หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มงคลที่ 3 บูชาบุคคลที่ควรบูชา  (อ่าน 393 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« เมื่อ: 10 มิถุนายน 2554, 07:30:42 pm »
มงคลที่ 3 บูชาบุคคลที่ควรบูชา

การบูชาคืออะไร
การบูชา คือการเลื่อมใส ยกย่อง เชิดชู ด้วยกิริยาอาการสุภาพ
ที่เราแสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
การบูชาเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง สำหรับฝึกใจที่ยังหยาบกระด้าง
เพราะไม่อาจยอมรับคุณความดีของผู้อื่น ให้ละเอียดอ่อนลง

บุคคลที่ควรบูชา
1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. พระสงฆ์
3. พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม
4. บิดามารดา และญาติผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติดี
5. ครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ความประพฤติดี
6. ผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม
7. บัณฑิตที่มีเพศภาวะสูงเกินกว่าที่จะคบในฐานะผู้เสมอกันได้

สิ่งที่เนื่องด้วยท่านเหล่านี้ ก็จัดเป็นสิ่งที่ควรบูชาอีกเช่นกัน
เพระเมื่อเราบูชาสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้ระลึกนึกถึงคุณความดีของบุคคล
ที่สิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องด้วย เช่น


1. สิ่งที่เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า เช่น พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
2. สิ่งที่เนื่องด้วยพระสงฆ์ เช่น พระธาตุ รูปภาพของพระสงฆ์
3. คำสั่งสอน รูปภาพของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา
พระมหากษัตริย์ ซึ่งตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นบัณฑิต

การแสดงออกถึงความบูชา
1. ทางกาย ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอน หรือประกอบกิจใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน
หรือสัญลักษณ์ตัวแทนของท่าน ก็อยู่ในอาการสำรวม
2. ทางวาจา สรรเสริญยกย่องคุณความดีของท่าน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
3. ทางใจ ตามระลึกนึกถึงคำสอนของท่านด้วยความเคารพ และซาบซึ้ง

ประเภทของการบูชา
1. อามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของ
2. ปฏิบัติบูชา คือการบูชาด้วยการตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ตามคำสอน
ตามแบบอย่างที่ดีของท่าน การปฏิบัติบูชานี้จะเป็นการบูชาที่สูงสุด
เพราะเป็นวิธีที่จะทำกาย วาจา ใจ ของเราใสสะอาด เป็นบัณฑิตตามท่านได้โดยเร็ว

ข้อควรระวัง
1. ไม่บูชาคนพาล
2. ไม่บูชาสิ่งที่เนื่องด้วยคนพาล
3. ไม่บูชาสิ่งที่บูชาแล้วไม่เกิดสิริมงคล
4. ไม่บูชาสิ่งที่บูชาแล้วทำให้งมงายไม่เกิดปัญญา

อานิสงส์การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
1. ยังความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
2. ยังความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น
3. ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ
4. ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะตรึกอยู่ในกุศลธรรมเสมอ
5. ทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ขึ้นเพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท
6. ป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่
7. ทำให้เกิดกำลังใจและอานุภาพอย่างมหาศาล สามารถคุ้มครองป้องกันตน ให้พ้นจากอุปสรรคและภัยพาลต่างๆ ได้
8. เป็นการกำจัดคนพาลให้พินาศไปโดยทางอ้อม เพราะมีแต่คนบูชาบัณฑิตผู้มีคุณธรรม
9. เป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่น ทำให้ท่านสามารถบำเพ็ญกรณียกิจได้สะดวกกว้างขวางยิ่งขึ้น
ฯลฯ


จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ท่องเที่ยวไปทุกที่ตามที่ใจฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 776
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform Global Moderator
กระทู้: 755
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 4.0.1 Firefox 4.0.1

« ตอบ #1 เมื่อ: 10 มิถุนายน 2554, 08:02:45 pm »

ประวัติ นายสุมนมาลาการ

นายสุมนมาลาการ เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เขามีหน้าที่นำดอกมะลิวันละ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารแต่เช้าตรู่ทุกวัน ได้ทรัพย์วันละ ๘ กหาปณะ

ต่อมาเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังถือดอกไม้จะเข้าประตูเมือง พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงเปล่งพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เขาเห็นอัตภาพของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสคิดว่า "เราจักบูชาพระพุทธเจ้าด้วยอะไรดีหนอ" เมื่อไม่เห็นสิ่งใดจึงตัดสินใจจะถวายดอกไม่ที่จะนำไปถวายพระราชา ด้วยการตกลงใจว่า "เอาเถอะเมื่อพระราชาไม่ได้รับดอกไม้ จะทรงฆ่าเราหรือขับไล่ออกจากเมืองก็ตาม พระราชาทรงประทานทรัพย์เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพเท่านั้น ส่วนการบูชาพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เราหาประมาณมิได้ทีเดียว"ได้สละชีวิตของตนเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

นายมาลาการได้ชัดดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าไปทั้ง ๘ ทะนาน ดอกไม้เหล่านั้นได้เป็นซุ้มติดตามเสด็จพระพุทธองค์ไปทุกหนทุกแห่ง ชาวเมืองต่าง แตกตื่นกันออกมาดูแลถวายทานกันทุกถ้วนหน้า พากันโหร้องให้เสียงสาธุการทุกที่พระพุทธองค์เพื่อจะทรงทำคุณความดีของนายสุมนมาลาการให้เป็นที่ปรากฎไปทั่วเมือง ราชคฤห์ก็ได้เสด็จไปทั่วทุกมุมเมือง ส่วนนายมาลาการได้มีความปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งตามเสด็จไปหน่อยหนึ่งแล้ว ก็ถือกระเช้าเปล่าเดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าอันเอิบอิ่ม

เมื่อถึงบ้าน นายสุมนามาลาการได้เล่าเรื่องที่ตนได้นำดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขาเป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา กลับด่าว่าเขาจักนำความพินาศมาให้ตระกูล รีบนำความเข้ากราบทูลพระราชา และทูลความที่ตนไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

พระเจ้าพิมพิสารเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว พระองค์เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้สดับดังนั้นแล้วทรงทราบว่าหญิงนี้เป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา จึงทรงทำทีเป็นกริ้วตรัสว่า "ดีแล้วละที่เธอทิ้งเขามา เดี๋ยวเราจักจัดการกับนายสุมนมาลาการ" แล้วรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วตามเสด็จไป พระพุทธองค์เพื่อประกาศเกียรติคุณของนายสุมนมาลาการให้ประชาชนทราบ จึงประทับที่พระลานหลวงไม่เสด็จเข้าไปในพระราชวัง พระราชาได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ ตามส่งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัดเวฬวันแล้ว จึงมีรับสั่งให้นายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า

เมื่อนายสุมนมาลาการมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารตรัสยกย่องสรรเสริญนายสุมนมาลาการว่าเป็นมหาบุรุษ แล้วพระราชทานสิ่งของ ๘ ชนิด คือช้าง ม้า ทาส ทาสี เครื่องประดับ นารี อย่างละแปด ทรัพย์อีก ๘ พันกหาปณะและบ้านส่วยอีก ๘ ตำบล

เมื่อกลับถึงวัด พระอานนท์ได้ทูลถามถึงผลบุญที่นายสุมนมาลาการจะพึงได้รับ พระพุทธองค์ตรัสว่า นายสุมนมาลาการได้สละชีวิตบูชาพระองค์ในครั้งนี้จักไม่ได้ไปเกิดในนรกตลอดแสนกัลป์ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฏีดอกไม้เหล่านั้นจึงตกลงที่ประตูกุฎีนั้นแล

ตกเย็นวันนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม เรื่องการบูชาพระพุทธเจ้าของนายสุมนมาลาการแล้วได้รับของพระราชทาน ๘ อย่างจากพระเจ้าพิมพิสารพระพุทธองค์เสด็จมาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกว่า กรรมดี"

นายสุมนมาลาการ เป็นอุบาสกที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนได้ ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทำความดี รักษาความดีเอาไว้ แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ตาม จึงเป็นบุคคลที่ควรยกย่องและเป็นแบบอย่างได้


ธรรมะไทย
บันทึกการเข้า
imza
ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ  ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal