หน้า: [1] 2 3 ... 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะ กับ มุจจลินทร์  (อ่าน 3760 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:30:38 pm »



ผมมุจจลินทร์ครับ..เอ..ธรรมมะ คืออะไรครับ ?


บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:31:27 pm »

นานๆจะมีคนอยากรู้เรื่องธรรมนะนี่

บางแห่ง  หมายถึง  พระธรรมคำสอนที่เป็นปริยัติ

บางแห่ง หมายถึงบุญ  บางแห่ง หมายถึง สภาวธรรม  บางแห่ง หมายความเป็นธรรมดา

คำว่า สภาวธรรม  คือ  ธรรมที่มีจริง  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ไม่ใช่ตัวตนเราเขา  เป็นเพียงสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น .

เช่นทางตามีเพียงสี  ทางหูมีเพียงเสียง  ทางจมูกมีเพียงกลิ่น เป็นต้น ทั้งหมดเป็นธรรม

น้องคำข้าว เข้ามาช่วยหน่อยเร็ว
 

ผู้เขียนกระทู้  พี่ หนอนฟ้า
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:32:10 pm »
เอ่อ..ธรรมมะ ก็คีอ ธรรมชาติที่เป็นอยู่อย่างนั้น เช่น
โลภะ คือธรรมชาติที่ ต้องการทะยานอยากใน อารมณ์
ที่มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ดีเป็นต้น

ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:32:54 pm »
ขอถามครับ..ทำไมคนเราต้องเกิด  แล้วตายแล้วจะไปไหนครับ


ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:33:41 pm »
ขอถามครับ..ทำไมคนเราต้องเกิด  แล้วตายแล้วจะไปไหนครับ

ผมเองขอสารภาพว่าเรื่องธรรม ผมอาจไม่ลึกซึ้่ง แต่พอดีไปค้นหาคำตอบมาให้ดูมีสาระดี เลยเอามาให้อ่านครับผม


              เรื่อง "ตายแล้วไปไหน" เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ? ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า ? นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ? วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือเปล่า ? ผีมีหรือไม่ ? คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้

    เดิมทีเดียว แม้ผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้วจะมีการเกิดอีก แม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง แต่ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่นั่นเอง เพราะเป็นเพียงพบหลักฐานในตำราเท่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งได้เดินทางรอนแรมไปทั้งในประเทศไทยและ ต่างประเทศหลายแห่ง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุด ก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้น ยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนยังไม่ได้ เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรให้เป็นไป พระพุทธศาสนาเชื่อถือในสังสารวัฏ - การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น นับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามกฏแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว ถ้ายังมีกิเลส อันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใด ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสจับ นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย

                    หากจะมีใครถามว่า "ที่ว่าคนเราตายนั้น ร่างกายตาย หรือจิตตาย หรือว่าตายทั้งสองอย่าง" ขอตอบว่า "ตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตหาได้ตายไปเหมือนกับร่างกายนั้นไม่ แต่ไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ซึ่งส่งบุคคลเราไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ เปรียบเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ โดยที่เจ้าของไม่ได้เป็นอันตราย อยากจะถามว่า "เมื่อเรือนถูกไฟไหม้เสียแล้ว เจ้าของเรือนจะไปอยู่ที่ไหน" ขอตอบว่า "เขาจะต้องหาที่แห่งใหม่อยู่ ตามที่เขาจะสามารถหาอยู่ได้ กล่าวคือ ถ้าผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถดี หรือเป็นคนมีเงินทองอยู่มาก หรือมีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยุ่ เขาก็อาจสร้างบ้านใหม่ได้ดี หรือไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่ แต่ถ้าผู้นั้นไร้ความสามารถ ยากจน หมดเนื้อประดาตัว ซ้ำไร้ญาติขาดมิตร เขาก็ย่อมไปหาที่อยู่ตามยถากรรมของเขา ข้อนี้ฉันใด คนเราที่ตายไปจากโลกนี้แล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อร่างกายเดิมใช้การมิได้แล้ว ก็ย่อมไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามพลังแห่งกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ ถ้าเขาทำกรรมดีไว้มาก คือพัฒนาอบรมจิตตนเองได้มากแล้ว ก็ย่อมไปบังเกิดในที่ดี มีความสุข ถ้าเขาทำความดีไว้น้อย แต่ทำความชั่วไว้มาก คือยังด้อยในด้านพัฒนาจิตใจของตนอยู่ เขาก็ย่อมไปเกิดในที่มีความทุกข์ตามยถากรรมของตน.


เครดิต ท่านsutop เว็บ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=2a41806b2a46c4db

ผู้สร้างกระทู้  พี่มิว  Music
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:34:27 pm »
1.คำว่า "ธรรมะ" มีหลายความหมายนะครับ
แต่ผมขอแปลอย่างนี้ ก็คือ

ธรรมะ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่นำพาตัวเราไปสู่ความพ้นทุกข์ หลุดพ้นจาการเวียนว่ายตายเกิด

2. ตายแล้วไปไหน
ตอบว่า สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่อย่าคิดเลยครับตายแล้วไปไหน
เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว จงตั้งใจอธิษฐานจิตไปพระนิพพานเสียเถอะ หยุดการเวียนว่ายตายเกิดไว้ที่ชาตินี้
ตัวจิตที่คิดว่าตายแล้วไปไหน แปลว่าชาตินี้ยังฟุ้งซ่านอยู่นะครับ ธรรมะไม่ต้องอ่านมากหรอกครับ รู้มากก็เป็นเถรใบลานเปล่า
เอามรรคผลอะไรในชาตินี้ไม่ได้ อ่านธรรมะตามจริตของเรา เพราะ 84,000 พระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้าท่านสอนคนตามจริต
และพื้นฐานของจิตของคนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเอาแค่ที่เหมาะสมกับเรา เอาแค่ที่จะใช้เป็นอาวุธในการประหัตประหารกิเลสให้พ้นทุกข์ แต่ทุกคำสอนก็ตัดขันธ์ 5 นะครับ ผมขอสรุปตามนี้ อธิบายมากเดี๋ยวจะหลงทางเสียเปล่า อนุโมทนาครับที่สนใจในเรื่องธรรมะ




ขอให้โชคดีครับ

ผู้สร้างกระทู้  พี่ เทพสายลม
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:34:55 pm »
ขอถามครับ  เมื่อเรามีความทุกข์แล้ว  เราจะทำอย่างไรครับ?

ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:35:25 pm »


...จะพ้นจากความทุกข์ได้ก็เพราะใจ...(หลวงปู่ เทศก์ เทศรังสี)

พระพุทธเจ้าท่านสอนน้อยนิดเดียว

               ไม่ได้สอนมากหรอกสอนให้เห็นใจของตนเท่านั้นแหละเป็นพอ เรียนมากรู้มาก ถ้าไม่เห็นใจของตนเองแล้วละก็หมดเรื่อง เรียนมากรู้มาก ส่งออกไปเลยไม่รู้ตัวว่า นั่นน้ำมันซัดไป

                ผู้เรียนน้อย เรียนรู้ใจ ให้รักษาใจให้มั่นคงได้ก็เป็นพอแล้ว จะพ้นจากความทุกข์ได้ก็เพราะใจ คือ เรารักษาใจของเราไม่ให้น้ำซัดไป ถ้าหากเรารักษาใจได้จริงๆ จังๆ จะให้มันโกรธก็ได้ จะไม่ให้มันโกรธก็ได้ จะอยู่เฉยๆก็ได้

               ลองคิดดูเถอะ สบายใจไหม มันจะโกรธแล้วไม่โกรธ มันจะสบายใจไหมละ หรือว่าไม่สบาย ไฟไหม้เผาบ้านที่อยู่ของเรามันจะสบายที่ไหน เอาชนะคนอื่นมันเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าเอาชนะตนเองสงบนิ่งเฉยไม่มีโกรธ มีแต่สบาย ทุกคนก็สบายไปหมด

                 ทำอะไรๆ ก็หาความสบายด้วยกันทั้งนั้นแหละ หาเงินหาทองข้าวของสมบัติอะไรทั้งหมด หาความสบายทั้งนั้น ทางโลกเขาว่า คนไม่รู้จักโกรธ คือ คนไม่มีจิตใจ อยู่เฉยๆ มันจะมีดีอะไร อย่าไปเชื่อคำพูดของเขา จะเสียคน

                 เราเชื่อตัวของเราเองดีกว่า กิเลสเหล่านี้ คือ โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ของเรามีเยอะแต่เราไม่เอามาใช้ เพราะมันทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อนเป็นทุกข์ เราไม่เอามาใช้ดีกว่า


: กิเลส วัดหินหมากเป้ง ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๕  -  : หลวงปู่เทศก์ เทศรังสี




ผู้เขียนกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:35:57 pm »
  ความรัก เป็น ธรรมะหรือเปล่าครับ?
               สามารถก้าวเดินไป ด้วยกันได้ไหมครับ?

ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:36:42 pm »
          เมื่อถามว่า “ธรรมะ คือ อะไร?” คนที่ตอบคำถามนี้ส่วนใหญ่มัก “หลงทาง” และ “สับสน” เสียเองใน 4 ประเด็น คือ
(1) “ธรรมะ” เล็งถึง “สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่” เป็นสภาวะที่ “ไม่มีอยู่ในโลกนี้” เพราะ ดำรงอยู่ได้เอง แต่ผู้ตอบกลับพยายามชี้ให้เห็นว่า “สรรพสิ่งทั้งปวง” ที่มีอยู่ในโลกนี้ซึ่ง อาศัยสิ่งอื่นดำรงอยู่ (กฎของปฏิจจสมุปบาท) ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดยกเว้น
(2) “ธรรมะ” เล็งถึง “สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่” เป็นสภาวะที่ “คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง” จึงดำรงอยู่ได้ตลอดไป แต่ผู้ตอบกลับชี้ให้เห็นว่า “สรรพสิ่งทั้งปวง” ที่ผันแปรเปลี่ยนรูปซึ่งดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น (กฎของวัฏสงสาร) ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดยกเว้น
(3) “ธรรมะ” เล็งถึง “สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่” เป็นสภาวะที่ “ไม่มีใครในโลกรู้จัก” จึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญา แต่ผู้ตอบกลับชี้ให้เห็นว่า “สรรพสิ่งทั้งปวง” ซึ่งมนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญา (กฎของไตรลักษณ์) ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดยกเว้น
(4) “ธรรมะ” เล็งถึง “สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่” คือ สภาวะของความเป็นเหตุ ที่เรียกว่า “เราเป็นซึ่งเราเป็น” แต่ผู้ตอบกลับชี้ให้เห็นว่า สภาวะของเหตุและผล ที่เรียกว่า “ความเป็นเช่นนั้นเอง” (กฏของอิทัปปัจจยตา) ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดยกเว้น
ความผิดพลาดเกิดจากผู้ตอบนำเอา “คำตอบ” ในมิติหนึ่ง (อเทวนิยม) มาตอบในอีกมิติหนึ่ง (เทวนิยม) โดยไม่ได้พิจารณา “มิติ” หรือ “บริบท” เพราะฉะนั้น “คำตอบ” นั้นจึงสร้างความสับสนให้แก่ประชาชน และถึงขั้นทำลายล้าง “รากฐาน” ของศาสนานั้น ๆ เลยทีเดียว เพราะความหมาย “ดั้งเดิม” ของ “ธรรมะ” เป็น “เทวนิยม” แต่ความหมาย “ใหม่” ของ “ธรรมะ” นั้นเป็น “อเทวนิยม” จึงไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ นั่นเอง


    ที่มา  ยาฮูรู้รอบ

ผู้เขียนกระทู้  พี่ติ konbannokjingnna
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:37:20 pm »
ขอบคุณมากครับคุณพี่ติ  เป็นบทวิเคราะห์ที่ดี น่าคิดครับ
     พระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมไว้ 2 นัย
 คือแสดงโดย สมมุติบัญญัติ  และปรมัถบัญญัติ 
 ผู้ที่แสดงธรรมบางท่านก็ยกเอา สมมุติบัญญัติมาแสดง  บางท่านก็ยกเอา ปรมัถบัญญัติมาแสดง 
ก็อาจสับสนไม่เข้าใจบ้าง เป็นธรรมดา เนื่องจากเรา มีปัญญาไม่พอ  อย่างเช่นท่านบอกให้เรา
ละคลายการยึดมั่น ในตัวตน เพราะมันเป็น..อนัตตา..ความไม่ใช่ตัวตน  นี่ท่านแสดโดย สมมุติบญญัติ 
 ถ้าแสดงเป็นปรมัถบัญญัติ  ตัวตน เรา เขาไม่มี    มีแต่เป็นเพียงสภาวะธรรม มาประชุมรวมกัน
 ท่านก็จะให้รู้ว่าแสดงสภาวะธรรมมีอะไรบ้าง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เเละดับไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น   เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
 ถ้าผู้แสดงธรรม แสดงไปตามหลักคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถคาถา ผมว่าไม่สับสน แต่ถ้าผู้แสดงธรรม ได้แสดงความคิดของตัวเข้าไปด้วย อาจจะผิดได้และอาจทำให้ผู้อื่นสับสนได้  เพราะความเห็นของปุถุชน

ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:37:40 pm »
ขอถามครับ  ปฎิจจสมุปบาท คืออะไรครับ

ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:38:10 pm »
        ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิต อันกล่าวถึงกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์, ท่านได้จําแนกออกเป็น

        แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นหลักธรรมของกระบวนธรรม ของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์

        แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรมของกระบวนธรรม ของการดับไปแห่งทุกข์

        องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและตรัสรู้ จึงได้บัญญัติเปิดเผย"ปฏิจจสมุ ปบาท"อันคือสภาวะธรรมในการเกิด ขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ในการดับไปแห่งทุกข์, เพื่ออํานวยประโยชน์แก่เวไนยสัตว์  อันเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้และจึงเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้, และได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทภายหลังการตรัสรู้คือตั้งแต่ วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดสัปดาห์ จนบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัยเปล่ง พุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ.ขณะนั้น, ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทาน คาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น  ซึ่งแต่ละครั้งนั้นทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัต ถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนการจิตของการเกิด ขึ้นและการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่าง ยิ่งยวดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)และนําไปปฏิบัติให้จางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน  หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุขอย่างยิ่ง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ"  อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันคือมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กัน และกัน จึงเกิดขึ้นได้,  อันเป็นสภาวะธรรมหรือกฏธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอน  ความทุกข์นั้นก็ล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน ประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่บังเกิดแก่ใจขึ้นได้

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่ง ปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการ ที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบว่าเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมา ประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์  ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นแห่ง เหตุปัจจัยบางสิ่งหรือบางประการเสียได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้ กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจน เป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ ที่เกิดแก่ใจได้ อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทํา ลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุ ปัจจัยนั้นเอง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจ จธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อม สามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไป ปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น  ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอัน คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้  อันจักยังให้จิตหรือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยที่ทอแสงอันยิ่งใหญ่ให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่น แก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้

        ปฏิจจสมุปบาทเป็น ธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กัน และกันเป็นลำดับขั้นจนเป็นผล ให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์,  อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลกัน  อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต,กําลังสติและปัญญาของผู้ปฏิบัติ  อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทาน ทุกข์ได้ ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมจักต้องค่อยๆมอด ค่อยๆมอด..จน.ดับไปในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมารยาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาทุกกาลสมัย  จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลก มนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวะธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุก โลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ในทุกฐานะเพศไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น

(ธรรมบท ๒๕/๔๓)

        ความทุกข์นั้น เป็น "ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง  ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือ เรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น, เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญา ญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบ เนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือเคลื่อนช้าลง

        สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่าน ได้ตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม
(มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)

และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อัน ถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว สมดั่งพระพุทธดํารัส.

 

ปฏิจจสมุปบาท

ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์

และดับทุกข์

เรา ไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด

อัน ไม่มีสิ่งใดๆควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน  จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา

เมื่อ เหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวธรรม ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือ จางคลายจากทุกข์นั้นๆ

อัน ยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

   ที่มา   .www.nkgen.com

ผู้เขียนกระทู้  พี่ติ konbannokjingnna
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:51:10 pm »
แล้ว อิทัปปัจจยตา คืออะไรครับ


ผู้เขียนกระทู้  คุณ มุจจลินทร์
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2553, 06:51:41 pm »
      อิทัปปัจจยตา เป็นหลักการทางพุทธศาสนากล่าวถึงความเกี่ยว เนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อมมีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับคือเมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มีเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

      อิทัปปัจจยตา ถือเป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎเหนือกฎ ทั้งปวง เป็นพุทธธรรมอันติมะหรือสัจธรรมความจริงแท้ ที่สุดของพุทธศาสนา และเชื่อมโยงคำสอนทั้งปวง ของพระพุทธเจ้าว่า ล้วนเป็นไปตามหลักธรรม หรือกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น

      อิทัปปัจจยตาหลักอิทัปปัจจยตาซึมซ่านอยู่ในเหตุปัจจัยแห่งการก่อ เกิด การดำรงอยู่ การมีปฏิสัมพันธ์ และเสื่อมสลาย ของสรรพสิ่งในจักรวาล รวมถึงเป็นวิธีคิด ทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์ทุกสาขาด้วย ครอบคลุมทั้งปัจจัยส่วนวัตถุ จิตใจ สังคมและอื่นๆทั้งหมด ส่วนปฏิจจสมุปบาทหมายถึงแต่สิ่งมีชีวิตที่มีจิต

     อิทัปปัจจยตาในทางพุทธศาสนามักใช้ในการอธิบายในรูปแบบปรัชญาใช้อธิบายสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง เช่น เสาเป็นปัจจัยของหลังคา ถ้าไม่มีเสา หลังคาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีหลังคา เสาก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งเสาและหลังคาเป็นปัจจัยของกันและกัน คือ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีเหตุผล บางเหตุการณ์ประกอบด้วยหลายเหตุปัจจัย เช่น ร้องให้เพราะเจ็บ เจ็บเพราะหัวแตก หัวแตกเพราะหกล้ม หกล้มเพราะถนนลื่น ถนนลื่นเพราะฝนตก

    ที่มา   อิทัปปัจยตา ของ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ)

ผู้เขียนกระทู้  พี่ติ konbannokjingnna
บันทึกการเข้า
imza

หน้า: [1] 2 3 ... 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal