ปอแก้ว

(1/2) > >>

แดงคนดี:







                  ปอแก้วเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2511 เป็นต้นมารัฐบาลได้กำหนดเป็นกฎหมายให้ปอ (ปอแก้วและปอกระเจา) เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อส่งเป็นสินค้าออกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 2 โดยมีเป้าหมายให้ผลิตได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนตันและมอบให้กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบในด้านการค้นคว้าและวิจัยในปีเดียวกัน

                    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เส้นใยปอกระเจามีราคาสูง เนื่องจากการผลิตประสบปัญหามาก ประเทศต่างๆ จึงได้คิดค้นหาเส้นใยจากพืชอื่นๆ เพื่อใช้แทนปอกระเจา ในที่สุดได้ค้นพบปอแก้วซึ่งให้ผลผลิตและคุณภาพของเส้นใยใกล้เคียงกับปอกระ เจา ปอแก้วส่วนใหญ่ผลิตในประเทศอินเดีย บราซิล บังคลาเทศ และปากีสถาน ในอินเดียการปลูกปอแก้วส่วนใหญ่ปลูกในเมืองไฮเดอราบัดซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ มัดราส และตอนเหนือของรัฐบิฮาร์ ส่วนประเทศอื่นซึ่งผลิตปอแก้วเพื่อใช้เส้นใยในการอุตสาหกรรมปั่นและทอได้แก่ แมนจูเรีย เกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียตนาม และประเทศไทย
ปอแก้วมีถิ่นกำเนิดทางแถบเขตร้อนของทวีปแอฟริกา ต่อมาแพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ปอแก้วจะเจริญเติบโตในประเทศที่มีอากาศร้อนก็ตาม แต่ในที่ซึ่งมีอากาศเย็นแถบภูเขาหิมาลัยและทางตอนเหนือของฝั่งทะเลแคสเปียน ก็สามารถปลูกปอแก้วได้

                    การนำปอแก้วมาปลูกในประเทศไทยนั้นยังไม่พบหลักฐานแน่นอน ครั้งแรกที่นำมาปลูกเรียกกันว่าปอแก้วจีน สันนิษฐานว่าคงมีผู้นำมาจากประเทศจีนหรือประเทศไต้หวันเป็นครั้งแรก ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นปอแก้วไทย จนกระทั่งใน พ.ศ. 2493 ประเทศไทยเริ่มปลูกปอแก้วกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพื้นที่ปลูก 31,000 ไร่และผลิตเส้นใยได้ 4,700 ตัน ใน พ.ศ. 2496 ได้จัดตั้งโรงงานทอกระสอบแห่งแรกที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และได้ส่งเสริมการปลูกปอแก้วเพิ่มขึ้นเป็น 60,000 ไร่ ได้เส้นใยประมาณ 8,300 ตัน จากนั้นปริมาณความต้องการก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะโรงงานอุตสาหกรรมทอกระสอบค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้นพร้อมกับการส่งปอดิบไปขายยังตลาดต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นทุกปี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

                    ปอแก้วในประเทศไทยมี 2 ชนิด มีชื่อวิทยาศาสตร์แตกต่างกันคือ ปอแก้วไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า และปอแก้วคิวบา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เป็นพืชตระกูล มีรากแก้วหยั่งลึกลงในดินและมีรากฝอยอยู่แผ่กระจายรอบโคนต้น
ลำต้น ตรงไม่แตกกอ สูง 1 –4 เมตร มักไม่มีกิ่งแขนง ลำต้นอาจมีสีเขียว แดง หรือม่วง ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์

                    ใบ อาจเป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบ เป็นชนิดปาล์มเมท ( palmate ) ออกจากลำต้นแบบสลับ ใบที่ฐานจะมีลักษณะเป็นแบบใบเดี่ยว ก้านใบยาวมีขนแข็งบนก้านใบ

                     ดอก มีกลีบดอกขนาดใหญ่ 5 กลีบ สีเหลืองอ่อนและมีสีม่วงแดงตรงกลางดอก

                     เมล็ด ปอแก้วมีตั้งแต่สีน้ำตาลไหม้ สีเทาจนถึงสีน้ำตาลปนดำ รูปร่างคล้ายรูปไต หรือรูปเสี้ยวของวงกลม หรืออาจมีลักษณะเป็นเหลี่ยมไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับพันธุ์

พันธุ์

                             ปอแก้วที่ใช้ปลูกมีอยู่หลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์เบา พันธุ์กลาง และพันธุ์หนัก ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ บางพันธุ์ก็เป็นพันธุ์แท้ บางพันธุ์เป็นลูกครึ่งผสมซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ที่ได้คัด เลือกไว้ มีลูกผสมจำนวนน้อยซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ พันธุ์ปอแก้วที่แนะนำให้ใช้ปลูกในปัจจุบันมีดังนี้

      1. พันธุ์ต้นเขียว เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อการทำลายของไส้เดือนฝอย ทนแล้งดีกว่าพันธุ์คิวบา ไม่ต้านทานต่อโรคโคนเน่า ลำต้นสีเขียว มีขนปกคลุมปานกลาง ไม่มีหนาม ใบสีเขียว มีห้าแฉก ก้านใบมีขนปกคลุมปานกลาง ดอกสีเหลือง เมล็ดค่อนข้างกลมสีน้ำตาลดำขนาดเล็กกว่าปอแก้วคิวบา แต่ละกระเปาะมี 5 ช่องกลีบ กระเปาะหนึ่งๆ มี 25-35 เมล็ด

      2. พันธุ์ต้นเขียวใหญ่ ลำต้นอวบใหญ่ ไม่มีหนาม แต่ที่โคนก้านใบและส่วนที่ลำต้นตรงรอยต่อของก้านใบจะมีสีแดงเรื่อๆ ใบมีขนปกคลุมปานกลาง

      3. พันธุ์ขอนแก่น 50 หรือสายพันธุ์ KK 2515-238 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์ THS-22 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ไทยที่นำไปปรับปรุงที่ประเทศอินโดนีเซียแล้วนำกลับเข้ามา ปลูกเมื่อ พ.ศ. 2508 มีลักษณะดีคือ ให้ผลผลิตเส้นใยแห้งสูง ทนทานต่อโรคโคนเน่า ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พันธุ์พ่อคือสายพันธุ์ 141 นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2523 มีลักษณะดีคือ เจริญเติบโตได้ดีในดินค่อนข้างเลว ทนทานต่อเพลี้ยจักจั่นได้ดี และมีอายุการออกดอกเร็วกว่าพันธุ์โนนสูง 2 ประมาณ 10 วัน จึงเป็นพันธุ์ที่สามารถเพิ่มรายได้จากการปลูกปอให้มากขึ้น และลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างดี ข้อจำกัดของปอแก้วขอนแก่น 50 คือ มีการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมดี จึงสามารถใช้เป็นพันธุ์ปลูกได้ทั่วไป ในเขตปลูกปอแก้วทุกจังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร นครราชสีมา และชัยภูมิ



แดงคนดี:



แหล่งผลิตที่สำคัญ

1. จังหวัดอุบลราชธานี
2. จังหวัดศรีสะเกษ
3. จังหวัดชัยภูมิ
4. จังหวัดสุรินทร์
5. จังหวัดสกลนคร
6. จังหวัดนครราชสีมา

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

                      สภาพพื้นดิน เนื่องจากปอแก้วเป็นพืชดอนและทนความแห้งแล้งได้ดี ดินที่ปลูกควรมีความชุ่มชื้นเพียงเล็กน้อย ถ้าหากดินชื้นและน้ำขังปอแก้วจะเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควรและอาจเป็นโรค เน่าได้ง่าย ปอแก้วขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินทราย ดินเหนียว ดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีอาหารธาตุน้อย แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย มีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.5-6.5 มีธาตุอาหารและฮิวมัสอยู่ในปริมาณพอสมควร และระบายน้ำได้ดี ดินที่มีชั้นดินดานอยู่ใกล้ดินบนไม่ควรใช้ปลูกปอแก้ว เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตชะงักและให้ผลผลิตของเส้นใยต่ำ

                     สภาพอากาศ ปอแก้วเป็นพืชทนแล้ง จึงเหมาะที่จะปลูกในที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง นอกจากนั้นยังสามารถปลูกได้ในแถบที่มีอากาศอบอุ่น ระยะที่ปอแก้วกำลังเจริญเติบโตนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ อุณหภูมิของอากาศต้องสม่ำเสมอ กลางคืนควรมีอากาศเย็นแต่ไม่ต่ำกว่า 13-16 องศาเซลเซียส ระยะ 4-5 เดือนของการเจริญเติบโตควรได้รับน้ำฝน 500-640 มิลิเมตร พื้นที่ปลูกต้องไม่มีลมจัดหรือฝนตกหนักเพราะจะทำอันตรายต่อปอแก้วได้ง่าย โดยทั่วไปปอแก้วค่อนข้างต้านทานความแห้งแล้งได้ดีกว่าปอคิวบา ฉะนั้นจึงสามารถปลูกได้ในระยะที่ฝนเริ่มตกซึ่งมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิลิตร ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ถ้าฝนทิ้งช่วงเมื่อต้นอ่อนเจริญเติบโตได้ 2-3 สัปดาห์ ปอแก้วก็ยังคงยืนต้นได้ แม้จะแคระแกร็นบ้าง แต่เมื่อได้รับน้ำฝนก็จะเจริญเติบโตทดแทนช่วงแรกได้ในเวลาต่อมา

ฤดูปลูก

                    เนื่องจากปอแก้วมีความไวต่อช่วงแสง การปลูกเพื่อใช้เส้นใยหรือผลิตเมล็ดพันธุ์จึงแตกต่างกัน การปลูกเพื่อเส้นใยต้องเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายนจึงจะได้ผลผลิตของเส้นใยสูงสุด หากปลูกช้ากว่าเวลาดังกล่าวผลผลิตจะลดต่ำลงตามลำดับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากปอแก้วมีช่วงเวลาเจริญเติบโตน้อย ลำต้นแคระแกร็น ถ้าปลูกล่าไปจนถึงช่วงวันค่อนข้างสั้น คือ ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม ปอแก้วก็จะเริ่มออกดอก ลำต้นหยุดเจริญ ดังนั้นยิ่งปลูกล่ามากเท่าไรก็จะได้เส้นใยสั้นขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อนำไปแช่ฟอกเส้นใยจะเปื่อยง่าย เปอร์เซ็นต์การสูญหายมาก และขายได้ราคาต่ำ
ถ้าปลูกปอแก้วตามฤดูกาลที่กำหนดไว้ พันธุ์เบา (90-120 วัน) จะตัดได้ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนกันยายน ส่วนพันธุ์หนัก (140-160 วัน) จะตัดได้ระหว่างปลายเดือนกันยายน – ปลายเดือนตุลาคม ซึ่งจะได้คุณภาพของเส้นใยดี เหนียวแน่น นุ่มละเอียด สีสวยเป็นมันเลื่อม และเส้นใยยาวประมาณ 2 เมตร ตามความต้องการของตลาด

                     การปลูกปอแก้วเพื่อผลผลิตเมล็ดพันธุ์นั้น ควรปลูกระหว่างปลายเดือนมิถุนายนไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคมและควรเร่งปุ๋ยใน ระยะแรกบ้าง เมล็ดปอแก้วจะแก่เก็บเกี่ยวได้ในเดือนธันวาคม – มกราคม การปลูกในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะได้เมล็ดปริมาณมากและคุณภาพดี ทั้งยังสะดวกในการตัดและตากให้กระเปาะแตกเก็บเมล็ดง่าย ปอแก้ว 1 ไร่สามารถผลิตเมล็ดได้ 90-150 กิโลกรัม



แดงคนดี:



การปลูกและการดูแลรักษา

                  การเตรียมดิน การปลูกปอแก้วต้องมีการเตรียมดินให้ดี ด้วยการไถและพรวนดินให้ร่วนซุยปราศจากวัชพืช การไถไม่จำเป็นต้องลึกมากนัก ประมาณ 10 เซนติเมตรก็พอ เพราะปอแก้วมีระบบรากตื้น การเตรียมดินดีจะช่วยให้เมล็ดปองอกได้สะดวกและรวดเร็วกว่าวัชพืช ดังนั้นการแข่งขันกับวัชพืชจะลดน้อยลง

วิธีปลูกและระยะการปลูก

การปลูกทำได้หลายวิธีตามลักษณะพื้นที่ การเตรียมดิน และแรงงานที่มีอยู่คือ

                  1. ปลูกโดยวิธีหว่าน หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว หว่านเมล็ดให้สม่ำเสมอทั่วพื้นที่แล้วคราดกลบ การปลูกด้วยวิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่ นิยมปลูกเพื่อทำเส้นใยด้วยวิธีแช่ฟอก

                  2. ปลูกโดยวิธีหยอดเป็นหลุม เหมาะสำหรับไร่ที่บุกเบิกยังไม่เสร็จเรียบร้อย และการเตรียมดินอาจกระทำได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากยังมีตอไม้เหลืออยู่ ชาวไร่มักจะขุดหลุมแล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด เว้นระยะระหว่างหลุม 30-50 เซติเมตร วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัมต่อไร่

                  3. ปลูกโดยวิธีหยอดหรือโรยเป็นแถว ใช้ ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร และระหว่างต้น 5-10 เซนติเมตร ระยะนี้นับว่าเหมาะที่สุดเพราะลำต้นปอแก้วมีขนาดพอเหมาะในการตัดคือประมาณ นิ้วชี้และมีความสูงเฉลี่ย 2.00-3.40 เมตร นอกจากนั้นยังให้ผลผลิตสูงและคุณภาพของเส้นใยดีด้วย เนื่องจากแตกแขนงน้อย วิธีแบบนี้สะดวกในการปราบวัชพืช และใช้เมล็ดเพียง 2 กิโลกรัมต่อไร่

                    เมื่อปอมีอายุ 12-20 วัน ถอนแยกให้เหลือระยะระหว่างต้นประมาณ 5 เซนติเมตร ควรทำเมื่อดินมีความชื้นพอประมาณหรือภายหลังฝนตก ส่วนใหญ่จะถอนแยกไปพร้อมกับการกำจัดวัชพืชระหว่างแถว ข้อควรระวังคือ ไม่ควรทำในระยะที่ดินแห้งหรือฝนแล้ง เพราะจะกระทบกระเทือนรากทำให้ต้นแคระแกร็นหรือตายได้

                   การใส่ปุ๋ย ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกปอแก้วส่วนใหญ่มีสภาพเป็นที่ดอน ดินร่วนปนทราย หรือดินทรายปนดินเหนียว ซึ่งมีการชะล้างค่อนข้างสูงกว่าชนิดอื่น ยิ่งถ้าพื้นที่ลาดเอียงด้วยแล้วจะทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินสูงขึ้น ฉะนั้นควรไถพรวนให้น้อยครั้งแต่ให้หน้าดินโปร่งอยู่เสมอ เพื่อให้น้ำฝนซึมลงได้สะดวก การพรวนดินตื้นๆ โดยใช้ใบมีดลากหน้าดินเป็นการรักษาดินให้โปร่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วยนอกจากนั้นยังไม่ทำลายชั้น อินทรียวัตถุและเป็นการรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ได้นานอีกด้วย

                    ดินที่ปลูกปอแก้วติดต่อกันหลายๆ ปี โดยไม่มีการใส่ปุ๋ยหรือใส่น้อยมาก จะทำให้ธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืชลดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชและทำให้ผลผลิตลดลงทุกปี และประการสำคัญที่สุดจะทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดินเลวลงด้วย ดินที่ปลูกปอแก้วส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากฝนได้ชะล้างธาตุอาหารพวกพืชพวกประจุบวกออกไป และแทนที่ด้วยไฮโดรเจนไอออน การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพวกแอมโมเนียมและไนเตรท ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสดทุกๆ ปี จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารต่างๆ ให้แก่ดิน และปรับปรุงคุณสมบัติของดินได้ดีขึ้น เช่นทำให้มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี การใส่ปุ๋ยบำรุงดินนั้นอาจกระทำได้โดยใช้ปุ๋ยต่างๆ ดังต่อไปนี้

                     1. ปุ๋ยคอก ได้แก่ มูลโค และกระบือ นำปุ๋ยเหล่านี้หว่านลงไปในไร่หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว หากปุ๋ยมีปริมาณน้อยควรหยอดตามแถวหรือหลุม แล้วพรวนกลบลงในดิน ถ้าหากจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นควรหมักกับใบไม้ หญ้า หรือฟางข้าวจนผุเสียก่อนแล้วจึงนำไปใช้

                     2. ปุ๋ยพืชสด ได้แก่ พืชคลุมดินหรือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วกระด้าง และปอเทือง โดยหว่านพืชเหล่านี้ไปบนพื้นที่ที่จะปลูกปอแก้ว เมื่อพืชเหล่านี้กำลังออกดอกจึงไถกลบ ควรทิ้งไว้ให้พืชเหล่านั้นเน่าเปื่อยและสลายตัวนานพอสมควร ก่อนจะปลูกปอแก้ว

                     3. การปลูกพืชหมุนเวียน วิธีนี้จำเป็นมากในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ควรปลูกพืชหลายอย่างสลับกัน เช่น ถั่วลิสงหรือพืชตระกูลอื่น ตามด้วยข้าวโพดหรือปอแก้ว หมุนเวียนสลับกันไป จะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินดีขึ้น

                     4. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ฟอสเฟต และโพแทสเซียมซัลเฟต จากผลการทดลองตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถสรุปการใช้ปุ๋ยในปอทุกชนิดสำหรับดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ดังนี้ ใช้ปุ๋ย 8-8-8 กิโลกรัม ธาตุอาหารต่อไร่ในปีแรก ส่วนในปีต่อๆ ไป อาจจะลด P และK ลงได้บ้างเพราะธาตุอาหารทั้งสองชนิดตกค้างอยู่ในดินพอสมควร เช่น ถ้าดินมีธาตุฟอสฟอรัสเกินกว่า 10 ppm แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทั้งต้องการอาศัยผลของการวิเคราะห์ดินเป็นหลักในการแนะนำปุ๋ย

                     การใช้ปุ๋ยผสมสูตร 8-8-8 อาจใช้ปุ๋ยผสมสำเร็จสูตร 15-15-15 ในอัตรา 40-50 กิโลกรัมต่อไร่แทนก็ได้ การใช้ปุ๋ยผสมสูตร 4-4-4 ร่วมร่วมกับ Agromax 1 ลิตรต่อ 1,000 ตารางเมตรให้ผลผลิตใกล้เคียงกับการใช้ปุ๋ยผสมสูตร 8-8-8 กิโลกรัมต่อธาตุอาหารต่อไร่ การใช้ธาตุรองและธาตุที่ต้องการในปริมาณน้อย เช่น Ca, Mg, S, Fe, Mg, Zn, Cu, B และ Mo มีความจำเป็นถ้าหากปลูกปอแก้วในดินที่เป็นทรายจัด

                      จากการศึกษาการดูดธาตุอาหารจากดินของปอแก้วไทย พบว่า ปอแก้วจะดูดธาตุอาหารหลักจากดินมาใช้ในการสร้างต้น ใบ และเส้นใย ในอัตรา 11.3 กิโลกรัมไนโตรเจน 2.6 กิโลกรัมฟอสฟอรัส และ 25.6 กิโลกรัมโพแทสเซียมต่อไร่
การควบคุมวัชพืช

                       ในระยะแรกปอแก้วจะเจริญเติบโตเร็วมาก หากปลูกได้ถูกต้องตามฤดูกาลและดินฟ้าอากาศอำนวย ในระยะที่ปอแก้วสูง 10-20 เซนติเมตร ควรกำจัดวัชพืชและพรวนดิน 1 ครั้ง และเมื่อปอแก้วมีความสูง 40-50 เซนติเมตร ควรกำจัดวัชพืชและพรวนดินอีกครั้งก็พอ หากปอแก้วไม่ได้รับการใส่ใจและปฏิบัติรักษาดีเท่าที่ควรแล้ว ผลผลิตที่ได้จะต่ำและทำให้โรคและแมลงเข้าทำลายได้สะดวกด้วย การป้องกันและกำจัดวัชพืช สำหรับปอแก้วทำได้ 2 วิธีคือ

                      1. วิธีกล โดยใช้จอบดายในระยะที่วัชพืชยังเล็ก จะทำให้ต้นปอแก้วที่ยังอ่อนแอและมีขนาดเล็กเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถใช้ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้เต็มที่ ทำให้ทนแล้งและให้ผลผลิตเส้นใยสูง นอกจากนั้นการดายหญ้าตั้งแต่วัชพืชยังมีขนาดเล็กจะทำได้ง่าย เร็ว และไม่สิ้นเปลืองแรงงานและค่าจ้างมากเท่ากับการดายในขณะวัชพืชโตแล้ว และปอแก้วสร้างพุ่มใบได้เร็วขึ้น เป็นการป้องกันวัชพืชระยะหลังได้ การดายหญ้าเพียงหนึ่งครั้งในระยะที่เหมาะสมนั้นสามารถป้องกันวัชพืชได้จนกระทั่งปอแก้วมีอายุ 40 วัน

                     2. ใช้สารกำจัดวัชพืช ฉีดพ่นก่อนวัชพืชงอก โดยฉีดสารก่อนหรือหลังปลูกเพียงครั้งเดียว จะสามารถป้องกันวัชพืชจนกระทั่งใบปอแก้วขยายชิดกัน เป็นวิธีที่ใช้แรงงานน้อย สารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่ใช้ได้กับปอแก้วบางพันธุ์ จึงควรใช้ตามที่ระบุไว้ที่ภาชนะบรรจุสารแต่ละชนิดเท่านั้น นอกจากนี้อาจมีวัชพืชบางชนิดที่ต้านทานต่อสารซึ่งใช้ปราบวัชพืชทั่วๆ ไปสูง ซึ่งได้แก่ ผักเบี้ยหิน ครามแดง และหญ้าแห้วหมู จำเป็นจะต้องใช้จอบช่วยเพื่อทำให้การป้องกันและกำจัดวัชพืชได้ผลสมบูรณ์ วัชพืชในไร่ปอแก้วนั้นจะมีทั้งชนิดใบแคบและใบกว้าง สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ได้ผลคือ นาโปรพาไมด์ และไนตรานิล




แดงคนดี:



โรคและการป้องกันกำจัด

             โรคซึ่งทำอันตรายและสร้างความเสียหายให้แก่ปอแก้วตั้งแต่ระยะต้นอ่อนจนถึงต้นแก่ มักจะระบาดในช่วงที่มีฝนตกชุกและอากาศชุ่มชื้น โรคของปอแก้วที่สำคัญมีดังนี้


โรคเน่าคอดิน (damping-off)

               เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา 2 ชนิด คือ Phytophthora nicotianae var. parasitica และ Rhizoctonia solani เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้อาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน ชนิดแรกเป็นสาเหตุโรคโคนเน่าของปอแก้วด้วย ฉะนั้น แปลงที่มีโรคโคนเน่าระบาด เชื้อราจึงมีโอกาสตกค้างอยู่ในดินในปริมาณสูง และเข้าทำลายต้นปอแก้วทำให้เกิดโรคเน่าคอดินได้มากกว่าเชื้อราชนิดที่สอง

              อาการ: เชื้อราจะเข้าทำลายปอแก้วในระยะต้นอ่อน ถ้าเป็นโรคในระยะที่มีเพียงใบเลี้ยงจะมีรอยฉ่ำน้ำสีน้ำตาลอ่อนที่โคนต้นบริเวณระดับดิน เมื่อแผลขยายตัวขึ้นต้นที่เป็นโรคจะล้ม ใบเหี่ยวและแห้งตายไป หากโรคเกิดในระยะที่ปอแก้วมีใบจริงและลำต้นแข็งขึ้น ต้นที่เป็นโรคจะไม่ล้มลงแต่รอยแผลสีน้ำตาลเข้มที่โคนต้นจะขยายลุกลามขึ้นไปตามลำต้น ทำให้ปอแก้วแห้งตายไปขณะยืนต้น

               การแพร่ระบาด: การระบาดจะรุนแรงถ้าปลูกในแปลงที่มีเชื้อโรคอยู่และดินชื้นแฉะตลอดเวลา โดยทั่วๆ ไปเกษตรกรมักจะไม่ประสบปัญหาโรคนี้ เนื่องจากปลูกปอแก้วในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมซึ่งฝนยังตกไม่ชุก ความชื้นในดินยังไม่สูงและมีอากาศร้อน สภาพดังกล่าวนี้ไม่เหมาะต่อการเกิดและการระบาดของโรค แต่ถ้าปลูกปอแก้วล่าช้าในช่วงที่มีฝนตกชุกและอากาศชื้น โอกาสที่ปอแก้วจะเป็นโรคเน่าคอดินก็จะมากกว่า

การป้องกัน:

1. ควรปลูกปอแก้วแต่เนิ่นๆ ราวเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งฝนยังไม่ตกชุก

2. ถ้าปลูกปอล่าช้าถึงช่วงที่มีฝนตกชุกและที่ดินแปลงนั้นเคยมีประวัติโรคระบาดมาก่อน ควรคลุกเมล็ดปอแก้วด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดโฟลาแทน 80% อัตรา 5-10 กรัม (1/3 – 1 ช้อนโต๊ะ) ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม

โรคโคนเน่า (collar rot)

                 เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Phytophthora nicotianae var. parasitica เชื้อรานี้สามารถอยู่ข้ามฤดูได้ในซากพืชที่เป็นโรค หรืออยู่ในรูปของสปอร์ซึ่งมีผนังหนาในดิน ในพืชหรือในที่อาศัยอื่น โรคนี้ทำความเสียหายให้แก่ปอแก้วมากที่สุด และพบในทุกแหล่งที่ปลูก

                อาการ: ปกติแล้วเชื้อราสามารถเข้าทำลายปอแก้วได้ทั้งใบ ลำต้น และราก แต่ในสภาพไร่เชื้อรา มักเข้าทำลายรากและบริเวณโคนต้นอ่อนและทุกระยะการเจริญเติบโต โดยบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายเกิดเป็นแผลสี้น้ำตาลเข้ม แผลจะขยายลุกลามขึ้นไปตามลำต้น เมื่อแผลสูงจากพื้นดินราว 10-12 เซนติเมตร ปอแก้วจะแสดงอาการใบเหี่ยวเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างไกลจากแปลง ต้นปอที่ใบเหี่ยวนี้จะแห้งตายไปในที่สุด เชื้อราอาจเข้าทำลายส่วนอื่นๆ ของลำต้น เช่น ส่วนยอดหรือส่วนกลางของลำต้น แต่โดยทั่วไปแล้วมักพบโรคนี้ระบาดมากในระยะที่ต้นปอแก้วจะออกดอกหรือกำลังออกดอก คือในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุกต้นปอแก้วมีขนาดใหญ่และให้ร่มเงาทำให้ดินชื้นแฉะอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งอากาศบริเวณพื้นดินอบอุ่นหรือเย็นเหมาะแก่การระบาดของโรคนี้มากด้วย

                การป้องกัน: ปัจจุบันยังไม่พบสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถป้องกันและกำจัดโรคนี้ในระยะที่ต้นปอแก้วโตแล้วได้ ดังนั้นจึงต้องป้องกันการเกิดโรคนี้ไว้ก่อนโดยวิธีอื่น คือ

                 1. ไม่ปลูกปอแก้วในพื้นที่ที่อาจมีน้ำขังแฉะเมื่อฝนตก หรือเลือกที่ปลูกใกล้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาทำให้ดินชื้นแฉะ อยู่ตลอดเวลา เพราะสภาพเช่นนั้นเหมาะต่อการเกิดโรคมาก

                 2. ในแหล่งที่มีโรคระบาดไม่ควรปลูกปอแก้วต้นเขียว เนื่องจากเป็นโรคโคนเน่าได้ง่ายกว่าปอแก้วต้นแดง ในจำพวกปอแก้วต้นแดงปรากฏว่าพันธุ์ TH 2, THS 12 และ THS 22 เป็นโรคน้อยกว่าพันธุ์อื่น จึงควรปลูกพันธุ์เหล่านี้

                 3. ในแปลงที่เคยมีโรคระบาดรุนแรงควรงดปลูกปอแก้ว 2-3 ปี แล้วปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัยของโรคแทน เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง แตงโม ฟักทอง พักเขียว ข้าวโพด มันแกว ฝ้าย ปอกระเจา และพริกชนิดต่างๆ แต่ไม่ควรปลูกระเจี๊ยบแดง งา มะเขือชนิดต่างๆ และละหุ่ง เพราะพืชเหล่านี้เป็นพืชอาศัยของเชื้อโรคโคนเน่าได้เป็นอย่างดี

                4. กำจัดวัชพืชอย่าให้รกคลุมแปลงเพราะจะทำให้พื้นดินชุ่มชื้นตลอดเวลาและเหมาะแก่การเกิดโรค

                5. ควรออกตรวจแปลงเสมอ ถ้าพบต้นเป็นโรคไม่มากนักก็ควรถอนออกและเผาไฟทิ้งเสีย อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เชื้อโรคลุกลามไปยังต้นอื่นและเป็นตัวแพร่เชื้อโรคในปีถัดไปด้วย



แดงคนดี:



 โรคใบไหม้ หรือ ยอดเน่า (leaf blight, top rot)

เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Phyllosticta hibisci

                    อาการ: โรคนี้เริ่มแรกเกิดที่ใบเรียก ว่าโรคใบไหม้ มักพบในทุกแหล่งที่ปลูกปอแก้ว ไม่ทำความเสียหายให้แก่ต้นปอแก้วมากนัก ใบที่เป็นโรคจะเหี่ยวและร่วงไป แต่บางครั้งฝนตกชุก ความชื้นในอากาศสูงโรคที่เกิดบนใบจะลุกลามไปยังยอด ทำให้ส่วนยอดเน่าและสร้างความเสียหายอย่างมากแก่ปอแก้ว โรคยอดเน่านี้อาจลุกลามลงส่วนล่างทำให้ปอแก้วทั้งต้นแห้งตายไป บางครั้งสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค ต้นที่เป็นโรคจะตายเฉพาะส่วนยอดเท่านั้น ส่วนโคนที่เหลือจะแตกแขนงใหม่กลายเป็นส่วนยอดของลำต้นต่อไป ทำให้การเจริญเติบโตช้ากว่าต้นที่ไม่เป็นโรค โดยปกติแล้วโรคยอดเน่ามักจะเกิดเมื่อปอแก้วอายุราว 1-2 เดือน หรือสูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร แต่ในบางแห่งพบว่าระบาดรุนแรงในระยะโตเต็มที่ใกล้ออกดอก และต้นที่เป็นโรคจะตายไปโดยไม่มีโอกาสแตกแขนงใหม่ อาการของโรคจะเริ่มปรากฏที่ใบ โดยมีแผลสี้น้ำตาลอมเทาเกิดขึ้นที่ขอบใบหรือบริเวณรอยต่อระหว่างก้านใบกับ พื้นใบ แผลจะขยายอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ถ้าใบที่เป็นโรคค่อนข้างอายุมากก็จะเหี่ยวและร่วงไป หากเป็นใบที่ยังอ่อนอยู่ใกล้ส่วนยอดและในระยะนั้นฝนตกชุกและความชื้นในอากาศ สูง แผลจากพื้นที่ใบจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามก้านใบจนถึงลำต้นก่อนที่ใบจะร่วง เมื่อแผลลุกลามถึงต้นก็จะขยายขึ้นส่วนยอดและลงด้านล่างด้วย ทำให้ส่วนยอดหักหรือแห้งตายไป ลำต้นที่เหลือจะแตกแขนงใหม่ ถ้าแผลลุกลามถึงโคนต้นจะทำให้ต้นแห้งตายไปในที่สุด

                 การแพร่ระบาด: โดยสปอร์ปลิวตามลมหรือติดไปกับหยดน้ำฝน ในสภาพความชื้นสูงเชื้อราจะสร้าง pycnidia อย่างรวดเร็วบนแผลที่ใบหรือลำต้น ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดสีดำอยู่ทั่วไป สปอร์จำนวนมากถูกสร้างขึ้นมาภายใน pycnidia เหล่านั้น เมื่อมีลมพัดหรือฝนตกสปอร์ก็จะปลิวไปกับพาหะเหล่านั้น ทำให้โรคระบาดไปยังต้นใกล้เคียง
การป้องกัน:

                1. หมั่นออกตรวจแปลงในระยะที่ฝนตกชุก หากพบโรคยอดเน่าที่เริ่มระบาด ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น แค๊ปแทน (captan) โธไซด์ 50% อัตรา 30 กรัม (ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) ไธแรม (thiram) เทอร์แซน 75% อัตรา 36 กรัม (ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ) ไดโฟลาแทน (difolatan) 80% อัตรา 20 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) หรือดาโลนิล 75% อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1 ปี๊บ

                 2. หากโรคระบาดรุนแรงในระยะปอแก้วโตพอจะตัดได้ ก็ให้รีบตัดแช่ฟอกเสียอย่าปล่อยให้ต้นเป็นโรคแพร่เชื้อไปยังแปลงใกล้เคียง

โรครากปม (root knot)

เชื้อสาเหตุ: ไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita

                   อาการ: ที่พบในปอคิวบาคือ ต้นที่ถูกไส้เดือนฝอยเข้าทำลายจะแคระแกร็น ใบเหลืองซีด ใบล่างๆ มักจะร่วงเหลือแต่ใบในส่วนยอด เมื่อถอนหรือขุดขึ้นมาดูจะพบว่ารากเป็นปม บางครั้งเชื้อโรคโคนเน่าจะเข้าร่วมทำลายด้วย ทำให้เกิดรากเน่าและลุกลามขึ้นลำต้นทำให้ต้นเน่าและตายไป

                     การแพร่ระบาด: โรคนี้มักจะระบาดรุนแรงกับปอแก้วคิวบา ส่วนปอแก้วนับว่าทนทานหรือต้านทานต่อโรคนี้ บางครั้งพบปมของไส้เดือนฝอยที่รากของปอแก้ว แต่ต้นปอแก้วก็มิได้แสดงอาการแคระแกร็นอย่างเห็นได้ชัดเหมือนปอคิวบา โรครากนี้ระบาดในบางท้องที่ของจังหวัดขอนแก่น สกลนคร และอุบลราชธานี ความเสียหายจากโรคนี้จะมีมากถ้าฝนตกสม่ำเสมอทำให้ดินชื้นอยู่ตลอดฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด:

 1. ในแปลงที่ไส้เดือนฝอยเข้าทำลาย หลังจากตัดต้นปอแก้วแล้วให้ไถดินให้ลึก และตากแดดให้แห้ง หากมีโอกาสพลิกกลับดินระหว่างตากจะดียิ่งขึ้น ไส้เดือนฝอยและไข่จะขาดความชื้นและตายเพราะความร้อน

2. ในแปลงปอคิวบาที่เคยมีไส้เดือนฝอยระบาด ควรเปลี่ยนไปปลูกปอแก้วแทน เพราะปอแก้วทนต่อโรครากปมได้ดีกว่า
3. ในแปลงที่เคยมีไส้เดือนฝอยระบาด ควรงดการปลูกปอคิวบา 1-2 ปี และปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัยแทน เช่น ถั่วลิสง และข้าวโพด



นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป