หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฑีฆายุกา โหตุ มหาราชินี 12 สิงหาคม  (อ่าน 1208 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26887
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,637
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 11:45:11 pm »


ฑีฆายุกา โหตุ มหาราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ


แม่ศรีมิ่งศักดิ์ไท้ราชินีนาถเอย

ของแผ่นดินภักดีใฝ่เฝ้า

แผ่นใจประจักษ์ศรีประจำสู่

ดินร่มฟ้าร่มเร้าเร่งพร้องพระพรถวายุ


                  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทานนามว่า สิริกิต์ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เป็นศรีแห่ง กิติยากร


๑. หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร
๒. หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติย์ กิติยากร
๓. หม่อมราชวงศ์ อดุลกิต์ กิติยากร
๔. หม่อมราชวงศ์ สิริกิต์ กิติยากร
๕. หม่อมราชวงศ์ บุษบา กิติยากร

                     ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ 1808 ถนนพระราหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้น เป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร

                       หลังจากเปลี่ยนแปลง การปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัว ยังคงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบมอบหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศา นุประพันธ์และท้าววนิดา พิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว

                         หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ ต้องอยู่ห่างไกลพระบิดามารดาตั้งแต่อายุพียงน้อยนิด บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดกับพระบรมวงศานุวงศ์ตามเหตุการณ์ผันผวน ทางการเมือง เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

                         ปลาย ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมจ้านักขัตรมงคล ทรงลาออกจากราชการ กลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์บุตรคนโตและหม่อมราชวงศ์บุษบาบุตรีคนเล็กผู้ เกิดที่สหรัฐอเมริกาแล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์บุตรคนรอง กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จากหม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

                         หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่ โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อย ๆ ทำให้การเดินทางไม่สะดวกและปลอดภัย หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงต้องย้ายไปโรงเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

                        หม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย พระบิดาผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตร และบุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ และความเสียสละ โดยอาศัยเหตุการณ์ในสงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามก็ทำให้ผู้คนต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากสิ่งเหล่า นี้หล่อหลอมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีความเมตตาต่อผู้อื่น และรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

                         หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือ นายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นรัฐทูตวิสามัญและอัครราชทูตผู้มี อำนาจเต็มประจำสำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว

                         ระหว่างที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตั้งใจเรียนเปียโน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่อังกฤษได้ไม่นานหม่อมเจ้านักขัตร มงคลก็ทรงย้ายไปประเทศเดนมาร์กและประเทศฝรั่งเศสตามลำดับ ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

                        พุทธ ศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวอยู่ในปารีส ได้รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเป็นที่คุ้นเคยต่อพระยุคลบาทและต้องพระราชอัธยาศัย ฉะนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิส เซอร์แลนด์ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมหลวงบัวพาบุตรีทั้งสง คือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเยี่ยมอาการเป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลง เสด็จกลับพระตำหนักได้ สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่ศึกษาต่อที่เมือง โลซานน์ในโรงเรียนประจำ Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์

                       ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าฯ แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และประกอบพระราชพิธีหมั้นอย่างเงียบ ๆ ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนี เป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วคงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไป จนเสด็จนิวัตพระนคร จึงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓



                       วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็น สมเด็จพระราชินี

                      วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาเฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

                     วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะแพทย์ผู้รักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพัก รักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง พุทธศักราช ๒๔๙๔ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัตประเทศ ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต หลังจากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ซึ่งต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์


                     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นลำดับมา ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทยและในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว กล่าวคือ ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระทั้งหลายไปได้มาก อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาประเทศอยู่เนือง ๆ เห็นได้ชัดจากพระราชกรณียกิจที่เผยแพร่สู่สายตาประชาชนอยู่ทุกวันนี้

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26887
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,637
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2553, 11:46:23 pm »




 พระราชกรณียกิจ

 ด้านการศึกษา
                                                               
        ด้วยสมเด็จพระนางเจ้า  พระบรมราชินีนาถ    ทรงระลึกอยู่เสมอว่า “ การศึกษาทำให้คนเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ”   และ  “ การศึกษาเป็นอนาคตของชาติ  เป็นแสงสว่างของชีวิต ”  จึงทรงให้การสนับสนุนในเรื่องกิจการการศึกษาของประชาชนอย่างต่อเนื่องในหลายลักษณะ  ที่สำคัญคือการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์   และจากที่มีผู้ทูลเกล้า ฯ  ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลให้นำไปสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร     การให้ทุนการศึกษาผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์แก่ผู้ต้องการศึกษาเล่าเรียน   และให้การอุปถัมภ์จนสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา   ทรงริเริ่มโครงการสอนหนังสือให้แก่ชาวบ้านในเขตท้องถิ่นต่าง ๆ ตามชนบท  โดยการสอดแทรกความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา   หน้าที่พลเมือง   การสาธารณสุข   การประกอบอาชีพที่เหมาะกับท้องถิ่นนั้น ๆ  บางครั้งถ้ามีเวลาว่างในช่วงการเสด็จแปรพระราชฐาน ก็จะทรงทำการสอนชาวบ้านเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง  นอกจากนี้  ยังทรงพระราชทานพระราชดำริให้ชาวบ้านหาสถานที่ที่เหมาะสมในบริเวณหมู่บ้านจัดตั้งเป็น  ศาลารวมใจ  เพื่อใช้เป็นสถานที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน    ในลักษณะของการให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

                        พระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ  การโดยเสด็จ ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในการพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา   ซึ่งถือได้ว่าเป็นเกียรติยศแก่ผู้สำเร็จการศึกษา




ด้านการศาสนา
                                      
                       สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใฝ่พระทัยในการพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งโดยจะเสด็จ ฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธีอยู่เสมอ ๆทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปสร้างหรือบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม รวมทั้งสถานปฏิบัติธรรมต่าง ๆ โดยไม่ได้ขาด  ในการนี้ทรงเสด็จ ฯ ไปนมัสการและสนทนาธรรมกับพระสงฆ์ผู้สูงสมณศักดิ์และพระนักปฏิบัติผู้มีปฏิปทาสูง   ให้การสงเคราะห์พระเดชพระคุณเจ้าผู้ทรงศีลเมื่อถึงคราวอาพาธ  ทรงรับเป็นพระธุระในการจัดการดูแลรักษา  รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  

                        สมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถทรงมีพระทัยใฝ่การศึกษาธรรมะ   พร้อมกับทรงเจริญวิปัสนากรรมฐานอยู่เป็นนิจ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  รับสถาบันแม่ชีไทยเข้าไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์   ตั้งแต่ปีพุทธศักราช  ๒๕๒๐  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  




ด้านการสาธารณสุข

                  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงพิจารณาเห็นว่า เรื่องสุขภาพอนามัยเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล  หากประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ก็จะมีสติปัญญาเล่าเรียนประกอบสัมมาอาชีพสร้างสรรค์ความเจริญต่าง ๆ  ให้บ้านเมือง    ทรงเห็นว่าพลเมืองที่แข็งแรง ย่อมสามารถสร้างชาติที่มั่นคง  พระราชกรณียกิจที่สำคัญในด้านการสาธารณสุข  คือ ทรงรับดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย  ตั้งแต่วันที่  ๒๑   กันยายน   พุทธศักราช   ๒๔๙๙   เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถในด้านสาธารณสุข  แบ่งได้เป็น  ๔  ประเภท  คือ

                        ๑.   พระราชภารกิจด้านสภากาชาดไทย

                        ๒.  พระราชภารกิจด้านคนไข้  ในพระบรมราชานุเคราะห์

                        ๓.  โครงการแพทย์และสาธารณสุขต่าง ๆ  ตามพระราชดำริ

                        ๔.   การพระราชทานความช่วยเหลือ  แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต่าง ๆ

                        นอกจากนี้ทรงมีพระราชดำริ  และมีพระราชานุเคราะห์ด้านการสาธารณสุขแก่ราษฎรอีกหลายโครงการ เช่น โครงการแพทย์หลวง โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน โครงการทันฑกรรมพระราชทาน โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ โครงการศัลยแพทย์อาสา  โครงการแพทย์หู  คอ จมูก โครงการหมอหมู่บ้าน    ฯลฯ  


ด้านการสังคมสงเคราะห์

                   สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพิจารณาเห็นว่าการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญเท่ากับการพัฒนาชาติ ถ้าไม่พยายามพัฒนาคนให้อยู่ในสภาพที่อยู่ดีกินดี  มีการศึกษาและอาชีพคนก็ไม่สามารถพัฒนาชาติให้เจริญได้การพัฒนาคนจึงเท่ากับการพัฒนาชาติ
        
                      ในการนี้ทุกครั้งที่โดยเสด็จ ฯ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ในการเสด็จแปรพระราชสถานไปตามท้องถิ่นทุรกันดาร   สมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถ  จะทรงดูแลในเรื่องปัญหาความเป็นอยู่ทั่วไปและความป่วยไข้ของราษฎรที่สำคัญ คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดทำโครงการอาชีพเสริมแก่ราษฎร เหล่านั้น  เพื่อให้เกิดรายได้เสริมที่นอกเหนือไปจากการทำเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลัก  

                     โครงการดังกล่าวนี้  นอกจากจะทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วยังส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้าไปรับจ้างทำงานในเมืองใหญ่ และจากโครงการอาชีพเสริม  ต่อมาได้พัฒนามาเป็นโครงการศิลปาชีพพิเศษโดยก่อตั้งเป็นมูลนิธิและพระราชทานชื่อว่ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นที่รู้จักของนานาประเทศอย่างกว้างขวาง  โครงการศิลปาชีพดังกล่าวนั้ได้สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในโครงการมากกว่า  ๒๐,๐๐๐   คน อีกทั้งทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผลิตได้จากมูลนิธิ ฯ  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนชาวไทยในการใช้สินค้า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฝีมือของคนไทย    



ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                       สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงมีความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่งเพราะจากการเสด็จแปรพระราชสถานไปในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย

ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติซึ่งมีผลต่อระบบนิเวศวิทยาโดยเฉพาะการตัดทำลายป่าไม้ในแหล่งต้นน้ำลำธาร จนทำให้เกิดความแห้งแล้งการเกิดอุทกภัย จึงทรงจัดให้มีโครงการที่หลากหลาย  เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าให้กับคืนมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งโดยมุ่งพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของคน  ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและรู้จักการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าโครงการที่สำคัญ ๆ  คือ

-        โครงการป่ารักน้ำ

-        โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่

-        โครงการสวนป่าสิริกิติ์

-        โครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและเพาะขยายพันธุ์สัตว์หายากที่ใกล้จะสูญพันธ์

-        โครงการสวนสัตว์ธรรมชาติหรือสวนสัตว์เปิด

-        โครงการสวนนกและวังปลา



ด้านการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย

                        สมเด็จพระนางเจ้า ฯ   พระบรมราชินีนาถ  ทรงเป็นผู้นำในการเผยแพร่เชิดชูงานศิลปวัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย รวมทั้งให้เป็นที่ประจักษ์ในความประณีตสวยงามแก่ชาวต่างประเทศทั่วโลกทรงเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยทรงสนับสนุนให้มีการแต่งกายแบบไทยทรงมีพระราชดำริให้มีการแต่งกายที่เรียกว่า “ ชุดประจำชาติ ” ทรงฟื้นฟูให้มีการแต่งกายของสตรีตามแบบอย่างของสตรีไทยสมัยโบราณ โดยกำหนดชื่อชุดไทย ให้สอดคล้องกับโอกาสในการใช้เครื่องแต่งกายชุดไทยต่าง ๆคือ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา  ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิต  ชุดไทยจักรพรรดิ์  

                        นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถยังทรงออกแบบเสื้อประจำชาติสำหรับให้สุภาพบุรุษชาวไทยสวมใส่ที่เรียกว่า “ เสื้อพระราชทาน ” หรือ  “ ชุดพระราชทาน ” ชุดประจำชาติ ตามแนวพระราชดำริดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม ประเพณีไทย ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว    รวมไปถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาติไทย ได้อย่างเป็นที่น่าภาคภูมิ

[

พระเกียรติคุณก้องฟ้า

                     จากการที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า  ๔๐  ปีจนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติในนานาประเทศต่างพากันสดุดียกย่องด้วยการทูลเกล้า ฯ   ถวายรางวัลประกาศพระเกียรติคุณ  รวมทั้งการขอพระราชทานพระนามไปใช้เพื่อเป็นการสดุดีเฉลิมพระเกียรติในโอกาสต่าง ๆ  มากมาย  อาทิ

-        สหพันธ์พิทักษ์เด็ก  ( Save   the   Children   Federation )   แห่งนครนิวยอร์ก  ประเทศ

สหรัฐอเมริกา   ขอพระราชทานวโรกาสทูลเกล้าฯ  ถวายเหรียญสดุดี  “ First   Distinguished   Service   Award ” เนื่องในโอกาสครบรอบ  ๕๐  ปีของสหพันธ์ฯ  ซึ่งนับเป็นรางวัลเกียรติคุณรางวัลแรกของสหพันธ์ฯ   เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ   พระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพชาวอินโดจีน

-        บริษัทแบล็คแอนด์  ฟลอรี่   จากประเทศอังกฤษขอพระราชทานพระนามาภิไธยสิริกิติ์   ไปเป็นชื่อกล้วยไม้ที่ผสมพันธุ์ ขึ้นมาใหม่  ชื่อว่า  แคทลียา  ควีน  สิริกิติ์  

-        มหาวิทยาลัยเซ็นโต้   เอส  โคลา   แห่งฟิลิปปินส์  ทูลเกล้า ฯ  ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์   สาขามนุษยธรรม

-        องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ   ( FAO ) ได้ทูลเกล้า ฯ  ถวายเหรียญ เซเรส (CERES) เพื่อสดุดีที่พระองค์ท่านทุ่มเทชีวิตให้แก่งานเกษตรกร โภชนาการ  สังคมสงเคราะห์

-        องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO )  ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะที่ทรงสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูอนุรักษ์และสืบสานงานทางด้านศิลปกรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป

-        โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ   ทูลเกล้า ฯ   ถวายเหรียญทองเกียรติยศด้าน

ที่มา...blog.spu.ac.th

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal