อนุญาตคำในภาษาบาลีที่เรานำมาใช้ในภาษาไทยและมักมีผู้เขียนผิดบ่อย ๆ คำหนึ่งก็คือ คำว่า “อนุญาต”
ที่หมายความว่า ยินยอม หรือ ยกให้ คือที่
“ญาต” มักจะเขียนเป็น “ญาติ” อยู่บ่อย ๆ มีผู้ถามว่าทำไมจึงใช้
“ญาติ” ไม่ได้ และทำไมจึงต้องใช้ “ญาต” ด้วย
ความจริงคำว่า “ญาต” กับ “ญาติ” ในภาษาบาลี ก็มาจากรากศัพท์หรือธาตุ (root) เดียวกัน คือ
ญา ธาตุ ในอรรถว่า “รู้” ถ้าลง ต ปัจจัยในกริยากิตก์ เป็น “ญาต” ก็แปลว่า
“รู้แล้ว” หรือ “อันเขารู้แล้ว” แต่ถ้าลง ติ ปัจจัย ในนามกิตต์ ก็เป็นคำนาม หมายถึง
“คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่” ทางบาลีหมายถึงญาติสายตรง
คือนับจากตัวเราขึ้นไป ๓ ชั่วคน ก็ได้แก่พ่อแม่ ๑ ปู่ย่าตายาย ๑ และปู่ทวดย่าทวด ตาทวดยายทวด ๑ และ
นับจากตัวเราลงไป ๓ ชั่วคน ได้แก่ ลูก ๑ หลานซึ่งเป็นลูกของลูก ๑ และเหลนซึ่งเป็นหลานของลูกสายตรง ๑
รวมทั้งตัวเราด้วยเป็น ๗ ชั่วโคตรพอดี ที่กฎหมายสมัยโบราณให้ลงโทษประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตร ก็คือ
ประหารชีวิตตัวเราพร้อมทั้ง พ่อแม่เรา ปู่ย่า ตายายเรา ปู่ทวดย่าทวดตาทวดยายทวดของเรา ซึ่งเป็นสายบน
กับลูก หลาน และเหลน สายตรงของเรา ซึ่งเป็นสายล่าง
คำที่ใช้เข้าคู่กับ “ญาติ” ซึ่งมักพบในกฎหมายเก่า ๆ ก็คือคำว่า “สาโลหิต” โดยท่านใช้ว่า
“ญาติสาโลหิต” (ยา-ติ-สา-โล-หิด) หมายถึง ญาติร่วมสายเลือด ซึ่งเรามักพูดเป็นแบบไทยว่า “ญาติสายโลหิต”
(ยาด-สาย-โล-หิต) ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คู่กับ “วิสสาสิกญาติ”
อันได้แก่บุคคลที่รู้จักคุ้นเคยกัน บางทีก็สนิทสนมยิ่งกว่าญาติร่วมสายโลหิตเสียอีกมีบาลีบทหนึ่งว่า
“วิสฺสาสา ปรมา ญาติ” ท่านมักแปลกันว่า “ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง”
แต่บางท่านก็บอกว่าต้องเป็น วิสฺสาสปรมา ญาติ” แปลว่า “ญาติมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างยิ่ง”
หมายความว่า ญาติที่มีความคุ้นเคยนั้นเป็นญาติที่ดีที่สุด แต่ในความแรก
หมายถึงใครก็ได้ที่มีความคุ้นเคยสนิทสนมกันเป็นพิเศษแล้วถือว่ายิ่งกว่าผู้เป็นญาติร่วมสายโลหิตแต่มิได้ร
ู้จักมักคุ้นหรือสนิทสนมกันเสียอีก
นอกจากนั้น ก็มีคำที่เรานำมาใช้เป็นกริยาที่ออกเสียงว่า “ยาด” เช่นกัน นั่นคือคำว่า “อนุญาต”
ซึ่งแปลว่า “ยินยอม, ยอมให้, ตกลง” นั้น มักมีผู้เขียนผิดเป็น “อนุญาติ” อยู่เสมอ คำนี้มาจากคำบาลีว่า
“อนุญฺญาต” เป็นคำกริยา เมื่อเรานำมาใช้ในภาษาไทย เราตัด ญ
ซึ่งเป็นพยัญชนะสังโยคหรือตัวซ้อนที่เหมือนกันออกตัวหนึ่ง จึงเป็น “อนุญาต” ถ้าหากเขียนเป็น “อนุญาติ”
ก็ต้องแปลว่า “ญาติผู้น้อย” ซึ่งตรงข้ามกับ “ญาติผู้ใหญ่”
สาเหตุที่มีผู้เขียน “อนุญาต” เป็น “อนุญาติ” นั้น ก็คงถือเอาคำว่า “อนุมัติ, สมมุติ”
ซึ่งลงท้ายด้วย “ติ” เป็นแนวเทียบนั่นเอง
คำว่า “อนุญาต” ที่ถูกจึงต้องใช้ “ญาต” (ยา-ตะ) ไม่ใช่ “ญาติ” (ยา-ติ) ดังกล่าวแล้ว.
ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๒๐๖-๒๐๘.
สังเกต-อนุญาตคำในภาษาบาลีและสันสกฤตที่เรานำมาใช้ในภาษาไทยและมักจะเขียนผิดอยู่บ่อย ๆ
นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คำที่เราพบว่าเขียนหรือพิมพ์ผิดบ่อยเป็นพิเศษก็คือคำว่า “สังเกต” กับ
“อนุญาต” ซึ่งมักเขียนเป็น “สังเกตุ” และ “อนุญาติ” เสมอ
สาเหตุที่ทำให้มีผู้เขียนคำทั้ง ๒ นี้ผิดอยู่บ่อย ๆ ก็คงเนื่องมาจากใช้คำอื่นซึ่งมีเสียงคล้าย
ๆ กันเป็นแนวเทียบนั่นเอง เช่นคำว่า “สังเกต” ที่มีผู้เขียนเป็น “สังเกตุ” ที่ตัว ต มีสระอุ ด้วย
ก็คงจะถือเอาคำว่า “เหตุ” เป็นแนวเทียบ เมื่อคำว่า “เหตุ” ใช้ ต สระอุสะกด คำว่า “สังเกต” ก็ควรใช้ ต
สระอุสะกดด้วย จะได้เข้าชุดกัน
ความจริงแล้วคำว่า “สังเกต” ต้องใช้ ต สะกด โดยไม่ต้องมีสระอุ ทั้งนี้เพราะคำว่า “สังเกต”
มาจากคำบาลีว่า “สงฺเกต” (สัง-เก-ตะ) ที่ตัว ต ไม่มีสระอุ แปลว่า “กำหนดไว้, หมายไว้”
คำบาลีใช้เป็นคำนาม แต่ไทยเรานำมาใช้เป็นกริยา ถ้าหากเราเขียนเป็น “สังเกตุ” ก็ต้องแปลไปอีกอย่างหนึ่ง
คือแปลว่า “ธงดี” หรือ “ธงพร้อม” เพราะคำว่า “เกตุ” (เก-ตุ) ในภาษาบาลีแปลว่า “ธง" “สัง”
เป็นคำอุปสรรค (prefix) แปลว่า “พร้อม, กับ, ดี”
ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ นอกจากจะเก็บคำว่า “สังเกต” ไว้แล้ว
ยังได้เก็บลูกคำไว้อีกคำหนึ่ง คือคำว่า “สังเกตการณ์” (สัง-เกด-กาน) และได้ให้บทนิยามไว้ว่า “ก.
เฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์หรือเรื่องราวโดยละเอียด. น.
เรียกผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงว่า ผู้สังเกตการณ์.”
ส่วนคำว่า “เหตุ” (เห-ตุ) เป็นทั้งคำบาลีและสันสกฤต เราอ่านว่า “เหด” พจนานุกรม
ได้ให้ความหมายไว้ว่า “น. สิ่งหรือเรื่องที่ทำให้เกิดผล, เค้ามูล, เรื่อง; เหตุผล. สัน. ด้วย, เพราะ.”
คำนี้ที่ตัว ต ต้องมีสระอุ
คำว่า “อนุญาต” ก็ทำนองเดียวกัน คือ มักมีผู้เขียนเป็น “อนุญาติ” ที่ตัว ต มีสระอิด้วย คำว่า
“อนุญาต” นี้มาจากภาษาบาลีว่า “อนุญฺญาต” เป็นคำกริยา แปลว่า “อันเขาอนุญาตแล้ว” ตามรูปศัพท์
“อนุ” ในที่นี้ แปลว่า “ตาม” “ญาต” (ยา-ตะ) แปลว่า “รู้แล้ว” คำว่า “อนุญาต” ตามรูปศัพท์จึงหมายความว่า
“ท่านได้รับรู้แล้ว” นั่นเอง แต่เราแปลทับศัพท์ไปเลย พจนานุกรม ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ก. ยินยอม,
ยอมให้, ตกลง.”
คำว่า “อนุญาต” นี้ ถ้าเขียนเป็น “อนุญาติ” ที่ ต มีสระอิด้วยก็ต้องแปลว่า “ญาติผู้น้อย”
คำว่า “อนุ” ในที่นี้แปลว่า “น้อย” ไม่ใช่ “ภายหลัง, ตาม” เพราะคำว่า “อนุญาติ” (อะ-นุ-ยา-ติ)
ไม่ได้แปลว่า “ญาติภายหลัง” หรือ “ตามญาติ” หรือ “ญาติที่ตามมา” อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น คำว่า “สังเกต” ที่ตัว ต ไม่ต้องเติมสระอุ และคำว่า “อนุญาต” ที่ตัว ต
ก็ไม่ต้องเติมสระอิลงไป เพราะจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปเป็นคนละเรื่องละราวทีเดียว.
ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๓๖๖-๓๖๗.
ป.ล - คำที่มักชอบเขียนผิดแบบไม่น่าให้อภัยก็ได้แก่คำว่า
"ครับ" เดี๋ยวนี้ชอบเขียนว่า "คับ" ซึ่งมันผิด เราคนไทยโปรดช่วยกันรักษาเอาไว้นะ
- คำว่า
"ทาน" แปลว่าการให้ ไม่ได้หมายถึงกิน ถ้าพูดให้เต็มต้องพูดว่า "รับประทาน" - คำว่า
"ก๋วยเตี๋ยว" ก็ชอบเขียนผิดเหมือนกัน บางคนเขียน "ก้วยเตี๋ยว" ผิดแน่นอน ที่ถูกต้องเขียนว่า "ก๋วยเตี๋ยว"- แต่มีอยู่คำหนึ่งไม่เคยเห็นใครเขียนผิดเลยคือคำว่า
"กิน" :cool:
:em03: :em03:

ผู้สร้างกระทู้ มาร*ภาษาวิบัติ*