หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ~~~ ตำนาน*นักกลอน* ~~~  (อ่าน 5133 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:27:03 pm »

              "นักกลอน" เป็นคำเรียกหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่มีใจรักและมีฝีมือในการแต่งบทร้อยกรอง  ถอยหลังกลับไปในอดีตทศวรรษ 2500 มาจนถึง 2516
มหาวิทยาลัยที่มีนักกลอนชุมนุมกันมากที่สุดคือ ธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าเป็นสมัยนี้  "นักกลอน" ก็คือคำที่เราเรียกกันทั่วไปสำหรับคนเขียนกลอนว่า "กวี"
แต่ในสมัยโน้น  กวีหมายถึงสุนทรภู่  ศรีปราชญ์ นายนรินทร์ธิเบศร์   หรืออย่างใหม่ที่สุดคือนายชิต บุรทัต
หนุ่มสาวที่เดินถือตำราเข้าประตูมหาวิทยาลัย  ยังไม่อหังการ์ถึงกับเรียกตัวเองว่า  "กวี"
ทั้งๆฝีมือหลายคนในที่นั้น  ถ้าอยู่ในสมัยนี้  ก็เรียกอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก"กวี"

ขอเริ่มด้วยธรรมศาสตร์  ซึ่งเป็น"นักกลอน"ที่รู้จักเลื่องลือ ในนาม "สี่มือทอง"
คือ  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ทวีสุข ทองถาวร  นิภา บางยี่ขัน และดวงใจ รวิปรีชา
 
เชิญอ่านเว็บนี้ค่ะ
http://wannasilp.bravehost.com/link1/history.htm

  ในวันนี้ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่มีสมญาว่า "กวีรัตนโกสินทร์" เป็นกวีซีไรต์  เป็นศิลปินแห่งชาติ
แต่ย้อนหลังไปสี่สิบกว่าปี   เขาเป็น "นักกลอนมือทอง" ของธรรมศาสตร์  ที่ขึ้นชื่อลื่อเลื่องในแวดวงคนรักวรรณศิลป์
ในยุคนั้น  วรรณกรรมเพื่อชีวิตยังไม่เกิด    กลอนเป็นที่นิยมกันยิ่งกว่าคำประพันธ์แบบอื่น    หัวข้อที่นิยมที่สุดคือการแสดงอารมณ์ส่วนตัว  
เน้นความอ่อนไหว  พริ้งพรายในลีลาภาษา และสะท้อนอารมณ์รักของวัยหนุ่มสาว

อย่างบทกลอนที่ชื่อ "บนลานอโศก"   ภาษาสวยงามเหมือนแก้วเจียระไน

หยาดน้ำแก้วเกาะกลิ้งกิ่งอโศก
โลกทั้งโลกลอยระหว่างความว่างเปล่า
มีความรื่นร่มเย็นแผ่เป็นเงา
ลมแผ่วเบาบอกลำนำคำกวี

เราพบกันฝันไกลในความรัก
เริ่มรู้จักซึ้งใจในทุกที่
มีแต่เรามิมีใครในที่นี้
ใบไม้สีสดสวยโบกอวยชัย

อยากให้รู้ว่ารักสักเท่าฟ้า
หมดภาษาจะพิสูจน์พูดรักได้
เต็มอยู่ในความว่างกว้างและไกล
คือหัวใจสองดวงห่วงหากัน

หลับตาเถิดที่รักเพื่อพักผ่อน
ฟังเพลงกลอนพี่กล่อมถนอมขวัญ
ใจระงับรับใจในจำนรรจ์
ต่างแพรพันผูกใจห่มให้นอน

โอ้ดอกเอ๋ยดอกโศกตกจากต้น
เปียกน้ำฝนปนทรายปลายเกษร
โศกสำนึกหนาวกมลคนสัญจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะร่อนลง

เมตตาแล้วแก้วตาอย่าทิ้งทอด
ช่วยให้รอดอย่าปล่อยบินลอยหลง
จะหุบปีกหุบปากฝากใจปลง
จะเกาะกรงแก้วกมลไปจนตาย

งามเอยงามนัก
แฉล้มพักตร์ผ่องเหมือนเมื่อเดือนฉาย
งามตาค้อนคมเยื้องชำเลืองชาย
ลักยิ้มอายแอบยิ้มงามนิ่มนวล

จะห่างไกลไปนิดก็คิดถึง
ครั้นดื้อดึงโดยใจก็ไห้หวน
ถนอมงามห้ามใจควรไม่ควร
ให้ปั่นป่วนไปทุกยามนะความรัก

ผีเสื้อทิพย์พริบพร้อยลอยแตะแต้ม
เผยอแย้มยิ้มละไมใจประจักษ์
ทุกกิ่งก้านมิ่งไม้เหมือนทายทัก
ร้อยสลักใจเราให้เฝ้ารอ

ฝันถึงดอกบัวแดงแฝงผึ้งภู่
คล้ายพี่อยู่เป็นเพื่อนในเรือนหอ
ชื่นเสน่ห์เกษรอ่อนละออ
โอ้ละหนอหนาวนักเอารักอิง

ในห้วงความคิดถึงซึ่งเงียบเหงา
ใจสองเราเลื่อนลอยอย่างอ้อยอิ่ง
คอยคืนวันฝันเห็นจะเป็นจริง
โลกหยุดนิ่งแนบสนิทในนิทรา

ร่มอโศกสดใสในความฝัน
ร่มนิรันดร์ลานสวาทปรารถนา
ร่มลำธารสีเทาเจ้าพระยา
และร่มอาณาจักร.....ความรักเรา

ที่พิมพ์ตัวเอียงไว้ คือบทที่จำกันได้มากที่สุด  มักจะนำไปอ้างอิงกันแพร่หลาย



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:29:27 pm »

อีกบทหนึ่ง  ชื่อ "ใบศรี"

เหมือนเมื่อไข่มุกหล่นบนจานหยก
วณิพกพ่ายสิ้นเพียงยินเสียง
มธุรสโอษฐ์ฉะอ้อนประอรเอียง
ดาลเผดียงดาเรศเนตรอนงค์

รอยลักยิ้มริมแก้มเมื่อแย้มยิ้ม
พิศยิ่งพิมพ์ใจพึงตะลึงหลง
ช้อนชะม้ายชายมาพาพะวง
อยากผจงจุมพิตสนิทนวล

เกล้ากระหวัดรัดเกี้ยวเกลียวเกศแก้ว
รอยไรแนวเนียนระดับรับถี่ถ้วน
เจ้าปักปิ่นปัทมาค่าเคียงควร
ชดช้อนชวนเชยหวังระวังแวง

เทียบทุกคำที่เขียนคือเทียนไข
ผู้เผาไหม้ตัวเองเพื่อเปล่งแสง
ยิ่งค่าความงามเทิดเจิดแจรง
ยิ่งเสียดแทงหัทยางค์ให้ร้างเลย

อย่าให้เหมือนใบศรีที่เบิกขวัญ
พอเสร็จพลันเป็นใบตองนะน้องเอ๋ย
ถนอมหน่อยอย่าลอยร้างไปอย่างเคย
เก็บไว้เชยเมื่อช้ำเช็ดน้ำตา


ยกมาอีกบท   ฝีมือคุณเนาวรัตน์ เช่นกัน

นกขมิ้น

เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว
ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง
โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง
เป็นคำพร้องพริ้งพรายระบายใจ

โอ้ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน จะนอนไหน
ค่ำลงแล้วแนวพนาและฟ้าไกล
เจ้านอนได้ทุกเถื่อนท่าไม่อาทร

แล้วหวนเสียงเรียงนิ้วขึ้นหวิวหวีด
เร่งอดีตดาลฝันบรรโลมหลอน
ถี่กระชั้นสั่นกระชากใจจากจร
ระเรื่อยร่อนเร่มาเป็นอาจิณ

โอ้ใจเอ๋ยอ้างว้างวังเวงนัก
ไร้แหล่งพักหลักพันจะผันผิน
เพิ่มแต่พิษผิดหวังยังย้ำยิน
ระด่าวดิ้นโดยอนาถแทบขาดใจ

ข้าเคยฝันถึงฟ้ากว้างกว่ากว้าง
ฝันถึงปางทับเปลี่ยวเรี่ยวน้ำไหล
ถึงช่อเอื้องเหลืองระย้าคาคบไม้
ในแนวไพรนึกเหมือนเป็นเพื่อนเนา

รู้รสแรงแห่งทุกข์และสุขสิ้น
บนแผ่นดินแผ่นเดียวเปลี่ยวและเหงา
จิบน้ำใจจนทั่วเจียนมัวเมา
ไร้ร่มเงารังเรือนและเพื่อนตาย

เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า
เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย
เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย
จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง

เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง
จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง
เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง
เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย

เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน
เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ
ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:30:47 pm »

จากคอลัมน์คุณณรงค์ จันทร์เรือง ในมติชนสุดสัปดาห์ และ จากบทความเรื่องราวเกี่ยวกับอ.จำนง

          เล่าถึงกิจกรรมการกลอนในอดีตที่คึกคักกว่ายุคนี้มากมาย
          นามนักกลอนในอดีตที่จุฬาฯ เช่น คุณโกวิทย์ สีตลายัน ต่อมาเช่น คุณ จินตนา ปิ่นเฉลียว,ภิญโญ ศรีจำลอง,
ประยอม ซอมทอง
          ส่วนทางธรรมศาสตร์มี ๔ มือทอง คือ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ทวีสุข ทองถาวร เป็นต้น
         
          ไทยทีวีช่องสี่ โดยอ.จำนง ท่านก็จัดให้มีที่ทางสำหรับนักกลอนประชันกัน ทั้งระดับอาวุโส และต่อมาเป็น
หนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัยจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ในยุคนั้น

           นอกจากเป็นนักกลอนแล้ว คุณเนาวรัตน์ ในตอนนั้นยังเคยแสดงหนังทีวี ชุด พระอภัยมณี ให้ได้ชมด้วย
แน่นอนท่านรับบทเป็นพระอภัยมณี


"มือทอง" ที่ขอเอ่ยถึงต่อจากเนาวรัตน์ คือ ทวีสุข ทองถาวร  ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ขนาดไหน อ่านได้จากบทนี้ เป็นบทแรกค่ะ

เหมือนนกขมิ้น


ความเป็นห่วงของใครก็ไม่รู้
มาซุกอยู่ใต้หมอนฉันนอนหนุน
พรางสื่อพจน์รสถ้อยร้อยละมุน
ซ้ำยังกรุ่นกลิ่นแก้มไว้แกมกัน

นี่รอยแก้มแต้มไว้..ของใครหนอ
แนบแก้มคลอเคลียครองข่มหมองขวัญ
ฉันว้าเหว่แรมหวังมาทั้งวัน
ขอฝากฝันพอแฝงสร้างแรงใจ

เดือนข้างแรมค้างรุ่งรอพรุ่งนี้
เหมือนใจที่ทุกข์ท้อรอวันใหม่
คืนพรุ่งนี้นี่จะนอนแนบหมอนใคร
เหลือบ้างไหมชายคาที่อาทร

"โอ้อกเอ๋ยหัวอกนกขมิ้น
เจ้าเสเพลพลัดถิ่นเที่ยวบินร่อน
นี่ดึกแล้วเตลิดหลงกลางดงดอน
จะเกาะคอนเคียงใครที่ไหนเอย"

นกขมิ้น น่าจะเป็นนกยอดฮิทในสมัยนั้น  เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจพเนจร  ของชายหนุ่ม  ว้าเหว่  ร่อนเร่ หารังนอนไม่ได้
คงจะได้แรงบันดาลใจจากเพลงเก่าแก่ชื่อ "นกขมิ้น" ที่ขึ้นต้นว่า

ค่ำคืน  ฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกาย มิวายจะหวาดกลัว
มองนภามืดมัว สลัวเย็นย่ำ ค่ำคืนเอ๋ย..


         คุณจำนง รังสิกุลเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของวงการโทรทัศน์ยุคต้น    ดิฉันยังทันจำได้ถึงรายการดีๆ เสริมสร้างสติปัญญาหลายสิบหลายร้อยรายการที่ท่านคิดขึ้นมา สำหรับผู้ชม

       ส่วนคุณเนาวรัตน์ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนหนุ่มๆหน้าตาดีไม่ใช่เล่น    ดูหล่อแบบเย็นๆ นิ่มนวล  สมเป็นศิลปิน  เป่าขลุ่ยก็เก่ง
มิน่า ถึงได้เล่นเป็นพระอภัยมณี


         งานชิ้นนี้ของคุณทวีสุข เป็นบทกลอนที่น่ารัก บรรยายตัวตนพระเอกในกลอนออกมาเป็นคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนมาก   คารมคมคาย ลดเลี้ยว ชวนให้สาวหลงและใจอ่อนได้ไม่ยาก
ถ้าเขียนเป็นนิยาย  น่าจะเป็นพระเอกสาวๆกรี๊ดได้ทีเดียว

นี่ แ ห ล ะ ฉั น ล ะ

คนอย่างฉันถ้าใครทำให้โกรธ
ก็ใจโหดโกรธมากยากจะหาย
เช่นเดียวกันถ้าใครทำให้อาย
ใจฉันร้ายพอที่จะย้อนประจาน

อาจเห็นว่าอ่อนไหวและใจน้อย
สะกิดหน่อยแต่เลือดก็เดือดพล่าน
ใจกลับดำคำกลับกล้าวาจาพาล
และอาจรานให้อีกฝ่ายทลายลง

ตรงกันข้ามกับที่ใครทำให้รัก
ย่อมประจักษ์แก่ตาว่าฉันหลง
ทั้งจะห่วงท้วงทักพะวักพะวง
ยอมให้ทรงสิทธิ์สุขทุกสิ่งอัน

เธอก็รู้อยู่เต็มใจมิใช่หรือ
คนหัวดื้อคนนี้...นี่แหละฉัน
นี่แค่เรื่องเคืองคับลิ้นกับฟัน
เธอยกมันขึ้นมาเป็นอารมณ์

รู้ว่าโกรธยังกล้าท้าให้โกรธ
เลยลงโทษคนที่ท้าอย่างสาสม
ปล่อยให้สองตาฉ่ำน้ำตาตรม
รอยแค้นบ่มค้างอยู่ในใจฉันนี้

อยากแก้แค้นเธอนักที่รักเอ๋ย
อย่างที่เคยทำทุกคนจนผละหนี
แต่ฉันพบการแก้แค้นซึ่งแสนดี
คือการที่ฉันยอมให้อภัยเธอ....



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:31:56 pm »

บทกลอนเกี่ยวกับความรักซึ่งเป็นที่นิยมท่องจำและจดกันไว้ให้พบเห็นได้เสมอ

          คือน้ำผึ้งคือน้ำตาคือยาพิษ
คือหยาดน้ำอมฤตอันชื่นชุ่ม
คือเกสรดอกไม้คือไฟรุม
คือความกลุ้มคือความฝัน...นั่นแหละรัก

"ไฟรัก ไฟลา ไฟชัง" - รยงค์ เวนุรักษ์

  พ็อคเกทบุ๊ครวมเรื่องสั้นของเธอในชื่อว่า กระดังงากลีบไหน ซึ่งมีคำนิยมโดยคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ 

        ประสบการณ์ทางอักษรที่ประทับใจคล้ายๆ กับเมื่อได้อ่านงานเรื่องสั้นของ 'สุวรรณี สุคนธา'
เป็นครั้งแรก    หลังจากนั้นเธอก็เงียบหายไป ไม่ได้เห็นผลงาน ไม่ได้ข่าวอีกเลย
     

      ธารทอง


ฟ้าที่นี่แผ้วผ่องก่องประภาส

ริ้วทองลาดแรรอบขอบคิ้วหาว

น้ำในธารสะท้อนแพรวดั่งแววดาว

กระพริบพราวเพียงภาพทาบเปลวทอง


แด่.....ผู้ที่เจ็บช้ำระกำรัก

ที่ทุกข์หนักพักตร์พริ้มมาปริ่มหมอง

ผู้สูญสิ้นดินฟ้าจะคว้าครอง

น้ำเนตรนองท่วมหทัยไร้ญาติมิตร


เพื่อ....พำนักพักนอนรอนความเศร้า

ที่รุมเร้าเรือนกายเป็นนายจิต

เพื่อวันใหม่ทางใหม่ในชีวิต

เลิกครุ่นคิดคร่ำโศกกับโลกลวง


เพื่อ....พักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์

ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง

รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง

ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี


เพื่อ....อาบน้ำชำระกายในธารทอง

ฟังไผ่พร้องเสียงสังคีตขับดีดสี

ฟังลำนำนกร้อยถ้อยพาที

ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร


เพราะ....ถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง

มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว

เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย

อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้คุณธรรม

ประยอม ซองทอง


         คุณรยงค์ เวนุรักษ์เป็นนักเขียนหญิงรุ่นแรก(ละมั้ง) ที่เขียนเรื่องอีโรติค ถอดอารมณ์โหยหาลึกๆของหญิงสาวออกมา   ในสมัยที่ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเขียน

        เรื่องของเธอ ใช้ภาษาได้หวานละเมียดละไม ซ่อนนัยเชิงเสน่หาเอาไว้แยบยล  อ่านให้คิดระหว่างบรรทัดได้ทุกฉาก
เป็นจินตนาการที่งดงามในอารมณ์เปล่าเปลี่ยวของหญิงสาว


         ที่ดีคือ เรื่องอีโรติคของเธอไม่มีการบรรยายออกมาตรงๆจนคำเดียว   อย่าว่าแต่บอกลีลาทุกขั้นตอนราวกับเอาวิดีโอเข้าไปตามถ่าย  อย่างเรื่องอีโรติคปัจจุบันเลย  แม้แต่เฉียดก็ไม่มี   ไปเน้นที่อารมณ์และนัยยะ
มีวิธีเล่าที่ทำให้คนอ่านคิดต่อได้เอง  ลึกซึ้งกว่า
น่าเสียดายที่เธอเขียนไม่มากนัก   หายเงียบไปจากวงการนานหลายสิบปี  ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครอยู่ที่ไหน    เดาว่าถ้าเธอยังอยู่ ก็คงอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐ แล้วค่ะ


จากบทกลอนของคุณทวีสุข  ขอตามมาด้วยฝีมือของคุณนิภา บางยี่ขัน
นกเขาเอยเคยขันกระชั้นแจ้ว
เราโตแล้วหาตักอุ่นหนุนไม่ได้
ครั้นพบคนพอจะคุ้นอบอุ่นใจ
"เขา" ก็ไม่ไยดีเท่าที่ควร

                      นิภา  บางยี่ขัน

 
คนสุดท้ายของสี่มือทองธรรมศาสตร์คือคุณดวงใจ รวิปรีชา  เธอจากไปสู่สวรรค์ชั้นกวี  เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๖ ค่ะ 
บทนี้เป็นบทที่รุ่นเพื่อนๆและรุ่นน้องๆจำกันได้มากที่สุด

ไม่อยากเป็นศรีใจคนหลายรัก
แม้ว่าจักเป็นเพชรเหนือเศษหิน
ไม่อยากเป็นดอกฟ้าเกินค่าดิน
ขอเป็นปิ่นฤทัยคนใจเดียว”




ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:32:31 pm »



เว็บนี้ รวบรวมบทกลอนและวรรคทองของนักกลอนไว้หลายท่าน
http://www.geocities.com/pa_orn/kawee1.html
พบงานของคุณนิภา บางยี่ขันในนี้ด้วยค่ะ

ให้แก่ความรัก

มันไม่เคยได้อะไรในความรัก
รักสอนมันให้รู้จักแต่จะให้
ให้ความรักความหวงความห่วงใย
ให้อภัยเสียสละเสมอมา

รักของมันจึงมีสีมืดดำ
ด้วยกลืนกล้ำทุกข์เต็มอกวิตกผวา
เมื่อรักแปรแลลับลงกับตา
มันทายท้าความอ้างว้างอยู่อย่างคน......

และ
"วันที่ดอกไม้โรย"
นิภา บางยี่ขัน
24/01/2510

"ดอกโสนโรยร้าว
ดอกคัดเค้าโรยรา
ดอกประดู่ร่วงนักหนา
ไม่มัวันกลับมาแล้วเอย"

ทุกทุกสิ่งแล้วล้วนชวนถวิล
ดูด่วนสิ้นโรยราผกาเอ๋ย
ขอมองไว้อีกสักนิดไว้ชิดเชย
เมื่อยามเลยลาลับไม่กลับคืน

จะเก็บภาพประทับใจไว้ถวิล
ไว้แอบรินน้ำตาแอบสะอื้น
ไว้เยือกเย็นกับน้ำค้างที่พร่างชื้น
เก็บไว้ตื่นตาฝันนิรันดร

นับแต่นี้น้ำตาจะหาง่าย
ขาดคนหมายซับมันเหมือนวันก่อน
มือเย็นเยียบเมื่อสายัณห์ตะวันรอน
ใครจะซ้อนมือนุ่มเกาะกุมมัน

จะเดินเปลี่ยวเดียวดายในสายแดด
ชีวิตแวดด้วยความหลังและความฝัน
ฝันถึงวันที่ผกานานาพันธุ์
ปลิดดอกอันเหลืองอร่ามท่ามกลางเรา


ระรื่นรื่นชื่นชมด้วยลมพลิ้ว
ละลิ่วลิ่วริ้วคลื่นครืนผวา
ละลอกเรื่อยกระทบกระทั่งฝั่งสุธา
ละลานตาระวิวาบอาบนที

"ภาพพิมพ์ใจสองฝั่งเจ้าพระยา" - นิภา บางยี่ขัน
ขอให้สังเกตการเล่นคำ  ที่ทำให้เห็นภาพริ้วคลื่นเป็นระลอก ยามถูกลมพัดพลิ้วบนผิวน้ำ และประกายแดดบนผิวน้ำ
เราไม่ค่อยจะเล่นคำแบบนี้กันอีกแล้วในปัจจุบัน

ส่วนฝีมือของดวงใจ รวิปรีชา เห็นได้อีกจากนี้ค่ะ

กลอนบางบทใน " หยุดเวลาไว้ในฝัน"
โดย ดวงใจ รวิปรีชา

"เธอเหนื่อยอ่อนค่อนชีวีแล้วที่รัก
ควรหยุดพักเพื่อคลายล้าก่อนฟ้าค่ำ
ฟังนกร้องมองดอกไม่ดูสายน้ำ
งานตรากตรำเป็นตำนานแล้ววันนี้"

"นั่งนิ่งนิ่งตรงนี้เถิดที่รัก
เหนื่อยก็พักสักเพลาหลับตาฝัน
ถอดหัวโขนปล่อยวางไว้อย่างนั้น
เลิกผูกพันภาระใดในชีวา"



ผุ้สร้างกระทุ้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:33:20 pm »

เพื่อน  ของ นิภา บางยี่ขัน

ทุกทุกแห่งที่เราเคยก้าวย่าง
ทุกทุกทางที่เราเศร้าและสุข
ทุกทุกหนเราซานซมล้มแล้วลุก
ทุกทุกครั้งที่เราปลุกปลอบแก่กัน

แม้ทั้งหมดจดจำไว้ล้ำลึก
นึกและนึกในใจยังไหวหวั่น
หวามวันที่จะมาถึงเข้าหนึ่งวัน
วันที่ผันเราพรากกันจากไกล

อีกบทหนึ่งที่คมมาก

กลอนวรรคนี้เขาว่ากันว่า(อีกแล้ว) เป็นวรรคหนึ่งที่เก๋มาก เป็นผลงานของ นิภา บางยี่ขัน
สมัยรุ่งเรืองที่ธรรมศาสตร์ เป็นการชุมนุมนักกลอนบนเรือ แล้วมีการประชันกลอนสดกัน
แบ่งฝ่ายเป็นผู้ชาย กับ ผู้หญิง อะไรทำนองนี้แหละ สำหรับกลอนบทนี้ หาได้เพียง
บทเดียว ว่าไว้อย่างนี้

ภาพคืนวันจันทร์พริ้มน้ำปริ่มเขื่อน
ลงลอยเลื่อนเรือรักนักภาษา
นั่งเท้าแขนบรรสานขานสักวา
ชนะกลอนแพ้ตาจึงปราชัย

เพลงปลาทองเพลงสุดท้ายชวนไห้หา
สักวา...ลาจาก...อยากร้องไห้
ร้องเพราะว่านาทีต่อนี้ไป
ในหัวใจมีเขาเป็นเจ้าครอง

จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนหลัง นิภา บางยี่ขัน จึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น ทองถาวร !


ขอบันทึกไว้เป็นเกียรติยศ แด่ นิภา บางยี่ขัน

คำประกาศเกียรติคุณ
นิภา  บางยี่ขัน
“บุษบาท่าพระจันทร์”(สมญานี้ "อิงอร" เป็นคนตั้งให้)
นักกลอนตัวอย่างสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๕๐

    นิภา บางยี่ขัน เป็นนักกลอนนามอุโฆษในยุคตำนานนักกลอนสี่มือทองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทวีสุข ทองถาวร (เสียชีวิต)ดวงใจ รวิปรีชา(เสียชีวิต)ปัจจุบันตำนานสี่มือทองเหลือเพียงสองตำนานที่ยังคงอยู่  โดยทั้งสองท่านเป็นเสาหลักในวงวรรณกรรม ส่งเสริมสนับสนุนให้นักกลอนรุ่นหลังได้เจริญรอยตามในแวดวงวรรณศิลป์ได้เป็นอย่างดี  นับเป็นแบบฉบับและตัวอย่างที่งดงามอย่างยิ่ง

           นิภา บางยี่ขัน (นามสกุลเดิม) เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๘๒ เรียนหนังสือระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดพระยาไอศวรรค์ แล้วมาต่อที่โรงเรียนสตรีประเทืองวิทย์  ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย เรียนเตรียมอุดมศึกษาพิเศษที่โรงเรียนวัดพิชัยญาติ และโรงเรียนทวีธาภิเษก รุ่นเดียวกับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  พ. ศ.๒๕๐๒ จึงศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาแล้วประกอบอาชีพเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางยี่ขัน กระทั่งปัจจุบันครบเกษียณหน้าที่การงานตามวาระในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อำนวยบริการอาวุโส

       ชีวิตครอบครัวสมรสกับทวีสุข ทองถาวร นักกลอนอดีตหนึ่งในสี่มือทองของธรรมศาสตร์ มีบุตรหนึ่งคนชื่อเพลงพร ทองถาวร ปัจจุบันมีครอบครัวแล้วและย้ายไปประกอบอาชีพที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาทวีสุข ทองถาวร ป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตตีบในสมองรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๗ ก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการติดเชื้อและปอดอักเสบ ฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดน้อยนางหงส์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๗


        ผลงานด้านวรรณกรรมของนิภา บางยี่ขัน


        ๑.หนังสือรวมกลอน สายขวัญ หางนกยูง ๑ – ๒  จำปี   คำหอม  ริ้วป่านสีทอง สักวาวิวิธ นิราศกรุงเก่า ฯลฯ

        ๒. “เพลงพร” รวมกาพย์กลอนกล่อมสมัย พ. ศ.๒๕๓๔

        ๓. ร่วมร้อยกรองหนังสืออาศิรวาท ครั้งสำคัญ เช่น หนังสือนวมราชสดุดีเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก  หนังสือบทกวีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี กวีศรีประชา  ประชุมบทกวีนิพนธ์สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เป็นต้น

        ๔. ควบคุมคอลัมน์กลอน “กังวานใจ” นิตยสารขวัญเรือน

        ๕. กรรมการตัดสินการประกวดอ่านทำนองเสนาะและประกวดแต่งคำประพันธ์ของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ

         ๖. คณะกรรมการตัดสินการประกวดแข่งขันร้อยกรองในระดับประเทศ
เช่น กรรมการตัดสินหนังสือกวีนิพนธ์ดีเด่น รางวัลเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด  กรรมการตัดสินประกวดร้อยกรองของกระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงวัฒนธรรม กรรมการตัดสินการประกวดกวีนิพนธ์โครงการร้อยกรองออนไลน์ ของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และกรรมการตัดสินการประกวดบทร้อยแก้วร้อยกรอง ขององค์กร หน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชน เป็นจำนวนมาก ตลอดทั้งเป็นคณะกรรมการบรรณาธิการกิจหนังสือรวมบทร้อยกรอง กวีนิพนธ์ จัดพิมพ์โดยกระทรวง กรม กอง หน่วยงานต่างๆ

      ๗. วิทยากรสักวากลอนสด โดยร่วมสาธิตสักวากลอนสดกับกวีอาวุโสอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  เช่น ประยอม ซองทอง  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  นภาลัย ฤกษ์ชนะ อำพล สุวรรณธาดา  ม.ร.ว.อรฉัตร ซองทอง อเนก แจ่มขำ ประสพโชค เย็นแขประสิทธิ์ โรหิตเสถียร เป็นต้น

         นิภา บางยี่ขัน สนใจเขียนบทร้อยกรองตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาทั้งที่ตนเองชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักกลอนสดเชิงปฏิภาณกวีระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่เข้าประกวดแข่งขันในระดับต่างๆ ทำให้กิจกรรมการแข่งขันประชันกลอนสดเผยแพร่ไปทั่วทุกภูมิภาค สร้างตำนานนักกลอนสี่มือทองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ที่เล่าขานสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน กระทั่งได้รับฉายาว่า “บุษบา ท่าพระจันทร์” ผลงานเชิงประจักษ์ของนิภาทั้งด้านการเขียนร้อยกรอง การเป็นวิทยากร  กรรมการตัดสิน ผู้ควบคุมคอลัมน์ร้อยกรอง คณะทำงานวรรณกรรม ปรากฏอย่างต่อเนื่องมาประมาณสี่ทศวรรษ เป็นที่ยอมรับของวงการวรรณกรรมทุกระดับ
 
    นิภา บางยี่ขัน เป็นผู้มีคุณูปการต่อสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ให้ความร่วมมือ ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมมาโดยตลอด เป็นที่เคารพรักและ
ศรัทธาของผู้คนในวงการร้อยกรอง กวีนิพนธ์ ทั่วไป แบบเป็นแบบอย่างที่ดีที่นักกลอนได้ยึดถือเป็นแบบอย่างสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยจึงเห็นสมควรที่ประกาศยกย่องให้นิภา บางยี่ขัน เป็นนักกลอนตัวอย่างประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๐




ผู้ตั้งกระทู้  พี่แดงคนดี

บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:33:48 pm »

       มองตัวตนของดวงใจ รวิปรีชา หรืออีกนามหนึ่งว่า "ปิ่นฤทัย รวิปรีชา" ผ่านงานของเธอ  เห็นจิตใจที่อ่อนหวานและอ่อนไหว ของหญิงสาวที่ยังไม่ประสีประสากับความรัก
ใช้กลอนระบายอารมณ์เจ็บปวดที่สวยงาม  ทำให้อาการอกหักมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ขึ้นมา


เมื่อดอกไม้โรย

ดอกไม้สีม่วงร่วงตรงหน้า
น้ำตาพร่าพร่างกลางกลีบอ่อน
โอ้ใครไหนเลยจะเชยช้อน
ร้าวรอนแหลกเปล่าเฉาช้ำ

ลมหยุดพัดผ่านไปนานนัก
ไม่ทายทักใบไม้ไม่ชื่นฉ่ำ
ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีดำ
สายน้ำนิ่งสงบซบเซา

โลกแตกดับแล้วหรือนี่
ทันทีที่สบตารู้ว่าเขา
สักนิดมิได้รักเรา
โศกเศร้าเจ็บปวดทั่วหัวใจ

โอ้ความใยดีที่มอบมั่น
เขาหยันหยามเราเท่าไหน
ซื่อนักโง่นักเมื่อรักใคร
เทิดเทินให้ได้ทั้งนั้น

ความทรงจำเมื่อวันวานอ่อนหวานยิ่ง
ทุกสิ่งงดงามคือความฝัน
เพียงกระพริบตาก็ดับฉับพลัน
ตื้นตันน้ำตาอาวรณ์

ดอกไม้สีม่วงร่วงต่อหน้า
รอเขามาเหยียบยับกับกลีบอ่อน
และหัวใจผู้หญิงเขลาซึ่งร้าวรอน
จะวางซ้อนอ่อนแอบอยู่แทบเท้า


            นักกลอนอีกคนหนึ่ง  รุ่นหลัง "สี่มือทอง" ที่จะเอ่ยถึง  คือ "เฉลิม(ศักดิ์) (ศิลาพร)รงคผลิน" หรือ"หยก บูรพา"
เขาเป็นความภูมิใจของมหาวิทยาลัย ทั้งในฐานะนักเขียนเจ้าของเรื่อง "อยู่กับก๋ง"
และนักกลอนฝีมือเอก  เจ้าของวรรคทองในกลอนบทนี้


บทสุดท้ายของนิยายรัก

จริงหรือนี่ที่ว่ารักเราจักร้าว
นึกแล้วหนาวเหน็บนักแก้วรักเอ๋ย
รสสัมผัสอ่อนละมุนที่คุ้นเคย
ไยจึงเผยรสร้างจืดจางกัน

เราเคยร่วมใจฝันว่าวันหนึ่ง
เราจะถึงวันที่งามเหมือนความฝัน
ฟ้าสีทอง ดอกไม้บาน ธารพระจันทร์
และรักอันคงค่าสถาพร

ฉันเฝ้ารอคอยวันที่ฝันไว้
รอด้วยรักด้วยใจไม่ถ่ายถอน
แต่นี่สร้อยสายสวาทมาขาดตอน
เธอกล้ารอนลงด้วยมือเธอหรือไร

เมื่อเธอสิ้นเสน่หามาสนอง
รักที่ปองมอดหมดความสดใส
แผลรักร้ายบ่อนทั่วเนื้อหัวใจ
จะต้องปวดร้าวไปถึงไหนกัน


ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน

และอาจเป็นเช่นนี้ชั่วชีวัน
เมื่อรักอันแจ่มกระจ่างกลับร้างไกล

นิยายรักยืดยาวของเรานั้น
คงไร้วันสดชื่นขึ้นบทใหม่
หมดความหมายที่จะรอกันต่อไป
เพราะเปลวไฟรักดับลงกับตา



ผู้ตั้งกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:34:17 pm »

ขอข้ามฟากมาที่รั้วจุฬาฯ  

          คณะอักษรศาสตร์ ได้ชื่อว่ามีนักกลอนชุมนุมกันอยู่หนาแน่นกว่าคณะอื่นๆ     มีมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500  หนึ่งในจำนวนนักกลอนเอก ยุคก่อน 2500 ที่สมควรเอ่ยชื่อไว้เป็นเกียรติในที่นี้ คือ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา  เจ้าของนามปากกา" อุชเชนี"   ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. ๒๕๓๖ ปีเดียวกับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ปีนี้ท่านอายุ  89 แล้ว


            ผลงานซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุด คือ "ขอบฟ้าขลิบทอง "  ภาษาที่เขียนเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ยังหวานและคมกริบ  เนื้อหาเป็นกลอนของปัญญาชน  ให้ข้อคิดและปรัชญาชีวิตต่อสังคม
มากกว่าจะมุ่งถึงอารมณ์ส่วนตัว


ขอบฟ้าขลิบทอง

    มิ่งมิตร........                   เธอมีสิทธิ์ที่จะล่องแม่น้ำรื่น
ที่จะบุกดงดำกลางค่ำคืน             ที่จะชื่นใจหลายกับสายลม
 จะร่ำเพลงเกี่ยวโลมเรียวข้าว     ที่จะยิ้มกับดาวพราวผสม
ที่จะเหม่อมองหญ้าน้ำตาพรม     ที่จะขมขื่นลึกโลกหมึกมน
ที่จะแล่นเริงเล่นเช่นหงษ์ร่อน     ที่จะถอนใจทอดกับยอดสน
ที่จะหว่านสุขไว้กลางใจคน         ที่จะทนทุกข์เข้มเต็มหัวใจ
ที่จะเกลาทางกู้สู่คนยาก            ที่จะจากผมนิ่มปิ้มเส้นไหม
ที่จะหาญผสานท้านัยน์ตาใคร     ที่จะให้สิ่งสิ้นเธอจินต์จง
ที่จะอยู่เพื่อคนที่เธอรัก              ที่จะหักพาลแพรกแหลกเป็นผง
ที่จะมุ่งจุดหมายประกายทะนง     ที่จะคงธรรมเที่ยงเคียงโลกา
เพื่อโค้งเคียวเรียวเดือนและเพื่อนโพ้น     เพื่อไผ่โอนพลิ้วพ้อล้อภูผา
เพื่อเรืองข้าวพราวแพร้วทั่วแนวนา     เพื่อขอบฟ้าขลิบทองรองอรุณ

อยู่เพื่ออะไร

ฉันอยู่เพื่อบุคคลที่ฉันรัก                  ซึ่งใจซื่อถือศักดิ์สุจริต
และรักฉันมั่นมานปานชีวิต               ในความผิดความหลงปลงอภัย
ฉันอยู่เพื่อหน้าที่ที่พันผูก                  เพื่อฝังปลูกความหวังพลังไข
เป็นท่อธารรักท้นล้นพ้นไป               หล่อดวงใจแล้งรื่นให้ชื่นบาน  
ฉันอยู่เพื่อค้นคว้าหาสัจจะ                กลางโมหะอาเกียรณ์เบียฬประหาร
เพื่อสื่อแสงแจ้งสว่างพร่างตระการ    กลางวิญญานมืดมิดอวิชชา  
ฉันอยู่เพื่อดวงใจที่ไร้ญาติ                ที่แร้นแค้นแคลนขาดวาสนา
เพื่อรอยยิ้มพริ้มยลปนน้ำตา              บนดวงหน้าโศกช้ำระกำกรม  
ฉันอยู่เพื่อเยื่อใยใจมนุษย์                 บริสุทธิ์สอดผสานงานผสม
เป็นเกลียวมั่นขันแกร่งแรงกลืนกลม     พายุร้ายสายลมมิอาจรอน
ฉันอยู่เพื่อความฝันอันเพริศแพร้ว        เมื่อโลกแผ้วหลุดพ้นคนหลอกหลอน
เมื่ออามิสฤทธิ์แรงแท่งทองปอนด์        มิอาจคลอนใจคนให้หม่นมัว
ฉันอยู่เพื่อยุคทองของคนยาก             ที่เขาถากทรกรรมซ้ำปั่นหัว
เพื่อความถูกที่เขาถมจมทั้งตัว             เพื่อความกลัวกลับบ้าบั่นอาธรรม
    
เพื่อโลกใหม่ใสสะอาดพิลาศเหลือ         เมื่อคนเอื้อไมตรีอวยไม่ขวยขำ
เพื่อแสงรักส่องรุ่งพุ่งเป็นลำ                  สว่างนำน้องพี่มีชัยเอย    
    
อุชเชนี
 ๒๔๙๓




ผู้ตั้งกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:35:10 pm »

มาฝากอีก ๒ บท  ค่ะ
สูงขึ้นไป
เหมือนสายแก้วแวววับระยับเยื้อง
ช้อยชำเลืองชมอุษาคราฉายแสง
พุน้ำหนึ่งผุดพุ่งรุ่งแจรง
ดั่งรุ้งแปลงแปลกฟ้าลงมาดิน

สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปไม่ระย่อ
ไม่รู้ท้อรู้หน่ายคลายถวิล
ถึงแดดจ้าฟ้ามุ่นพิรุณริน
ไม่สูญสิ้นศรัทธาที่ตราใจ

สายน้ำแจ๋วแววแจ่มยะแย้มยิ้ม
รับลมพริ้มทอดระทวยอวยอ่อนไหว
อรชรเพียงช่อผกาไพร
ที่ลมไกวกิ่งกล่อมถนอมกัน

พอดาวพรมแผ่นฟ้าระย้าระยับ
สายน้ำกลับเกลื่อนดารากว่าสวรรค์
สะท้อนวาบปลาบพรายประกายพรรณ
เพียงจะหยันพัชราให้พร่ามัว

ความชดช้อยย้อยหยดและรสหวาน
คือทิพยทานแด่ดินถิ่นสลัว
โปรยความรื่นชื่นใจไว้รอบตัว
ดับกระหายคลายชั่วกลั้วกลี

เฉกน้ำมิตรจิตกวีที่บริสุทธิ์
ย่อมผาดผุดผ่องจรัสรัศมี
ผินฟ้าพุ่งมุ่งงามและความดี
หยิ่งในศรีศักดิ์ตนวิมลนาน

สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปไม่ระย่อ
ประโยชน์ก่อเกิดล้ำเพียงคำหวาน
สร้างความหวังพลังหมายด้วยสายธาร
จากดวงมานกวีนั้นนิรันดร์เอย ๚

อุชเชนี
ขอบฟ้าขลิบทอง

ในนิมิต
กลีบกุหลาบฉาบชมพูพรูพรั่งฟ้า
ว่อนเมฆาเหมือนฝันขวัญพี่เอ๋ย
นภาพิศนิมิตหวามงามกว่าเคย
ชวนสังเวยบูชิตชีวิตนี้

แต่ละชีพต่างกลีบกุหลาบร่อน
ชะลอช้อนชุ่มรักเป็นสักขี
การุณยมานหวานล้ำฉ่ำฤดี
โลมปถพีทุกย่างทางครรไล

ฟ้าระริกเงาระรวยกลางห้วยกว้าง
ก็เหมือนอย่างเราฝังพลังไข
ว่าดวงรุ้งพุ่งผ่านม่านตาใจ
ลึกละไมละเมียดหวังตั้งตาคอย

เมื่อขอบฟ้าพร่าพราวหลาวทองทาบ
พุ่งปลายปลาบทะลวงถิ่นทมิฬถอย
ความมืดแมกแหลกเรื้อไม่เหลือรอย
อุทัยพร้อยแสงพร่างสว่างพราย

เพื่อฟากฟ้าสายัณห์อย่างวันนี้
จักปรายปรีดิ์เปี่ยมพ้นล้นความหมาย
เพื่อมรรคาประชาชนจักกล่นราย
ด้วยกลีบกรายกุหลาบแก้วผ่องแพรวใจ

อุชเชนี
ขอบฟ้าขลิบทอง



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:35:37 pm »

จาก"อุชเชนี"  นักกลอนชาวอักษรศาสตร์ท่านต่อไปที่จะเอ่ยถึงคือ ประยอม ซองทอง
เป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา  นิสิตเก่าดีเด่นของคณะอักษรศาสตร์ และ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2548


ธารทอง

ฟ้าที่นี่แผ้วผ่องก่องประภาส
ริ้วทองลาดแรรอบขอบคิ้วหาว
น้ำในธารสะท้อนแพรวดั่งแววดาว
กระพริบพราวเพียงภาพทาบเปลวทอง

แด่ผู้ที่เจ็บช้ำระกำรัก
ที่ทุกข์หนักพักตร์พริ้มมาปริ่มหมอง
ผู้สูญสิ้นดินฟ้าจะคว้าครอง
น้ำเนตรนองท่วมหทัยไร้ญาติมิตร

เพื่อพำนักพักนอนรอนความเศร้า
ที่รุมเร้าเรือนกายเป็นนายจิต
เพื่อวันใหม่ทางใหม่ในชีวิต
เลิกครุ่นคิดคร่ำโศกกับโลกลวง

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี

เพื่ออาบน้ำชำระกายในธารทอง
ฟังไผ่พร้องเสียงสังคีตขับดีดสี
ฟังลำนำนกร้อยถ้อยพาที
ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร

เพราะถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว
เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย
อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้ในคุณธรรม

ประยอม ซองทอง

http://chu21.exteen.com/20060405/entry-2

อีกบทหนึ่งของประยอม ซองทอง

ชีวิตเราถ้าเหมือนเรือ  (พ.ศ 2502)

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ไม่รู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
จะลอยล่ม จมน้ำ คว่ำลำไป
หรือสมใจ จอดฝั่ง ..ก็ยังแคลง

ได้แต่ดื่ม น้ำตา เมื่อฟ้าร่ำ
ยิ่งยามย่ำ สายัณห์ ยิ่งกรรแสง
ถูกลมหวน หอบข่ม ระดมแรง
จึงรู้แล้ง หมดแล้ว น้ำแก้วตา

เพราะหากมัว มาร่ำ กำสรวลอยู่
ไหนจะรู้ ทรงเรือ บ่ายเมื่อหน้า
ต้องตักพาย หมายขืน ฝืนลมฟ้า
ไร้เวลา อาดูร พอกพูนใจ

สติตรง ตาแน่ว ดูแนวน้ำ
ไม่ลอยลำ ขวางเรือ เมื่อน้ำไหล
ถ้าไม่ล่อง ก็ท่องทวน สวนทันใด
เรือจึ่งได้ แนวดิ่ง ไม่ทิ้งทาง

ในโลกนี้ มีสิ่ง ต้องวิ่งแข่ง
ถ้าหย่อนแรง ราข้อ ต่อเข้าบ้าง
ก็จะแพ้ แย่ยับ ถึงอัปปาง
อย่าหมายร่าง เราจะอยู่ สู้หน้าใคร

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ต้องรู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
ต่อรุ่งเช้า ก้าวอีกขั้น มรรคาลัย
กว่าวันชัย สมประสงค์ ถือธงชู..
 
และ

สงสารเดือน
ที่ขาดเพื่อน เคว้งคว้าง อยู่กลางหาว
มีเพียงแสง รุบหรู่ ของหมู่ดาว
เป็นเพื่อนคราว เดือนฉาย อยู่ดายเดียว

ยิ่งฟ้าหม่น มืดทะมึน เหมือนคืนนี้
อ้อมสรวงมี เดือนเศร้า อยู่เปล่าเปลี่ยว
เห็นเหงาหงอย ห้อยหาว รูปยาวเรียว
สีซีดเซียว เกี่ยวฟ้า ว้าเหว่ใจ


เคยฟ้าแผ้ว แวววาว ดาวประดับ
บัดนี้ลับ เร้นลี้ ไปที่ไหน
ปล่อยทุกห้อง หาวหน หม่นหมองไว้
ทิ้งเดือนให้ แขวนคว้าง กลางโพยม

ฟ้าคร่ำครืน ครวญคราง ออกอย่างนี้
หน่อยจะมี พายุ พัดพรูโหม
น้ำตาฟ้า จะพร้อยพรั่ง ลงหลั่งโลม
สงสารโคม คู่ฟ้า จะมืดมิด

คิดถึง"เดือน"
ผู้เสมือน เพื่อนใจ อันไพจิตร
เพื่อนเคยอยู่ คู่ขวัญ เป็นเพื่อนชิด
เป็นคู่คิด คู่ขวัญ ร่วมกันมา

"เดือนเอ๋ย"
ไม่โกรธเลย ที่เธอทำ ช้ำหนักหนา
ยังห่วงถึง ซึ้งสนิท ติดตรึงตรา
รอเธอมา ร่วมความหลัง อยู่อย่างมิตร

เธอหลงไหล ไฟเปลว ดิ่งเหวลึก
กว่าเมื่อใด  เธอรู้สึก สำนึกผิด
ไร้ใครอื่น หมื่นผู้ เชิดบูชิต
ขอให้คิด มิตรอย่างฉัน มั่นห่วงเดือน
http://forum.serithai.net/index.php?topic=11849.5;wap2



ผู้สร้างกระทุ้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:36:05 pm »

บทนี้ หวานไหวมากค่ะ

ในชีวิตมิดมนแม้หนใหน
เมื่อทุกข์จางจากใจเคยไหม้หมอง
ในม่านจิตจึงจะมีรุ้งสีทอง
เป็นค่าของชื่นชมที่ตรมทน

เราพบกันวันนี้จึงมีค่า
หลังจากฟ้าชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝน
หลังจากที่ชีวิตเรามิดมน
เราผ่านพ้นอุปสรรคที่รักไกล

ประยอม ซองทอง


            ประยอม ซองทองสร้างชีวิตราวเทพนิยายไว้เป็นตำนานของชาวอักษรศาสตร์ คือความรักของเขากับดอกฟ้า  ม.ร.ว. อรฉัตร สุขสวัสดิ์   
ทั้งคู่พบกันเมื่อฝ่ายชายอยู่ปี ๔ และฝ่ายหญิงเข้าเป็นน้องใหม่ของคณะ    รู้จักกันนับแต่ครั้งนั้น แต่เพิ่งจะมาสนิทสนมกันหลังจากเรียนจบไปทำงานแล้วหลายปี


จาก อุชเชนี นักอักษรศาสตร์อาวุโส  ผู้กำหนดทีมงานให้ประยอมและม.ร.ว. อรฉัตรได้ทำงานร่วมกัน 
ด้วยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมาก่อน มีใจรักในการกวีเหมือนกัน   ความรักของทั้งสองจึงก่อขึ้น และจบลงอย่างแฮปปี้ เอนดิ้ง
เป็นคู่ขวัญคู่หนึ่งของวงกวีอักษรศาสตร์ เป็นที่รู้จักกันในรุ่นน้อง รุ่นต่อรุ่น จนถึงปัจจุบันนี้


           ม.ร.ว.อรฉัตร ซองทองเป็นนักกลอนสำคัญคนหนึ่งของตำนานอักษรศาสตร์     ค้นหางานของเธอในอินเทอร์เน็ต พบเพียงบางบท   จึงขอนำลงเท่าที่พบ

"ดาวรู้ไหม"

เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและว้าเหว่
ขวัญจะเร่ร่อนคว้างถึงกลางหาว
แล้ววอนถามความหมองของหมู่ดาว
ซ่อนแสงพราวพรุบหรู่อยู่ทำไม

เห็นใครคว้างอย่างนี้มีไหมเล่า
จะว่าเศร้าก็ไม่เศร้า ...ดาวรู้ไหม
หากแต่ว่าแพ้ตัวแพ้หัวใจ
ที่เฉยเมยซ่อนไว้ซึ่งไยดี

เห็นเคยเห็นดาวคว้างอย่างคนเคว้ง
ปลอบตัวเองอุ่นใจอย่างไรนี่
หรือแอบหมอกหยอกฟ้ามานานปี
จนดาวมีฟ้าเสมือนเป็นเพื่อนคิด

อิจฉาดาวพราวแสงเหมือนแสร้งเยาะ
กระทบเหมาะแววว้างตรงกลางจิต
ตาจึงวาบปลาบละห้อยเพียงน้อยนิด
แล้วเม้นมิดซ่อนหมายอยู่อย่างเดิม

เพราะรักสิทธิ์อิสระเกินจะทุกข์
จึงซ่อนซุกความรู้สึกไม่ฮึกเหิม
เมื่อดาวหมายปรายตามาเยาะเติม
ชีวิตเพิ่มสิ่งใด...รู้ไหมดาว

เพิ่มชีวิตเข้มแข็งให้แกร่งกล้า
ให้เชิดหน้าท้ามองถึงห้องหาว
ยิ้มเยาะโลกโชคชตามานานยาว
ซ่อนน้ำพราวท่วมทั่วรดหัวใจ

ม.ร.ว. อรฉัตร ซองทอง



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:36:41 pm »

       ฝนซา  ฟ้าสาง  เป็นบทกลอนที่เขียนขึ้นจากแรงสะเทือนใจที่เห็นข่าวการสูญเสียจากพายุเกย์  เมื่อปี  2531   อยู่ในหนังสือรวมกลอนชื่อเดียวกัน
หนังสือเล่มนี้ได้รางวัลชมเชย  ประเภทบทกวี  จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ  ในปี 2534

   ม.ร.ว.อรฉัตรเล่าว่า
   “ฝนซา  ฟ้าสาง  นี่เขียนเพราะดูข่าวแล้วเกิดความสะเทือนใจ  คืนนั้นไม่ได้นอนเลย  ดึกแล้วยังลุกขึ้นมาเขียนจนจบ”

         ขยับขอนสะท้อนอกสะทกทั่ว
         อ้อมลำตัวเห็นมือแม่แค่แขนขวา
         อุ้มโอบน้องเหมือนเขาเห็นเช่นเคยมา
         แต่ทว่า... ทั้งร่างแม่เหลือแต่มือ


             นักกลอนที่เป็น"ตำนาน" อีกคนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ คือจินตนา ปิ่นเฉลียว  เธอมีชื่อเสียงเลื่องลือออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัย   ดิฉันเคยอ่านกลอนของเธอมาตั้งแต่ตัวเองเรียนชั้นมัธยม
แต่คนรุ่นหลังอาจรู้จักเธอในนามปากกา จินตวีร์ วิวัธน์    เจ้าของเรื่องลึกลับสยองขวัญหลายๆเรื่อง เป็นละครโทรทัศน์ก็มี อย่างอมฤตาลัย ศีรษะมาร ฯลฯ


จินตนา ปิ่นเฉลียวเรียนจบไปก่อนที่ดิฉันจะเข้าคณะอักษรศาสตร์  ไม่ทันมีโอกาสได้พบหน้ากัน  น่าเสียดายมาก


เมื่อแดดยิ้มพริ้มพรายกับชายฟ้า
โลกก็จ้าแจ่มหวังด้วยรังสี
หยาดอรุณอุ่นหล้าเหมือนอารี
แพรรพีห่มภพอบหนาวคลาย

เพียงจะพลิกแผ่นฟ้าลงมาฝัน
กับแสงอันอ่อนอุ่นอรุณฉาย
เราคนท้อรอหวังซังกะตาย
หวังชีพพรายอุ่นบ้างอย่างอรุณ

จินตนา ปิ่นเฉลียว


            จินตนา ปิ่นเฉลียวเขียนกลอนแสดงสำนึกต่อสังคมไว้หลายบท    น่าเสียดายที่หาไม่เจอ  ถ้าใครมี กรุณานำลงในกระทู้นี้ด้วยได้ไหมคะ
เจอแต่บทนี้ เป็นกลอนหวาน สะท้อนอารมณ์ อย่างที่นิยมกันในยุคทศวรรษ 2500


"แด่ดอกฟ้า" ...จินตนา   ปิ่นเฉลียว   
       
       ลวงทั้งตัวทั้งตาว่าฟ้าหยาด              แค่เอื้อมอาจโอบหาวเด็ดดาวเผย   
  สำนึกความ จริงได้ อายนักเอย                ใจหนึ่งเย้ย ใจตัว นี้ชั่วนัก   
     ที่ยกใจ จากดิน ถวิลฟ้า                     เพียงเพื่อล้มถลามาอกหัก   
  ความสมหวังดังดอกฟ้าชาวฟ้ารัก            มีหรือจักหยาดฟ้ามายาใจ   



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:37:13 pm »

กลอนวิพากษ์สังคม การเมือง ของคุณจินตนา ปิ่นเฉลียว เท่าที่ค้นมาได้ ครับ

          -  ข้าวยากหมากแพง  -

       วิปริตผิดวิสัยหรือไทยเอ๋ย
เมืองเราเคยครองสุขกลับทุกข์เศร้า
เคยชุ่มเย็นยิ่งกลุ้มรุ่มร้อนเร้า
คอยกรีดเข้าแทนถล่มร่มไม้บัง
      ชีวิตถูกของแพงแล้งน้ำจิต
และอากาศเป็นพิษคิดแล้วคลั่ง
ความชั่วหยาบ บาป บ้า ตีตราดัง
ยี่ห้อสังคมทู่ของหมู่เรา

            -  สงครามสุดท้าย  -

        แล้วสงครามก็สิ้นสุดตรงจุดเดือด             เลือดต่อเลือดชะโลมทั่วหัวระแหง
ขวาหรือซ้าย  ใต้หรือเหนือ ขาวเจือแดง            เลือดก็แดงไหลถั่งทั่วทั้งนั้น

        หยุดแล้วเสียงเปรี้ยงครืนปืนระเบิด            ความเงียบเกิดชั่วขณะที่ประหวั่น
แล้วสีแดงแห่งเลือดก็เหือดพลัน                       น้ำตาอันพิสุทธิ์ใสโลมไล้แทน ...

          -  ยักษ์ใหญ่-ตื่นเถิด       (ประพันธ์ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร)

     โอ้กัมพุชดุจมหาอาณาจักร
ซากปรักพยานฤทธิ์มหิศร
ทิ้งอดีตกรีดเศร้าเป็นเงาซ้อน
ปัจจุบันนั้นร้อนระอุภัย

       สุริยวรมันจะกรรแสง
ศิลาแลงสี่พักตร์จักร้องไห้
เมื่อลูกขอมฆ่าขอมยอมยอบภัย
แล้วจะเหลืออะไรไว้ภูมิใจตน...



และ       ความเรียงเรื่องตีน

      จากใจอันกตัญญุตาปสาทะ
คารวะตีนที่มีไว้ก้าว
โลกเจริญเดินหน้ามานานยาว
ก็ด้วยชาวโลกได้ใช้ตีนเดิน
      มันสำคัญแค่ไหนใครก็รู้
แต่มีผู้ว่าร้ายให้ขัดเขิน
ถ้ามันคิด... คงพลอยน้อยใจเกิน
คนประเมินค่าตีนสิ้นราคา
      โถ! ของดีมีค่าหาว่าต่ำ
ตีนด้านดำดั้นด้นอดทนฝ่า
ไม่ออเซาะเจ็บไข้ให้เยียวยา
ยังไม่เห็นคุณค่าน่าน้อยใจ
      คำด่าทอก็เอาตีนเข้าเปรียบ
ค่าเปรียบเทียบ “บักส้นตีน” ยินเสียวไส้
งานใดถ่อยด้อยค่าก็ด่าไป
ว่าเหมือนใช้ตีนทำ ช้ำเต็มที
      เราตีนหนาหน้าบางเพราะห่างสุข
ใช้ตีนทุกเวลาทำหน้าที่
จงรักมันหมั่นย่างสู่ทางดี
เลี้ยงชีวีโดยซื่อด้วยมือตีน
     ใช่แค่เราชนชั้นปัญญาหย่อน
พึงสังวร ปัญญาชน, คนมีศีล
เดินขบวนตีนใช้เข้าป่ายปีน
ฝรั่ง, จีน, แขก, เป็นกันเช่นนี้
      จึงขอเขียนคารวะตีน “สะอาด”
ที่ด้านดาดเดินกรำงานดำปี๋
ที่ไม่ข้ามคนล้มข่มคนดี
และตีนที่บางกว่าหน้าบางคน..



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:37:40 pm »

เป็นกลอนที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย  ถ้าไม่บอกก็คงนึกว่าเขียนในยุคนี้
นี่คือคุณสมบัติหนึ่งของบทกวี

น่าเสียดายมากที่เธอจากไปก่อนวัยอันควร    อีกคนหนึ่งที่ดิฉันเสียดายก็คือสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์  เป็นอาจารย์หนุ่มคณะวิทยาศาสตร์ ที่ฝีมือกลอนระดับมือทอง
เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุดินถล่มที่ภูกระดึง  คร่าชีวิตของมือกลอนชั้นดีไปอีก ๒ คน  เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๒
ถ้าอาจารย์สุรศักดิ์ยังอยู่มาจนถึงวันนี้ น่าจะเป็นกวีสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

นอกจากคุณประยอม ซองทอง และม.ร.ว. อรฉัตรแล้ว  ยังมีคู่ขวัญอีกคู่หนึ่งของนักกลอนจุฬา คืออำพล สุวรรณธาดา และนภาลัย ฤกษ์ชนะ
เป็นรุ่นพี่ของดิฉันทั้งสองท่าน


พี่นภาลัยเขียนกลอนหวานได้หวานมาก    ขอยกมาให้อ่านค่ะ 
เป็นการรำพึงถึง " รักต้องห้าม" อย่างละเมียดละไมและเจียมตัว  รู้ขอบเขตของตัวเอง  มีการหักห้ามทั้งกายและใจ 
น่าจะเป็นค่านิยมของสาวๆเมื่อ ๕๐ ปีก่อน   สาวยุคนี้คงเปลี่ยนไปแล้ว

ขอเพียงแค่นี้

แม้หัวใจไร้สิทธิ์จะคิดหวัง
แต่ก็ยังมีสิทธิ์จะคิดถึง
แม้เป็นสองของใครไม่คำนึง
ขอเป็นหนึ่งอยู่ในหัวใจเธอ

ไม่เคยคิดไขว่คว้าเพื่อหาสิทธิ์
ฉันเตือนจิตเตรียมใจไว้เสมอ
เราไม่มีวาสนาอย่าพร่ำเพ้อ
รักไม่เก้อเธอยังเกื้อบุญเหลือล้น

ขอให้คิดถึงฉันวันละหนึ่ง
ฉันคิดถึงเธอวันละพันหน
และมีจิตคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ไร้กมลที่จะเหลือเผื่อผู้ใด

แม้นมาหาเธอได้จะไม่ยั้ง
นี่ต้องรั้งแม้จะรู้เธออยู่ไหน
ไม่อยากเห็นเธออยู่คู่กับใคร
คงขาดใจถ้าเธออยู่กับผู้นั้น

เมื่อคิดถึงฉันจนทนไม่ไหว
ก็จงไปยังที่ซึ่งมีฉัน
มิได้ชิดชื่นใจไม่สำคัญ
สบตากันสักครั้งก็ยังดี

นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา


ของนภาลัย ฤกษ์ชนะ มาอีกบท ค่ะ

เราพบกันวันนี้ไม่มีค่า
ไร้ความหมายจากสายตาเมื่อมาเห็น
ต่างเดินหลีกปลีกทางอย่างเยือกเย็น
เหมือนไม่เป็นอะไรกันก่อนวันนี้

ส่วนบทนี้ มีคนบอกให้เฉพาะบทเริ่มกับบทจบ ของ "เราร้องไห้กับตะวันพลบ"
จากฝีมือของสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์
อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ที่ไปเสียชีวิตที่ภูกระดึง  ในเหตุวิปโยคครั้งใหญ่ เมื่อปี ๒๕๑๓

ตะวันพลบหลบลับกับความค่ำ
เหลือม่านดำดาษฟ้าคลุมหล้าแหล่ง
สายน้ำเอื่อยเรื่อยรินราวสิ้นแรง
กิ่งไม้แห้งให้เงาแต่เลาราง
................................
ตะวันพลบหลบลับกับความค่ำ
เหลือม่านดำดาษฟ้าลงมาคลี่
เราร้องไห้คล้ายพ้อต่อราตรี
หัวใจมีไว้ทำไมเพียงให้คอย



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2553, 06:38:20 pm »

นักกลอนมือทองอีกคนหนึ่งของจุฬา ฯ คือปิยพันธ์ จัมปาสุต   รองปลัดกระทรวงคมนาคมในปัจจุบัน
เขาได้รางวัล "เกียรตินิยม"ของชุมนุมวรรณศิลป์  ๒ ครั้ง สองปีซ้อน   จากบทกลอนชื่อ "ช่วงแห่งความมืดมิด"

(๒๕๐๙)   และ "มัน" (๒๕๑๐)

"ช่วงแห่งความมืดมิด"  ปิยพันธ์แต่งเมื่ออายุ ๑๘ ปี




คนดี                   มองสิที่ฟ้าไกลเห็นไหมนั่น
ดวงดาวทั้งใหญ่น้อยนับร้อยพัน      ต่างประชันขันแข่งแสงแวววาว
เหมือนดังจะประกาศอำนาจใหญ่   ว่าดวงใจแสงเด่นเป็นจอมหาว
และมองสิช่องว่างระหว่างดาว                ม่านมืดยาวพาดฟ้ายามราตรี
อาณาเขตห้วงหาวแม้ดาวผอง                กระพริบส่องแสงสว่างอย่างเต็มที่ 
แต่ความมืดรายล้อมดาวย่อมมี          รัศมีส่งไปไม่ถึงกัน
ดาวก็เหมือนกับกมลคนทั้งหลาย        มีแต่หมายแก่งแย่งและแข่งขัน
คนอื่นอยู่อย่างไรไม่สำคัญ                ตนเท่านั้นแหละที่ดีกว่าใคร
คุณธรรมสิ้นผู้ยอมรู้จัก                ขับความรักกระเจิงเหลิงความใคร่
ช่วงต่อของช่องว่างระหว่างใจ                 ยิ่งมืดไปกว่าฟ้ายามราตรี
ความมืดระหว่างดาวต่อดาวนั้น   เมื่อถูกแรงแสงตะวันมันก็หนี
แต่ความมืดระหว่างใจนั้นไม่มี                หนทางที่ขับไล่มันได้เลย


มัน"   ปิยพันธ์แต่งเมื่ออายุ ๑๙ ปี


เพื่อลบความหม่นหมองที่ท้องหิว      จนหน้านิ่วแสบไส้ให้หมดสิ้น
กลับแย้มยิ้มอิ่มพีด้วยมี"กิน"                  มันจึงดิ้นรนหาอาหารไป
ครั้นความอิ่มครอบครองท้องมันแล้ว                 เริ่มวางแนวชมชื่นสิ่งอื่นใหม่
อยากมีชีพรุ่งเรืองชื่อเฟื่องไกล      มันจึงหา"เกียรติ"ไว้ให้กับตน
เพียงสองอย่างที่หวังสุขยังขาด      จึงหมายมาดต่อไปใฝ่ฝังผล
หาตัวเปลื้องความใคร่ไว้เปรอปรน      ด้วยกมลมุ่งสร้างสุขทาง"กาม"
เพราะจิตมันนั้นมากด้วยอยากได้      จึงคว้าไขว่สมหวังสิ่งทั้งสาม
เพียงครั้งแรกแรกก็ยังพองาม                   เป็นไปตามปรารถนาอย่างสามัญ
แต่พอนานนานไปใจเริ่มทุกข์                   เกิดกลัวสุขสลายกลายเป็นฝัน
ด้วยแรงกลัวนี้เองเร่งผลักดัน                   ให้จิตพลันรุกข้ามความพอดี
เพื่อจะ "กิน" เรื่อยไปไม่ต้องอด      เพื่อปรากฏ " เกียรติ"อยู่ชูศักดิ์ศรี
เพื่อสุขในทาง "กาม"คงความมี      จึงผลที่สุดนั้น มันก็"โกง"



ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal