หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "วันภาษาไทยแห่งชาติ" 29 กรกฎาคม  (อ่าน 755 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:46:07 pm »



ความเป็นมา

                                 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย และเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และ “วันสื่อสารแห่งชาติ” เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นชอบให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

เหตุผล

 
            ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ สมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป


           ทั้งนี้ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกิดเทคนิคใหม่ๆ ในการติดต่อสื่อสาร มี่มุ่งเน้นความสะดวกรวดเร็ว ส่งผลให้ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางสำคัญในการติดต่อและผูกพันต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยได้รับผลกระทบ ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ทำให้ภาษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้หากไม่เร่งรีบหาทางแก้ไขและป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ การใช้ภาษาไทยของเราก็จะยิ่งเสื่อมลง จะส่งผลเสียหายต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นทวีคูณ

ทำไมจึงได้กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”

                 เพราะวันดังกล่าว ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ทรงเปิดการอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายอย่างดีเยี่ยม แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทย เป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ดังกล่าว และในโอกาสต่อๆ มาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใย ในภาษาไทยอีกหลายโอกาส เช่น ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับปัญหาในการใช้ภาษาไทยของประชาชนชาวไทยใน ปัจจุบัน ในวโรกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการและองค์กรเอกชนเข้าเฝ้าถวายชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๓๕ นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ำให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึง ความสำคัญของภาษาไทยและพระราชทานแนวความคิดในการอนุรักษ์ภาษาไทยในโอกาส ต่างๆ อยู่เสมอ ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ คือ เป็นที่ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่ สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่สุดมิได้แก่วงการ


วัตถุประสงค์

                ๑.   เพื่อ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย

                 ๒.   เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

                   ๓.   เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

                   ๔.   เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

                       ๕.   เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการมี “ วันภาษาไทยแห่งชาติ ”

คาดว่าจะมีผลดีสืบเนื่องหลายประการ คือ

                         ๑.   การมี “วันภาษาไทยแห่งชาติ” จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเตือน เผยแพร่ และเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ “ภาษาประจำชาติ” ของคนไทยทุกคน และร่วมมือกันอนุรักษ์การใช้ภาษาไทยให้มีความถูกต้องงดงามอยู่เสมอ

                         ๒.   บุคคลในวงวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษา และวงการสื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม มิให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง จนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

                           ๓.   ผลสืบเนื่องในระยะยาว คาดว่าปวงชนชาวไทยทั่วประเทศจะตื่นตัวและสนใจที่จะร่วมกันฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

กิจกรรม
 
                           เชิญชวนให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดกิจกรรมเนื่องใน “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ในวันภาษาไทยแห่งชาติ โดยจัด ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการจัดนิทรรศการ, การอภิปรายทางวิชาการ, การประกวดแต่งคำประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง การขับเสภา การเล่านิทาน ฯลฯ,

ที่มา..www.tungsong.com


ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 มิถุนายน 2554, 01:35:28 pm โดย แดงคนดี » บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 06:48:19 pm »


                           ภาษา เป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำชาติ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย ประเทศไทยมีภาษาเป็นของตัวเองมานานกว่า 700 ปี นับแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ อักษรไทย ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1826 และโปรดให้จารึกประวัติศาสตร์ในรัฐสมัยของพระองค์ลงบนแท่งศิลา ที่เราเรียกกันว่า จารึกสุโขทัย
ภาษาแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของประเทศ พระมหากษัตริย์ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตของไทยก็ใช้ภาษาไทย ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนสืบทอดวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ตราบจนรัตนโกสินทร์

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช    เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงมีพระปรีชาสามารถและทรงรอบรู้ในด้านภาษาไทยเห็นได้จากพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการพระราชนิพนธ์บทความภาษาไทย เรื่อง "พระราชานุกิจ ในรัชกาลที่ 8" สำหรับจัดพิมพ์พระราชทานในงานครบรอบ 100วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 19 พรรษา นอกจากพระราชนิพนธ์ดังกล่าวแล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง "ติโต" และ "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" ทั้งทรงพระราชนิพนธ์ชาดกในพุทธศาสนาเรื่อง "พระมหาชนก" อันเป็นพระราชนิพนธ์ที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาและวัฒนธรรมเทิดทูนพระอัจริยภาพว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เพียบพร้อมอำนวยประโยชน์แก่ผู้ฝักใฝ่อ่านเพื่อศึกษาเป็นอย่างมาก

                    อย่างไรก็ตาม ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาภาษาไทยได้เสื่อมลงมากเนื่องจากคนไทยขาดสำนึกในคุณค่าของภาษาประจำชาติ จวบจนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดการประชุมทางวิชาการและก่อตั้งชุมนุมภาษาไทยขึ้น โดยกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นองค์ประธาน นับเป็นวันประวัติศาสตร์สำคัญแห่งวงการภาษาไทย เพราะการประชุมในครั้งนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาไทยมาร่วมประชุมเป็นอันมาก เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ น.พ.อวย เกตุสิงห์ และนายเจือ สตะเวทิน เป็นต้น ในการประชุมครั้งนั้นพระองค์ทรงพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการรักษาและทะนุบำรุงภาษาไทยโดยมีความตอนหนึ่งว่า " ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องหมายของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องรักษาให้ดี ประเทศไทยมีภาษาของเราเอง ซึ่งต้องหวงแหน ? เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้"

                   ด้วยพระราชหฤทัยที่ห่วงใยปัญหาการใช้ภาษาไทยดังกล่าว หลายหน่วยงานจึงมีความคิดที่จะให้มีวันภาษาไทยแห่งชาติ ขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 เป็นวันประวัติศาสตร์แห่งภาษาไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธานและร่วมประชุมทางวิชาการกับสมาชิกชุมนุมภาษาไทย จึงได้เสนอต่อรัฐบาลให้ประกาศวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาะคุณที่รงมีต่อ "ภาษา" และ "วรรณกรรม" ของชาติ อีกทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2542 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้ประกาศวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542



"วันภาษาไทยแห่งชาติ" 29 กรกฎาคม ของทุกปีจึงถือกำเนิดขึ้น

ด้วยเดชะพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง



   วัฒนธรรมและภาษาดีงามทำตามไว้
เราคนไทยต้องรู้จักช่วยสืบสาน
การละเล่นแสนสุขสนุกสนาน
ทั้งอาหารการกินนิยมทาน

เคารพน้อมค้อมไหว้แต่โบราณ
ให้ลูกหลานทำตามเป็นนิสัย
ไม่ให้เป็นที่ติฉินของผู้ใด
ว่าชาวไทยไม่รู้รักษ์ภาษาประเพณี

ยุคสมัยที่ผันแปรตามเวลา
เมื่อถึงคราของเก่าย่อมตกไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจ
ภาษาไทยที่เป็นไปอยู่เรื่อยมา

หากพวกเราอนุรักษ์กอบเก็บไว้
แม้แปรเปลี่ยนก็ยังไม่ลืมเลือนไป
ร่วมรักษาไม่ละทิ้งจนสิ้นไซร้
ประเพณีและภาษาไทยคงอยู่คู่ชาติเอย   


ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza

คะแนนแทนกำลังใจ: 261
กระทู้: 43
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 3.6.6 Firefox 3.6.6

อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2553, 08:52:50 pm »
ถ้าไม่อ่านคงจำไม่ได้...ขอบคุณ m121 m121
บันทึกการเข้า
boomerangsa
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2553, 07:01:27 pm »
ขอบคุณมากครับ เเหม!!เกือบลืมไปเเล้วขอบใจมาก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal