ผมไม่ได้มานั่งพูดว่าอยากรู้อะไร ซื้ออะไร ชื่นชมอะไร จะให้โอกาสคนที่เข้ามาเสพสุข "
ีคนเข้ามาเฉยๆ แล้วทำไมต้องไปยุ่งกับเขามาก...ทำไมต้องไปเดินอธิบายว่าของผมดี แพง สวย ผมไม่ทำ ถ้าอยากรู้ นั่งคุยกัน มา...ทั้งวัน ทั้งคืน ตีหนึ่ง ตีสอง" 
อาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์

บ้านจักรยานของอาจารย์ทวีไทย
ถ้าใครยังจำจักรยานในความทรงจำอันรางเลือนได้ ก็จะพบว่านี่เป็นเรื่องใกล้ตัวเหลือเกิน
สำหรับเด็กผู้ชายคนหนึ่งการขี่ "จักรยาน" อาจถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีอย่างหนึ่งของการเติบโตได้ด้วย "ผมรู้จักจักรยานครั้งแรกอายุ 12 ปี พี่ชายซื้อให้อายุ 15 สมัยก่อนแพงมาก คันหนึ่งแลกข้าวได้ 3 เกวียน หรืออาจจะแลกทองได้ 2-3 บาททีเดียว" อาจารย์ทวีไทยเล่าถึงมูลค่าจักรยานสมัยกึ่งพุทธกาล ซึ่งแม้ว่าเวลานั้นจะล่วงเลยยุคทองไปนานแล้ว แต่รถถีบเหล่านี้ก็ยังมีมนต์ขลัง ทั้งในด้านจิตใจและราคาค่างวดมากกว่ายุคปัจจุบัน
ในบ้านของอาจารย์ทวีไทย หากเดินไปตามซอกมุมต่างๆ ก็จะพบกับของเก่ามากมาย โดยเฉพาะในตัวบ้านที่มุงสังกะสีหลังใหญ่ จะเป็นจุดที่รวบรวมจักรยานรูปทรงแปลกๆ เอาไว้มากที่สุด
เขาเล่าถึงความตั้งใจเกี่ยวกับการสะสมจักรยานว่า "สะสม 2 ปี เผยแพร่ 2 ปี แสดงสัก 2 ปี แล้วหยุด เพื่อคนอื่นได้ทำบ้าง ไม่ใช่เราที่เดียว" เพราะปรัชญาของการสะสมของเขาต้องมีคำว่า "พอ"
ทวีไทยเริ่มเสาะหาจักรยานไปทั่วประเทศเมื่อปี 2538-2539 ก่อนจะนำจักรยานจำนวนมากที่รวบรวมได้จัดเตรียมในบริเวณบ้านช่วงปี 2540 และในที่สุดก็เปิดให้คนเข้าชมเป็นทางการในปี 2541
เขาบันทึกเอาไว้ว่า "พอใจ และคิดพอ ปี 42-43 สรุป หยุด มอง นิ่ง ปี 44" "เมื่อไม่จำเป็นก็หยุด มันมีเวลาและระยะ มนุษย์มีจังหวะ คุณเรียนมัธยม 6 ปี มหาวิทยาลัย 4 ปี ทุกอย่างมีช่วงเวลา แล้วคุณจะตกซ้ำชั้นหรือ การสะสมของผมจะไม่ซ้ำชั้น จบอะไรผมก็พอ" การ "เลิก" ของอาจารย์ทวีไทยไม่ได้แปลว่าปิดพิพิธภัณฑ์แล้วโละของ แต่หมายถึงการยุติการหาซื้อจักรยานเก่าๆ เข้ามาไว้ในบ้านจักรยานแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2543
"เลิกของผมหมายถึงเลิกหาและไขว่คว้า ถือคติว่าช้อนปลาในบ่อพอสมควรแล้วปล่อยแม่ปลา พ่อปลา ที่หลงแหหลงอวนให้คนอื่นบ้าง การสะสมเป็นเพียงการเป็นเจ้าของระยะหนึ่ง ถ้าไม่รู้จักพอก็จะกลายเป็นคนโลภไม่มีสิ้นสุด หรือตอบตรงๆ ก็คือ ตอนนี้จักรยานไม่มีเหลือให้สะสม มันหมดแล้ว"
ใช่หรือไม่...ว่านั่นหมายถึงการสะสมรถถีบโบราณของเขาถึงจุดอิ่มตัว...เพราะที่ไหนมีจักรยานเก่าแก่ควรค่าแก่การเก็บรักษา เขาก็หามาจนเกือบหมดแล้ว "ยกเว้นว่าไปซื้อจากเมืองนอก ซึ่งไม่ต้องทำขนาดนั้น" ก่อนจะขยายความว่าจักรยานที่สะสมไม่มีการเก็บของใหม่เพิ่ม "เก่าน้อยที่สุดประมาณ 40 ปีก่อนเป็นเกณฑ์ บางคนพยายามเอาของใหม่มาให้ เราก็ว่าไม่เก็บ แต่ไม่สนองไมตรีในทางลบ เอามาก็เอามา แต่จะรีบระบายไป" เขาไม่เสียดายจักรยานใหม่วันนี้ที่จะกลายเป็นของเก่าในวันหน้า? คำถามนี้ก็กลับไปสู่ประเด็นการ "พอ"
"ไม่ใช่หน้าที่เรา เรามีหน้าที่แบบนี้ สมมติ แก้วน้ำ ถามว่าวันนี้ทำไมไม่เก็บ ถ้ามีใครสักคนอยากเป็นมิสเตอร์แก้วน้ำก็ทำ อย่างมือถือรุ่นกระดูกควายคุณเก็บวันนี้ก็เก่า เวลาทำให้เก่าทุกวัน มันออกใหม่ทุกวัน ผมไม่เป็นแบบนั้น ผมจะเล่นสิ่งที่เรามีโอกาส จักรยานเรามีโอกาสเก็บแล้วเผยแพร่ เก็บเท่าที่เป็นราคามีคุณค่า"
ความเป็นสุดยอดนักสะสมรถถีบของอาจารย์ทวีไทยมีแค่ไหน ดูได้จากรถถีบโบราณที่จอดเรียงรายในบ้าน เช่นจักรยานยอดนิยมในอดีตอย่าง ราเล่ห์ ฮัมเบอร์ ฟิลลิปส์ เฮอคิวลิส รัดจ์ และบีเอสเอ ที่จอดให้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด มิได้ตั้งอยู่ในตู้แต่อย่างใด และบางคันยังอยู่ในสภาพดีเกือบ 100%
การที่สามารถรวมรถถีบรุ่นหายากได้มากขนาดนี้ ย่อมมีคำถามถึงราคาจักรยานแต่ละคันบ่อยครั้ง และคนสะสมรถถีบอย่างเขาที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องราคาเท่าไรหลังจากซื้อหามา ก็จำต้องตอบไปในระดับราคาสูง
"ผมก็ไม่มีเจตนาไปทำให้มันแพง มันเป็นของที่ต้องลงทุนระดับหนึ่งกว่าจะได้มา มันก็ต้องมีระดับราคาที่กำหนด คนส่วนใหญ่ชอบถามว่านั่นราคาเท่าไร นี่ราคาเท่าไร โทร.มาถามเหมือนกับเราเป็นตัวกำหนดราคาในตลาด แล้วก็ไปเล่าลือว่าอย่างผมต้องราคาขนาดนี้ แท้จริงบางอันเราให้ฟรีๆ เปล่าๆ ก็มีแยะ" เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือ "ผมเคยทำเครื่องปั้นดินเผา ออกแบบเอง ราคาเป็นราคาเราเอง จะไม่เอาราคาเชียงใหม่มา จักรยานเหมือนกัน เมื่อมาอยู่ในนี้ต้องตั้งราคา ถ้าตั้งราคา 15 บาท คนก็มาแย่งกันซื้อ ในขณะที่เรามี "เดตัล" (จักรยานสมัยรัชกาลที่5) อยู่คันเดียว เราจะเหลืออะไรให้คนข้างหลังดู จะเอาอะไรเหลือเก็บ เพราะเราเก็บช่วงที่มันโรยราและกลายเป็นเศษสนิมไปซะส่วนใหญ่"
"เดตัล" ที่อาจารย์ทวีไทยกล่าวถึงคือจักรยานยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 5 "เพราะจดหมายเหตุฉบับหนึ่ง รายละเอียดอยู่ในหนังสือที่ผมเขียน ศึกษาค้นคว้าแล้วไปเจอ" และจักรยานคันนี้เองเมื่อหลายปีก่อนเคยมีสื่อเล่มหนึ่งได้เสนอข่าวว่าเขาจะขาย ถ้าผู้ซื้อเสนอราคา 7 หลัก อาจารย์ทวีไทยเล่าว่า"ไม่รู้ใครพูดเรื่องราคา จริงๆ ผมอยากเป็นพ่อค้าที่ไม่ได้ขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาท อยากขายชามละ 90 ขายแต่เช้า 9 โมงเช้าต้องแขวนป้ายหมดแล้ว คำว่าแพงผมไม่รู้ว่าใครนิยาม ตอนนี้สื่อมันมาก บางทีผมไม่ได้พูดหรือคิดแบบนั้น หรือถ้าผมคิด เขาก็ไม่ได้ถามผมด้วยซ้ำว่าคิดแบบนั้นจริงหรือเปล่า"
มีจักรยานเป็นพันคัน การซ่อมบำรุงของอาจารย์ทวีไทยทำอย่างไร "การซ่อมบำรุงมีลูกมือ ส่วนใหญ่ไม่ได้ซ่อม ถ้าแขวนแล้วเราจะเฉยๆ บางคันอาจยกลงมาทาน้ำมันบ้าง ไม่ได้เป็นภาระหนักหนา ต้นไม้เสียอีกที่ต้องรดน้ำทุกวัน จักรยานนี่ไม่ได้นั่งเช็ดทุกวัน ผมไม่ต้องการประกวดหรืออวดใคร จึงไม่ต้องเช็ดเส้นลวดทุกเส้น"