You are here: INfo foR tHai--> คลังความรู้คู่คนไทยหมวดรวมใจชาวไทยมุมภาษาไทย (ผู้ดูแล: ภ.ภาพวาด, PR:น้องแนน)รณรงค์ ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องในเวบบอร์ด
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รณรงค์ ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องในเวบบอร์ด  (อ่าน 846 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:40:33 pm »

                            ภาษา เป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำชาติ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย ประเทศไทยมีภาษาเป็นของตัวเองมานานกว่า 700 ปี นับแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ อักษรไทย ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1826 และโปรดให้จารึกประวัติศาสตร์ในรัฐสมัยของพระองค์ลงบนแท่งศิลา ที่เราเรียกกันว่า จารึกสุโขทัย
ภาษาแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของประเทศ พระมหากษัตริย์ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตของไทยก็ใช้ภาษาไทย ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนสืบทอดวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ตราบจนรัตนโกสินทร์

              พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงมีพระปรีชาสามารถและทรงรอบรู้ในด้านภาษาไทยเห็นได้จากพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการพระราชนิพนธ์บทความภาษาไทย เรื่อง "พระราชานุกิจ ในรัชกาลที่ 8" สำหรับจัดพิมพ์พระราชทานในงานครบรอบ 100วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 19 พรรษา นอกจากพระราชนิพนธ์ดังกล่าวแล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง "ติโต" และ "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" ทั้งทรงพระราชนิพนธ์ชาดกในพุทธศาสนาเรื่อง "พระมหาชนก" อันเป็นพระราชนิพนธ์ที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาและวัฒนธรรมเทิดทูนพระอัจริยภาพว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เพียบพร้อมอำนวยประโยชน์แก่ผู้ฝักใฝ่อ่านเพื่อศึกษาเป็นอย่างมาก

                    อย่างไรก็ตาม ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาภาษาไทยได้เสื่อมลงมากเนื่องจากคนไทยขาดสำนึกในคุณค่าของภาษาประจำชาติ จวบจนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดการประชุมทางวิชาการและก่อตั้งชุมนุมภาษาไทยขึ้น โดยกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นองค์ประธาน นับเป็นวันประวัติศาสตร์สำคัญแห่งวงการภาษาไทย เพราะการประชุมในครั้งนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาไทยมาร่วมประชุมเป็นอันมาก เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ น.พ.อวย เกตุสิงห์ และนายเจือ สตะเวทิน เป็นต้น ในการประชุมครั้งนั้นพระองค์ทรงพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการรักษาและทะนุบำรุงภาษาไทยโดยมีความตอนหนึ่งว่า " ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องหมายของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องรักษาให้ดี ประเทศไทยมีภาษาของเราเอง ซึ่งต้องหวงแหน ? เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้"

                   ด้วยพระราชหฤทัยที่ห่วงใยปัญหาการใช้ภาษาไทยดังกล่าว หลายหน่วยงานจึงมีความคิดที่จะให้มีวันภาษาไทยแห่งชาติ ขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 เป็นวันประวัติศาสตร์แห่งภาษาไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธานและร่วมประชุมทางวิชาการกับสมาชิกชุมนุมภาษาไทย จึงได้เสนอต่อรัฐบาลให้ประกาศวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาะคุณที่รงมีต่อ "ภาษา" และ "วรรณกรรม" ของชาติ อีกทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2542 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้ประกาศวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542


"วันภาษาไทยแห่งชาติ" 29 กรกฎาคม ของทุกปีจึงถือกำเนิดขึ้น ด้วยเดชะพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง



   วัฒนธรรมและภาษาดีงามทำตามไว้
เราคนไทยต้องรู้จักช่วยสืบสาน
การละเล่นแสนสุขสนุกสนาน
ทั้งอาหารการกินนิยมทาน

เคารพน้อมค้อมไหว้แต่โบราณ
ให้ลูกหลานทำตามเป็นนิสัย
ไม่ให้เป็นที่ติฉินของผู้ใด
ว่าชาวไทยไม่รู้รักษ์ภาษาประเพณี

ยุคสมัยที่ผันแปรตามเวลา
เมื่อถึงคราของเก่าย่อมตกไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจ
ภาษาไทยที่เป็นไปอยู่เรื่อยมา

หากพวกเราอนุรักษ์กอบเก็บไว้
แม้แปรเปลี่ยนก็ยังไม่ลืมเลือนไป
ร่วมรักษาไม่ละทิ้งจนสิ้นไซร้
ประเพณีและภาษาไทยคงอยู่คู่ชาติเอย   



ผู้สร้างกระทู้  มาร*ภาษาวิบัติ*
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:41:05 pm »

อนุญาต

คำในภาษาบาลีที่เรานำมาใช้ในภาษาไทยและมักมีผู้เขียนผิดบ่อย ๆ คำหนึ่งก็คือ คำว่า “อนุญาต”
ที่หมายความว่า ยินยอม หรือ ยกให้ คือที่ “ญาต” มักจะเขียนเป็น “ญาติ” อยู่บ่อย ๆ มีผู้ถามว่าทำไมจึงใช้
“ญาติ” ไม่ได้ และทำไมจึงต้องใช้ “ญาต” ด้วย

ความจริงคำว่า “ญาต” กับ “ญาติ” ในภาษาบาลี ก็มาจากรากศัพท์หรือธาตุ (root) เดียวกัน คือ
ญา ธาตุ ในอรรถว่า “รู้” ถ้าลง ต ปัจจัยในกริยากิตก์ เป็น “ญาต” ก็แปลว่า
“รู้แล้ว” หรือ “อันเขารู้แล้ว” แต่ถ้าลง ติ ปัจจัย ในนามกิตต์ ก็เป็นคำนาม หมายถึง
“คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่” ทางบาลีหมายถึงญาติสายตรง
คือนับจากตัวเราขึ้นไป ๓ ชั่วคน ก็ได้แก่พ่อแม่ ๑ ปู่ย่าตายาย ๑ และปู่ทวดย่าทวด ตาทวดยายทวด ๑ และ
นับจากตัวเราลงไป ๓ ชั่วคน ได้แก่ ลูก ๑ หลานซึ่งเป็นลูกของลูก ๑ และเหลนซึ่งเป็นหลานของลูกสายตรง ๑
รวมทั้งตัวเราด้วยเป็น ๗ ชั่วโคตรพอดี ที่กฎหมายสมัยโบราณให้ลงโทษประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตร ก็คือ
ประหารชีวิตตัวเราพร้อมทั้ง พ่อแม่เรา ปู่ย่า ตายายเรา ปู่ทวดย่าทวดตาทวดยายทวดของเรา ซึ่งเป็นสายบน
กับลูก หลาน และเหลน สายตรงของเรา ซึ่งเป็นสายล่าง

คำที่ใช้เข้าคู่กับ “ญาติ” ซึ่งมักพบในกฎหมายเก่า ๆ ก็คือคำว่า “สาโลหิต” โดยท่านใช้ว่า
“ญาติสาโลหิต” (ยา-ติ-สา-โล-หิด) หมายถึง ญาติร่วมสายเลือด ซึ่งเรามักพูดเป็นแบบไทยว่า “ญาติสายโลหิต”
(ยาด-สาย-โล-หิต) ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คู่กับ “วิสสาสิกญาติ”
อันได้แก่บุคคลที่รู้จักคุ้นเคยกัน บางทีก็สนิทสนมยิ่งกว่าญาติร่วมสายโลหิตเสียอีกมีบาลีบทหนึ่งว่า
“วิสฺสาสา ปรมา ญาติ” ท่านมักแปลกันว่า “ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง”
แต่บางท่านก็บอกว่าต้องเป็น วิสฺสาสปรมา ญาติ” แปลว่า “ญาติมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างยิ่ง”
หมายความว่า ญาติที่มีความคุ้นเคยนั้นเป็นญาติที่ดีที่สุด แต่ในความแรก
หมายถึงใครก็ได้ที่มีความคุ้นเคยสนิทสนมกันเป็นพิเศษแล้วถือว่ายิ่งกว่าผู้เป็นญาติร่วมสายโลหิตแต่มิได้ร
ู้จักมักคุ้นหรือสนิทสนมกันเสียอีก

นอกจากนั้น ก็มีคำที่เรานำมาใช้เป็นกริยาที่ออกเสียงว่า “ยาด” เช่นกัน นั่นคือคำว่า “อนุญาต”
ซึ่งแปลว่า “ยินยอม, ยอมให้, ตกลง” นั้น มักมีผู้เขียนผิดเป็น “อนุญาติ” อยู่เสมอ คำนี้มาจากคำบาลีว่า
“อนุญฺญาต” เป็นคำกริยา เมื่อเรานำมาใช้ในภาษาไทย เราตัด ญ
ซึ่งเป็นพยัญชนะสังโยคหรือตัวซ้อนที่เหมือนกันออกตัวหนึ่ง จึงเป็น “อนุญาต” ถ้าหากเขียนเป็น “อนุญาติ”
ก็ต้องแปลว่า “ญาติผู้น้อย” ซึ่งตรงข้ามกับ “ญาติผู้ใหญ่”

สาเหตุที่มีผู้เขียน “อนุญาต” เป็น “อนุญาติ” นั้น ก็คงถือเอาคำว่า “อนุมัติ, สมมุติ”
ซึ่งลงท้ายด้วย “ติ” เป็นแนวเทียบนั่นเอง

คำว่า “อนุญาต” ที่ถูกจึงต้องใช้ “ญาต” (ยา-ตะ) ไม่ใช่ “ญาติ” (ยา-ติ) ดังกล่าวแล้ว.

ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๒๐๖-๒๐๘.

สังเกต-อนุญาต

คำในภาษาบาลีและสันสกฤตที่เรานำมาใช้ในภาษาไทยและมักจะเขียนผิดอยู่บ่อย ๆ
นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คำที่เราพบว่าเขียนหรือพิมพ์ผิดบ่อยเป็นพิเศษก็คือคำว่า “สังเกต” กับ
“อนุญาต” ซึ่งมักเขียนเป็น “สังเกตุ” และ “อนุญาติ” เสมอ

สาเหตุที่ทำให้มีผู้เขียนคำทั้ง ๒ นี้ผิดอยู่บ่อย ๆ ก็คงเนื่องมาจากใช้คำอื่นซึ่งมีเสียงคล้าย
ๆ กันเป็นแนวเทียบนั่นเอง เช่นคำว่า “สังเกต” ที่มีผู้เขียนเป็น “สังเกตุ” ที่ตัว ต มีสระอุ ด้วย
ก็คงจะถือเอาคำว่า “เหตุ” เป็นแนวเทียบ เมื่อคำว่า “เหตุ” ใช้ ต สระอุสะกด คำว่า “สังเกต” ก็ควรใช้ ต
สระอุสะกดด้วย จะได้เข้าชุดกัน

ความจริงแล้วคำว่า “สังเกต” ต้องใช้ ต สะกด โดยไม่ต้องมีสระอุ ทั้งนี้เพราะคำว่า “สังเกต”
มาจากคำบาลีว่า “สงฺเกต” (สัง-เก-ตะ) ที่ตัว ต ไม่มีสระอุ แปลว่า “กำหนดไว้, หมายไว้”
คำบาลีใช้เป็นคำนาม แต่ไทยเรานำมาใช้เป็นกริยา ถ้าหากเราเขียนเป็น “สังเกตุ” ก็ต้องแปลไปอีกอย่างหนึ่ง
คือแปลว่า “ธงดี” หรือ “ธงพร้อม” เพราะคำว่า “เกตุ” (เก-ตุ) ในภาษาบาลีแปลว่า “ธง" “สัง”
เป็นคำอุปสรรค (prefix) แปลว่า “พร้อม, กับ, ดี”

ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ นอกจากจะเก็บคำว่า “สังเกต” ไว้แล้ว
ยังได้เก็บลูกคำไว้อีกคำหนึ่ง คือคำว่า “สังเกตการณ์” (สัง-เกด-กาน) และได้ให้บทนิยามไว้ว่า “ก.
เฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์หรือเรื่องราวโดยละเอียด. น.
เรียกผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงว่า ผู้สังเกตการณ์.”

ส่วนคำว่า “เหตุ” (เห-ตุ) เป็นทั้งคำบาลีและสันสกฤต เราอ่านว่า “เหด” พจนานุกรม
ได้ให้ความหมายไว้ว่า “น. สิ่งหรือเรื่องที่ทำให้เกิดผล, เค้ามูล, เรื่อง; เหตุผล. สัน. ด้วย, เพราะ.”
คำนี้ที่ตัว ต ต้องมีสระอุ

คำว่า “อนุญาต” ก็ทำนองเดียวกัน คือ มักมีผู้เขียนเป็น “อนุญาติ” ที่ตัว ต มีสระอิด้วย คำว่า
“อนุญาต” นี้มาจากภาษาบาลีว่า “อนุญฺญาต” เป็นคำกริยา แปลว่า “อันเขาอนุญาตแล้ว” ตามรูปศัพท์
“อนุ” ในที่นี้ แปลว่า “ตาม” “ญาต” (ยา-ตะ) แปลว่า “รู้แล้ว” คำว่า “อนุญาต” ตามรูปศัพท์จึงหมายความว่า
“ท่านได้รับรู้แล้ว” นั่นเอง แต่เราแปลทับศัพท์ไปเลย พจนานุกรม ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ก. ยินยอม,
ยอมให้, ตกลง.”

คำว่า “อนุญาต” นี้ ถ้าเขียนเป็น “อนุญาติ” ที่ ต มีสระอิด้วยก็ต้องแปลว่า “ญาติผู้น้อย”
คำว่า “อนุ” ในที่นี้แปลว่า “น้อย” ไม่ใช่ “ภายหลัง, ตาม” เพราะคำว่า “อนุญาติ” (อะ-นุ-ยา-ติ)
ไม่ได้แปลว่า “ญาติภายหลัง” หรือ “ตามญาติ” หรือ “ญาติที่ตามมา” อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น คำว่า “สังเกต” ที่ตัว ต ไม่ต้องเติมสระอุ และคำว่า “อนุญาต” ที่ตัว ต
ก็ไม่ต้องเติมสระอิลงไป เพราะจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปเป็นคนละเรื่องละราวทีเดียว.

ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๓๖๖-๓๖๗.

ป.ล

- คำที่มักชอบเขียนผิดแบบไม่น่าให้อภัยก็ได้แก่คำว่า "ครับ" เดี๋ยวนี้ชอบเขียนว่า "คับ" ซึ่งมันผิด เราคนไทยโปรดช่วยกันรักษาเอาไว้นะ

- คำว่า "ทาน" แปลว่าการให้ ไม่ได้หมายถึงกิน ถ้าพูดให้เต็มต้องพูดว่า "รับประทาน"

- คำว่า "ก๋วยเตี๋ยว" ก็ชอบเขียนผิดเหมือนกัน บางคนเขียน "ก้วยเตี๋ยว" ผิดแน่นอน ที่ถูกต้องเขียนว่า "ก๋วยเตี๋ยว"- แต่มีอยู่คำหนึ่งไม่เคยเห็นใครเขียนผิดเลยคือคำว่า "กิน"   :cool:

:em03: :em03:



ผู้สร้างกระทู้  มาร*ภาษาวิบัติ*
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:41:34 pm »

""ภาษาวิบัติ""

ฟังเขาอ่านกลอนกันทุกวันนี้
แล้วอยากหนีไปนอนตายก่อนเพื่อน
อักขระวิบัติสัมผัสเลือน
ดูเสมือนไร้ความรู้ตามกัน

ฉันอ่าน"ชั้น" สรรหาเอามาอ่าน
คำว่าท่านก็เหวี่ยงเป็นเสียง"ทั่น"
ไหมอ่าน"มั๊ย" ไม่คิดจิตผูกพัน
อารมณ์ผันฟุ้งเพลินจนเกินความ

ไม้อ่าน"ม้าย" กลายกลับเปลี่ยนศัพท์แสง
ได้ก็แผลงเป็น"ด้าย" คล้ายหยาบหยาม
ใต้อ่าน"ต้าย" กลายหมดไม่งดงาม
น้ำอ่าน"น้าม" น่าคิดเสียงผิดไป

เจ้าอ่าน"จ้าว" ร้าวฉานสถานหนัก
เขาก็ยักอ่าน"เค้า" เศร้าไฉน
เช้าอ่าน"ช้าว" ร้าวรวดปวดหัวใจ
เท้าก็ไพล่เป็น"ท้าว" ก้าวตามมา

เก้าอ่าน"ก้าว" ยาวออกไปนอกเสียง
เปล่าก็เบื่ยงเป็น"ปล่าว" ใช่กล่าวหา
เล้าอ่าน"ล้าว" ยาวข้ามไปสามวา
เหลาท่านว่า"หลาว" เลยเชยกันจริง

เต้าอ่าน"ต้าว" ราวกับศัพท์วิตถาร
ร้องให้อ่าน"ร้องห้าย" ทั้งชายหญิง
หรืออ่าน"รึ" ครึคระไม่ปรัวิง
ปล่อยใจดิ่งดักดานจึงทานทัด

ทั้งร้อยกรองร้อยแก้วต้องแน่วแน่
อย่าเอาแต่ตามใจให้วิบัติ
ขอวอนวานอ่านกันให้มันชัด
เพื่อช่ายพัฒนาภาษาไทย



ผู้สร้างกระทู้  มาร*ภาษาวิบัติ*
บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:43:19 pm »




ผู้สร้างกระทู้  ~๏ Sάιח† ๏~
บันทึกการเข้า
imza

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal