หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มงคลที่ 7 เป็นพหูสูต  (อ่าน 409 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« เมื่อ: 01 มิถุนายน 2554, 08:41:52 pm »
มงคลที่ 7 เป็นพหูสูต

พหูสูต คืออะไร
พหูสูต หมายถึง ผู้ที่มีความรอบรู้ หรือพูดสั้นๆ ว่า "ฉลาดรู้"
ความเป็นผู้ฉลาดรู้ คือเป็นผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก
ได้ยินได้ฟังได้อ่านมามาก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญญา ทำให้เกิดความรู้สำหรับ
บริหารงานชีวิต และเป็นกุญแจไขไปสู่ลาภ ยศ สรรเสริญ และทุกสิ่งที่เราปรารถนา

ความแตกต่างระหว่างบัณฑิตกับพหูสูต
บัณฑิต คือผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจ มีความประพฤติดีงาม
พหูสูต คือผู้มี่ความรู้มาก แต่คุณธรรมความประพฤติยังไม่แน่ว่าจะดี

ลักษณะความรู้ที่สมบูรณ์ของพหูสูต
1. รู้สึก หมายถึง รู้เรื่องราวสาวไปหาเหตุในอดีตได้ลึกซึ้งถึงความเป็นมา
2. รู้รอบ หมายถึง ช่างสังเกต รู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
3. รู้กว้าง หมายถึง สิ่งรอบตัวแต่ละอย่างที่รู้ก็รู้อย่างละเอียด
รู้ถึงความเกี่ยวพันของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นๆ ด้วย คล้ายรู้รอบตัวแต่เก็บรายละเอียด
4. รู้ไกล หมายถึง มองการณ์ไกล รู้ถึงผลที่จะตามมาในอนาคต

คุณสมบัติของพหูสูตหรือนักศึกษาที่ดี
1. พหุสุตา อ่านมาก ฟังมาก คือมีนิสัยชอบฟัง ชอบอ่าน ชอบค้นคว้า
ยึดหลัก "เรียนจากครู ดูจากตำรา สดับปาฐะ"
2. ธตา จำได้แม่นยำ คือมีความจำดี รู้จักจับสาระสำคัญ จับหลักให้ได้ แล้วจำได้แม่นยำ
3. วจสตา ปริจิตา  ท่องได้คล่องปาก คือต้องฝึกท่องให้คล่องปากท่องจนขึ้นใจ
จำได้คล่องแคล่วจัดเจนไม่ต้องพลิกตำรา
4. มนสานุเปกขิตา ขึ้นใจ คือใส่ใจนึกคิดตรึกตรองสาวเหตุสาวผลให้เข้าใจตลอด
พิจารณาให้เจนจบ นึกถึงครั้งใดก็เข้าใจปรุโปร่งหมด
5. ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา แทงตลอดด้วยปัญญา คือเข้าใจแจ่มแจ้ง ทั้งภาคทฤษฎี
และปฏิบัติความรู้กับใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ลักษณะผู้ที่เป็นพหูสูตไม่ได้ดี
1. คนราคจริต คือคนขี้โอ่ บ้ายอ เจ้าแง่แสนงอน รักสวยรักงาม
พิถีพิถันจนเกินเหตุ มัวแต่งอน มัวแต่แต่งตัว จนไม่มีเวลาท่องบ่นค้นคว้าหาความรู้
พวกนี้แก้โดยให้หมั่นนึกถึงความตาย พิจารณาซากศพอสุภะเนืองๆ
2. คนโทสจริต คือคนขี้โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย ผูกพยาบาทมาก มัวแต่คิดโกรธแค้น
จนไม่มีเวลาไตร่ตรอง พวกนี้แก้โดยให้หมั่นรักษาศีล และแผ่เมตตาเป็นประจำ
3. คนโมหจริต คือคนสะเพร่า ขี้ลืม มักง่าย ทำอะไรไม่พยายามเอาดี
ทำสักแต่ให้เสร็จ สติไม่มั่นคง ใจกระด้างในการกุศล สงสัยในพระรัตนตรัยว่ามีคุณจริงหรือไม่
พวกนี้แก้โดยให้หมั่นฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
4. คนขี้ขลาด คือพวกขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กหล้าลงมือทำอะไร
กลัวถูกติ คอยแต่จะเป็นผู้ตาม ไม่มีความคิดริเริ่ม พวกนี้แก้โดยให้คบกับคนมาตรฐาน
คือคบบัณฑิต จะอ่านจะทำอะไรก็ให้จับให้แต่สิ่งที่เป็นมาตรฐานไม่ใช่สักแต่ว่าทำ
5. คนหนักในอามิส คือพวกบ้าสมบัติ ตีค่าทรัพย์ว่าสำคัญกว่าความรู้
ทำให้ไม่ขวนขวายในการแสวงหาปัญญาเท่าที่ควร
6. คนจับจด คือพวกทำอะไรเหยาะแหยะไม่เอาจริง
7. นักเลงสุรา คือพวกขี้เมา ขาดสติ หมดโอกาสที่จะเรียนรู้
8. คนที่มีนิสัยเหมือนเด็ก คือพวกชอบเอิกเกริกสนุกเฮฮาจนเกินเหตุ ขาดความรับผิดชอบ

วิธีฝึกตนให้เป็นพหูสูต
1. ฉลาดเลือกเรียนแต่สิ่งที่ควร
2. ตั้งใจเรียนวิชาที่ตนเลือกแล้วอย่างเต็มความสามารถ
3. มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
4. ต้องหาความรู้ทางธรรมควบคู่ไปกับความรู้ทางโหลดด้วย
5. เมื่อเรียนก็จำไว้เป็นอย่างดี พร้อมที่จะนำความรู้ไปใช้ได้ทันที

อานิสงส์การเป็นพหูสูต
1. ทำให้เป็นที่พึ่งของตนเอง
2. มำฝห้ได้ความเป็นผู้นำ
3. ทำให้แกล้วกล้าองอาจในทุกที่ทุกสถาน
4. ทำให้บริบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
5. ทำให้ได้รับคำชมเชย ได้รับความยกย่องเกรงใจ
6. เป็นสชาติปัญญาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป ไม่มีใครแย่งชิงได้
7. เป็นพื้นฐานของศิลปะ และความสามารถอื่นๆ ต่อไป
8. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย
ฯลฯ


จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« ตอบ #1 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2554, 09:11:35 pm »

กุรุงคมิคชาดก : เรื่องของกวางเจ้าปัญญา

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์ของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกวางตัวหนึ่ง หากินผลมะรื่นในป่าแห่งหนึ่ง มีพรานชาวบ้านคนหนึ่ง มีอาชีพล่าเนื้อขาย ด้วยการผูกห้างบนต้นไม้มะรื่น ซัดหอกฆ่ากวางที่มากินผลมะรื่นนั้นเป็นประจำทุกวัน

   ในวันหนึ่ง กวางเจ้าปัญญานั้น มากินผลมะรื่นตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ได้ผลุนผลันเข้าไปที่โคนต้นมะรื่นนั้นเลยทีเดียว ด้วยคิดว่าอาจจะมีพรานนั่งห้างอยู่บนต้นไม้นั้นก็ได้ จึงได้ยืนพิจารณาอยู่ภายนอก

   ฝ่ายนายพรานเมื่อเห็นกวางไม่เข้ามา จึงโยนผลมะรื่นให้ตกลงข้างหน้ากวางนั้น หวังล่อให้กวางเข้าไป ฝ่ายกวางเห็นเช่นนั้นจึงคิดว่า " ข้างบนต้นไม้ต้องมีนายพรานอยู่อย่างแน่นอน เพราะลมไม่มี แล้วทำไมผลมะรื่นจึงมาตกที่หน้าของเราได้ "

   จึงแหงนไปดูบนต้นไม้ เหลือบไปเห็นนายพรานบนต้นไม้ แกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วจึงพูดขึ้นว่า " ต้นมะรื่นเอ๋ย เมื่อก่อนท่านให้ผลตกลงตรงๆ แต่บัดนี้ ท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียแล้ว เราจะไปยังต้นไม้อื่นแสวงหาอาหารของเรา " แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

      " แน่ะไม้มะรื่น การที่ท่านปล่อยผลมะรื่นให้หล่นกลิ้งมานั้น เราผู้เป็นกวางรู้แล้ว
        เราจะไปสู่ต้นมะรื่นต้นอื่น เพราะเราไม่ชอบใจผลของท่าน "

ฝ่ายนายพรานที่นั่งอยู่บนห้างนั้น ได้พุ่งหอกไปยังกวางนั้นอย่างสุดแรง หวังฆ่ากวางนั้นให้ตาย แต่หอกนั้นพลาดเป้าเพราะอยู่ไกลเกินไป กวางได้วิ่งหนีเข้าชายป่าไปด้วยความปลอดภัย


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญาใคร่ครวญแล้วจึงทำ

ธรรมะไทย
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal