิษ อะฟลาทอกซินที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง เนื่องจากกากถั่วลิสงมีราคาสูงกว่าปลาป่นและกากถั่วเหลืองซึ่งปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตามกากถั่วลิสงที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์ซึ่งต้องการโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 20,000 ตันเศษ แต่ผลิตได้เพียง 11,000-12,000 ตันเศษเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ


แดงคนดี:



คุณค่าทางโภชนาการ

              ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นแหล่งของอาหารประเภทโปรตีนและพลังงานเพราะมีโปรตีนประมาณร้อยละ 25-30 ไขมันร้อยละ 45-50 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 20 ส่วนประกอบ 2 ชนิดหลังเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูง คือให้พลังงานประมาณ 585 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม

               โปรตีนในถั่วลิสงมีปริมาณเทียบเท่ากับถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วดำ แต่ต่ำกว่าถั่วเหลืองและมีกรดอะมิโน lysine , threonine และ methionine ที่จำเป็นต่อร่างกายต่ำกว่าที่ต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำให้สุกปริมาณ ยิ่งน้อยลงอีกประมาณร้อยละ 15, 11 และ 10 ตามลำดับ การใช้ความร้อนสูงตั้งแต่ 145 องศาเซลเซียสขึ้นไปมีแนวโน้มทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง แต่การทำให้สุกก่อนบริโภคมีความจำเป็นเพราะความร้อนจะช่วยทำลาย trypsin inhibitor การใช้ความร้อนชื้น เช่น ต้มหรือนึ่งที่อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส หรือใช้ความร้อนแห้ง เช่น คั่วหรืออบที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส จะทำลาย trypsin inhibitor ได้เช่นกัน

                เนื่องจากถั่วลิสงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่จำเป็นต่อร่างกาย (oleic และ linoleic) ในปริมาณสูง คือ ประมาณร้อยละ 80 จึงเหมาะที่จะใช้บริโภค ทั้งน้ำมันถั่วลิสงยังมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาได้นานกว่าน้ำมันพืชอื่น เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และคำฝอย เพราะมีอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวกับกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่าคือ ในถั่วลิสงมีอัตราส่วน 1:8 ขณะที่น้ำมันถั่วเหลือง 2:9 น้ำมันข้าวโพด 4:3 และดอกคำฝอย 8:7

                  กรดไขมันที่มีประโยชน์ในทางโภชนาการของมนุษย์คือ linoeic ซึ่งมีความต้องการวันละประมาณร้อยละ 1-2 ของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากอาหาร ถ้าบริโภคน้ำมันที่มีอัตราส่วนระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวกับกรดไขมันอิ่มตัว สูงเกินร้อยละ 10 ของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับประจำวันก็อาจเกิดผลเสียแก่ร่างกายได้ น้ำมันถั่วลิสงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว linoleic ต่ำเพียงประมาณร้อยละ 33 ของกรดไขมันทั้งหมดในเมล็ด เมื่อเทียบกับน้ำมันข้าวโพด (ร้อยละ 58) คำฝอย (ร้อยละ 80) และน้ำมันผสมระหว่างถั่วเหลืองกับฝ้าย (ร้อยละ 47) ดังนั้นร่างกายจะได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวน้อยกว่าเมื่อบริโภคน้ำมันพืชชนิด อื่น และไม่เกิดผลเสียแก่ร่างกาย

                   น้ำมันถั่วลิสงมีวิตามินอีในปริมาณที่พอเพียงแก่ความต้องการของร่างกาย และสูงกว่าน้ำมันพืชที่ใช้ในการปรุงอาหารส่วนใหญ่หลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดฝ้าย และข้าวโพด ถึงประมาณ 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังมีวิตามินชนิดอื่นพอเพียงแก่ความต้องการของร่างกายด้วย เช่น thiamine , niacin และ folic acid


แดงคนดี:



ปัญหาในการผลิตและแนวทางการแก้ไข

ปัญหา สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตถั่วลิสงลดลงหรือทำให้ได้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำเกิดจาก

ปัญหาในการผลิต ได้แก่

1. ขาดแคลนปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น เช่น แรงงาน เครื่องทุ่นแรง เมล็ดพันธุ์ เชื้อ จุลินทรีย์ ปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

2. ปัจจัยการผลิตที่มีจำหน่ายในท้องถิ่นมีราคาสูง ทำให้เกษตรกรไม่กล้าเสี่ยงลงทุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพาะปลูกพืชเสี่งต่อ ภาวะภัยธรรมชาติและราคาที่ไม่แน่นอน เกษตรกรจึงปลูกถั่วลิสงโดยพยายามลงทุนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราการเสี่ยง

3. ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองในด้านการผลิตยังไม่ได้การ ปรับปรุงให้ก้าวหน้าเท่าที่ควร รวมทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เช่น การศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้การให้สินเชื่อเพื่อการเกษตรและการปฏิรูปการใช้ ที่ดิน

4. ปัญหาทางด้านวิชาการเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจและข้อมูลในการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม

             ปัญหาสารพิษอะฟลาทอกซิน ปัจจุบันถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงในรูปต่างๆ ที่ผลิตเพื่อให้ภายในประเทศและส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศกำลังประสบปัญหามีสารพิษชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อราเรียกว่า อะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภคทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยงโดยตรงอย่างเฉียบพลัน หากได้รับในปริมาณสูงและอาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ

             เชื้อสาเหตุที่ก่อให้เกิดสารพิษนี้ได้แก่เชื้อรา Aspergillus flavus link, Aspergillus parasiticus Speare และ Penicillium puberulum Baimer แต่ที่พบเสมอและมีความสำคัญที่มีการสร้างสารพิษนี้ได้มากที่สุดคือ Aspergillus flavus จึงตั้งชื่อสารพิษนี้ว่าอะฟาทอกซิน ตามชื่อของเชื้อสาเหตุที่พบครั้งแรกโดย a ย่อมาจาก Aspergillus ส่วน fla ย่อมาจาก flavus และคำว่า toxin หมายถึงสารพิษนั้นเอง

              อะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษที่มีคุณสมบัติเรืองแสง จึงสามารถตรวจสอบหาสารพิษได้ง่าย โดยทั่วไปที่ตรวจพบในธรรมชาติมี 4 ชนิด คือ B1 , B2 , G1 และ G2 อักษร B และ G ย่อมาจากคำว่า blue และ green ตามชนิดของสีที่เกิดจากเรืองแสงภายใต้แสงอุลตราไวโอเลต อะฟลาทอกซิน B1 มีความเป็นพิษและพบมากที่สุด รองลงมาคือ G1 , B2 และ G2 ตามลำดับ สารพิษนี้ทนทานต่อความร้อนสูงจึงคงสภาพอยู่ในผลิตภัณฑ์และอาหารและเป็นพิษต่อผู้บริโภค ซึ่งหลายประเทศตระหนักถึงอันตรายของสารพิษนี้จึงกำหนดปริมาณสูงสุดที่จะยอมให้มีได้ในอาหารในปริมาณที่แตกต่างกันไป เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO ; World Health Organization) กำหนดไว้ 30 ppb (parts per billion หรือ 1 ในพันล้านส่วน) สหรัฐอเมริกาและแคนาดากำหนดไว้ 20 ppb ญี่ปุ่น 10 ppb และเนเธอร์แลนด์ 50 ppb สำหรับประเทศไทยนั้นกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ไม่เกิน 20 ppb

             จากการสำรวจตัวอย่าง 170 ชนิด ที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ตระกูลถั่ว ข้าวโพด ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องเทศและผักสด รวมทั้งอาหารแห้งสำเร็จรูปอีกกว่า 2,000 ชนิด จากตัวอย่างทั่วประเทศไทยพบว่าถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงมีสารพิษนี้มากที่สุด รองลงมาคือข้าวโพด ส่วนข้าพบสารพิษนี้ในปริมาณที่น้อยมาก ในถั่วลิสงจะมีสารพิษมากในตัวอย่างที่ได้จากช่วงฤดูฝน (เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม) และต่ำสุดจากตัวอย่างในช่วงฤดูแล้ง (เดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน) โดยถั่วลิสงที่สุ่มมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณสารพิษนี้สูงที่สุด ปริมาณการติดเชื้อในเมล็ดถั่วลิสงระยะก่อนจนถึงหลังเก็บเกี่ยวจากไร่เกษตรกรในแหล่งปลูกทั่วประเทศ แสดงไว้ในตารางที่ 5 จะเห็นได้ว่าช่วงก่อนเก็บเกี่ยว ช่วงเก็บเกี่ยว และขณะเก็บรักษาจะพบการติดเชื้อ (ร้อยละ) มากขึ้นตามลำดับทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน

              เชื้อราสาเหตุนี้แพร่กระจายได้ทั้งทางดิน น้ำ และอากาศ จึงเกิดอาการของโรคและสร้างสารพิษในถั่วลิสงได้ทุกระยะตั้งแต่ปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว ตาก กะเทาะ เก็บรักษา ขนส่ง และขณะรอจำหน่าย จากการศึกษาการเข้าทำลายของเชื้อในส่วนต่างๆ ของต้นถั่วลิสงที่ปลูกทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน พบว่าเมื่อถั่วลิสงมีอายุได้ 2 สัปดาห์ขึ้นไปมีการติดเชื้อในส่วนต่างๆ ของลำต้น ก้านใบ และตัวใบในปริมาณที่ต่ำ (ร้อยละ 1-4) เมื่อมีอายุมากขึ้นและถึงระยะลงเข็มปริมาณการติดเชื้อจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้นมาก นักการติดเชื้อของเข็มที่อยู่เหนือดินและใต้ดินมีปริมาณน้อยและไม่แตกต่าง กันแต่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อถั่วลิสงเริ่มติดฝักและมีอายุมากขึ้น ฝักที่เก็บเกี่ยวได้และผ่านการตากให้แห้งแล้วเก็บรักษาไว้นาน 2-6 สัปดาห์ อาจมีการติดเชื้อได้สูงถึงร้อยละ 10-15 ส่วนใหญ่พบว่าเชื้อเกาะติดกับผิวของฝักไม่ได้เข้าไปยังส่วนของเมล็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝักที่แห้งและมีความชื้นต่ำ

 


แดงคนดี:


แนวทางการแก้ไข

ปัญหาในการผลิต

1. กำหนดเขตปลูกถั่วลิสงในพื้นที่ที่เหมาะสม

2. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยการกระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรโดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตไว้ใช้เองให้ได้

3. ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม

4. จัดหาสินเชื่อให้แก่เกษตรกร

5. สร้างกลุ่มผู้ผลิตถั่วลิสงทำเป็นธุรกิจแบบขายตรงทั้งเมล็ดและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

6. จัดหาสินเชื่อให้เกษตรกร

7. จัดหาตลาดการค้าถั่วลิสงให้กลุ่มการค้าเสรีอาเซียน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซียให้มากขึ้น (จัดทำตลาดครบวงจรให้ชัดเจน)

8. ทำงานด้านการทดสอบในแปลงเกษตรกรให้หลากหลายพื้นที่เพื่อการขยายผลในอนาคต

9. การวิจัยหารูปแบบการพัฒนาถั่วลิสงคุณภาพดี ตั้งแต่ปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูป

             ปัญหาสารพิษอะฟลาทอกซิน ศัตรูสำคัญหลังจากเก็บเกี่ยวถั่วลิสงคือเชื้อรา เกษตรกรควรรีบตากหรือลดความชื้นของเมล็ดลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย โดยปกติหากความชื้นในเมล็ดสูงเกินร้อยละ 9 และไม่ตากให้แห้งสนิทก่อนนำเข้าเก็บ ซึ่งทั่วไปมีอุณหภูมิสูง 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์เกินกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะเกิดเชื้อราได้ภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 80 จะเกิดเชื้อราภายในวันที่ 6-7 การลดความชื้นอาจทำได้โดยการตากทั้งต้นหรือฝักไว้กลางแจ้ง 3-4 วัน เพื่อให้ความชื้นของเมล็ดลดลงเหลือร้อยละ 7-8 ก็จะปลอดภัย หากไม่จำเป็นไม่ควรกะเทาะเปลือกและการตากควรป้องกันฝนและน้ำค้างโดยใช้ พลาสติกหรือผ้าใบหนาคลุมให้มิดชิดขณะที่มีฝนหรือน้ำค้าง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเก็บเกี่ยวในช่วงอากาศแห้งและมีแสงแดดตลอดทั้งวันซึ่ง เป็นไปได้ยากในฤดูฝน ดังนั้นอาจจำเป็นต้องใช้วิธีอบแทนการตากด้วยแสดงแดด แต่ต้องระวังไม่ให้ความร้อนสูงเกินกว่า 35 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้กลิ่นและรสเสียไปและไม่ควรสูงกว่า 43 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดตายในกรณีที่ต้องการเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์
ฝักและเมล็ดถั่วลิสงที่เก็บรักษาไว้จำหน่ายหรือทำพันธุ์ควรมีความชื้นใน เมล็ดไม่เกินร้อยละ 9 และไม่มีแผลหรือถูกแมลงทำลาย ฝักและเมล็ดที่ลีบเสียไม่ได้อายุหรือมีแผลควรคัดทิ้งให้หมดเนื่องจากเส้นใย เชื้อราเจริญผ่านผนังเซลล์ได้ง่าย โรงเก็บควรมีการระบายอากาศที่ดีและไม่สะสมความชื้น อุณหภูมิที่ใช้เก็บควรเป็นอุณหภูมิต่ำและความชื้นสัมพัทธ์ควรต่ำกว่าร้อยละ 70

           ระหว่างเก็บรักษาในโรงเก็บเพื่อรอการขนส่งและจำหน่าย ควรมีการป้องกันกำจัดแมลง หนู หรือเชื้อราโดยใช้สารเคมีคลุกจะช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างดี แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและระวังไม่ให้มีสารพิษตกค้างในเมล็ดถั่วลิสงโดย เฉพาะเมื่อจำนำไปบริโภคหรือจำหน่าย สารกำจัดแมลงในโรงเก็บที่ใช้ได้ผลคือ มาลาไธออน หรือ ลินเดน ส่วนสารป้องกันกำจัดเชื้อรา คือ แค๊พแทน เป็นเลท ไธแรม แ ละ บอร์โด มิกซ์เจอร์ ขณะเดียวกันควรมีภาชนะและโรงเก็บด้วยสารพวก fumigants ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[*] หน้าที่แล้ว