หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กระบวนพยุหยาตราชลมารค  (อ่าน 916 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:53:27 pm »
กระบวนพยุหยาตรา หมายความว่าอะไร

กระบวนพยุหยาตรา คือริ้วกระบวนอันสง่างามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดผ้าพระกฐิน หรือเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี

หากเสด็จพระราชดำเนินทางบก คือริ้วกระบวนเคลื่อนไปตามถนนสายสำคัญ เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราสถลมารค
 
หากเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ คือริ้วกระบวนเรือสวยงาม เช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เคลื่อนลอยไปตามลำน้ำเจ้าพระยา พร้อมๆ กับที่ฝีพายร้องเห่เรืออย่างไพเราะ เรียกว่ากระบวนพยุหยาตราชลมารค

วันนี้จะกล่าวถึง กระบวนพยุหยาตราชลมารค ก่อนแล้วกัน ส่วน กระบวนพยุหยาตราสถลมารค จะเอามาฝากกันในโอกาสต่อไป


กระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือ กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค

เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่เป็นราชประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ โดยมีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยา เรือในกระบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดกระบวนหลายแบบ ที่รู้จักกันดีก็คือ "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง" ดังปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยยึดถือตามแบบแผนเดิมแห่งกรุงศรีอยุธยา

ประเภทของการเห่เรือ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ
1 การเห่เรือหลวง (การเห่เรือในงานพระราชพิธี)
2 การเห่เรือเล่น (การเห่เรือเล่นของชาวบ้านในงานต่างๆ)

ในปัจจุบันการเห่เรือ ยังคงอยู่เฉพาะ การเห่เรือหลวง ที่ใช้ใน กระบวนพยุหยาตราชลมารค

คัดมาส่วนนึงของกาพย์เห่เรือ

บทเห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ


 

เห่ชมเรือกระบวร



โคลง

            ปางเสด็จประเวศด้าว          ชลาไลย

ทรงรัตนพิมานไชย                         กิ่งแก้ว

พรั่งพร้อมพวกพลไกร                     แหนแห่

เรือกระบวรต้นแพร้ว                       เพริศพริ้งพายทอง ฯ



ช้าลวะเห่

            พระเสด็จโดยแดนชล         ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย

กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย                   พายอ่อนหยับจับงามงอน

            นาวาแน่นเปนขนัด             ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือริ้วทิวธงสลอน                           สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

            สรมุขมุขสี่ด้าน                  เพียงพิมานผ่านเมฆา

ม่านกรองทองรจนา                        หลังคาแดงแย่งมังกร

            สมรรถไชยไกรกาบแก้ว       แสงแวววับจับสาคร

เรียบเรียงเคียงคู่จร                        ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน

        สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย             งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์                  ลินลาสเลื่อนเตือนตาชม

            เรือไชยไวว่องวิ่ง                รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม

เสียงเส้าเร้าระดม                          ห่มท้ายเยิ่นเดิรคู่กัน




มูลเห่

            คชสีห์ทีผาดเผ่น               ดูดังเป็นเห็นขบขัน

ราชสีห์ที่ยืนยัน                             คั่นสองคู่ดูยิ่งยง

            เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ              แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง

เพียงม้าอาชาทรง                        องค์พระพายผายผันผยอง

            เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน           โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง

ดูยิ่งสิงห์ลำพอง                            เปนแถวท่องล่องตามกัน

            นาคาหน้าดังเปน              ดูขะเม่นเห็นขบขัน

มังกรถอนพายพัน                         ทันแข่งหน้าวาสุกรี

            เลียงผาง่าเท้าโผน            เพียงโจนไปในวารี

นาวาหน้าอินทรีย์                          มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม

            ดนตรีมี่อึงอล                   ก้องกาหลพลแห่โหม

โห่ฮึกครึกครื้นโครม                     โสมนัสชื่นรื่นเริงพล

            กรีฑาหมู่นาเวศ               จากนคเรศโดยสาชล

เหิมหื่นชื่นกมล                            ยลมัจฉาสารพันมี ฯ


___________________________________________________________

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #1 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:53:55 pm »
ประวัติ


สมัยเริ่มแรกของกระบวนเรือ



กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในการแห่พระกฐินในอดีต หน้าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร การเสด็จทางน้ำที่เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ปรากฏไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชา 1) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสอง

ในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค พอได้เวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระพิชัย” นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ครั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ จึงปรากฏการสร้างเรือรบมากมายในกรุงศรีอยุธยา ยามบ้านเมืองสุขสงบ ชาวกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือเป็นเรื่องเอิกเกริก โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อจะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทอดผ้ากฐินยังวัดวาอาราม ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจัดเป็นกระบวนเรือยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีกระบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วกระบวนที่ใหญ่มาก จัดออกเป็น 4 สาย แล้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีก 1 สาย ใช้เรือทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 100 ลำ

ระหว่างการเคลื่อนกระบวนก็มีการเห่เรือพร้อมเครื่องประโคม จนเกิดวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ กาพย์เห่เรือ ของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบรรยายถึงความงดงาม และลักษณะของเรือในกระบวนครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ใช้กันในปัจจุบัน

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #2 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:54:17 pm »
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ด้วยเหตุที่สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆมากมาย ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค และในบางโอกาสก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูต และแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรี

ในช่วงปี พ.ศ. 2199-2231 ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า “ขบวนเพชรพวง” เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆ มา

การจัดการกระบวนพยุหยาตรลมารคในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่กล่าวมานี้ จัดได้ว่าเป็นริ้วกระบวนใหญ่แสดงความมั่งคั่งโอ่อ่า ของราชสำนักไทยในครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับริ้วกระบวนเรือในสมัยต่อมา จะพบว่าค่อยๆ ตัดทอนลงไปเรื่อยๆ เพราะเรือชำรุดไปตามกาลเวลาบ้าง ไม่มีผู้รู้จักทำขึ้นใหม่ให้ถูกต้องตามแผนโบราณบ้างจึงเหลืออยู่เท่าที่พอจะรักษาไว้ได้เท่านั้น กระทั่งในปี พ.ศ. 2310 ถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่ากระบวนเรือราชพิธีสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านด้วยฝีมือของข้าศึก
บันทึกของนิโคลาส แชแวร์


ภาพขบวนเรือพระราชพิธี ในการพระราชพิธีลงสรงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตามบันทึกของ นิโคลาส แชแวร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยนั้น ได้บรรทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ถึงกระบวนเรือไว้ว่า

"ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า 200 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกับเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน"

บันทึกของกวีย์ ตาชาร์ด

ในปี พ.ศ. 2228 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามายังประเทศไทย พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งมีบาทหลวงผู้หนึ่ง คือ กวีย์ ตาชาร์ด เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ในตอนหนึ่งได้เล่าถึงขบวนเรือที่ใช้ออกรับเครื่องราชบรรณาการว่า

"มีเรือบังลังก์ขนาดใหญ่ 4 ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึง 80 คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน 2 ลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์ 2 นายมาในเรือทั้ง 2 ลำ เพื่อรับเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุกเสร็จแล้วก็ถอยออก ไปลอยลำอยู่กลางแม่น้ำอย่างสงบเงียบ และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำได้เลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบัลลังก์หลวง และเครื่องราชบรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น"

บาทหลวง ตาชาร์ด ยังเขียนถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปยังเมืองลพบุรีไว้อีกว่า

"ขบวนอันยึดยาวของเรือบังลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง 150 ลำผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชาพลเมืองมาคอยชมขบวนเรือยาตราอันมโหฬารนี้อยู่"

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #3 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:54:39 pm »
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์


พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงประทับบนเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ทอดบัลลังก์บุษบก เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระกฐินทางชลมารค ( ภาพถ่ายลายเส้นหายากจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในสมัยนั้น )
ในตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 พม่าได้เผาทำลายเรือลงจนหมดสิ้น หลังจากนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชของไทยคืนมาได้ ก็ทรงสร้างเรือขึ้นใหม่ทั้งชุด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรือที่ใช้ในการรบพุ่งทั้งสิ้น เพราะในสมัยนั้นมีแต่การศึกสงคราม โดยมีการแห่เรือสำคัญ คือ ในการพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอันเชิญมาจากเวียงจันทน์และมาแห่พักไว้ที่กรุงเก่า คือพระนครศรีอยุธยามีข้อความในหมายรับสั่งพรรณนากระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่ามีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวน 246 ลำ

ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้ทรงสร้างเรือขึ้นมาใหม่อีก 67 ลำ ซึ่งมีทั้งเรือพระที่นั่ง เรือกระบวนปิดทอง เรือพิฆาต และเรือแซง ซึ่งเป็นเรือที่สำคัญๆ เป็นที่รู้จักมาจนเท่าทุกวันนี้

ในรัชกาลต่อๆมาก็ยังมีการสร้างเรือเพิ่มขึ้นมาอีก

รัชกาลที่ 2 2 ลำ
รัชกาลที่ 3 24 ลำ
รัชกาลที่ 4 7 ลำ
รัชกาลที่ 5 ลำเดียว
รัชกาลที่ 6 2 ลำ
จากนั้นก็มิได้มีการสร้างเรืออีกจนถึงรัชกาลที่ 9จึงได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9เนื่องในโอกาสกาญจนาภิเษก เรือที่สำคัญๆ และตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 4 และมาสร้างขึ้นแทนลำเดิมอีกในรัชกาลที่ 6 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 และ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 6

ในช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือพระที่นั่งที่ปากคลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดถล่มจนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นมาจึงมีการซ่อมแซมเรือ และโอนเรือพระราชพิธี 36 ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย และส่วนที่เหลืออีกราว 32 ลำ เป็นพวกเรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง กองทัพเรือเก็บรักษาไว้

สำหรับกระบวนพยุหยาตราที่มีในรัชกาลปัจจุบันนั้น ส่วนมากจะเป็นการเสด็จไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และ พิธีสำคัญๆ อย่างเช่น การฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กาญจนาภิเษก และ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (สำหรับงาน เอเปค และ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี นั้น เป็นเพียงการสาธิตแห่กระบวนเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จในกระบวน)


ในรัชกาลปัจจุบัน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามใน พระราชพิธีกาญจนาภิเษก


ภาพขบวนเรือพระราชพิธี ในงานประชุมเอเปค 2003


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วจำนวน 17 ครั้งแล้ว ดังนี้

กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อ 14 พฤศภาคม พ.ศ. 2500
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2505
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2507
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2508
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2510
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี เสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระบูรพามหากษัตริย์เจ้า เมื่อ 5 เมษายน พ.ศ. 2525
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) แห่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อ 12 เมษายน พ.ศ. 2525
กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน (ใหญ่) ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2525
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2530
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ขบวนเรือพระราชพิธี การประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก 2003 เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546
ขบวนเรือพระราชพิธี ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554


เส้นทางเดินเรือ

จุดเริ่มต้นของกระบวนเรือนั้น คือบริเวณท่าวาสุกรี โดยจะมีการจอดเรือตั้งแต่ หน้าสะพานกรุงธน ไปถึงหลังสะพานพระราม 8 เรือจะเริ่มออกจากสะพานพระราม 8 ผ่านป้อมพระสุเมรุสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช กรมอู่ทหารเรือ ราชนาวิกสภา พระบรมมหาราชวัง หอประชุม ทร. วัดอรุณราชวราราม และไปจอดเรืออยู่หน้าวัดกัลยาณมิตร



แผนผังการจัดขบวนเรือ


บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #4 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:55:26 pm »
เรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค มีดังนี้

เรือพระที่นั่ง

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

เรือคู่ชัก / เรือเอกไชย

เรือเอกไชยเหินหาว
เรือเอกไชยหลาวทอง

เรือรูปสัตว์

เรือพาลีรั้งทวีป
เรือสุครีพครองเมือง
เรืออสุรวายุภักษ์
เรืออสุรปักษี
เรือกระบี่ปราบเมืองมาร
เรือกระบี่ราญรอนราพณ์
เรือครุฑเหินเห็จ
เรือครุฑเตร็จไตรจักร

เรือประตูหน้า   

เรือเสือทยานชล
เรือเสือคำรณสินธุ์
เรือทองขวานฟ้า
เรือทองบ้าบิ่น

เรือกลอง

เรืออีเหลือง
เรือแตงโม

เรือพระราชพิธีอื่น   

เรือดั้ง
เรือแซง
เรือตำรวจ
เรืออีเหลือง
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #5 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:55:48 pm »
เรือพระที่นั่ง

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

 เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เคยมีกล่าวถึงครั้งแรก ในชื่อว่า เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เป็นเรือที่แกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ สำหรับลำปัจจุบันนี้สร้าง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นแทนลำเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชแต่ความจริงแล้วเรือ

พระที่นั่งสุพรรณหงส์มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วดังทราบได้จากบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ฯที่ว่า



" สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมิน ลินลาสเลื่อนเตือนตาชม "

สำหรับเรือพระที่นั่ง สุพรรณหงส์ลำปัจจุบันนี้สร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เพื่อทดแทนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำเดิม

ที่ได้สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่๑ แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ ๖

ซึ่งได้ประกอบพิธีลงน้ำเมื่อ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ เป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก๑๕.๖ ตัน กว้าง ๓.๑๕ เมตร ยาว ๔๔.๗๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๔๑ เมตร ฝีพาย ๕๐ นาย

นายท้าย ๒ นาย นายเรือ ๒ นาย พายที่ใช้เป็นพายทองพลพายจะพายท่านกบินและถือเป็นธรรมเนียมว่าถ้าจะเปลี่ยนท่าพายเป็นพายท่าธรรมดาหรือพายกระเดียด

จะต้องรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อนจึงเปลี่ยนท่าพายได้




เครื่องประกอบของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พู่ห้อย ที่หัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทำด้วยขนของสัตว์ชื่อ จามรี (ลักษณะเหมือนม้าอยู่ในป่า) ลักษณะขนสีขาว นุ่มละเอียด

นำมาประกอบทำเป็นชั้นๆ ตามทรงของพุ่มท่เป็นแบบอยู่ข้างในแล้วจึงติดชนวนโดยรอบและตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งนำมาจากเนปาลบัลลังก์กัญญา เรือพระที่นั่งจะทอดบัลลังก์กัญญา เป็นที่ประทับกลางลำ ตกแต่งด้วยม่านสำหรับการแต่งกายของฝีพายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

ฝีพายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จะสวมเสื้อสักหลาดสีแดงติดลูกไม้ใบข้าว กางเกงผ้าเสิร์จสีดำคาดผ้ารัดประคดโหมดเทศดาบฝักไม้ ด้ามไม้กลึง สาย สะพายดาบสักหลาดสีแดงติดแถบลูกไม้สวมหมวกทรงประพาสสักหลาดแดงติดลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #6 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:56:27 pm »
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช


เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ซึ่งมีโขนเรือเป็นรูปพญานาค ๗ เศียรนั้น สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น สร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๓
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระราชดำริว่าพระที่นั่งครุฑของเดิมก็มีอยู่แล้ว แต่พระที่นั่งนาคยังหามีไม่ จึงโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนราชสีหวิกรม เอามาดเส้น ๔ ศอก ( มาดเส้น มาจากคำว่า “ มาดเหลา” ซึ่งหมายถึงเรือไม้ขุด ทั้งลำเรือ เกลาแต่ผิวให้เรียบ เรือที่มีขนาดใหญ่ที่ยาวเกิน ๑ เส้นหรือ ๔๐ เมตร ขึ้นไปเรียกว่ามาดเหลาเส้น เป็นการเรียกขนาดเรือไปด้วย )



ทำเป็นเรือพระที่นั่งนาค ๗ เศียร ชื่อว่า เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช  ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งลำทรงซึ่งจะตั้งบุษบกผูกม่านทำด้วยผ้าตาดมีนักสราชประจำทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่หัวเรือ ตั้งปืนจ่ารงคร่ำเงินหน้าบุษบกจะตั้งเครื่องสูง ด้านหน้ามีฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ ฉัตร ๕ ชั้น ๓ องค์ ด้านหลังบุษบกเป็นฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ ๕ ชั้น ๒ องค์ และมีพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ บังแทรก( บังดั้น ) ด้านหน้าพระแท่นมีอาวุธผูกติด คือปืนนกสับ พระแสงง้าวนากถมเงิน ด้านท้ายพระแท่นมีทวน ๑ คู่ ขุนนางที่อยู่ประจำเรือ มีจมื่นมหาดเล็กข้างละ ๒ ท่าน
สำหรับเชิญพระแสงตีนตอง มีจางวางปลัดทูลฉลองและหุ้มแพรอยู่หน้าพระที่ พวกพลเลวอยู่ท้าย ๒ คน พลพายใช้พายทองและฝีพายจะพายท่านกบิน เช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #7 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:56:50 pm »
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์






เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นในรัชกาล ที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเรือพระที่นั่งสีพื้นชมพู น้ำหนัก ๗.๗ ตัน
กว้าง ๓.๑๕ เมตร ยาว ๔๕.๔๐ เมตร ลึก ๑.๑๑ เมตร กินน้ำลึก ๑.๔๖ เมตร กำลัง ๓.๕ เมตร ซ่อมใหญ่ พ.ศ.๒๕๑๗ น้ำหนักอาจเปลี่ยนแปลงได้
โดยปกติเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราใหญ่นั้น จะทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ และทรงพระมหา มงกุฏ
หรือพระชฎามหากฐินทรงพระมาลาเส้าสูง เรือที่ใช้ทรงเปลื้องเครื่องนี้เรียกว่าเรือพลับพลา เรือนี้จะเข้าเทียบท่าก่อน แล้วเรือพระที่นั่งลำทรง เทียบด้านนอกเรือพลับพลา

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ มีนายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๖๑ นาย ใช้พายทองพายท่านกบินเช่นเดียวกับเรือพระที่นั่ง ไม่มีนักสราชเชิญธง เพราะถือเป็นธรรมเนียมว่า เรือพระที่นั่งศรีถ้าทอดบังลังก์กัญญา ไม่มีธงท้าย


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พลับพลาเปลื้องพระมหามงกุฏ หรือพระชฎามหากฐินแล้ว จึงเสด็จขึ้น ตอนเสด็จลง ก็เช่นกันเสด็จลงเรือพลับพลาทรงพระมหามงกุฏหรือพระชฎามหากฐินก่อน จึงเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่งในเวลาเสด็จกลับเรือพลับพลาแล่นหลังเรือพระที่นั่งเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งลำนี้ จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรีในลำดับชั้นรอง ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินลำลองภายหลังนำเข้ากระบวนพยุหยาตราชลมารค เรียกว่า เรือพระที่นั่งรอง นับเป็นเรือพระที่นั่งลำเดียวที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕


  โขนเรือจำหลักปิดทองเป็นรูปพญานาคเล็ก ๆ จำนวนมาก ลำเรือภายนอกทางสีชมพูท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว ๔๕.๕๐ เมตร กว้าง ๓.๑๕ เมตร ลึก ๑.๑๑ เมตร กินน้ำลึก.๔๖ เมตร กำลัง ๓.๕๐ เมตร ใช้ฝีพาย ๖๑ คน นายท้าย ๒ คน นายเรือ ๒ คน คนถือธงท้าย ๑ คน พลสัญญาณ ๑ คน คนเห่ ๑ คน
ในรัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากเรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย ชำรุดไม่สามารถซ่อมแซมได้ ดังนั้นเรือพระที่นั่งสำหรับทรงเปลื้อง เครื่อง จึงใช้เรือพระที่นั่งศรีแทนเรือพระที่นั่งกิ่งคือใช้เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ แทน โดยการทอดบังลังก์กัญญา มีม่านกั้น
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #8 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:57:10 pm »
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่9


เรือนารายณ์ทรงสุบรรณเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ประเภทเรือรูปสัตว์ กล่าวคือเป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือ เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์จริงและสัตว์ในเทพ นิยายเรือรูปสัตว์ปรากฏขึ้นในรัชกาลสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิพระองค์ทรงแก้เรือแซเป็นเรือไชยและเรือรูปสัตว์ต่างๆ เพื่อจะให้ตั้งปืนใหญ่ที่หัว เรือได้เรือรูปสัตว์มาจากตราประตำแหน่งของเสนาบดี เช่น ราชสีห์ คชสีห์ นาค ฯลฯนอกจากนี้ เรือพระที่นั่งก็มีหัวเรือเป็นรูปสัตว์ตามพระราชลัญจกร


เช่นเรือครุฑอย่างพระราชลัญจกร“พระครุฑพ่าห์” หัวเรือแต่เดิมทำเป็นรูปครุฑเท่านั้นซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์หมายถึงเรือพระที่นั่งแห่งพระมหากษัตริย์ผู้อยู่ในฐานะสมมุติเทพนั่นเองความเป็นมาของเรือนารายณ์ทรงสุบรรณนั้น มีชื่อเดิมว่า“ มงคลสุบรรณ ” พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา เจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ต่อขึ้นตามแบบอย่างสมัยอยุธยา โดยมีพระราชประสงค์ตามที่ปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่า “ ไว้เป็นเกียรติยศสำหรับแผ่นดิน ”


 ลักษณะของเรือลำนี้มีความยาว ๑๗ วา ๓ ศอก กว้าง ๕ ศอก ๕ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๖ นิ้วกำลัง ๖ ศอก ๖ นิ้ว พื้นท้องเรือภายนอกทาสีแดง กำลังฝีพาย ๖๕ คนโขนเรือแต่เดิมจำหลักไม้รูปพญาสุบรรณหรือพญาครุฑยุดนาคเท่านั้นมีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่อยู่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ สมเด็จพระมหา สมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับเรือมงคลสุบรรณใน กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคไว้ว่า“ เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณมีปืนจ่ารงที่หัวเรือตรงช่วงเท้าของรูปครุฑ มีฝรั่งกำกับเป็น๓ นาย คือพระยาพิเศษสงคราม หลวงชนะทุกทิศ และหลวงฤทธิราวี มีจมื่นสรรเพชรภักดีและ จมื่นศรีเสาวรักษ์ จมื่นเสมอใจราช และจมื่นไวยวรนารถ อยู่ประจำหน้าพระที่นั่งที่บัลลังก์นี้มีเครื่อง ราชูปโภคทอดไว้ เช่น พระล่วมมณฑป พระแสงดาบต้น กระดานชนวนหม้อลงพระบังคน ธารพระกร พระสุพรรณราช และพระสุพรรณศรี ทั้งยังมี วิชนีเครื่องสุธารสชา ชุดกล้องเข้าใจว่าเป็นกล้องยาสูบ เชิงเทียน พระเต้าน้ำและพระสุพรรณภาชน์สองชั้น ส่วนนอกบัลลังก์ด้านหน้าผูกพระแสงปืน คาบศิลาขนาดยาวสิบคืบประดับลวดลายคร่ำทอง เป็นปืนที่ใช้ลูกปืนขนาดหกบาท พนักงานประจำปืนชื่อพระยาอภัยศรเพลิง หลวงเสน่ห์ศรวิชิตและ หลวงสนิทอาวุธ มีเจ้ากรมพระศุภรัตชื่อหลวงสุนทรภิรมย์ และจางวางพิชัยพลระดม ที่ท้ายที่นั่งนอกม่านมีมหาดเล็ก ๒ คนมีเวรพนักงานพระภูษามาลา เชิญพระกลด ๒ คน และมีแพทย์หลวงอีก ๒ คน คือ หมอยาทิพจักรและหมอนวดราชรักษา ”
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #9 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:57:36 pm »
เรือคู่ชัก  เรือเอกไชย


เรือเอกไชยเหินหาว


เป็นเรือประเภทเรือเอกขัยในลำดับชั้นของเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่งทำหน้าที่เป็นเรือคู่ชักใช้นำหน้าหรือชักลากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ คู่กับเรือเอกไชยหลาวทองหรือสำหรับชักลากเรือพระที่นั่งในกรณีที่ฝีพายไม่เพียงพอ ปัจจุบันเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานเรือพระราชพิธีคลองบางกอกน้อย

ประวัติเรือเอกชัย

เรือเอกไชยเหินหาวสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เรือลำนี้ได้ถูกระเบิดได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๗ต่อมากรมศิลปากรได้ตัดหัวเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อปี ๒๔๙๑ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ โดยกรมอู่ทหารเรือ วางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘ เริ่มสร้างเมื่อ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๘ ลงน้ำเมื่อ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ จากนั้นจึงทำการตกแต่งตัวเรือโดยช่างแกะสลักทำงานประมาณ ๑๔ เดือนช่างรักปิดทองทำงาน ๖ เดือนช่างเขียนลายรดน้ำทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้ทำการซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุซึ่งชำรุดบางส่วนลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมี บริษัท สหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ หลังจากนั้นกรมศิลปากร จึงได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๘จากหัวและท้ายเรือเดิม



ลักษณะเรือ

โขนเรือ : เป็นไม้รูปดั้งเชิดสูง เขึยนลายรดน้ำรูปเหราหรืด จรเข้ ปิดทอง

ขนาด : ความยาว ๒๙.๗๖ เมตร กว้าง ๒.๐๖ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๐ เมตร

กำลัง : เรือเอกชัยเหินหาว ๓.๐๐ เมตร เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๓๘ นาย นายท้าย ๒ นาย

 


เรือเอกไชยหลาวทอง


เรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก คู่กับเรือเอกไชยเหินหาว สำหรับใช้ช่วยชักลากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในงานพระราชพิธี ลำปัจจุบันเป็นลำที่สอง ที่สร้างขึ้นทดแทนลำเดิม ที่ถูกระเบิดได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2487 และกรมศิลปากรได้ตัดหัวเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อปี พ.ศ. 2491

เรือเอกไชยหลาวทองลำเดิม ไม่พบหลักฐานการสร้าง ส่วนลำปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 โดยกรมอู่ทหารเรือวางกระดูกงูเรือเมื่อ 2 เมษายน พ.ศ. 2508 เริ่มสร้างเมื่อ 21 เมษายน พ.ศ. 2508 และได้ลงน้ำครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2510 จากนั้นจึงตกแต่งตัวเรือโดยช่างแกะสลักใช้เวลาทำงานประมาณ 14 เดือน ช่างรักปิดทองทำนาน 6 เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ 4 เดือน



ในปี พ.ศ. 2524 กรมศิลปากรได้บูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่และอื่นๆ เพื่อให้ใช้ทันในงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2525 เริ่มซ่อมตั้งแต่ 4 กันยายน พ.ศ. 2524 จนถึง 2 มีนาคม พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีฉลอง 200 ปี กรุงเทพมหานคร
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #10 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:58:02 pm »
เรือรูปสัตว์

เรือพาลีรั้งทวีป


 

     เรือพาลีรั้งทวีป ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก ๖.๙๗ ตัน ยาว ๑๓ วา ๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก ๒ นิ้ว กำลัง ๕ ศอก ๕ นิ้ว หรือยาว ๒๗.๕๔ เมตร กว้าง ๑.๙๙ เมตร ลึก ๐.๕๙ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๑ เมตร หัวเรือกว้างมีรูกลมโผล่ไปทางหัวเรือ สำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอก ได้ ๑ กระบอก ขนาดปากกระบอก ๖๕ มม. เหนือช่องปืนแกะเป็นรูปขุนกระบี่สีเขียว ฝีพาย ๓๔ คน นายท้าย ๒ คน
     ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔ โดยมีบริษัท สำนักงานเกษรดอกประดู่ เป็น ผู้จัดทำ
     พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ชำรุด ลงรักปิดทองใหม่ ทาสีตัวเรือใหม่และอื่น ๆ ให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ใน วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัดเป็นผู้รับ เหมาซ่อมทำ
     การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำแต่งตัวสวมมาลา สวมเสื้อตาดอย่างน้อยทนายหมอบหน้า สวมเสื้ออัตลัค โพกแพรสี ฝีพาย สวมกางเกงมัสรู่

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #11 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:58:24 pm »
เรือสุครีพครองเมือง




เรือสุครีพครองเมือง เป็นเรือรูปสัตว์ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร เป็นหนึ่งในเรือพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราชลมารค โขนเรือเป็นรูปสุครีพปิดทองประดับกระจกภายในสีแดง ภายนอกทาสีดำ เขียนลวดลายดอกพุตตานสีทอง เรือยาว 27.45 เมตร กว้าง 1.39 เมตร ลึก 0.59 เมตร กินน้ำลึก 0.31 เมตร หัวเรือกว้างมี รูกลมโผล่ทางหัวเรือสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกได้ 1 กระบอก ขนาดปากกระบอก 65 มม. เหนือช่องปืนแกะเป็นรูปขุนกระบี่สีแดง นายลำ สวมมาลา เสื้อตาดอย่างน้อย ทนายหมอบหน้า สวมเสื้ออัตลัด โพกแพรสี ฝีพายสวมกางเกงมัสรู่ ปัจจุบันเก็บรักษาที่โรงเรือท่าวาสุกรี

 เรือสุครีพครองเมือง ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก ๖.๕๖ ตัน ยาว ๑๔ วา กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๑๐ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๓ นิ้ว กำลัง ๕ ศอก ๔ นิ้ว หรือยาว ๒๗.๔๕ เมตร กว้าง ๑.๓๙ เมตร ลึก ๐.๕๙ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๑ เมตร หัวเรือ กว้างมี รูกลมโผล่ไปทางหัวเรือสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกได้ ๑ กระบอก ขนาดปากกระบอก ๖๕ มม. เหนือช่องปืนแกะเป็นรูปขุน กระบี่สีแดง

     ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔ โดยมีบริษัท สำนักงานเกษรดอกประดู่ เป็น ผู้จัดทำ
     พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ชำรุด ลงรักปิดทองใหม่ ทาสีตัวเรือใหม่และอื่น ๆ ให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ใน วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัดเป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #12 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:58:49 pm »
เรืออสุรวายุภักษ์


 

     ไม่พบหลักฐานที่สร้าง
     เรืออสุรวายุภักษ์ โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีส่วนบนเป็นยักษ์ ส่วนล่างเป็นนกองค์เป็นสีม่วง ลักษณะและขนาดของเรือใกล้เคียงกับเรือกระบี่ ปราบเมืองมาร
     ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือ ตั้งแต่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึง ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔ โดยบริษัทสำนักงานเกษรดอกประดู่ เป็นผู้ซ่อมทำ
     พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือและอื่น ๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุง รัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายนพ.ศ.๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหาย สันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมา ซ่อมทำ
     การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #13 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:59:36 pm »
เรืออสุรปักษี


 ไม่พบหลักฐานที่สร้าง
     เรืออสุรปักษี โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีส่วนบนเป็นยักษ์ ส่วนล่างเป็นนกองค์เป็นสีเขียว ลักษณะและขนาดของเรือใกล้เคียงกับเรือกระบี่ ปราบเมืองมาร
     ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือ ตั้งแต่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึง ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔ โดยบริษัทสำนักงานเกษรดอกประดู่ เป็นผู้ซ่อมทำ
     พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือและอื่น ๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุง รัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายนพ.ศ.๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหาย สันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมา ซ่อมทำ
     การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง
บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
คะแนนแทนกำลังใจ: 804
กระทู้: 586
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ผู้ตรวจการณ์เว็บ
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 10.0a2 Firefox 10.0a2

« ตอบ #14 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2554, 04:59:57 pm »
เรือกระบี่ปราบเมืองมาร
 

     ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก กำลัง ๕ ศอก ๔ นิ้ว ลำเดิมถูกระเบิดเสียหาย กรมศิลปากรเก็บหัวเรือท้ายเรือไว้ ในพิพิธภัณฑ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑
     ส่วนลำปัจจุบันสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ โดยใช้หัวเรือเดิมนำมาซ่อมแซม ช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๒ เดือน ช่างรักทำงานประมาณ ๔ เดือน ช่างเขียนทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน
     น้ำหนัก ๕.๖๒ ตัน ยาว ๒๖.๘๐ เมตร กว้าง ๒.๑๐ เมตร ลึก ๐.๕๑ เมตร กินน้ำลึก ๐.๒๕ เมตร ฝีพาย ๓๖ นาย นายท้าย ๒ นาย หัวเรือมีช่องสำ หรับติดตั้งปืนใหญ่ ๑ กระบอก ขนาด ๖๕ มม. เหนือช่องปืนและเป็นรูปขุนกระบี่สีขาว
     พ.ศ. ๒๕๑๒ จัดทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ตั้งแต่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๒ จนถึง ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๓ โดยบริษัท สำนักงานเกษรดอก ประดู่ เป็นผู้ทำ
     พ.ศ.๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุหรือชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่และอื่น ๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ
     การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง

บันทึกการเข้า
imza
ขอบคุณที่เคียงข้าง ทุกทางฝัน
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal