หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะ กับ มุจจลินทร์  (อ่าน 3760 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0

« ตอบ #60 เมื่อ: 02 มกราคม 2554, 10:40:50 pm »
 

        ต่อไปจะเป็นภูมิของ อสุรกาย คราบ



                   
                                                     อสุรกายภูมิ

         
        อสุรกายนี้      มีทั้งที่อยู่ใน สุคติก็มี ทุคติก็มี   อสุรกายนั้นมีถึง 3 จำพวก

   1. เทวอสุรา  ได้แก่  อสุรกายที่เป็นเทวดา
   2. เปตติอสุรา ได้แก่  อสุรกายที่เป็นเปรต
   3. นิรยอสุรา  ได้แก่  อสุรกายที่เป้นสัตว์นรก


 อรรถแห่งอสุร  อธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายที่ชื่อว่า อสุร เพราะอรรถว่า ไม่เล่น   ได้แก่เปรตที่เป็นอสุร
ส่วนพวก เวปจิตติอสุร ก็ชื่อว่าอสุร เพราะอรรถว่าไม่ใช่ เทวดา คือข้าศึกของเทวดา

         ในบทว่า อสุร นี้หมายเอาพวก อสุรที่เป็น เปรต เท่านั้น ที่อยุ่ในทุคติภูมิ  ไม่ได้หมายถึงพวกของเวปจิตติอสุร
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0

« ตอบ #61 เมื่อ: 02 มกราคม 2554, 10:47:20 pm »
 

                                         ศึกเทวดา กับ อสูร


      ในกาลสมัยหนึ่ง ได้ยินว่า ท้าวสักกะจอมเทพ ได้เคยเป็นมาณพชื่อว่า มฆะ  ในจารคามในแคว้น มคธ
 ได้พาบุรุษทั้ง 30 คน  ได้ทำกัลยาณกรรม บำเพ็ญวัตรบท 7   คือ
 
 1  เลี้ยงบิดามารดาตลอดชีวิต
 2  อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในตะกูลตลอดชีวิต
 3  พูดจาอ่อนหวานตลอดชีวิต
 4 ไม่พูดจาส่อเสียดตลอดชีวิต
 5  ยินดีในการบริจาคทานตลอดชีวิต
 6  พูดคำสัตย์ตลอดชีวิต
 7  ไม่โกรษตลอดชีวิต ถ้าความโกรษเกิดขึ้นก็ระงับโดยเร็ว

    เมื่อทำกาละในที่นั้นแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก   เทวดาพวกเก่าเห็นมฆะมาณพพร้อมบริวาร  ต่างคิดว่าเทวบุตรผู้เป็นอาคันตุกะมาแล้ว
 จึงเตรียมน้ำคันธบาลให้ดื่ม  ท้าวสักกะได้เตือนบริวารของตนว่าอย่าดื่มคันธบาล  ให้แสดงเพียงอาการดื่มเท่านั้น  ฝ่ายเทวบุตรพวกเก่าได้ดื่มน้ำคันธบาลนั้น
 ต่างพากันเมาแล้วล้มลงนอนบนแผ่นดินทองนั้น   ท้าวสักกะกล่าวว่า จงจับเทวบุตรพวกเก่า ที่นอนอยู่ที่เท้าแล้วขว้างไปที่เชิงเขาสิเนรุ   
    เมื่อเทวบุตรเหล่านั้นพากันรู้สึกตัว ในเวลาที่อยู่กลางภูเขาสิเนรุ  แล้วกล่าวด้วยความเสียใจว่าเราจะไม่ดื่มสุราอีกแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่า อสุร
 เมื่อท้าวสักกะยึดสวรรค์ ก็ได้สั่งให้ตั้งอารักขาไว้ 5 แห่ง เพื่อป้องกันเทวบุตรเหล่านั้นกลับมา   การอารักขา 5  แห่งนั้น ตั้งอยู่ในระหว่างเมืองทั้งสอง 
 ซึ่งไม่มีใครรบชนะได้ คือ นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์ และมหาราชทั้ง 4   จริงอยู่เมืองทั้งสองคือ  เทวนคร และ อสุรนคร เป็นเมืองที่ไม่มีใครรบชนะได้
 เมื่อคราวใดพวกอสุรมีกำลัง  คราวนั้นเมื่อประตูถูกพวกเทวดา หนีกลับเข้าสู่เมืองและปิดเสียแล้ว แม้ว่าพวกอสูรตั้งแสนก็ไม่อาจจะทำอะไรได้
 เมือ่คราวใดเทวดามีกำลัง คราวนั้นเมื่อประตู ถูกพวกอสูรหนีเข้าไปสู่เมือง และปิดเสียแล้ว พวกท้าวสักกะแม้ตั้งแสนก็มิอาจทำเช่นใดได้  ฉะนั้นเมืองทั้งสองจึงชื่อว่า กรุงอยุธยา ด้วยประการฉะนี้

              พวกอสุรเหล่านั้นไม่ต่างกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์  มีทั้งสมบัติเหล่านั้นคือ อายุ ผิวพรรณ เกียรติยศและความเป็นใหญ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มกราคม 2554, 10:34:27 pm โดย มุจจลินทร์ » บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0

« ตอบ #62 เมื่อ: 17 มกราคม 2554, 06:51:14 pm »
 
                             อธิบายถึงเรื่องของ อสุร ชั้นผู้ใหญ่มีอยู่ 3 ตน 
   คือ  เวปจิตติ     ราหู    และปหาราทะ     ในบรรดาอสูรผู้ใหญ่ นั้นเวปจิตติ เป็นใหญ่ที่สุด
  อนึ่ง ท้าวสักกะจอมเทพ และ เวปจิตตินั้นเป็น พ่อตาลูกเขยกัน จากนางสุชาดา  แต่ทั้งสองมักทะเลาะกัน
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0

« ตอบ #63 เมื่อ: 17 มกราคม 2554, 07:33:52 pm »
 

                              ภูมิสัตว์เดรัจฉาน



            สัตว์ดิรัจฉาน นี้มีคำวิเคราะห์ว่า  ไปขวาง  คือขวางมรรคผลนิพพาน
            อีกประการหนึ่ง ที่ชื่อว่าขวาง ก็เพราะเอาหลังชี้ฟ้า จึงไปขวาง


             เรื่องของสัตว์เดรัจฉานมี เรื่องนาค  ปลา  ครุฑ เป็นต้น
 
         เรื่องของ นาค มีกำเนิด4 คือ

   1. นาคที่เป็นอัณฑชะกำเนิด        เกิดในไข่
   2. นาคที่เป็นชลาพุชะกำเนิด        เกิดในครรภ์
   3. นาคที่เป็นสังเสทชะกำเนิด       เกิดในเถ้าไคล
   4. นาคที่เป้นโอปปาติกะกำเนิด     เกิดผุดขึ้นทันที

 กำเนิดที่ประที่สุดคือ โอปปาติกะกำเนิดเป็นที่หนึ่ง  สังเสทชะกำเนิด  ชลาพุชะกำเนิด  อัณฑชะกำเนิด


                          เหตุที่ทำให้เกิดเป็น นาค

     คือ เป็นผู้กระทำกรรม ทั้งสองอย่าง คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ด้วยกาย  วาจา  ใจ  และตั้งความปราถนา
  ว่าจะไปเกิดเป็นนาค   เมื่อตายก็จะเข้าถึงความเป็นนาค    

           ส่วนเรื่องของ ครุฑ  มีกำเนิด 4 เหมือนกับนาค  การที่จะไปเกิดเป็นเป็นครุฑ ก็เหมือนกันคือทำกรรม สองอย่าง
  แล้วตั้งความปารถนา        พยาครุฑสูง 150โยชน์  ปีกยาวข้างละ 150โยชน์  หางยาว 60โยชน์  ปากยาว 9 โยชน์
  เท้ายาว 12 โยชน์  เมื่อเริ่มกระพือปีกกินลมสถานที่ ประมาณ 7oo-800โยชน์


        
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 เมษายน 2554, 11:18:37 am โดย มุจจลินทร์ » บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Chrome 10.0.648.205 Chrome 10.0.648.205

« ตอบ #64 เมื่อ: 29 เมษายน 2554, 11:42:28 am »


                                เรื่องของสัตว์เดรัจฉาน แบ่งเป็น 5 จำพวก


    1. สัตว์เดรัจฉานที่ มีหญ้าเป็นภักษาหาร
   
    2. สัตว์เดรัจฉานที่ มีคูถ เป็นภักษาหาร
   
    3. สัตว์เดรัจฉานที่ เกิดแก่ตายในน้ำ
 
    4. สัตว์เดรัจฉานที่ เกิดแก่ตายในที่มืด
   
    5. สัตว์เดรัจฉานที่ เกิดแก่ตายในของโสโครก



            ในสัตว์เดรัจฉาน 5 จำพวกนั้น

   สัตว์เดรัจฉานที่  มีหญ้า เป็นภักษาได้แก่  ม้า  ลา โค  แพะ เป็นต้น
 
   สัตว์เดรัจฉานที่  มีคูถ เป็นภักษาหาร ไ ด้แก่ สุกร  สุัขบ้าน สุนักป่า เป็นต้น

   สัตว์เดรัจฉานที่  เกิดแก่ตายในน้ำ ได้แก่ เต่า  ปลา จรเข้ เป็นต้น

   สัตว์เดรัจฉานที่  เกิดแก่ตายในที่มืด ได้แก่ มอด ไส้เดือน เป็นต้น

   สัตว์เดรัจฉานที่  เกิดแก่ตายในของโสโครก ได้แก่ สัตว์ในศพ  ในปลาเน่า  ในขนมบูดเน่า  ในน้ำคลำ ในหลุมโสโครก เป็นต้น


       
                 คนพาลในโลกนี้ ผู้กินผู้กินอาหาร ด้วยติดในรส ทำกรรมอันลามก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆ 
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Chrome 10.0.648.205 Chrome 10.0.648.205

« ตอบ #65 เมื่อ: 29 เมษายน 2554, 11:52:25 am »

 
                               
                                 เรื่องของ กามทุคติภูมิ มี นรก  เปรต  อสุกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ได้จบลงแล้ว

                                ต่อไป จะกล่าวถึง กามสุขคติภูมิ ซึ่งมี ภุมิของมนุษย์ และภูมิของเทวดา

   
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Chrome 10.0.648.205 Chrome 10.0.648.205

« ตอบ #66 เมื่อ: 29 เมษายน 2554, 12:04:13 pm »



                                        กามสุคติภูมิ



        กามสุคติ มีศัพท์วิเคราะห์ว่า กามสหจริตา สุคติ = กามสุคติ แปลว่า สุคติภูมิ ที่เกิดพร้อมด้วยตัณหา ฉะนั้นจึงชื่อว่า สุคติ


            ในกามสุคตินั้นมี 7 คือ
 
    1. มนุษย์
   
    2. จาตุมหาราชิกา
 
    3. ดาวดึงส์

    4. ยามา

    5. ดุสิต

    6. นิมานรดี

    7.ปรนิมมิตวสสัตตี



         
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 53
เหรียญรางวัล:
กระทู้: 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Chrome 12.0.742.100 Chrome 12.0.742.100

« ตอบ #67 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2554, 08:19:25 pm »



                          มนุษย์ภูมิ


       

              คำว่า มนุษย์ มีคำวิเคราะห์ ศัพท์ว่า

        มโน อุสฺ สนฺตัง เอเตสนฺติ = มนุสฺสา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะอรรถว่า มีใจสูง  ในคำว่ามนุษย์นั้น

   เมื่อว่าโดยตรง ย่อมหมายถึง มนุษย์ในชมภูทวีป  ว่าโดยอ้อมได้แก่คนในทวีปอื่นๆ  ที่อยู่ของมนุษย์นี้ ย่อมอาศัยอยู่บน

   พื้นแผ่นดินทั้ง 4 ทิศของภูเขา สิเนรุ  พื้นแผ่นทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ทวีปทั้ง 4 และทวีปน้อย 2,000


            ทวีปใหญ่ทั้ง 4  คือ

   1. บุพพวิเทหะ

   2. อปรโคยาน

   3. ชมพูทวีป

   4. อุตตรกุรุทวีป



          นี่คือทวีปใหญ่ทั้ง 4  อยู่ในจักรวาลนี้ มีมนุษย์อยู่ในทวีป 4  นั้น
 
   บุพพวิเทหะทวีป  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ของภูเขาสิเนรุ   มนุษย์ในบุพพวิเทหะทวีปนี้ มีอายุ 700 ปี

   อปรโคยานทวีป  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของภูเขา สิเนรุ    มีอายุ  500  ปี

   ชมภูทวีป  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ของภูเขา สิเนรุ  มีอายุไม่แน่นอน

   อุตตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ของภูเขาสิเนรุ  มีอายุ 1,000 ปี



         คำว่ามนุษย์มีความหมายว่า  พวกสัตว์ที่ชื่อ มนุษย์ เพราะอรรถว่ามีใจสูง ด้วยคุณทั้งหลายคือ สติ ความเป็นผู้กล้า

   และความเป็นผู้ สมควรแก่พรหมจรรย์เป็นต้น

         จริงอย่างนั้นแม้พระอริยะเจ้าทั้งหลายมี พระพุทธเจ้า เป็นต้น ผู้บรรลุคุณธรรม ด้วยการมีสติ และความเป็นผู้มีปัญญา

   ให้กุศลธรรม แก่กล้าเป็นต้น ก็เป็นมนุษย์ทั้งนั้น

         เหล่าชนผู้อยู่ใน ชมพูทวีปนี้ ชื่อมนุษย์โดยตรง  เหล่าชนผู้อยู่ในทวีปใหญ่นอกนี้ กับเหล่าชนผู้อยู่ใน ทวีปน้อย
   ท่านก็เรียกมนุษย์เช่นกันเพราะว่า มีรูปร่างเหมือนกัน กับชนชาวชมพูทวีป     



                   
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal