หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มงคลที่ 9 มีวินัย  (อ่าน 344 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2554, 07:55:37 pm »
มงคลที่ 9 มีวินัย

วินัยคืออะไร
วินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ สำหรับควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน วินัยช่วยให้คนในสังคมห่างไกลจากความชั่วทั้งหลาย

ชนิดของวินัย
1. วินัยทางโลก หมายถึง ระเบียบสำหรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่ง เป็นข้อตกลงของคนในสังคมนั้นที่จะทำให้ หรือไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่าง
2. วินัยทางธรรม เนื่องจากเราชาวพุทธมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ดังนั้นวินัยทางพระพุทธศาสนาจึงมี 2 ประเภทคือ
2.1 อนาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ออกบวช ได้แก่ วินัยของพระภิกษุสามเณร (ขอไม่พูดถึงนะครับ)
2.2 อาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ครองเรือน ได้แก่ วินัยของชาวพุทธ ชายหญิงทั่วๆ ไป

อาคาริยวินัย
วินัยสำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนที่สำคัญคือ ศีล 5
ศีล 5 มีดังนี้
1. ไม่ฆ่า
2. ไม่ลัก
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่โกหกหลอกลวง
5. ไม่เสพของมึนเมาให้โทษ

วิธีรักษาศีลตลอดชีพ
เพื่อรักษาความเป็นคนของตนไว้ให้ดี ชาวพุทธจึงจำเป็นต้องรักษาศีลยิ่งชีวิต การจะรักษาศีลให้ได้เช่นนั้น ต้องอาศัยปัญญาเข้าช่วยจึงจะรักษาไว้ได้โดยง่าย ก่อนอื่นให้พิจารณาว่า
- ศีล แปลว่า ปกติ
- คนผิดศีล คือคนผิดปกติ
- แต่ปัจจุบันนี้ คนปิดศีลจยเป็นปกตินิสัยมีจำนวนมากขึ้นทุกที จนกระทั่งหลายคนเห็นมีศีลกลายเป็นคนผิดปกติไป เมื่อความเป็นวิบัติไปเช่นนี้ประเทศชาติบ้านเมืองที่เคยร่มเย็นตลอดมาจึงต้องพลอยวิบัติ มีการฆ่ากัน โกงกัน ผิดลูกผิดเมีย ฯลฯ จนประชาชนนอนตาไม่หลับ สะดุ้งหวาดระแวงกันไปทั้งเมือง
เราจะให้ผู้ใดมาดับความทุกข์ความวิบัติครั้งนี้?
เราชาวพุทธแต่ละคนนี้แหละคือผู้ดับ เราจะดับทุกข์ด้วยการถือศีล ถึงคนอื่นไม่ช่วยถือเราก็จะถือเพียงลำพัง เพื่อเป็นการย้ำความคิดที่จะถือศีลให้มั่นคงตลิดชีพ จำต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่วิธีหนึ่ง คือ วิธีปลุกพระ ทุกๆ เช้าก่อนออกจากบ้านให้เอาพระเครื่องที่แขวนคออยู่ ใส่ในมือพนม หรือพนมมืออยู่หน้าที่บูชาพระ แล้วตั้งใจกล่าวคำสมาทานรักษาศีล 5 ดังๆ อย่างนี้


                      1.ปาณาติปาตา เวรมณี             ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่า
                      2.อทินนาทานา เวรมณี             ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมย
                      3.กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี       ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
                      4.มุสาวาทา เวรมณี                  ข้าพเจ้าจะไม่โกหกหลอกลวง
                      5.สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี    ข้าพเจ้าจะไม่เสพของมึนเมา

ในทางการแพทย์ โรคที่เกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ
1. โรคประจำสังขาร เช่น โรคชรา โรคจากเชื้อโรคที่ระบาดเป็นครั้งคราว
2. โรคที่เกิดขึ้นจากการประพฤติผิด เช่น
ขาดศีลข้อ 1 ทำให้อายุสั้น
ขาดศีลข้อ 2 ทำให้เกิดโรคประสาท
ขาดศีลข้อ 3 ทำให้เกิดกามโรคหรือโรคเอดส์ได้ง่าย
ขาดศีลข้อ 4 ทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม
ขาดศีลข้อ 5 ทำให้เกิดโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับแข็ง ก่อการทะเลาะวิวาทได้ง่าย
ดังนั้นหากเรารักษาศีล 5 ก็เหมือนได้ฉัดวัคซีนป้องกันสารพัดโรคไว้แล้ว
ในวันพระหรือทุก 7 วันควรถือศีล 8 ซึ่งมีข้อเพิ่มเติมจากศีล 5 ดังนี้

ศีลข้อ 3 เปลี่ยนจากไม่ประพฤติผิดในกาม เป็น เว้นจากการเสพกาม
ศีลข้อ 6 เว้นจากการรับประทานอาหารยามวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ศีลข้อ 7 เว้นจากการตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ และของหอมและเว้นจากการดูการละเล่น
ศีลข้อ 8 เว้นจากการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มและสูงใหญ่
ศีลข้อ 6-8 จะควบคุมความรู้สึกทางเพศไม่ให้เกิดขึ้นเกินส่วนนั่นก็คือ
1. เป็นการคุมกำเนิดโดยธรรมชาติ
2. เป็นการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ไม่มีการแข่งขันประดับประดาร่างกาย ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรยบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ
3. เป็นการทำให้จิตใจสงบเบื้องต้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงธรรมะชั้นสูงต่อไปโดยง่าย

อานิสงส์ของศีล
1. เป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์สมบัติ และทำให้สามารถใช้ทรัพย์ได้เต็มอิ่ม โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน
2. ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเป็นสุข ไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครจะมาปองร้าย
3. ทำให้เกียรติคุณฟุ้งขจรไปว่าเป็นคนเชื่อถือได้ มีอนาคตดี
4. ทำให้แกล้วกล้าอาจหาญในท่ามกลางประชุมชน
5. ทำให้เป็นคนไม่หลงลืมสติ มีความจำดี
6. ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ มีสุคติเป็นที่ไป และเป็นทางดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพานในที่สุด

ประโยชน์ของวินัย
1. วินัยนำไปดี หมายความว่า ทำให้ผู้รักษาวินัยดีขึ้น ยกฐานะผู้มีวินัยให้สูงขึ้น
2. วินัยนำไปแจ้ง คำว่าแจ้ง แปลว่า สว่าง หรือเปิดเผย ไม่คลุมๆ เคลือๆ วินัยนำไปแจ้งคือเปิดเผลธาตุแท้ของคนได้ ว่าไว้ใจได้แค่ไหน โดยดูว่าเป็นคนมีวินัยหรือไม่
3. วินัยนำไปต่าง เราดูความแตกต่างของคนด้วยวินัย

ผู้มีวินัย หมายถึง ผู้ที่รักษาวินัยทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างถูกต้องและเคร่งครัด

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« ตอบ #1 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2554, 08:20:31 pm »
รักษาจิต ชื่อว่ารักษาทุกสิ่ง


วันนี้ขอถือโอกาสหยิบกรณีตัวอย่างของการแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้ามานำเสนอ

          เผื่อ  เผื่อว่า อาจมีใครบางคนมีปัญหาทำนองเดียวกันนี้ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นก็ตาม แต่ก็อาจจะพอเทียบเคียงตัวอย่างนี้ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

          ที่มาของปัญหาเรื่องนี้ มาจากพระหนุ่มรูปหนึ่ง

          ประวัติที่มาที่ไปของท่านก่อนบวช นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

          ประการแรก พื้นฐานทางครอบครัว ถือว่าเป็นคนค่อนข้างจะมีฐานะพอสมควร พ่อเป็นคหบดีในเมืองสาวัตถี

          ประการต่อมา ครอบครัวท่านเป็นคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ๆ ถึงกับรับดูแลอุปัฏฐากบำรุงพระเถระผู้ทรงศีลรูปหนึ่งเป็นประจำ กลายเป็นพระประจำตระกูล  เพราะเป็นที่คุ้นเคยกับทุกคนในครอบครัว อีกพระเถรรูปนั้นก็สงเคราะห์ด้วยธรรมอยู่เนือง ๆ  ที่สำคัญ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวนี้ มีศรัทธา ฝักใฝ่ในธรรมอยู่ตลอดเวลา สังเกตได้จากเวลาที่พระเถระมารับบาตรในบ้าน ก็มักจะคอยหาจังหวะสนทนาธรรมอยู่เนือง ๆ

          วันหนึ่ง เมื่อพระเถระมารับบาตรที่บ้าน ลูกชายก็ปรารภกับพระเถระเจ้าว่า “พระคุณเจ้าครับ ผมใคร่จะพ้นจากทุกข์ ท่านพอจะบอกแนวทางแก่กระผมได้ไหม ?”

          เบื้องต้นพระเถรก็แนะนำให้ทำบุญด้วยวิธีการต่าง ๆ  สอนให้รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดที่พระเถระนำเสนอไปนั้น ล้วนบุตรชายคหบดีท่านนี้ ทำมาแล้วทั้งสิ้น  ซึ่งเขาหาพอใจอยู่แค่นี้ไม่ ดังนั้นจึงถามต่อไปอีกว่า “บุญนอกเหนือจากนี้มีอีกไหม ?”

        เมื่อเห็นว่า บุตรคหบดีท่านนี้มีศรัทธาแรงกล้า จึงแนะนำให้รักษาศีล ๕

          เขาก็รักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของพระเถระ และดูเหมือนว่า เขายังหาพอใจอยู่แค่นั้นไม่ ใคร่จะทำบุญยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านั้น

          พระเถระก็แนะนำทางบุญทางกุศลแก่เขาสูงขึ้น ๆ ตามลำดับ กระทั่งในที่สุด ก็แนะนำให้ให้บวช เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างที่ใจปรารถนา ซึ่งเธอก็ตอบตกลง โดยไม่มีความลังเลแต่ประการใด เพราะใจมีศรัทธาพร้อมแล้ว

          นับเป็นความโชคดีของเธอ ?

          อุปัชฌาย์ ผู้บวชให้ เป็นพระวินัยธร เคร่งครัดในเรื่องพระวินัยอย่างยิ่ง เรียกว่าหาตัวจับยาก ส่วนอาจารย์ที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอน เป็นนักอภิธรรม มีความแตกฉานในอภิธรรมเป็นอย่างมาก หาตัวจับยากอีกเช่นกัน !

          เธออยู่ในความดูแลของอุปัชฌาย์ และอาจารย์ทั้งสองรูปนี้ในช่วงพรรษาแรก

          เช้าไปหาอุปัชฌาย์ ก็จะได้รับการสั่งสอน ย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร นี้ทำได้ นี้ทำไม่ได้ ให้ระมัดระวัง ให้สำรวม พรหมจรรย์จึงจะเจริญงอกงาม สาย ๆ หน่อยออกจากสำนักของอุปัชฌาย์ เข้าไปสำนักอาจารย์ผู้ทรงอภิธรรม

          อาจารย์ผู้ทรงอภิธรรมก็พยายามสั่งสอน พยายามจำแนกแยกแยะปัญหาในอภิธรรมให้เธอฟังอยู่เนือง ๆ ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนลึกซึ้ง

          เธอก็ฟังคำสั่งสอนของครูอาจารย์โดยเคารพ

          แต่....

          เป็นอยู่อย่างนี้หลาย ๆ วันเข้า ก็รู้สึกเครียด เครียดเพราะคำสอน

          ปรารภกับตัวเองว่า ตายจริง ! เรานี่บวชเพื่อต้องการพ้นจากทุกข์แท้ ๆ แต่เมื่อบวชมาแล้ว อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ถูก นี่ก็ไม่ควร  กระดิกตัวไม่ได้เลย ! เหยียดมือ เหยียดเท้าไปทางไหน มีแต่เรื่องผิดศีล ผิดธรรมไปเสียหมด ! แล้วจะขยับตัวทำอะไรได้บ้าง ?

          เป็นความอึดอัดที่เก็บอยู่ภายใน ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยกับอุปัชฌาย์อาจารย์

          หนัก ๆ เข้าก็คิดจะสึก ไม่ไหว อยู่อย่างนี้ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ทุกข์หนักกว่าเก่า

          แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่กล้าเอ่ยปากอีกเช่นเคย

          ว่ากันว่า เมื่อเธอไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ อีกทั้งจะสึกก็ไม่กล้าเอ่ยปากกับอุปัชฌาย์อาจารย์ จึงทำให้เธอซูบผอมลง ทำให้เพื่อนพระด้วยกันเห็นผิดสังเกต จึงได้สอบถาม เธอจึงได้ปรารภเรื่องนี้ให้เพื่อนพระด้วยกันฟัง

          นั่นแหละ เรื่องถึงได้เข้าหูอุปัชฌาย์

          อุปัชฌาย์ทราบเรื่อง จึงได้นำไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมกับกราบทูลเรื่องราวที่เธอจะลาสิกขาให้ทรงทราบ

          เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามถึงสาเหตุที่มาที่ไปถึงเรื่องราวที่ทำให้เธออยากสึก ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์

          โดนถามจี้จุดอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงพรั่งพรูออกมาจากปากของภิกษุหนุ่มรูปนั้น ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนพาดพิงถึงอุปัชฌาย์ และอาจารย์ของเธอทั้งสิ้น

          เมื่อทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว พระพุทธเจ้าจึงหาอุบายใหม่สอนเธอ ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่า สิ่งที่อุปัชฌาย์ และอาจารย์ต่างพร่ำสอนนั้น “เกินไป” จริง ๆ สำหรับเธอ

          ทรงแนะนำเรียบ ๆ ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า

          เอาอย่างนี้ดีไหม ? เธอไม่ต้องสึกหรอก ! สิ่งที่อุปัชฌาย์สอน สิ่งที่อาจารย์แนะนำ เธอไม่ต้องกังวลว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องผิด เรื่องถูก ให้เธอตัดทิ้งทั้งหมด แล้วรักษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เธอทำได้ไหม ?

          ภิกษุหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รู้สึกดีใจมาก แหม ! แค่อย่างเดียวเอง ทำไมจะทำไม่ได้ จึงกราบทูลไปด้วยความดีใจว่า ได้ พระเจ้าข้า จะให้ข้าพระองค์รักษาอะไร ทรงบอกมาได้เลย พระเจ้าข้า !

          “ภิกษุ ! ขอให้เธอรักษาจิตของเธอให้ดี คุ้มครองจิตของเธอให้ดี อย่าให้ดิ้นรนกระวนกระวายตามอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย จิตที่เธอคุ้มครองดูแลรักษาไว้อย่างนี้ จักนำความสุขมาให้”

          สิ้นกระแสพระดำรัส ภิกษุรูปนั้นพิจารณาตามกระแสธรรมที่ทรงสั่งสอน ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า ไม่นานเธอก็ได้บรรลุธรรม พบความสุขที่แท้จริง.....

          นี่แหละ...พระธรรมคำสั่งสอนจะทำให้ยากมันก็ยาก แต่ถ้าไม่ต้องการให้ยาก ทำให้ง่าย ดับทุกข์ได้ก็เป็นแก่นธรรมเหมือนกัน จะเลือกเอาแบบไหน ?

โดย chaiyassu


ขอบคุณที่มา www.oknation.net
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal