หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรักแบบพอเพียง  (อ่าน 1848 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 5948
กระทู้: 6,301
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์
« เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2553, 07:27:33 PM »
           ถ้าจะกล่าวถึงความรัก แทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปราถนา โดยปกติแล้วความรัก เมื่อจะเอ่ยถึงก็มักจะนึกถึงความรักแบบคู่รัก แต่ไม่ค่อยนึกถึงความรักมิติอื่น ๆ เช่นความรัก ต่อ พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือสังคม ประเทศชาติ มนุษยชาติ ซึ่งความรักนั้นมีผู้รู้สามารถแยกเป็นระดับได้ 10 มิติ คือ


1.   ความรักแบบคู่รัก (กามนิยม) เป็นความรักแบบคู่รัก ระหว่างเพศ ไม่ว่าต่างเพศ หรือเพศเดียวกัน เป็นความรักที่อยู่ในระดับพื้นฐานมากที่สุด ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นความรักชนิดเดียวที่มีคุณค่า เช่น ความรักแบบหนุ่มสาว

2.   ความรักแบบพันธุนิยม เป็นความรักระหว่างสายโลหิต พ่อ แม่ ลูก ซึ่งขยายกว้างมากกว่าคนสองคนเป็นความรักถึงลูกด้วย ความรักของพ่อแม่เป็นความเสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ลูกก็ควรกตัญญูแทนคุณ แต่ความรักแบบนี้ก็ยังแคบอยู่

3.   ความรักแบบญาตินิยมเป็นความรักที่สูงขึ้นไปอีก เห็นแก่ตัวลดลงมีใจเมตตาแพร่กว้างขึ้นอีก กล้าเสียสละให้แก่หมู่วงศ์ศาคนาญาติมากคนขึ้น แม้ตัวเองจะเหน็ดเหนื่อยขึ้นก็ยินดีช่วยเหลือจึงเป็นความรักที่มีค่า มีประโยชน์กว่าเดิมทำได้ยากกว่าเดิม

4.   ความรักแบบสังคมนิยม (ชุมชนนิยม) เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไม่ยึดติดแค่เชื้อสายเครือญาติ แต่แผ่ความรักสู่มวลชน เพื่อเพื่อนพ้องในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เป็นความรักที่มีภาระมากขึ้น ต้องอาศัยแรงกายแรงใจรับใช้สังคมอย่างหนัก จึงเป็นความรักที่มีค่าสูงขึ้น

5.   ความรักแบบชาตินิยม เป็นความรักที่แผ่ขยายความรักออกไปถึงประเทศชาติเพื่อเสียสละตัวเองช่วยเหลือชาติอย่างจริงจังจึงมีค่าความเสียสละเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

6.   ความรักแบบสากลนิยม เป็นความรักที่มอบใจให้มนุษยชาติไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ผิวพรรณ ศาสนา ใครทุกข์ก็ช่วยทุกคน ต้องใช้พลังความเสียสละมากขึ้น

7.   ความรักแบบเทวนิยม เป็นความรักระดับพระเจ้า คือรักในสรรพชีวิต สรรพสิ่ง ไม่แบ่งมิตร ศัตรู แบกรับภาระของชาวโลกไว้มาก จึงต้องอุทิศตนพลังเสียสละแม้แต่สละชีวิตก็ยินดี เพื่อจรรโลงโลกให้ดีงามต่อไป

8.   ความรักแบบอเทวนิยม เป็นความรักกระแสย้อนกลับจากระดับกว้างที่สุดเข้ามาหาตัวเอง คือ ความรักที่พยายามเลิกรัก หรือลดการยึดติดในรัก เข้าหาสัจจะของธรรมมากขึ้น

9.   ความรักแบบนิพพานนิยม เป็นความรักสุดประเสริฐระดับหมดกิเลสทั้งกามตัณหา และภวตัณหา สามารถหมดรักโดยสิ้นเกลี้ยง จึงหลุดพ้นจากการเกิดทุกข์

10.   ความรักแบบธรรมนิยม เป็นความรักแบบสูงสุด คือความรักที่ไม่มีความรักเลยมีแต่ความรู้ในระดับโพธิญาณ หรือสัพพัญญู เท่านั้น

           จะเห็นได้ว่ามิติของความรักมิได้มีมิติเดียว แต่ยังมีความซับซ้อนลึกซึ้งมากมายจนถึงระดับสูงสุดของผู้ที่มีคุณธรรมระดับสูง แต่สำหรับความรักที่ผู้เขียนจะนำเสนอในตรงนี้ ก็จะเสนอในแง่ของความรักระดับที่ 1 คือความรักแบบคู่รัก หนุ่มสาว หรือไม่ใช่หนุ่มสาว แต่มีความรักต่อกัน มักทำให้มนุษย์เกิดความสุข และความทุกข์มากมาย บางคนรักมากเกินไป ถึงขั้นมีการทำร้ายให้ร้ายแก่กัน หรือรักไม่สมควรแก่เวลา กระทำการเกินเลยจนมีข่าวท้องในวัยเรียน ทำแท้ง หรือติดโรคเอดส์ หรือข่าวนักเรียนหญิงตบตีกันแย่งคนรัก นักเรียนชายชกต่อยฆ่ากันตายเพราะความหึงหวงจะเห็นได้ว่าปัญหาความรักดังกล่าวนั้นเกิดจาก การมีความรักที่ไม่พอเพียง ความรักแบบพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร หากเรานำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ และคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง นำมาสรุปเป็นหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้
3 ห่วง คือ

1.   ความพอประมาณ
2.   ความมีเหตุผล
3.   ความมีภูมิคุ้มกัน

2 เงื่อนไข คือ

1.   ความรู้ คือ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง
2.   คุณธรรม คือ ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน
มุ่งสู่วิถีชีวิตที่ สมดุล มั่นคง ยั่งยืน

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะนำมาปรับกับความรักให้มีความพอเพียงได้กล่าวคือ ความรักที่พอเพียงจะต้องมี

1.   ความพอประมาณ หมายความว่าจะต้องรักคู่รักแบบต้องประมาณตนเอง เหมาะ

                สมกับเวลา อายุ ฐานะต่าง ๆ เช่นอยู่ในวัยเรียนจะต้องรู้จักระยะห่างกับคู่รักว่าจะรักอย่างไรไม่ให้เกินเลยทางกายมีการระงับจิตใจให้รักเหมาะสมไม่เสียการเรียน ไม่เสียการงาน ไม่เสียชื่อเสียงความพอประมาณในด้านเวลาจะต้องมีเวลาให้แก่กันไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยจนเกินไป ไม่หมกมุ่นกับความรักจนไม่ทำงาน ไม่เรียน ไม่มีเวลาให้แก่ครอบครัว  ประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์สินไม่ใช่ทุ่มเทจนหมดใจจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง หรือต้องไปตบตีกันเหมือนในหนังน้ำเน่าทั้งหลาย ฯลฯ

2.   ความมีเหตุผล หมายความว่า ความรักจะต้องมีเหตุผล ไม่ได้ใช้อารมณ์เป็นตัวตั้ง
คือรู้ว่าควรจะทำอย่างไรถึงเหมาะสม เช่นรักแล้วจะสามารถไปกันได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าเป็นรสนิยม ความรู้ ฐานะเศรษฐกิจ ศาสนา สัญชาติ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ความคิด บางคนรักด้วยอารมณ์รัก ลืมดูถึงเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมา ทำให้เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งไปกันไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ไม่สมหวังในความรัก แต่อย่างไรก็ตามความรักจะใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวเป็นตัวตั้งปฏิเสธอารมณ์คงไม่ได้ เพราะอารมณ์รักทำให้คู่รักสดชื่น โรแมนติก มีความสุข แต่ก็ใช่ว่าจะใช่อารมณ์เพียงอย่างเดียวต้องคำนึงถึงเหตุผลด้วย คือแบบพอประมาณจึงจะมีความสุขมากความทุกข์น้อย

3.   ความมีภูมิคุ้มกัน คือ การป้องกันตัวเองมิให้เกิดความทุกข์จากความรัก เพราะ
“ความรัก คือ ความทุกข์ แต่ความสุข คือ ความรัก” ดังนั้นการมีภูมิคุ้มกันกับผู้มีความรักจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความทุกข์ เช่น ไม่รักมากจนเกินไป ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจมากจนเกินไปจนเกิดปัญหา เช่น ติดโรค ท้องก่อนเวลาอันสมควร หรือมีเหตุทะเละวิวาทเพราะความหึงหวง โดยจะต้องวัดระยะห่างให้พอประมาณ ใกล้ชิดพอประมาณ นั้นคือจะต้องมีสติกับความรักให้มาก ถ้าปล่อยตัวปล่อยในทั้งหมดให้อารมณ์รัก ชีวิตของผู้นั้นก็จะอ่อนแอ พ่ายแพ้ต่ออารมณ์รัก และเกิดความทุกข์ในที่สุด ฯลฯ

ที่กล่าวมาแล้ว คือ 3 ห่วงของความรักแบบพอเพียง ต่อไปจะกล่าวถึง 2 เงื่อนไข ของความรักแบบพอเพียง คือ

1.   เงื่อนไขความรู้ คือความรักต้องรอบรู้ หมายความว่า จะต้องรู้ว่าเราเป็นใคร ชอบ
ไม่ชอบอะไร คู่รักเราเป็นใคร มีองค์ประกอบชีวิตอย่างไร ชอบไม่ชอบอะไร ตรงไหนที่ไปกันได้ ตรงไหนที่แตกต่างกันจะต้องปรับเข้าหากัน ตรงไหนที่ปรับไม่ได้ แต่รับสภาพได้หรือไม่ ซึ่งหากความรอบรู้ซึ่งกันและกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจ มีทั้งความรักและความเข้าใจ ทำให้ความรักสมดุลย์ มั่นคง ยั่งยืนได้

               ความรักต้องรอบคอบ  ความรักที่จะรักจริงรักหวังที่จะครองชีวิตคู่ระยะยาวจะต้องรอบคอบ มีการวางแผนชีวิตรักร่วมกัน ปรับตัวเข้าหากัน ให้กำลังในแก่กัน รักของตัวไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่นจนเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย หรือจะต้องวางแผนอนาคต เช่นหน้าที่การงาน แผนชีวิตร่วมกัน หากมีความรอบคอบ ชีวิตรักก็จะมั่นคง

                 ความรักต้องระมัดระวัง  หมายความว่าระมัดระวังตัวเอง ไม่ให้เผลอกายเผลอใจก่อนเวลาอันควร ระมัดระวังตัวในการเข้าพบญาติพี่น้อง เพื่อนของคู่รักอย่างเหมาะสม ระมัดระวังในการให้เวลาที่สมควรเหมาะสมแก่เวลา

2.   เงื่อนไขคุณธรรม ความรักต้องมีคุณธรรม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ความรักต้อง
ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งกันและกัน ไม่นอกใจ หมายความว่าถ้าแน่ใจแล้วว่าคนนี้คือคนที่จะเป็นคู่ชีวิต ความซื่อสัตย์สุจริตต้องมีต่อกัน

                  ความรักต้องมีความอดทน  ไม่มีความรัก คู่ใดไม่มีอุปสรรค แต่อุปสรรค คือ เครื่องทดสอบความรัก เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง แน่นแฟ้น ความอดทนฟันฝ่าอุปสรรคจึงจำต้องมี ความอดทน การรอคอยเวลาที่เหมาะสมที่จะได้ครองรักต้องมี ถ้าอดทนฟันฝ่าได้ความรักก็จะมีคุณค่า มั่นคง ยั่งยืนได้

                ความรักต้องขยัน  หมายความว่า ต้องมีหลักในการที่จะสานความรักแน่นแฟ้น กลมเกลียว มีพลังแห่งความสุขร่วมกัน มีเวลาให้แก่กันอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยปละละเลยกัน ก็จะทำให้ความรักมีความสุขแบบมีชีวิตชีวา

               ความรักต้องแบ่งปัน  การแบ่งปันความรักแก่กันเป็นสิ่งที่ควรมี การแบ่งปันสิ่งของ หรือให้แก่กันต้องมี นั้น หมายถึงการเสียสละทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและวัตถุให้แก่กันอย่างเหมาะสม เพื่อความแน่นแฟ้น และเป็นการแบ่งปันด้วยใจมิได้หวังสิ่งตอบแทนอย่างอื่น
   
สุดท้าย แบ่งปันความรัก ความห่วงใย  ถึงทุก ๆ คนค่ะ 

ผู้สร้างกระทู้  tk69121
บันทึกการเข้า
imza
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 5948
กระทู้: 6,301
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2553, 07:28:02 PM »

คุณเคยผูกพันกับใครสักคนบ้างไหม แล้วรู้สึก ...

มีความสุข เมื่อเจอ คนคนนั้น
สบายใจ เมื่อเจอ คนคนนั้น
สนุกสนาน เมื่อเจอ คนคนนั้น
หัวเราะร่า เมื่อเจอ คนคนนั้น
โลกสดใส เมื่อเจอ คนคนนั้น
มีกำลังใจ เมื่อเจอ คนคนนั้น
มีกำลังกาย เมื่อเจอ คนคนนั้น
ตื่นเต้น เมื่อเจอ คนคนนั้น



การที่คนเราจะเริ่มผูกพันกับใครสักคนหนึ่ง สิ่งนั้นจะต้องถูกสร้างมาจาก ...


พูดคุยกัน ยิ้มให้กัน ทานข้าวกัน
ไปไหนกัน เป็นห่วงกัน ดูแลกัน
เข้าใจกัน พึ่งพากัน มีกันและกัน...


         สิ่งนั้นมันต้องใช้ "เวลา" เพื่อที่จะทำให้ความผูกพัน แนบแน่น และสนิทใจกันมากขึ้น ผูกพันต้องใช้
“เวลา” เนิ่นนานจนกระทั่งไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก หรือ รวดเร็วจนไม่ทันที่จะตั้งตัวได้ กว่าจะรู้ว่าผูกพัน ก็สายเกินกว่าที่จะเดินมาบอกได้ว่าเป็นห่วงนะ แล้วเวลานานแค่ไหนหล่ะที่จะทำให้เรา “ผูกพัน”


1 นาที
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 เดือน
1 ปี
1 ชั่วชีวิต ...


“เวลา” ของคนแต่ละคนแท้จริงแล้ว มันมีระยะห่างของเวลาไม่เท่ากัน
“เวลา” เป็นผลต่างของ จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด โดยมีความรู้สึกเป็นตัวแปร
“เวลา” 1 วัน เท่ากับ 24 ชั่วโมง เหมือนกันทุกวัน เคยคิดกันบ้างไหมว่าทำไม
บางวัน ... รวดเร็ว
บางวัน... เนิ่นนาน
“เวลา” ไม่ใช่ค่าคงที่ ซึ่งมี ความรู้สึกเป็นตัวแปร ที่จะมาเพิ่มคุณค่าและ ระยะเวลาให้แตกต่างกันไป
“เวลา” ที่เท่ากัน คุณดูแล เอาใจใส่ และ มองลึกลงไปในรายละเอียดให้กับคนที่เรา ”ผูกพัน” แค่ไหน

ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า ทำไม ผลต่างของ การเริ่มรู้จักกัน และ กำลังไม่รู้จักกัน ที่มีค่าเท่ากับ 1 เดือน
จะสามารถสร้าง คำว่า “ผูกพัน” ขึ้นมาได้
คนนี้: รู้จัก(เริ่มต้น)--พูดคุยกัน, ยิ้มให้กัน,ไปไหนกัน, เป็นห่วงกัน, ดูแลกัน--ไม่รู้จัก(สิ้นสุด)
ผลต่าง 1 เดือน เท่ากับ “ผูกพัน”

บางคน: รู้จัก(เริ่มต้น)--พูดคุยกัน, ยิ้มให้กัน,ไปไหนกัน, เป็นห่วงกัน, ดูแลกัน--ไม่รู้จัก(สิ้นสุด)
ผลต่าง 1 ปี เท่ากับ “ผูกพัน”



1 เดือน มีค่าเท่ากับ 1ปี “เวลาไม่ใช่ค่าคงที่”

**อย่าลืม ใส่ความรู้สึกเข้าไปในเวลา เพราะสิ่งนั้นจะทำให้เวลาแต่ละนาที มีระยะที่ยาวนานยิ่งขึ้นขึ้น 




ผู้สร้างกระทู้  พี่แดงคนดี
บันทึกการเข้า
imza
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal