หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เทศน์นอกธรรมมาสน์  (อ่าน 2407 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:29:20 PM »



เทศน์นอกธรรมาสน์ จากครูประทีป วัฒนสิทธิ์
          ด้วยครูสอนนักเรียนมาหลายปี การได้อบรมบ่มนิสัยศิษย์อยู่เป็นประจำ ทำให้ครูมีความคิดประหนึ่งว่า ได้ขึ้น ธรรมาสน์แล้ว เทศน์ให้คนฟังอยู่เป็นนิตย์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปฏิบัติตนถึงขั้นนั้น จึงเอาความรู้สึกนึกคิดตรงจุดนี้ตั้งหัวเรื่องว่า "เทศนอกธรรมาสน์"
          การอบรมสั่งสอนเธอก็คล้ายกับการบรรยายธรรม เธอได้รับข้อคิดด้านต่าง ๆ ด้านจริยธรรม ด้านคุณธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น จุดมุ่งหมายของการบรรยายธรรม กับจุดมุ่งหมายของการอบรมศิษย์มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ปลูกฝังให้คนเป็นคนดี เพื่ออยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และทำความเจริญรุ่งเรืองให้สังคมที่เราอยู่ร่วมพัฒนาไปอย่างสมบูรณ์
          คำว่า "ธรรมาสน์" (ทำ-มาด) หมายถึงที่สำหรับพระภิกษุ สามเณรนั่งแสดงธรรม ส่วน เทศน์ หรือเทศนา หมายถึงการแสดงธรรม คำสั่งสอนทางศาสนา "พระเทศน์" ก็หมายถึงพระแสดงธรรม คำว่าเทศน์ที่เป็นภาษาปาก โดยปริยายหมายถึง ดุด่า ว่ากล่าว เช่น วันนี้ถูกเทศน์ หมายถึงวันนี้ถูกดุ ถูกด่า
          สำหรับ "เทศน์นอกธรรมาสน์" มีความหมายว่า ครูอบรมสั่งสอนศิษย์ หรือ ญาติผู้ใหญ่อบรมสั่งสอนลูกหลาน
          การอบรมสั่งสอนศิษย์มีเรื่องหลากหลายที่ครูคอยขัดเกลา บ่มนิสัย เพื่อให้ลูกศิษย์ของตนเป็นคนดี เป็นคนมีจริยธรรม เป็นคนมีคุณธรรม อันจะส่งผลให้อยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข และมีนิสัยช่วยเหลือสังคม พัฒนาสังคมอย่างมีจิตสำนึกที่แท้จริง
          การนำเรื่องที่ครูได้อบรมเธอมาเขียนให้เธออ่านอีกครั้ง เป็นการตอกย้ำ เสมือนหนึ่งได้ทบทวนความจำ ครูคิดว่าน่าจะมีประโยชน์พอสมควร จึงขอให้เธอได้ตั้งใจอ่านคำสอนของครูอีกครั้งหนึ่ง
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:30:49 PM »
   

   นักเรียน
                                                             สวัสดีนักเรียนที่รักทุก ๆคน


          วันนี้ครูให้นักเรียนรู้จักคำว่า "นักเรียน" หลายคนยังไม่เข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งของคำว่านักเรียน จึงใคร่ขอชี้แจงให้ทราบ อย่างละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ เป็นแนวคิดอันจะนำใช้เป็นหลัก เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้สมกับคำว่านักเรียน ซึ่งเป็นบันได สู่ความสำเร็จในการเรียนต่อไป


          คำว่านักเรียนเป็นคำประสมระหว่างคำว่า "นัก+เรียน" คำว่านักหมายความว่า ผู้ คำว่าเรียนหมายถึง ศึกษาเพื่อให้เจนใจ จำได้ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ หรือความชำนาญ รวมความทั้งสองคำได้ว่า ผู้ศึกษาเพื่อให้เจนใจ จำได้ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ หรือ อีกความหมายหนึ่ง คือ ผู้ศึกษาเล่าเรียน


         เมื่อเธอรู้ที่มาของคำ เข้าใจความหมายของคำดังที่ครูกล่าวมาแล้ว ขอให้เธอได้พิจารณาความหมายด้วยความรอบคอบอีกครั้ง หลังจากที่เธอใช้วิจารณญาณความหมายของคำ เธอคงทราบดีว่า นักเรียนคือบุคคลที่ต้องเรียนหนังสือ ต้องศึกษาหาความรู้ ต้องฝึกปฏิบัติตน ให้เป็นผู้มีนิสัยรัก ชอบ และใฝ่รู้ใฝ่เรียนอยู่เสมอ


         ทำอย่างไรที่ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตนเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยความอุตสาหะ หลักที่สำคัญเบื้องต้นคือ เธอจะต้องเป็นผู้ฝึกนิสัย ให้เป็นคนมีระเบียบวินัย


         การฝึกตนเองให้มีระเบียบวินัยเป็นการปลูกฝังคุณธรรมหลายด้านให้ตัวเรา การที่เธอมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตาม ทำตาม ทำให้ถูกต้อง ไม่ทำให้บกพร่อง เกลียดคนที่ฝืนระเบียบ เกลียดคนที่ชอบแหกกฎ เกลียดคนที่ไม่เชื่อฟังครู เกลียดคนที่ไม่ชอบเชื่อฟังเพื่อนฝูง เหล่านี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าเรามีความรักระเบียบวินัย คนที่มีความรักระเบียบวินัยเช่นนี้ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดี ง่ายแก่การฝึกตนเองให้เป็นคนมีระเบียบวินัยที่ยังยืนต่อไป


          ระเบียบวินัยที่นักเรียนควรยึดปฏิบัติมีอะไรบ้าง ระเบียบวินัยที่ว่านี้อยู่ใกล้ตัวนักเรียน เช่นกติกาของห้องเรียนที่นักเรียนได้คิดร่วมกัน กฎระเบียบของโรงเรียน การใช้สมุดบันทึกของแต่ละวิชา หรืออื่นที่ครูกำหนด จะช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่เป็นถาวรสืบไปก็แล้วแต่


          กติกาในห้องเรียนมีความสำคัญไม่น้อย เมื่อเราตกลงร่วมกันก็ต้องนำมาปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่เขียนติดไว้ข้างฝาห้องเรียนเฉย ๆ หากติดไว้เฉย ๆ ไม่ได้ปฏิบัติตาม ก็เท่ากับเราสร้างนิสัยดูดาย ไม่รับผิดชอบ เป็นคนขาดจิตสำนึก
แต่ถ้าหากเรารู้สึกไม่สบายใจ รูสึกละอายใจ เมื่อทำผิดกติกาของห้องเรียน นั่นแสดงถึงเรามีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล ยึดมั่นในคำสัญญา คุณธรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นการปฏิบัติตนสู่ความเป็นคนมีระเบียบวินัย


         กฎระเบียบของโรงเรียนยิ่งมีหลายเรื่องกว่ากติกาในห้องเรียน การใช้สมุดบันทึกของแต่ละวิชา ของแต่ละครูประจำวิชา หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นตัวช่วยฝึก ช่วยกำหนดระเบียบวินัยของเรา โอกาสต่อไปครูจะยกมาพูดมาชี้แจงให้เธอเห็นอย่างละเอียดไว้เป็นเรื่อง ๆ


         ขอย้ำอีกครั้งว่า การฝึกตนให้เป็นคนระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะปลูกฝังคุณธรรมด้านต่าง ๆ ให้กับตัวเรา คุณธรรมด้านต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับ คุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ที่เธอทราบอยู่แก่ใจ นี้คือกระบวนการสำคัญที่ผลักดันให้เรา เป็นคนรู้จักหน้าที่ รับผิดชอบหน้าที่ การปฏิบัติตนในหน้าที่ของเธอขณะนี้คือ"นักเรียน" หรืออื่น ๆ ก็จะถูกต้องสำเร็จสมบูรณ์ไปด้วยดี .. วันนี้ครูขอพูดเพียงเท่านี้..สวัสดี…

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:31:35 PM »
 

การใช้สมุดบันทึกมีความสำคัญอย่างไร
                                                                    สวัสดีนักเรียนที่รักทุก ๆ คน


          ครูเคยพูดเรื่อง "นักเรียน" และโยงถึงเรื่องการฝึกตนให้เป็นคนมีระเบียบวินัย เพื่อสร้างนิสัย สร้างคุณธรรมด้านต่าง ๆ ให้กับตัวเรา ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่ หรืองานที่กำลังปฏิบัติ วันนี้จะยกเอาเรื่อง "การใช้สมุดบันทึกมีความสำคัญอย่างไร" เพื่อชี้แจงให้เห็นว่า เป็นเรื่องของการสร้างระเบียบวินัย


          การใช้สมุดบันทึก การวางระเบียบการใช้สมุดบันทึก อาจจะไม่เหมือนกันในของแต่ละโรงเรียน หรือไม่เหมือนกันในแต่ละวิชา ขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานศึกษานั้น ๆ อย่างไรก็ดีความเป็นครูของครูย่อมตระหนักเรื่องนี้พอสมควร เพราะการสร้างระเบียบวินัยเรื่องการใช้สมุดบันทึกเป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับนักเรียนได้อย่างดี ด้วยเหตุที่นักเรียนต้องใช้สมุดบันทึกแบบฝึกหัด ทำการบ้านอยู่เป็นประจำ และที่สำคัญคือส่วนใหญ่ทุกวิชาจะต้องใช้สมุดบันทึก นักเรียนต้องสัมผัสกับเรื่องนี้ทุกวัน หากแต่ละโรงเรียนกำหนดระเบียบการใช้สมุดบันทึกที่เหมือนกันทุกวิชาน่าจะเป็นเรื่องที่ดี จะได้เป็นแนวเดียวกัน นักเรียนไม่สับสนในการปฏิบัติ


         นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบลึกซึ้งในเรื่องส่วนดีมีคุณค่าของการฝึกตนให้ใช้สมุดบันทึกอย่างมีระเบียบ คิดแต่เพียงว่าครูต้องการให้มีระเบียบ สะอาด สวยงามเท่านั้น หากครูไม่ได้ชี้แจงเหตุผลบ้าง ก็จะไม่เห็นความสำคัญ ทำไปด้วยใจที่ไม่ได้รัก ไม่ตั้งใจที่จะปฏิบัติ อาจจะมีความคิดต่อต้านด้วยซ้ำ หากทราบจุดประสงค์ของการใช้สมุดบันทึก อาจจะส่งผลให้มีความตั้งใจในการปฏิบัติเพิ่มขึ้น และเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น ครูจึงขอพูดเรื่องนี้ให้เธอเห็นส่วนดี ส่วนที่สำคัญอีกครั้ง จะได้ตระหนักในการปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป


         การกำหนดกฎเกณฑ์ วางระเบียบ เพื่อการปฏิบัติ การใช้ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ย่อมมีผลเฉพาะในเรื่องนั้นตายตัวอยู่แล้ว หรืออาจจะส่งผลเรื่องอื่น ๆ อีกได้ นั้นก็ย่อมจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนการใช้ยาแก่ผู้ป่วยมีทั้งผลรักษาโดยตรง และอาจจะส่งผลข้างเคียงได้ แตกต่างกันที่ผลข้างเคียงที่ได้รับจากยาเป็นเรื่องอันตราย แต่ผลของการปฏิบัติตนในระเบียบหนึ่ง ไปเกิดผลดีในระบบงานอีกงานหนึ่ง ก็ถือว่าใช่เรื่องอันตราย แถมยังเป็นตัวกระตุ้น ตัวเสริมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็ว หรือเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกก็ได้


          ตั้งคำถามให้เธอคิดตอบในใจสักข้อ " ทำไมครูกำหนดตัวเลขไทยใช้ในการลงวันที่" ทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ ไม่ต้องกลัวว่าตอบไม่ตรงกับผู้อื่น หรือไม่ตรงกับครู ทุกคำตอบย่อมมีเหตุผล บางคนตอบว่าเพื่อความสวยงาม เพราะเลขไทยสวย อ่อนช้อย บางคนตอบว่าเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย บางคนตอบว่าให้รู้จักเขียนเลขไทยบ้าง หรือบางคนตอบว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง คำตอบที่ครูตอบเธอคือ " ให้มีจิตสำนึก"


           จิตสำนึกคืออะไร (ความหมายในพจนานุกรม คือ ภาวะที่จิตตื่น และรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งร้าวจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย) ดูความหมายยาว และอาจจะเข้าใจยาก ครูขออธิบายให้สั้น ๆ และได้เข้ากับเรื่องที่กำลังพูดอยู่ จิตสำนึกตรงนี้คือเธอต้องใช้ประสาทสัมผัสในเรื่อง "รูป" (รูปก็คือ สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยตา, ร่าง, เค้าโครง ) จิตสำนึกที่เธอเกิดตรงนี้คือ ความคิดที่ใช้ประสาทสัมผัสคือต้องนึกได้ว่าตัวเลขที่ใช้ (รูป) ต้องใช้เลขไทย การที่เธอจดจำ และนึกได้ว่าต้องใช้เลขไทยเพื่อลงวันที่ได้ถูกต้อง นั่นคือเธอเกิดมีจิตสำนึกขึ้นในตัวเธอ เมื่อเราเกิดจิตสำนึก หรือมีจิตสำนึก ย่อมเป็นพื้นฐานของการอยู่ในกฎเกณฑ์ อยู่ในระเบียบ อยู่ในข้อบังคับ


           เมื่อคนเราอยู่ในกฎเกณฑ์ อยู่ในระบบที่กำหนด อยู่ในข้อบังคับ ก็จะส่งผลให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัย เท่ากับเราสร้างวินัยให้กับตนเอง ว่าต้องปฏิบัติกับสิ่งนี้อย่างนั้น ต้องปฏิบัติกับสิ่งนั้นอย่างนี้ ตามที่เขากำหนด และหากมีความรู้สึกว่าจะต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติ ถ้าผิดหรือเกิดบกพร่องขึ้นเมื่อไรเราเกิดความรู้สึกว่าเสียใจ น้อยใจ นั่นแสดงว่าเราเกิดมีจิตสำนึกขั้นสูงขึ้นอีกขั้น จิตสูงถึงขั้นนี้แหละคือสิ่งที่เราต้องการ เพราะมันส่งผลในการสร้างคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ ( คุณลักษณะ คือ สิ่งที่ชี้ให้เห็นความดี)

         คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ก็คือ สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มุ่งหวัง ในเรื่องของความดี ถ้าจะสรุปอีกที่ก็คือ การสร้าง "คุณธรรม" ในด้านต่าง ๆ นั้นเอง
คุณธรรม คืออะไร คุณธรรมคือ สภาพของความดี สภาพความดีมีมากมาย เช่น ความอดทน ความขยัน ความซื่อสัตย์ ความสุจริต ความเพียร ความกตัญญู ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฯลฯ คุณธรรมด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราได้มาจาก "การสร้างวินัยให้กับตนเอง"


          การที่ครูกำหนดกฎเกณฑ์ หรือวางระเบียบต่าง ๆ ในการใช้สมุดบันทึก เป็นการสร้างระเบียบวินัยให้เกิดกับตนเอง ( คือผู้ที่ใช้สมุดบันทึก) ทำให้เราเกิดมีจิตสำนึก อันจะส่งผลต่อการสร้างคุณธรรมด้านต่าง ๆ ที่เราต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่ออยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และนำสังคมให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ครูคิดว่าเธอคงเห็นความสำคัญในการใช้
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:32:25 PM »
 

 ทำตามกฎ ลดอันตราย
                                                     สวัสดีนักเรียนที่รักทุก ๆคน


          วันนี้ครูจะพูดเรื่อง "ทำตามกฎ ลดอันตราย" เรื่องทำนองนี้ครูได้พุดไว้บ้างแล้ว ลองนึกดูว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง ให้เธอนั่งหลับตาแบบนั่งสมาธิสักหนึ่งนาที แล้วนึกเรื่องที่ครูเคยพูดซึ่งมีส่วนที่เธอเห็นว่าน่าจะคล้ายคลึงกับเรื่อง "ทำตามกฎ ลดอันตราย" ทุกคนเข้าใจที่ครูให้ทำแล้วนะ เอาล่ะปฏิบัติ


          ครับ...... หมดเวลา ทุกคนลืมตาขึ้น มีคำตอบอยู่ในใจแล้วใช่ไม่ครับ เดี๋ยวครูจะลองถามเธอเพื่อหาคำตอบสักสามสี่คน พร้อมนะ

          ครูขอชมเชยคำตอบของเธอทุกคน ทุกคนตอบเหมือนกัน ทุกคนตอบถูก ครูเชื่อว่าเธอไม่ได้ลอกคำตอบกัน ที่ครูพูดได้เช่นนี้เพราะครูสังเกตจากน้ำเสียงที่ตอบ ทุกคนตอบอย่างมั่นใจ ครูยังสังเกตสีหน้าของนักเรียนที่ไม่ได้ตอบคำถามอีกด้วย เพื่อดูว่าเธอมีความนึกคิดอย่างไรในคำตอบของเพื่อน ๆ สรุปว่าเกือบทุกคนมีความเห็น ที่ตรงกัน คือเรื่อง "การใช้สมุดบันทึกมีความสำคัญอย่างไร" นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอสนใจเรื่องที่ครูพูดผ่านมาด้วยดี ปรบมือพร้อมกันครับ ปรบมือให้กับตนเองที่เป็นคนเก่ง คนดีของครู คนดีของพ่อแม่ และที่สุดคือคนดีของสังคม

          "ทำตามกฎ ลดอันตราย" ที่ครูนำเสนอวันนี้ ก็คือเรื่องให้ผู้ใช้ยานพาหนะทั้งหลายบนท้องถนน เคารพกฎจราจร

           เมื่อคืนครูอุตส่าห์นั่งเขียนกลอนเพื่อนำมาประกอบเรื่องที่พูด ครูจะอ่านเป็นทำนองเสนาะ ตั้งใจฟังพร้อมจับใจความสำคัญด้วยนะครับ


                                        กฎระเบียบสำคัญอย่ารั้นดื้อ
                                    ต้องยึดถือเคร่งครัดบรรทัดฐาน
                                    เมื่อมีกฎงดปฏิบัติขัดหลักการ
                                    พาพบพานวุ่นวายได้นานา


                                       เพียงองค์กรผ่อนกฎเกือบหมดเรียบ
                                    ความระเบียบหดหายให้ห่วงหา
                                    อุปสรรคขวากหนามติดตามมา
                                    คอยเข่นฆ่าย่อยยับอัประมาณ


                                        ยกให้เห็นเด่นเด่นเป็นอุทาหรณ์
                                    กฎจราจรนำจาระไนขอไขขาน
                                    ทอดทิ้งกฎระเบียบเรียบแหลกลาญ
                                    ถึงกับผลาญชีพทรัพย์ดับสูญไป


                                        นั่นไฟแดงรีบหยุดยังรุดหน้า
                                    ถึงพลาดท่าคราร้อนรีบชีพตักษัย
                                    กฎแซงซ้ายมาแซงขวาน่าบรรลัย
                                    บังคับใจถือกฎลดความตาย


                                         ทุกหน่วยงานการคล่องต้องถือกฎ
                                    เป็นแม่บทนำทางอย่าห่างหาย
                                    เรื่องผิดเพี้ยนเปลี่ยนผันบั้นมลาย
                                    ความวุ่นวายไม่เกิดประเสริฐเอย


          ใจความในบทกลอนเน้นให้หน่วยงาน องค์กร ยึดระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่วางไว้ เพื่อการขับเคลื่อนงานไปด้วยดี มีคุณภาพ โดยยกกฎจราจรมาชี้ให้เห็นว่าหากไม่เคารพกฎอาจทำอันตรายถึงชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

          เธอคงจะเห็นป้ายจราจร รวมทั้งเส้น และเครื่องหมายบนถนน เหล่านี้ผู้ใช้ถนนต้องทราบ ต้องเข้าใจ คนใช้ยานพาหนะบนถนนทุกชนิด ต้องเข้าใจ คนเดินเท้าต้องเข้าใจ นอกจากเข้าใจแล้วยังต้องปฏิบัติตามด้วยความเคร่งครัด เมื่อทุกคนทำได้ดังที่กล่าวแล้วอุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะลดลง หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

          อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดจากสาเหตุใหญ่ ๆ สองประการ ประการแรกคือผู้ใช้ถนนขาดระเบียบวินัย ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด มีความประมาท เนื่องจากเมาสุรา หรือคึกคะนองในการใช้ยวดยานพาหนะ ประการที่สองมาจากยานพาหนะ เช่น ล้อแตก เพลาหลุด ล้อหลุด รถพ่วงหลุด หรืออื่น ๆ การเกิดเหตุจากสิ่งที่กล่าวอาจจะมาจากบรรทุกเกินอัตราที่กำหนด หรือสภาพที่ไม่ดีของยานพาหนะ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะจัดไว้ในเรื่องไม่ปฏิบัติตามกฎก็ได้ อย่างไรก็ดีการเกิดอุบัติเหตุที่มาจากประการแรกมีมากกว่าประการที่สอง

          เรื่องของผิวจราจรก็มีความสำคัญเช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้อาจจะสืบเนื่องจากสองสาเหตุ ประการแรกคือสภาพพื้นผิวจราจรมีสภาพดีมากน้อยเพียง เรื่องนี้อยู่ที่หน่วยงานที่รับผิชอบ ครูเคยได้ยินเขาบอกเล่าว่า ประเทศที่มีความเจริญเขาจะยึดกฎหมายในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ (ในทุกเรื่อง) สมมุติว่าถนนไม่ได้มาตรฐานหน่วยงานที่รับผิดชอบจะถูกฟ้องร้อง และเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน เฉียบขาด ความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ของเขาแทบจะไม่มี ผู้บริโภค (ผู้เสียภาษีให้รัฐ) ก็ได้รับการบริการเป็นอย่างดี ทำให้ชีวิตมีคุณภาพ ในเรื่องนี้ครูยังไม่ค่อยแน่ใจว่าประเทศเรา มีกฎหมายควบคุม หรือมีการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องนี้มากแค่ไหน ประการที่สองคือเรื่องที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ฝนตกทำให้พื้นผิวจราจรลื่น ฝนตกมากทำให้ดินถลม หรือจากเรื่องอื่น ๆ สาเหตุเหล่านี้ผู้ใช้ยานพาหนะต้องไม่อยู่ในความประมาท ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น

          อย่างไรก็ดีเรื่องการมีน้ำใจก็ต้องควบคู่ไปกับกฎระเบียบ ยกตัวอย่างให้เห็นสักเรื่อง เธอคงเคยเห็นรถของโรงพยาบาลเปิดเสียงไซเรนเพื่อขอทาง รถคันอื่นก็ควรให้ความสะดวกกับรถที่มีความจำเป็นเป็นพิเศษ หรือการมีน้ำใจอื่น ๆ ซึ่งคนมีประสบการณ์มาก ๆในการขับรถเขาเข้าใจกันดี

          เรื่องที่ครูกล่าวมาแต่ต้นเป็นเรื่องกว้าง ๆ ทั่วไป วันนี้ครูจะยกจุดเล็ก ๆ ในเรื่องการรักษากฎจราจรสักหนึ่งเรื่อง คือเรื่องขับรถจักรยานยนต์

         ก่อนอื่นครูขอเล่าประสบการณ์ของครูในเรื่องนี้ให้เธอทราบเป็นข้อมูลเบื้องต้นสักนิด ครูเคยขับรถจักรยานยนต์จากอำเภอขนอมมาอำเภอสิชล ขับรถไปกลับเพื่อมาสอนนักเรียนร่วมเวลาห้าปีการศึกษา ไปกลับประมาณวันละ 40 กิโลเมตร ไม่ใช่เอาเรื่องประสบการณ์ขับรถหลายปี ขับรถหลายกิโลฯ แต่จะขอบอกความในใจเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ให้เธอทราบ เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย บอกไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก

         ความคิด ความรู้สึกของครูในเรื่องการใช้ถนนในช่วงเวลานั้น ครูมีใจอคติต่อคนขับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถประจำทาง รถบรรทุก รถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรายังไม่มีรถยนต์ก็ไม่รู้ ก็ยังนึกไม่ออกจนถึงบัดนี้ ความรู้สึกของครูขณะนั้นคิดว่าคนขับรถเหล่านั้นเป็นเจ้าถนน ที่เรียกว่าเจ้าถนนคือรถขนาดใหญ่ไม่มีน้ำใจกับรถที่มีขนาดเล็กกว่า แซงเฉี่ยวไปบ้าง ปาดหน้ากระชั้นชิดบ้าง นี่เป็นความรู้สึกของเรา แต่จริง ๆ อาจจะไม่ใช่ เมื่อมีความรู้สึกอคติก็ทำอะไรที่ไร้สติทันที คือมักจะขับรถ (จักรยานยนต์) ไม่ค่อยชิดขอบถนนเท่าไร บ้างครั้งแทบจะอยู่ชิดเส้นกลางถนนด้วยซ้ำ นี่เหละที่ครูบอกว่า "เป็นเรื่องไม่ค่อยดีนัก"

           ตอนนี้ครูมีรถยนต์ เมื่อมีประสบการณ์ในเรื่องขับรถยนต์ รู้สึกตกใจในการกระทำที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องการใช้รถจักรยานยนต์ ยังนึกอยู่ในใจเสมอว่าเราไม่ตายเนื่องจากขับรถตอนนั้นก็นับว่าเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวงยิ่งนัก (เรื่องนี้จะขอพูดเสริมตอนท้ายอีกครั้ง)

           ครูขอเตือนเธอเสียเลย "จงขับรถจักรยานยนต์ในช่องทางที่เขากำหนดเท่านั้น" และขอฝากให้เธอช่วยเตือน
พี่ ๆ ของเธอด้วย พี่ของเธออยู่ในวัยรุ่นใช่ไม่ พวกวัยรุ่นแหละน่ากลัว พวกนี้ขับรถอย่างคึกคะนอง ฝากเธอช่วยเตือนด้วยนะ ครูขอย้ำเป็นพิเศษ

          ช่องทางด้านซ้ายมือเป็นช่องทางจราจรของรถจักรยาน จักรยานยนต์ และรถสามล้อ บางจุดจะมีป้ายบอกเตือนไว้ มีเส้นสีขาวตีเป็นช่องทางเด่นชัด

          ขอแบ่งการใช้รถจักรยานยนต์เป็นสองภาคเพื่อสะดวกในการชี้แจง ขอแบ่งเป็นภาคกลางวัน และภาคกลางคืน ภาคกลางวันหากขับในช่องทางที่กำหนดคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ภาคกลางคืนถ้ารถไม่มีไฟท้าย ถึงแม้ว่าจะขับอยู่ในช่องจราจรก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ จะขอแยกกล่าวให้เธอเห็นเด่นชัดเป็น
เรื่อง ๆ ไป

          ขอพูดภาคกลางวันก่อน ทำไมครูเน้นย้ำตั้งแต่ต้นว่า "จงขับรถจักรยานยนต์ในช่องทางที่เขากำหนดเท่านั้น" รถยนต์ที่ขับบนท้องถนนทั่วไป (ไม่เอากฎมาวัดความเร็ว) ความเร็วประมาณตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แม้ความเร็วขนาดแค่ 80 หากรถจักรยานยนต์เกิดขับออกนอกช่องจราจรที่กำหนดโดยกะทันหัน อาจจะถูกเฉี่ยวชนได้ เพราะผู้ขับรถยนต์ อาจจะไม่สามารถเบรกรถให้จอดสนิทได้
ฉะนั้นคนที่ขับรถจักรยานยนต์แซงคันอื่นต้องดูกระจกเป็นพิเศษ ว่ารถยนต์ขับตามหลังมากระชั้นชิดหรือไม่

          สำหรับคนขับรถจักรยานยนต์ที่มีจิตใจอคติอย่างครู ตามที่ครูเล่าให้ฟัง ที่มักจะแหกกฎจราจร
ขับรถนอกช่องที่กำหนด กลุ่มนี้มีอันตรายยิ่งกว่ากลุ่มแซงคันอื่น ๆ (ที่ขับอยู่ในช่องจราจรถูกต้อง)
รถยนต์ที่ขับอยู่บนถนนซึ่งปกติแบ่งเป็น2ช่องทางจราจรรถขับเร็ววิ่งขวารถขับช้าวิ่งซ้ายคันใดวิ่งเร็วก็ต้องแซงเป็นธรรมดา ขณะที่แซงตรงนี้เองอาจจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อรถจักรยานยนต์ที่ขับอยู่ในช่องทางของรถยนต์ เมื่อรถถูกแซงคนขับต้องหลีกให้บ้าง รถบรรทุกแซงต้องหลีกให้มากขึ้น
ตอนรถยนต์หลีกหากมีรถจักรยานยนต์ในช่องวิ่ง ก็เท่ากับมีสิ่งของกีดทางจราจร หลบหลีกทัน เบรกทันก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือความเร็ว ยวดยานทั้งหลายไปด้วยความเร็ว เราจะปักใจเชื่อได้ทุกครั้งไม่ว่าเราบังคับเครื่องยนต์ได้เสมอ ความฉุกละหุกเป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้เกิดพลาดพลั้งได้ จึงขอย้ำเตือนว่า "จงขับรถจักรยานยนต์ในช่องทางที่เขากำหนดเท่านั้น"

          ขอพูดต่อ "ขับรถภาคกลางคืน" ขับรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีไฟท้ายตอนกลางคืนมีอันตรายยิ่ง แม้ว่าจะขับรถในช่องทางที่กำหนดก็ตาม ผู้ที่เคยโดยสารรถยนต์ หรือขับรถยนต์ตอนกลางคืนรู้ดีว่าไฟส่องทางของรถยนต์ ไม่สว่างเท่าแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน ลำแสงที่ส่องให้เรามองเห็นเพียงจำกัดเท่านั้น ความกว้างที่ไม่ครอบคลุม ความไกลที่ไม่สว่างพอ ดังนั้นรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีไฟท้ายจึงจัดอยู่ในสิ่งกีดขวางอันตราย เนื่องจากผู้ขับรถยนต์จะมองเห็นรถที่ไม่มีไฟท้ายตอนที่เข้าใกล้ประมาณ
5 -6 เมตรเท่านั้น ถ้าบางคนสายตาไม่ค่อยดีในตอนกลางคืนก็ให้ลองนึกถึงสภาพดูเอาเองก็แล้วกัน
อีกประการหนึ่งหากมีรถขับสวนมา การมองเห็นเส้นทางจะยากยิ่งกว่าปกติ ผู้ขับรถกลางคืนทั้งหลายจะมองเส้นสีขาว สีเหลืองบนถนนเพื่อช่วยดูเส้นทางเพิ่มขึ้นเท่านั้น รถจักรยานยนต์ที่ไม่มีไฟท้ายคงมองไม่เห็นเลย แม้จะเข้าไปใกล้เพียงแค่หนึ่งเมตร ครูถามให้เธอคิด "แล้วจะปลอดภัยไม่"

           ครูอิ่มเอมใจอย่างมากที่เห็นเธอฟังอย่างตั้งใจ ขอชื่นชมอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ครูปักใจเชื่อได้ว่าจากที่ครูพูดมาทั้งหมดเธอคงเก็บความรู้ ความคิดเพื่อนำไปใช้ ไปปฏิบัติให้ถูกต้องในชีวิตประจำวันต่อไป และเห็นความสำคัญในเรื่องกฎระเบียบมากยิ่งขึ้น สวัสดี
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:33:17 PM »
 

   อย่าทำเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก
                                       สวัสดีนักเรียนที่รัก
                     "อย่าทำเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก" หน้าไหว้หลังหลอกเป็นสำนวน   หมายถึงต่อหน้าทำเป็นดี แต่ลับหลังก็นินทา หรือหาทางทำร้าย ทำไม่ดี   "ต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก" ก็ว่า หรือ "ลิงหลอกเจ้า" หมายถึงล้อ หลอกผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่เผลอ ทั้งสามสำนวนนี้พอจะไปด้วยกัน และจะขอพูด
รายละเอียดให้ฟังต่อไป

                       ครูขอยกกลอนสอนศิษย์ให้เป็นแนวคิดก่อนนะครับ


                           เรื่องหน้าไหว้หลังหลอกบอกไว้ชัด
                      จะช่วยขัดกล่อมใจไร้ติฉิน
                      นำข้อคิดเพื่อฆ่าเรื่องราคิน
                      รู้มลทินชั่วช้าตัวกาลี

 

                          หน้านายอย่างหลังอย่างช่างอัปยศ
                      คนคิดคดชั่วช้าไร้ราศี
                      คราต่อหน้ากิจการเอางานดี
                      ทั้งวาจีเลอเลิศประเสริฐคน

 

                           คราลับหลังสรรพกิจกลับบิดเบือน
                      วาจาเปื้อนมลทินสิ้นเหตุผล
                      คนสองหน้าสองใจไพร่ทรชน
                      อยู่วังวนชั่วช้าจะฆ่าเธอ

 

                           ทั้งหน้านายหลังนายไม่ไร้สัตย์
                      เป็นบรรทัดแม่นยำสม่ำเสมอ
                      น่านิยมชมชื่นใครพบเจอ
                      แสนเลิศเลอล้ำเลิศประเสริฐคน


                          มุ่งทำงานเพื่องานเน้นการกิจ
                      จิตอุทิศเพื่องานทานกุศล
                      งานสำเร็จเลิศล้ำฉ่ำกมล
                      ถือเป็นชนชั้นนำค้ำสังคม

 

            ครูอ่านบทกลอนไปช้า ๆ พร้อมขยายความ จริง ๆ ไม่ต้องขยายควา   ก็บอกไว้ชัดเจนแล้ว ขอย้ำอีกครั้งอย่างสร้างนิสัยอย่างนี้เป็นอันขาด
  ครูเคยเตือนหลายครั้งว่านิสัยหากทำจนเคยชินนั้น เรียกว่าสันดาน  สันดานนั้นแก้ยาก เขาเคยพูดเปรียบเทียบว่า สันดอนแก้ง่าย แต่สันดานแก้ยาก
  รู้ไม่ครับสันดอนคืออะไร สันดอนคือดินหรือกรวดทายเป็นต้นซึ่งน้ำพัดเอา มารวมกัน ปรากฏนูนยาวอยู่ใต้น้ำ ทำให้สูงเป็นสันขึ้น

            สันดานขุดยากคือแก้ไม่หายนั้นเอง ถึงกับติดตัวไปจนตาย    สันดานแบ่งเป็นสองพวกคือสันดานดี และสันดานเลว เลือกเอาไหนครับ   ทุกคนต่างก็เลือกสันดานดีเมื่อเราทำตนเป็นคนที่ไม่ใช้นิสัยหน้าไหว้ หลังหลอกเราก็ได้ชื่อว่ามีสันดานดีไว้หนึ่งอย่างแล้ว ความดีอื่น ๆ คุณธรรมอื่น ๆ       
  เราก็คอยหมั่นสร้างให้เป็นนิสัย และให้เป็นสันดานกับตัว สวัสดี




บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:34:03 PM »



  จิตอาสา และจิตสาธารณะ

        สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน วันนี้ครูขอพูดเรื่องจิตอาสา และ จิตสาธารณะ
สองคำนี้นักเรียนได้ยินบ่อยใช่ไม่ครับ ทุกคนน่าจะรู้ความหมายของคำเหล่านี้เป็นอย่างดี ครูคงไม่ต้องอธิบาย แต่ขอยกเรื่อง หรือนำตัวอย่างที่บ่งบอกถึงเรื่องนี้ว่า ตัวนักเรียนเองมีคุณธรรมขอนี้แล้วยัง

        บุคคลใดที่มีนิสัยอย่างที่ว่านี้นับว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมยิ่ง แต่มีข้อสังเกตว่าจะต้องเกิดความรู้สึกนี้ด้วยใจ คือทำด้วยใจ เกิดมาจากใจจริง ๆ ไม่ใช่ทำในลักษณะที่ถูกบังคับ หรือฝืนปฏิบัติ

         อย่างไรก็ดีเดี๋ยวนี้มีหลายโรงเรียนนำกิจกรรมช่วยส่งเสริมด้านจิตอาสาไว้หลายหลาก นี่ก็คล้ายกับการบังคับรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการจูงใจให้เราปฏิบัติ ได้ทำ ได้ร่วมมือ หากปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัยจนได้ผลสรุปว่า ทำด้วยใจ เกิดมาจากใจจริง ๆ  ก็ถือว่าดี ถือว่าสำเร็จ ฉะนั้นเธอจะเกิดจิตนึกเรื่องนี้ด้วยวิธีใดก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นคนที่มีจิตอาสาเช่นกัน

         ที่ครูชี้แจงมาอย่างนี้ก็เพื่อให้เธอได้เห็นว่าจิตอาสา จิตสาธารณะมีคุณค่ายิ่งกับการอยู่ร่วมของมนุษย์ กับการอยู่ร่วมของสังคม การสร้างคุณธรรมข้อนี้ให้เกิดกับเราก็เท่ากับเป็นการพัฒนามนุษย์ และสังคม ซึ่งสังคมปัจจุบันกำลังขาดคุณธรรมข้อนี้อย่างมากพอสมควร

         เอาล่ะ ! เข้าเรื่องที่จะยกตัวอย่าง หรือยกเรื่องที่เป็นพฤติกรรมบ่งบอกว่าเรามีจิตอาสา จิตสาธารณะเสียที

         ครูขอตั้งปัญหาโจทย์ไว้เป็นเบื้องต้น ว่าบุคคล 2 คนที่ครูเล่าให้ฟัง บุคคลใดที่มีคุณลักษณะเข้าประเด็น เป็นผู้ที่มีจิตอาสา และ จิตสาธารณะ เล่าเสร็จให้เธอตอบ
ต ั้งใจฟัง และวิเคราะห์นะครับ

         ถนนสายนี้เป็นถนนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นถนนลูกรัง สองข้างถนนมีต้นไม้มากมาย ร่มรื่นวันนี้เด็กชายชาติชั่ว นี่! เธอไม่ต้องหัวเราะชื่อนี้นะครับ "ชื่อนั้นสำคัญไฉน"   เข้าใจไม่ครับ คนเราชื่อนั่นไม่สำคัญ จะชื่อดีไม่ดีอย่างที่เขาว่ากันนั้นอย่างหนึ่ง ไม่ได้วัดความดีชั่วด้วยชื่อเสียงเรียงนาม การประพฤติการปฏิบัติเท่านั้นที่จะชี้ว่าคนนั้นดี คนนั้นชั่ว ฉะนั้นไม่ต้องหัวเราะ แต่ขอให้ฟังเรื่องที่ครูเล่าต่อไปให้ดีนะครับ

          เด็กชายชาติชั่วคนนี้ เอาอีกแล้ว ! ยังมีเสียงหัวเราะ  เอาล่ะ ครูให้หัวเราะสักพัก   ขอเล่าต่อ
เด็ก... นี่ยังนึกขำอยู่รึ  ถ้าเช่นนั้นครูขอเปลี่ยนชื่อใหม่  เรียกเด็กชายชาติดีก็แล้วกัน  เปลี่ยนชื่อแล้วยังหัวเราะอีก   ไม่นึกว่าชื่ออย่างนี้มันตลก   ชาติดีคนนี้เดินมาพบท่อนไม้ขวางทางอยู่
เขาลงมือเก็บกิ่งไม้ที่ขวางทางนั้นทันที  เขามีความคิดว่า  นี่ถ้าใครขี่รถจักรยานยนต์มา คงเป็นอันตรายแน่  เหตุการณ์นี้ผ่านไปเพียงชั่วครู่ เด็กชายดี๋ดีผ่านมาที่นี่อีกคน

           ตรงข้ามเด็กชายดี๋ดี  เหลือบเห็นไม้ที่เด็กชาติดีเก็บไว้ข้างถนน  เขาก็รีบดึงกิ่งไม้เหล่านั้นมาวาง
ไว้ที่กลางถนนทันที  โดยเขามีความคิดว่า  หากใครขี่จักรยานยนต์ผ่านกิ่งไม้ ท่อนไม้นี้คงต้องได้รับ
ความเจ็บปวดแน่ ๆ

          ครูขอถามว่าเด็กชาติชาติดี กับเด็กชายดี๋ดี  ใครที่มีจิตอาสา ใครที่มีจิตสาธารณะ   แหมตอบเป็นเสียงเดียวกัน "ชาติชั่ว" เฮ้ย   ... "ชาติดี"     ครับเป็นคำตอบที่ถูกต้อง   สรุปว่าเธอรู้
และเข้าใจพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าคนที่มีคุณบัติเป็นผู้มีจิตอาสา มีลักษณะอย่างนี้ อย่างนั้นได้


        เอาอย่างนก็แล้วกัน   ครูแจกกระดาษให้เธอคนละ 1 แผ่น   ให้เธอเขียนพฤติกรรมของคนที่มีจิตอาสา   ได้มากที่สุดเท่าไรก็ได้   ใครเขียนได้มากเป็นผู้ชนะ  ใครชนะมีรางวัลนะครับ  ให้เวลา 
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:34:56 PM »


เวลา-อนาคต

          สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน วันนี้ครูขอพูดถึงเรื่องเวลา และขอกล่าวไปถึงเรื่องอนาคตด้วย เพราะเรื่องนี้สัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกัน ที่สำคัญที่สุดเรื่องนี้มันเกี่ยวข้อง
กับเธอโดยตรง

          หากสังคมที่เราอยู่นี้ยังเป็นสังคมระบบวัตถุนิยม  เออ..คงรู้จักระบบวัตถุนิยมกันนะ หากใครไม่รู้จัก ก็ที่เห็นกันอยู่นี้แหละคือระบบวัตถุนิยม เรื่องของเวลา และอนาคตนั่นยิ่งมีความสำคัญต่อเรายิ่ง   ตรงข้ามถ้าหากสังคมใหม่เปลี่ยนแปลงเป็นสังคม "ระบบพอเพียงนิยม" เรื่องของเวลาและอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลเลย

          เธอติดใจเรื่อง "ระบบพอเพียงนิยม" หรือไม่  หากสนใจไปเปิดเว็บไซต์ของครูดู   ชื่อเว็บไซต์ภาษาไทยฟังแล้วเธอคงชอบชื่อนี้แน่ "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
ชื่อภาษาอังกฤษ  The nature and the dharma safe the world . เป็นไงนักเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง   พอครูพูดภาษาฝรั่งแล้วยิ้ม  นั่นคงเข้าใจดี   จริงใช่ไม่
นั่นแน่ไม่ยิ้มเหมือนก่อน  หัวเราะออกมาเลย   ครูสรุปว่าเธอเข้าใจฝรั่งดี   เก่งมาก ๆ   เว็บไชต์นี้นะ  http://www.nature-dhrama.com   เอาแหละคราวนี้พวกชั้น
ประถมปีที่ 2 ยิ้มด้วยบ้างแล้ว  เราเริ่มชอบภาษอังกฤษ ให้นักเรียนไปเปิดอ่านแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง "ระบบพอเพียงนิยม" ไม่เข้าใจมาถามครู  จะตอบให้เป็นพิเศษ
ในเว็บของครูยังมีเรื่องอื่น ๆ หลากหลายนะครับ  นี่เรื่องที่ครูพูดกับเธอวันนี้ ก็จะนำลงในเว็บไซต์เช่นกัน  เรื่องเว็บไซต์ของครูที่ผลักดันสังคมเรื่อง"ระบบพอเพียงนิยม"
ยังเพิ่งดำเนิน   ยังไม่เป็นรูปธรรม

          เรื่องเวลา และอนาคตมาเกี่ยวข้องมาสัมพันธ์กับเธออย่างไร มาถึงตรงนี้ ครูต้องขอทำความเข้าใจ "ระบบวัตถุนิยม" สักนิด   ก็คือสังคมที่มีการแข่งขันด้านการค้า
ด้านการค้า  เน้นย้ำกันแต่เรื่องเศรษฐกิจ  พูดแต่เรื่องกำไร  ขาดทุน  พูดกันแต่เรื่องความจน   ความร่ำรวย  ระบบสังคมแบบนี้จึงมุ่งหวังผลประโยชน์   มุ่งหาทรัพย์สิน
เงินทองไว้ครอบครอง  เรากำหนดเงินเป็นสื่อกลางในการซื้อขาย  จากนั้นก็คิดสร้างค่านิยมด้านวัตถุในรูปแบบต่าง ๆ  สรุปโดยรวมว่าวัตถุเป็นของจำเป็นต่อการดำรงชีพ
ในที่สุดก็เกิดการแข่งขันเพื่อเข้าครอบครองวัตถุ   และก็เข้าครอบครองเกินความจำเป็น จนเกินความพอดี     ครูจึงต้องพูดเรื่องนี้เพื่อให้เธอได้เตรียมตัวเข้ารองรับ
สถานการณ์ ที่ต้องเผชิญเพื่ออยู่ในสังคมนี้ได้

          ขอพูดเรื่องเวลาก่อน   เวลาที่มีให้สำหรับเธอตอนนี้คือ   เวลาเรียนนั่นเอง   นักเรียนต้องรับรู้เป็นเบื้องต้นก่อนว่า  เวลาเรียนของเราอยู่ในช่่วงอันจำกัด  อายุช่วง
ประมาณ 24 ปี ทุกคนต้องสำเร็จระดับปริญญาตรี  หากไม่สำเร็จปริญญาตรีในช่วงนี้ถือว่าสาย และยากที่จะศึกษาเล่าเรียน   นี่ชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลามันมีจำกัด

          ช่วงเวลาเรียนในประถมศึกษาถือเป็นพื้นฐานเบื้องแรก ซึ่งถือว่าสำัคัุญมาก หากพื้นฐานไม่ดีการเรียนต่อในระดับชั้นสูง ๆ จะเป็นอุปสรรค    นักเรียนคงเคยได้ยิน
การเปรียบพื้นฐานการเรียนกันบ้างแล้ว   เขาเปรียบพื้นฐานการเรียนเหมือนการก่อฐานรากของตึก    ตึกที่จะก่อสร้างถ้าฐานรากไม่มั่นคง    รากฐานไม่แข็งแรง
หากสร้างต่อชั้นต่อ ๆ ไปอาจจะพังได้  เช่นเดียวกับการเรียนถ้าพื้นฐานไม่ดีก็อาจจะเรียนไม่สำเร็จ   ช่วงเวลาเรียนชั้นประถมศึกษาจึงมีความสำคัญไม่น้อย    อย่าปล่อย
เวลานี้ให้เสียงานเสียการ  คือไม่ตั้งใจเรียน   ไม่ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์  เวลาล่วงเลยไปมันจะสาย  สายแล้วมันเหนื่อย   มันแก้ไขยาก  แก้ให้ดีได้ยากสักหน่อย  ฉะนั้นขอให้
นักเรียนมีความตั้งใจเรียนหน่อยนะครับ  โดยให้เราเตือนตัวเราเสมอว่า   "เดี๋ยวสาย"    "เดี๋ยวจะแก้ยุ่งยาก"    "เดี๋ยวจะไม่จบปริญญาตรี"    อะไรทำนองนี้

          นักเรียนต้องทราบข้อนี้อีกประการหนึ่งด้วย คือความรู้มันไม่ได้ใส่ หรืออัดเข้าไปได้อย่างที่เรารับประทานอาหาร  มันต้องใช้เวลาให้มันซึมซับเข้าไปเรื่อย ๆ ใส่ให้มัน
ตลอดเวลา    การเรียนจึงต้องมั่นฝึกทบทวน    ทบทวนบทเรียนเผื่อกันลืม   ทั้งใส่เข้าใหม่    และทบทวนจึงต้องทำตลอดเวลา     อาหารสมองมันกินผิดกับอาหาร
ทางกาย    เข้าใจนะ   ฉะนั้นนักเรียนรู้วิธีการกินอาหารสมองอย่างที่ครูบอกแล้ว    ตอนนี้รู้แล้วนะ  รู้แล้วอย่าลืมปฏิบัติ   ด้วยเเหตุนี้ขอย้ำอีกที่อย่ามัวชักช้านะ  เดี๋ยวจะสายเกินแก้

          ครูจะบอกเคล็ดลับอะไรบางอย่างเกี่ยวกับร่างกายของคนเรา  นักเรียนเคยสังเกตหรือไม่  หากเราเคยตื่นตอนเวลา 6.00 น.   เมื่อถึงเวลานี้มันจะตื่นของมันเอง
เราจะลุกหรือไม่ลุกเท่านั้น  ยอมรับไม่  ใช่ไม่  ให้สังเกตอีกอย่างหนึ่ง เราฝึกให้มันถ่ายตอนเช้า ทุกเช้าเมื่อถึงเวลามันก็ปวดขึ้นมาทันที ฝึกให้ถ่ายตอนเย็นร่างกายมันก็ทำ
อย่างที่ฝึก     เรื่องถ่ายนี้ควรฝึกตอนเช้านะครับ     เหตุผลใดที่ฝึกตอนเช้า ก็เพราะช่วงนี้เรามีเวลาเป็นส่วนตัวมากที่สุดนะครับ    เอาล่ะเมื่อเรารู้ความลับของร่างกายว่า
ฝึกอะไรให้มันมันยอมทำตาม   แล้วเราจะไม่ฝึกให้มันขยัน   เราจะไม่ฝึกให้รับผิดชอบ   เราจะไม่ฝึกให้มันรักเรียน หรืออะไรที่ดี ๆ  ที่เห็นว่าควรฝึก  จะได้ส่งเสริมตัวเรา
เป็นคนเก่ง   เป็นคนพัฒนา  เป็นคนดี   ซึ่งจะได้อยู่ในสังคมอย่างมีสุขต่อไป

          ขอเธอรับรู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาเอาใบเบิกทางเข้าทำงาน      อะไรล่ะเป็นใบเบิกทาง    ใบเบิกทางก็คือ   "ปริญญาบัตร" อย่างไงล่ะ     นักเรียนทุกคนจึงต้องตั้งเป้า ตั้งเข็มเอาไว้ว่าเราจะเอาใบปริญญานี้ให้ได้   เป็นใบที่เรารักเราชอบ  ที่พูดว่าใบที่เรารักเราชอบก็คือ  เราชอบอาชีพอะไรเราก็ตั้งเป้า ตั้งเข็มเอาไว้   ชอบทนายความ ชอบคร  ู ชอบหมอชอบแพทย์     ชอบซ่อมตูุ้็้เย็น ชอบซ่อมรถยนต์  ชอบค้าขาย  ชอบอะไรก็แล้วแต่ เรา็ต้องไปถึงเข้ม ถึงเป้าที่วางไว้  เมื่อเดินไปตามจุดหมายได้สำเร็จ  ชีวิตของเธอก็สบาย  เพราะมีงานทำที่ตรงกับเราชอบ

         เมื่อเราตั้งเข็ม ตั้งเป้าหมายเราก็เดินไปให้ถึงให้สำเร็จ  คำว่าเดินให้ถึงให้สำเร็จก็เกี่ยวกับเวลา เวลาของเธอในที่นี้คือเวลาเรียน   อย่าปล่อยให้ว่าง ให้สายอย่างที่ว่า
เพราะการเรียนต้องเติมเต็มมันตลอดเวลาอย่างที่ครูพูดไว้ในตอนแรก นี้แหละเรื่องของเวลา เรื่องเวลาครูขอชี้แจงพอเป็นแนวเท่านี้  ส่วนอนาคตขอสรุปสั้นๆว่าเมื่อเรารู้จัก
ใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่ของเรา คือการเรียน ได้อย่างดีไม่มีข้อบกพร่องแล้ว  เราได้ใบเบิกทางตามต้องการแล้ว มีงานอาชีพที่ตรงตามที่ชอบแล้ว   นั่นแหละอนาคตของเรา
ดีแล้ว   มั่นคงแล้ว

         ครูพูดเน้นแต่เรื่องการเรียนอย่างเดียว   ยังมีเรื่องสำคัญที่โรงเรียน  ที่ครูให้เธอควบคู่ไปอีกอย่างคือ  เรื่องจริยธรรมคุณธรรม  เรื่องนี้็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน  นักเรียนเคยได้ยินที่เขาพูดว่า    "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" หรือไม่   ครูคิดว่าคงเคยได้ยิน    คำพูดนี้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรม เรื่องคุณธรรมอยู่บ้าง
คือคนเราจะเก่ง   จะดีด้านความรู้ความสามารถสูงสุดแค่ไหนอย่างไร   แต่หากเป็นคนขาดจริยธรรม    ขาดคุณธรรมก็พาตัวไม่รอด    เธอได้ข่าว ได้พบบ่อยไหม เรื่องที่คนถูกไล่ออกจากงาน   ทั้งที่ทำงานได้ดีเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน    ที่ถูกไล่ไม่ใช่เพราะทำงานไม่ดี   ไม่มีคุณภาพ   แต่ถูกไล่เพราะขาดความซือสัตย์   ไปฉ้อ ไปโกงเขาบ้าง  อาจจะโกงเวลา โกงเงินโกงทอง   หรือไม่ก็เข้ากับเพื่อนร่วมงานอื่น ๆ ไม่ได้    ทุกเรื่องที่กล่าวมาเพราะเขาอาจจะขาดจริยธรรม   ขาดคุณธรรม เลยเข้าทำนองที่ว่า     "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"

         เรื่องเวลา เรื่องอนาคตที่เกี่ยวข้องกับสังคมปัจจุบัน "สังคมวัตถุนิยม" มันต้องปฏิบัติตน เตรียมตนอย่างที่ว่า แต่หากสังคมใหม่ของครู "สังคมพอเพียงนิยม" ซึ่งกล่าวไว้ตอนต้นว่ายังไม่เป็นรูปธรรม ยังอยู่ในช่วงรณรงค์ ช่วงผลักดัน เธอเชื่อไม่ สังคมแบบพอเพียงนิยมไม่ต้องทำอย่างที่ครูพูดไว้แต่ตอนต้นเลย เพราะมันคนละเรื่อง คนละสังคม

         สังคมแบบพอเพียงนิยม มุ่งอยู่อย่างพอกินพอใช้ ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง เพราะไม่มีการแข่งขันด้านการค้าด้านธุรกิจ การเรียนก็เพียงเพื่อสร้างคุณธรรม และนำความรู้
ที่เรียนมาเสริมสร้างพัฒนาการอยู่ร่วมแบบพอเพียงเป็นหลัก เรื่องเวลา และอนาคตจึงต่างกัน  ครูขอพูดสั้น ๆ แค่นี้     หากนักเรียนอยากรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม ให้เปิดเว็บไซต์
ของครูอ่านดูนะครับ   และครูคิดว่าคนรุ่นใหม่อย่างเธอควรศึกษาแนวคิดของครูเป็นพิเศษ มันถึงเวลา และจำเป็นแล้วที่ต้องเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมของสังคม 
อ่านดูซิครับ  แล้วจะได้มาช่วยคิดช่วยผลักดันร่วมกับครู สำหรับวันนี้ขอจบไว้แค่นี้นะครับ   สวัสดี


 
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:35:40 PM »


ดี-เก่ง

          สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน   ครูมีความสุขมาก ๆ เมื่อได้มาพบปะพูดคุยกับเธอ วันศุกร์ที่แล้วครูไม่ได้พุดคุยกับเธอ คิดถึงมาก ๆ หวังว่าเธอ
คงคิดถึงเช่นกัน วันนี้นำเรื่อง ดี-เก่ง มาฝาก

          จริง ๆ เรื่องนี้ได้พูดคุยกับเธอในทุกชั้นที่ครูแล้ว  ขอพูดเป็นการทบทวน  เป็นการต้องย้ำอีกครั้ง  เอาของดี  สิ่งดีมาฝาก แม้จะซ้ำ ๆ ก็คงไม่
เบื่อใช่ไม่  เปรียบเสมือนเธอชอบทุเรียน  ครูนำมาฝากกี่ครั้ง ๆ ก็คงพอใจ  ยิ่งได้เปลี่ยนพันธุ์ทุเรียนบ้างก็ยิ่งไม่มีวันเบื่อเลย ใช่ไม่ วันนี้หมอนพรุ่งนี้
ชะนี   มะรืนนี้ก้านยาว  แหมเชื่อว่าหลายคนชักน้ำลายไหล  การพูดเรื่อง ดี-เก่งวันนี้ก็คงเปลี่ยนแนวคิด  เปลี่ยน หรือเพิ่มเนื้อหาสาระกันบ้าง  ฟังแล้ว
นำไปเปรียบเทียบดูว่าเหมือนกันต่างกันอย่างไรกับที่ครั้งผ่านมา

         ศิษย์ทุกคนที่อยู่รั้วของโรงเรียน  อยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียน จุดมุ่งหมายสูงสุดของครูทุกคนคือต้องการให้ศิษย์รักมีความดี  และ เก่ง
ควบคู่กันไป  อย่าลืมนะไม่ใช่บรรลุจุดหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว   จะต้องได้เรียนรู้ทั้งดีทั้งเก่ง 

          ดีกับเก่งเป็นของคู่กัน  มีความสัมพันธ์กัน  ส่งผลสืบเนื่องประสมประสานกันอย่างกลมกลืน  จนแยกจากกันไม่ได้  ที่พูดเช่นนี้เพราะทั้งสอง
อย่างมีความเกี่ยวเนื่อง  เกี่ยวข้องกัน  ถ้าไม่มีความดีก็เก่งไม่ได้   ครูจึงสรุปว่านักเรียนต้องสร้างความดีก่อนเมื่อมีความดีเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
แล้วความเก่งก็จะตามมา

           ดีคืออะไร   ดีก็คือคุณธรรม และ จริยธรรม  คุณธรรมกับจริยธรรมมองดูผิวเผินแล้วคล้าย ๆ กัน  แยกไม่ค่อยออก  ครูจะบอกและอธิบายสอง
อย่างนี้ให้เธอเห็น  ให้เปรียบเทียบ   เดี๋ยวก็แยกแยะออกได้แน่นอน

          คุณธรรม หมายถึง "สภาพคุณความดี" เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์   ความขยันหมั่นเพียร   ความอดทน   ความเมตตา  ความเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่   สุจริต  ไม่โบบดมดเท็จ  ไม่ฉ้อโกง  ไม่ลักขโมย  โอ้มากมายกายกอง  สังเกตง่าย ๆ คือสิ่งดี ๆ  ทั้งหลายล้วนเป็นคุณธรรมทั้งสิ้น  ครูถามเธอ
หน่อย  ดื้อเป็นคุณธรรมไม่  ขี้เกียจจัดเป็นคุณธรรม  ไม่รังแกเพื่อละเป็นคุณธรรมไม่  ไม่ทำการบ้านเป็นคุณธรรมไม่   ทำงานไม่ทันเวลาที่กำหนด
เป็นคุณธรรมไม่  ถึงตอนนี้ครูคิดว่าเธอคงเข้าใจถึงคุรธรรมได้แล้ว

          จริยธรรมคืออะไร  จริยธรรมคือธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือการมีกริยามารยาทอันดีงามที่สอดคล้องกับประเพณี
วัฒนธรรมของชาตินั่นเอง  เช่น รู้จักกราบไหว้  พูดถึงเรื่องนี้ขอเน้นสักนิดว่า ต้องทำด้วยจิตใจนะ  หมายถึงทำด้วยความจริงใจ  ไม่ใช่แสดงแต่เพียง
ท่าทาง  แต่ต้องด้วยใจศรัทธา  ความเลื่อมใส  ด้วยความรักจากใจจริง ๆ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ   นอกจากการกราบไหว้แล้วมีอะไรอีก  การพูด  การ
เดินผ่านหน้าผู้ใหญ่   การแต่งกายที่เหมาะสมกับกาลเทศะ   กิริยาท่าทางในอริยบทต่าง ๆ  เรื่องจริยธรรมยังมีอีกมากมาย ถึงตอนนี้คงนึกออกได้บ้าง
แล้ว

          เก่งคืออะไร  เก่งคือ เก่งแก่เรียน  ก็คือเรียนเก่งนั่นเอง  วิชาที่เราเรียนมีแปดกลุ่มสาระ  ทั้งแปดกลุ่มสาระที่เขาจัดให้เราเรียนเราจะต้องให้
เก่ง  อาจจะไม่เก่งเท่ากันทุกวิชา แต่ต้องเก่ง  ปกติคนเราหากเก่งในวิชาใดวิชาหนึ่งก็มักจะเก่งวิชาอื่น ๆ ไปด้วย ตรงข้ามหากเรียนอ่อนก็มักจะอ่อน
ไปเกือบทุกวิชา  ด้วยเหตุนี้การตั้งต้นให้เป็นคนเก่งจึงมีความสำคัญยิ่ง

         ได้บอกแต่ตอนต้นว่าความดี ความเก่งเป็นของคู่กัน   ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้  ที่สำคัญดีต้องมาก่อนเก่ง  คุณธรรมที่ต้องใช้ในการเรียน
เพื่อให้เก่งประกอบด้วยคุณธรรม 3 ข้อคือ ประการแรกความรับผิดชอบต่อหน้าที่    ประการที่สองมีความตั้งใจ และประการที่สามมีความขยันหมั่น
เพียร   หากเรานำคุณธรรมสามข้อนี้ปฏิบัติอย่างจริงจังก็จะส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้เป็นอย่างดี

         ขอนำมาแยกพูดให้เห็นเป็นประเด็น ๆ ไป เริ่มด้วยเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ หน้าที่ของนักเรียนคือเรียนหนังสือ ศึกษาหาความรู้ เมื่อเรา
รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่การเรียน เช่น ฟังคุณครูสอนอย่างตั้งใจ  อย่างมีสมาธิ  ฟังอย่างเดียวไม่พอต้องปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูสั่ง ที่ครูมอบหมาย
นี่เป็นบันไดแรกของคุณธรรมที่ต้องใช้ ย้ำอีกครั้งว่า "ต้องมีนิสัยรับผิดชอบต่อหน้าที่"

          การปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบในที่นี้หมายถึงการปฏิบัติต่อการเรียน  การปฏิบัติให้ได้ผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเธอต้องมีความตั้งใจ เช่นฟัง
ครูอย่างมีสมาธิ  ทำกิจกรรมอย่างตั้งอกตั้งใจ เช่นแบบฝึกหัดไม่ใช่ทำเพียงเพื่อให้เสร็จเท่านั้น การทำเพียงเพื่อให้เสร็จเป็นการทำแบบลวก ๆ  เพียง
แต่กันอย่าให้ครูลงโทษ อย่างนี้ถือว่าไม่มีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่  แบบฝึกหัดทุกแบบฝึกหัดเปรียบเสมือนครูเช่นกัน  เพราะแบบฝึกหัดช่วยสอนเรา
ได้ในหลาย ๆ เรื่อง นั่นก็คือครูของเรา   เมื่อความตั้งใจมาความรู้ก็เกิด  ความเก่งก็เกิด  นอกเหนือจากแบบฝึกหัด เช่น งานต่าง ๆ ก็ปฏิบัติตนเช่น
เดียวกับการทำแบบฝึกหัดคือต้องมีความตั้งใจ

          ประการที่สามคือความขยันหมั่นเพียร  เราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ   เท่านั้นยังไม่พอ  คุณธรรมสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมคือ
"ความขยันหมั่นเพียร" จำไว้ว่ามนุษย์เราย่อมมีการลืม  ลืมกับจำเป็นของคู่กัน เมื่อมีการจำก็มีการลืม  สิ่งกันลืมที่ดีในเรื่องการเรียนก็คือ ความขยัน
หมั่นเพียรนี้เอง  คือต้องขยันทบทวน ขยันหาความรู้ในบริบทที่เกี่ยวข้องที่เรากำลังเรียน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เิกิดได้ด้วยความขยัน
หมั่นเพียรเป็นสำคัญ

           สรุปว่านักเรียนจะเรียนรู้อะไรได้ดี  ได้อย่างกว้างขวางสมบูรณ์  และมีการจดจำไปชั่วนิรันดร์  สามารถนำความรู้มาใช้ได้อย่างเหมาะสมทัน
ท่วงที นักเรียนจะต้องมีคุณธรรม 3 ประการที่กล่าวมา คือ การรับผิดชอบหน้าที่  ตั้งใจปฏิบัติในหน้าที่ และ ขยันหมั่นเพียรต่อหน้าที่ที่ทำ

          ดี-เก่งเป็นของคู่กัน  ถึงตอนนี้เธอมีความชัดเจนแล้วนะ  ต้องมีคุณธรรม หรือความดีเป็นเบื้องต้นก่อน จากนั้นความเก่งก็จะ็ตามมา  อย่างที่ครู
อธิบายยกตัวอย่างไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างหน้าที่การเรียน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เข้าทำนองเดียวกัน คือต้องดีก่อนแล้วส่งผลให้เกิดความเก่ง  นี่เป็น
ค วามคิดของครู  เธอจะคิดอย่างไรไม่ทราบ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเธอปฏิบัติตนอย่างที่ครูแนะนำ  ความดี และความเก่งเกิดแก่เธออย่างแน่นอน สวัสดี

 

ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสภาพการดำเนินชีวิตตามระบบ "วัตถุนิยม"
หากเราเปลี่ยนแนวคิดใหม่ที่ทรงด้วยคุณค่ายิ่ง โดยการดำเนินชีวิตตามระบบ "พอเพียงนิยม"
ปัญหาต่าง ๆ จักลดลง หรือแทบไม่มี
ด้วยความปรารถนาดีจาก "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"

 

"ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"
เว็บไซต์นำเสนอแนวคิดเพื่อการดำรงชีพของมวลมนุษยชาติ
ตามแนว "พอเพียงนิยม"  และ สาระอื่น ๆ
ท่านคลิกเว็บไซต์ที่ปรากฏ..เข้าสู่เว็บทันที
http://www.nature-dhrama.com

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:36:19 PM »


  สังคมกำลังมองเรา
                                                           สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน

            ครูนำเรื่องใกล้ตัวของเรามาพูดให้ฟัง เรื่องใกล้ตัวที่เราจะต้องรู้ไว้เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข เมื่อสังคมมองเห็นว่าเราเป็นคนมีคุณค่า สังคมก็ต้องการเรา หากสังคมเขาค้นพบ และเห็นว่าเราเป็นคนที่มีลักษณะอย่างที่กล่าวเราก็เป็นคนโชคดี โชคดีที่สังคมยอมรับเราไว้เป็นเบื้องต้น เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แสดงบทบาทของเราต่อไปในเวทีสังคม

            ครูขอยกตัวอย่างให้เห็น พอเป็นข้อมูลในการพิจารณา และที่สำคัญจะได้เห็นความสำคัญในเรื่องที่ครูจะพูดต่อไปมากขึ้น สมมุติชายวัยรุ่น 2 คน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งสองคนต่างก็ขี่รถจักรยานยนต์เป็น สมมุติว่าคนหนึ่งชื่อ กอ อีกคนชื่อ ขอ มาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น นายกอ ขับรถจักรยานเสียหลักลื่นลงคูข้างถนน ทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นต่างเห็นเหตุการณ์ ในขณะทุกคนนั่งเฉย ไม่มีผู้ใดที่จะรีบร้อนวิ่งไปช่วยเหลือในทันท่วงที กลับมีเสียงพูดว่า "เจ็บเสียบ้างก็ดี"
หลังจากนั้นก็เข้าไปช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการทำเพียงขอให้พ้นไปที

           เหตุการณ์ของ นาย กอ ล่วงเลยไปประมาณ 30 นาที ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในลักษณะเดียวกันอีก แต่ครั้งนี้เกิดกับนาย ขอ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นาย ขอ ลื่นล้ม"หลังจากพูดขาดคำทุกคนต่างวิ่งกุลีกุจอเข้าไปช่วยเหลือทันที

          ครูถามเธอว่า "ทำไม่ที่คนทุกคนอยากจะช่วยเหลือนาย ขอ" เอาล่ะ ไม่ต้องตอบคำถามครู ให้เธอนั่งคิด นั่งวิเคราะห์ไปตามเหตุ ตามผลของเธอ ครูให้เวลานึกคิด ประมาณ 5 นาที

          ครับ หมดเวลา ทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ ครูจะบอกข้อมูลของสองคนนี้ นายกอ เป็นคนขับรถเร็ว รถนายกอมีเสียงดังมาก ส่วนนายขอเป็นคนขับรถอย่างไม่ประมาท มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตนตามกฎจราจร รถนายขอเสียงดังปกติอย่างรถทั่วไป

          นายกอขับรถผ่านหน้าผู้ใด ชุมชนใด มีแต่ผู้คนสาปแช่งไล่หลัง ส่วนนายขอไม่เคยมีข้อมูลดังกล่าวเหล่านี้

ครูขอบอกให้เธอตกใจเล่น ๆ สักหน่อย "ในหัวของมนุษย์เราทุกคน มีลักษณะคล้ายคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งคือการบันทึกข้อมูล หรือเก็บข้อมูล" โดยเฉพาะข้อมูลที่อยู่ใกล้ตัว ข้อมูลของบุคคล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัวเราเองก็มี ทำอยู่เป็นประจำแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ใส่ใจเท่านั้นเอง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ให้เธอได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเดียวนี้เลย โดยใช้ข้อมูลจริงที่เกี่ยวข้องกับเธอ เตรียมตัวเตรียมใจพิสูจน์นะครับ ให้เธอนึกถึงเพื่อนที่อยู่ในห้องเดียวกันสัก 5 คน เอาเพื่อนที่เราสนิทที่สุดก็ได้ ไม่ยากนะ ทุกคนมีชื่ออยู่ในใจแล้วนะครับ ต่อนี้ไปให้ค้นหาลักษณะนิสัยของเพื่อนเหล่านั้น แล้วลองเปรียบเทียบความแตกต่าง หรือความเหมือนกัน ครูให้เวลา 5 นาที
หมดเวลาแล้วครับ เป็นไง ได้ข้อมูลของทุกคนแล้วยัง คงไม่มีเพื่อนคนไหนที่ไม่มีข้อมูลที่เราใช่ไม่ครับ นั่นแหละที่ครูบอกแต่ต้นว่าหัวของเราเหมือนคอมพิวเตอร์ มีช่องเก็บข้อมูล

          ครูย้อนถามเธออีกครั้ง "เธออยากให้เพื่อน ให้คนที่รู้จัก ให้คนที่อยู่ใกล้ชิด ให้คนที่อยู่ในหมู่บ้าน หรือคนอื่น ๆ ที่เคยรู้จักเรา มีข้อมูลของเราแบบใด อย่างไร"

          ทุกคนต้องการจะให้มีข้อมูลแบบดี ๆ แบบสร้างสรรค์ ใช่ไม่ครับ แน่นอนทุกคนก็ต้องการอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นต่อนี้ไป จงสร้างตัวเองให้มีข้อมูลที่พึงปรารถนาอย่างนี้ให้มาก ๆ

          ผู้ใดมีข้อมูลที่ดีอยู่ในหัวเพื่อน ผู้นั้นคือคนที่มีกำไรในชีวิตเป็นต้นทุน คนเราเมื่อเป็นคนดีใคร ๆ ก็ยกย่องสรรเสริญเป็นธรรมดา เอ่ยถึง พูดถึงแต่สิ่งที่ดี ๆ ของเรา ใคร ๆ ก็อยากคบค้าสมาคมด้วย อยากพูดด้วย อยากปรึกษาหารือด้วย อยากนำมาร่วมงานด้วย ทุกคนที่สัมผัสเรารู้สึกมีความสบายใจ ไว้ใจ มั่นใจในทุก ๆ เรื่อง เธออยากมีกำไรไว้เป็นต้นทุนไม่ครับ เป็นเรื่องไม่ยากเลย ใครต้นทุนยังน้อยก็รีบสะสมตั้งแต่บัดนี้ ใครมีต้นทุนดีอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้นอีก กำไรจะได้มากขึ้นอีก

         ครูเชื่อเหลือเกินว่า สิ่งที่ครูพูดมา พยายามยกตัวอย่างให้เธอเข้าใจง่ายที่สุด คงจะทำให้เธอนำข้อคิด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปใช้ ไปปฏิบัติให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง อันจะส่งผลต่อความเจริญของตน และของสังคมในที่สุด สวัสดี




บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:37:04 PM »
 


 การเรียน
                                                สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน
        วันนี้ขอพูดเรื่องการเรียน ขอชี้แจงให้เธอเห็นความสำคัญ และมีวิธีการเรียนอย่างไรจึงจะทำให้เป็นคนเก่ง

        ขอยกบทกลอนสะกิดใจเธอสักหนึ่งบท กลอนนี้มักนิยมยกมาเตือนใจ เกี่ยวกับเรื่องความตั้งใจ ทุกอย่างที่ทำจะสำเร็จ หรือไม่อยู่ที่ความตั้งใจ

                                                อันลิงค่างกลางป่าจับมามัด
                                             สารพัดฝึกได้ดังใจหมาย
                                            เป็นนักเรียนครูเพียรสอนแทบตาย
                                            เกิดเป็นคนเอาดีไม่ได้ก็อายลิง

       เอาล่ะเธอได้ฟังบทกลอนนี้แล้ว คงเข้าใจความหมายของบทกลอน ครูขออธิบายเพิ่มเติม

       สัตว์ที่เรานำมาฝึกฝนให้ทำอะไรสักอย่าง ซึ่งที่เราคิดว่าสัตว์นี้ทำได้ ก็นำมาฝึก และก็ได้ผลตามที่คาดหมายจริง ๆ

        ฝึกลิงให้เก็บผลมะพร้าวที่อยู่บนต้น สวนมะพร้าวส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ มะพร้าวที่ต้นสูงสอยลำบาก ต้องใช้ไม้สอยยาวซึ่งยากแก่การยกขึ้นสอย ชาวสวนจะปีนขึ้นต้นมะพร้าวก็เสี่ยงอันตราย ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงเกิดขึ้นนับนานแสนนาน คือฝึกหัดลิงให้เก็บผลมะพร้าว ระยะหลังจึงเกิดโรงเรียนสอนลิงขึ้นเหมือนดอกเห็ด

        นอกจากลิงจะเก็บมะพร้าวได้ ลิงฝึกให้เล่นละครได้ เรียกว่าละครลิง

        สัตว์อื่น ๆ ก็ไม่แพ้ลิงสามารถที่จะฝึกใช้งานได้ เช่น ควายใช้ไถนา ช้างใช้ลากซุง
ม้าใช้ลากรถ สุนัขลากล้อเลื่อน ฝึกสุนัขให้รู้จักจับสัตว์ ไล่สัตว์เลี้ยง ยังมีสัตว์อื่นอีกมากที่ฝึกใช้งานได้ แสดงกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามที่มนุษย์ต้องการ

        กลอนที่ครูยกมาช่วยเตือนสติเราได้เป็นอย่างดี ชี้ให้เห็นว่าสัตว์สามารถฝึกให้ทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่คนเราต้องการได้ แล้วมนุษย์เราล่ะ ฝึกให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ ทุกคนต้องตอบว่าได้ และได้ดีเสียด้วย เพราะมนุษย์เราฉลาดกว่าสัตว์หลายเท่า เป็นนักเรียน
         ถ้าทำงานที่คุณครูสั่งไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดี ก็น่าอับอายลิงใช่ไม่

        " เป็นนักเรียนครูเพียรสอนแทบตาย
        เกิดเป็นคนเอาดีไม่ได้ก็อายลิง"

        เมื่อทุกคนมีความรู้สึกว่า "อายลิง" แสดงว่าเราพร้อมที่จะได้รับฝึกฝนในสิ่งต่าง ๆ เรานักเรียนต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณครู กิจกรรมต่าง ๆ ที่คุณครูให้ทำล้วนแต่ฝึกเราทั้งสิ้น ฝึกให้ทำงานเป็น รับผิดชอบงานดี มีความตั้งใจในการทำงาน รู้จักหน้าที่ของตนเอง รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ฯลฯ

        เราเรียนไปทำไม
        นักเรียนต้องเรียนรู้ด้านวิชาการ และด้านคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันไป เราเรียนรู้ด้านวิชาการไว้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ เรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมซึ่งเสมือนเป็นเกราะสำคัญที่ต้องใช้ควบคู่กับวิชาการ ในการดำเนินการทุกอย่างเรื่องการดำรงชีพชองมนุษย์ที่ต้องเปี่ยมด้วยคุณธรรม อันจะช่วยดำรงและ พัฒนาสังคม ให้
อยู่อย่างสงบสุข

        หากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีรัฐบาลกำหนดนโยบายบริหารใช้หลักการอยู่แบบพอเพียง การศึกษา การเรียนรู้ด้านวิชาการไม่จำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อประกอบอาชีพ แต่จะนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยองค์ประกอบด้านต่าง ๆ เพื่อการอยู่ร่วมอย่างถูกต้อง และมีความสงบสุขเท่านั้นเอง

         จะเรียนให้เก่งต้องทำอย่างไร

         ยึดหลักง่าย ๆ ที่จะเรียนให้เก่ง ขอแยกเป็นข้อ ๆ ให้เห็นชัดเจนดังนี้

    1. ตั้งใจฟังคุณครูในห้องเรียน ในชั่วโมงเรียน
    2. ทำกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้ครบถ้วน ทำอย่างตั้งใจ คำนึงถึงคุณภาพ
    3. ในแต่ละวันทบทวนบทเรียนทุกวิชาตอนหัวค่ำ หลังจากนั้นอ่านหนังสือ
    4. ตอนหัวรุ่งทบทวนบทเรียนอีกครั้ง หลังจากนั้นอ่านหนังสือ

    หลัก 4 ข้อที่กล่าวมาได้ผลแน่นอน ส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เรื่องรักการอ่าน
เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นักเรียนต้องฝึกตนให้มีนิสัยรักการอ่าน และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือรู้จักค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย

     ที่กล่าวมาครูคิดว่า หากนักเรียนนำหลักการของครู และคิดหาหลักการของตนเองบ้าง มาประสมประสานกัน ในที่สุดก็จะบรรลุผลด้านการเรียน ที่สำคัญขอให้นักเรียนมีความตั้งใจ ขยัน มีความพยายาม มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทำให้สมบูรณ์ที่สุด ความสำเร็จก็ตามมา ครูขอฝากคติเตือนใจไว้สักข้อ      "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั้น" สวัสดี



บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:37:38 PM »
 

  เธอมองพ่อแม่เหมือนตู้ เอ.ที.เอ็ม


                                                        สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน


                               ครูมองพ่อแม่เหมือนคนขอทาน  ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ปั้นแต่งคำพูดให้ดูน่าสนใจ                         
                         แต่พูดด้วยความรู้สึกที่แท้จริง จะเล่าให้ฟัง เดี๋ยวฟังจบ มีคำถาม ใครตอบถูกให้รางวัล
                         อย่างงาม

                              สมัยครูเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  (พ.ศ. 2505)  สมัยที่เป็นเด็กชายประทีป
                          นี่ตัวครูขนาดเท่านี้แหละ แต่ขอโทษนะหล่อกว่านิดหนึ่ง นิดเดียวไม่โกรธนะครับ
                         เด็กชายประทีป น่ารักมาก ไม่ต้องหัวเราะ น่ารักจริง ๆ ที่ว่าน่ารัก คือตั้งใจเรียนมาก ๆ

                             ครูยังจำได้แม่นยำ สมัยนั้นครูจ่ายค่าข้าว ค่าขนมวันละ 1 บาท หลายคน
                        ทำหน้าทำตางง ๆ ไม่ต้องงง  สมัยนั้นค่าของเงินแพงกว่าสมัยนี้ ทองคำบาทละ 450 บาท
                        เดี๋ยวนี้เท่าไรครับ   ใช่เดี๋ยวนี้บาท ละ 18,000 - 20,000 บาท

                             บางคนยังคิดสับสน ว่าเงิน 1 บาทจะจ่ายได้อย่างไร ขอชี้แจงรายจ่ายให้ละเอียดดังนี้
                        ข้าวราดแกง จานละ 50 สตางค์ เอาล่ะอนุญาตให้หัวเราะ 2 นาที จานละ 50                             
                        ก็จริงแต่ข้าวมากพออิ่มแกงที่ราดมาใช่ชิ้นเดียวเหมือนอย่างปัจจุบัน    ถ้าเป็นแกงปลาดุก
                        อย่างน้อยเนื้อปลาเป็นครึ่งตัวที่ตักราดมาให้ สรุปง่าย ๆ ว่า อิ่ม

                             ขอตั้งโจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์หน่อยเงิน  1  บาท  จ่ายค่าข้าวราดแกงปลาดุก
                        ที่แสนอร่อย 50 สตางค์ ยังเหลือเงินเท่าไร คิดเร็วมากนะ   ตอบทันที 
                     
                              จริง ๆ ถ้าครูไม่ได้ ถามใคร ไม่ชี้ตัวให้ใครตอบ ยังตอบไม่ได้ เป็นการเสียมรรยาทใน
                        การฟัง มีคนตอบเป็นอย่างอื่นไม่ครับ คิดว่ามี ที่นี่ไม่มีแต่ที่อื่นมี ครูขอเล่าให้ฟัง                         
                        คำถามอย่างเดียวกันนี้มีคำตอบว่ายังเหลือเงิน 1 บาท   ถามไปถามมานายคนนี้ไปซื้อ
                        ข้าวราดแกงของน้า น้าไม่เก็บเงิน ผลลัพธ์จึงได้ออกมาเช่นนั้น  อนุญาตให้หัวเราะ 1 นาที

                            ตอนนี้เหลือเงินอีก 50 สตางค์ นึกอยากทานรวมมิตร จ่ายไป 25 สตางค์
                       คงมีคนถามอยู่ในใจ คนสงสัยมีแน่ "ถ้วยใหญ่ไม่" ถ้วยไม่ใหญ่หรอก ก็ขนาดเท่าปัจจุบันนี้                   
                       แต่รวมมิตรที่ใส่มาให้ใหญ่ คือมีปริมาณมากเกือบเต็มถ้วย เหลืออีก 25 สตางค์  เก็บใส่กะปุกออมสินดีไม่
                       ไม่...วันนี้เราเลี้ยงเพื่อน ๆ หน่อย ซื้อถั่วลิสงต้มเม็ดงาม เม็ดโต  ห่อด้วยใบตองอย่างดี 25 สตางค์
                       ปริมาณไม่น้อยกว่า 2 กระป๋องนม


                            เธออย่าคิดไปว่าครูสนุกกับเรื่องกินไม่ใช่เพียงชี้แจงให้เธอทราบรายละเอียดของการใช ้
                       จ่ายเรื่องอาหารเที่ยง  ถ้าครูเพลิดเพลินกับเรื่องกินคงไม่ขอเงินแม่อาทิตย์ละ 4 บาท
                       หรือ 3 บาททั้ง ๆ ที่ต้องการอาทิตย์ละ 5 บาท   เธอสงสัยหรือไม่ว่าครูแก้ปัญหาอย่างไร                     
                       ครูพึ่งเพื่อนๆที่เป็นเด็กวัด นี่เพราะครูเห็นสภาพของพ่อแม่เช่นขอทาน
                       อย่างที่พูดไว้ประโยคแรก  จึงขอเงินแม่อย่างมีความเกรงใจ คือต้องการมากแต่ขอน้อย


                            ครูเห็นสภาพของพ่อแม่เป็นขอทานเพราะว่า การหาเงินสมัยนั้นยากลำบากมาก                 
                        คนแถบชนบทยังใช้วิธีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งของเป็นส่วนใหญ่                         
                        เช่นที่บ้านครูมีมะเขือก็นำไปแลกกับแตงกวาที่บ้านเธอคนบ้านใกล้เรือนเคียง                       
                        หรือแม้แต่คนต่างถิ่นก็ยึดปฏิบัติกันเช่นนี้ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกิน
                        จากธรรมชาติก็อีกสาเหตุหนึ่ง คือพืชผักผลไม้จากธรรมชาติหาได้ง่ายปลาก็ชุกชุม เป็นต้น
                        ทุกครัวเรือนไม่จำเป็นต้องซื้อขายกันมากนัก


                             พวกดิ้นรนหาเงินทองคือพวกที่ส่งลูกให้เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษา หรือมี
                        ความจำเป็นอย่างอื่น แต่ก็ส่วนน้อย สรุปว่าคนในชนบทสมัยก่อนความเป็นอยู่ใน
                        สังคมอาศัยพึ่งพา ช่วยเหลือแก่กัน   ความอุดมสมบูรณ์จากแหล่งธรรมชาติก็ยังพึ่งพาได ้
                        เงินทองจึงไม่จำเป็นเท่าไร


                             ในเรื่องนี้ถึงตาเธอบ้างครูคิดว่าเธอกับครูเป็นคนละเรื่องกัน                     
                        ครูตั้งข้อสังเกตว่าดินสอของนักเรียนบางคนหายทุกวัน และแทบจะทุกคนเป็นอย่างนี้                 
                        เมื่อหายแล้วก็ไม่สนใจใยดี จะชวนเพื่อนช่วยกันค้นหาก็ไม่ นั่นเพราะเธอคิดว่า
                        หายก็ซื้อใหม่   บางครั้งที่เธอเห็นดินสอตกอยู่ที่พื้น เธอก็ไม่สนใจ เดินผ่านไปเฉย
                        ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น  นั่นเพราะไม่เคยคิดเห็นค่าของมัน ว่าดินสอที่ซื้อมาได้ มา
                        จากเงินของพ่อแม่  พ่อแม่ต้องตรากตรำหาเงินทอง ด้วยที่เงินทองขอจากแม่ได้ง่าย ๆ                 
                        จึงไม่เห็นค่าของความเหนื่อยยากของพ่อแม่ที่หาเงินทอง  ทั้งที่พ่อแม่เธอหาเงิน
                         ยากไม่แพ้สมัยโน้นเช่นกัน ซึ่งอาจจะอยู่คนละรูปแบบ แต่ก็สรุปว่าหายากพอ ๆ กัน


                            เดี๋ยวนี้พ่อแม่เธอพึ่งเงินกู้ก็ไม่ใช่น้อย เพราะแหล่งเงินกู้มีมาก เป็นเรื่องสะดวก
                         ของคนปัจจุบัน  มีปัญหาเรื่องเงินก็กู้มาก่อน ค่อยผ่อนที่หลัง ตอนที่พ่อแม่ต้อง
                         ทำงานใช้ค่าเงินต้น   ค่าดอกเบี้ยด้วยความเหน็ดเหนื่อย เธอเคยนึก เคยมองดูสภาพ
                         ของพ่อแม่อย่างเช่นขอทานเหมือนอย่างที่ครูเคยมองสภาพแม่ของครูอย่างนั้น
                         บ้างไม่ ครูคิดว่าไม่มี  ถ้ามีเธอคงระมัดระวังเรื่องของหายมากกว่านี้ เนื่องจากเห็นค่า
                         ของเงินมากขึ้น


                            ทำไมครูพูดว่าเห็นพ่อแม่เป็นตู้ เอ.ที.เอ็ม. ก็ตู้ เอ.ที.เอ็ม กดเท่าไรก็ออกมาเท่านั้น           
                        แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีเงินในบัญชี มาดูผลลัพธ์ตรงที่กดเท่าไรก็ได้ก็แล้วกัน พ่อแม่เหมือน
                        ตู้ เอ.ที.เอ็ม.   ก็คือขอเท่าไรก็ได้เท่านั้น และปัจจุบันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ความสะดวก                       
                        ความเคยชินเหล่านี้เองที่ทำให้เธอเกือบทุกคนไม่เห็นความลำบากของพ่อแม่เลย ค่าของ
                        เงินก็มองไม่เห็นไปด้วยการใช้จ่ายจึงสุรุ่ยสุร่ายเป็นนิสัย ลองฟังบทกลอนที่เป็นคติสอนใจ
                        ในเรื่องนี้บ้าง

                                                      มีสลึงพึงประจบให้ครบ
                                                   อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
                                                   มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง
                                                   อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

                            หลังจากที่ครูพูดเรื่องนี้  ครูคงเห็นทุกคนเห็นความลำบาก                       
                        ความเหน็ดเหนื่อยของพ่อแม่ในเรื่องการหาเงินหาทอง รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น รู้จักจ่าย
                        รู้จักเก็บหอมรอบริบ เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ครูจะนำมาพูดอีกครั้ง ถึงเวลาอันสมควร สวัสดี



 



บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:38:15 PM »



 มาดูหนังกันเถอะ
    สวัสดีนักเรียนที่รัก
       "มาดูหนังกันเถอะ" หลายคนคงงงกันอีกแล้ว เอ๊ะ...ทำไมครูสนับสนุนให้นักเรียนดูหนัง ไม่ต้องข้องใจอะไรทั้งสิ้น ครูหมายถึง "มาดูหนังสือกัน" และงดการดูหนังทีวี หรือละครทีวี  หายงงแล้วยัง ก่อนอื่น

                 ขอยกกลอนสอนศิษย์ให้ฟังเป็นข้อคิดก่อน

                            เราเป็นเด็กเด็กเอ๋ยโอ้เด็กน้อย
                        ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
                       ทีวีนั้นหรือคืออวิชา
                       หากเฟ้นหารายการกันไม่เป็น


                            ละหนังสือดูหนังจะงั่งโง่
                        สมองโตแต่ไร้มันทันตาเห็น
                        เรียนเมื่อสายไร้ค่าพายากเย็น
                        ตายทั้งเป็นอนาคตหมดเวลา


                            จึงจำเป็นรู้ทันสรรถูกที่
                        รายการดีมีอยู่หากรู้หา
                       ดูให้เป็นเฟ้นให้ดีมีวิชา
                       หลากตำราหลายแหล่งรู้ดูน่าเรียน


                           หากดูผิดพิษภัยก็ใช่น้อย
                       ที่จะคอยกร่อนนิสัยดีให้หักเหี้ยน
                       ธรรมที่มีถูกปราบหมดราบเตียน
                       คนผิดเพี้ยนเพราะทีวีมีเนืองนอง


                           ออทีเอ๋ยออทีออทีวี
                       ละครมีให้ดูอยู่หลายช่อง
                       ตัวละครน้ำเน่าเข้าครอบครอง
                       คอยสนองปวงประชาทั่วฟ้าไทย


                                         พยาบาทริษยาอาฆาตแค้น
                       ส่งฝากแฟนฝังหัวติดเป็นนิสัย
                       กากเดนต่ำระยำอัปรีย์นี้สะใจ
                       คอยสุมใส่มอมเมาเจ้าระวัง

 

                             ออทีเอ๋ยออทีออทีวี
                       มากมายมีดารามาคับคั่ง
                       พิธีกรรายการเด่นโด่งดัง
                       วัยรุ่นคลั่งนิยมชมชอบพอ


                            แต่งกายหลายหลากมากแฟชั่น
                      ล้วนคอยปั่นแบบไทยไม่เหลือหรอ
                      คนแก่เฒ่าคราวย่าน้ำตาคลอ
                      ใจเหี่ยวห่อท้อแท้โอ้แย่จัง

 

                           ออทีเอ๋ยออทีออทีวี
                      หลากวิธีโฆษณาบ้าคลั่ง
                      หลอกทารกหน้าซื่อสื่อน่าชัง
                      จุดมุ่งหวังเงินทองของนายทุน

 

                           ขนมถุงมากมายไร้คุณค่า
                      แถมหยอดยากันบูดสูตรสถุล
                      โฆษณาเกินกว่าแห่งค่าคุณ
                      เรื่องบาปบุญหมดสิ้นถิ่นไทยทอง

                 ครูอ่านกลอนอย่างช้า ๆ พร้อมอธิบายความ ขยายความให้แล้ว   บางตอนบางบทอาจจะใช้คำดุดันไปบ้างนั่นคืออรรถรสของบทกวี จากที่ครู  ขยายความ และอธิบายเชื่อว่าเธอคงมีความคิดเกิดขึ้นบ้าง ครูหมาย ถึงความคิดที่สร้างสรรค์นะครับ

                เราอยู่ในวัยเรียนเรื่องรักการอ่านเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง   จงสร้างนิสัยรัก การอ่านให้กับตนเอง    เธอยังเรียนอยู่ในระดับพื้นฐาน ต้องสร้างฐานให้  มั่นคงแข็งแรง เพื่อนำไปใช้ศึกษาในชั้นสูงต่อไป เดี๋ยวนี้การมีปริญญาบัตรเป็นเรื่องสำคัญ  ปริญญาบัตรคือใบเบิกทางเข้าสู่อาชีพ เข้าสู่การทำงานในอนาคต    แต่สำหรับแนวคิดทางการศึกษาตามแนว   "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"   ที่ครูกำลังนำเสนอผ่านเว็บไซต์ http://www.nature-dhama.ob.tc ก็เป็น แนวคิดหนึ่ง  ฝากเธอเข้าไปอ่านผลงานของครูดูบ้าง ไม่แน่เธออาจจะเป็น แนวร่วมของครูอีกคนก็ได้ สวัสดี

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:38:51 PM »
 

 ตามแฟชั่นนั้นดีไหม

                            สวัสดีนักเรียนที่รัก
     วันนี้ขอพูด "แฟชั่น" คำว่าแฟชั่น เป็นคำทับศัพท์ (fashion) หมายถึงสมัยนิยม , แบบหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปในชั่วระยะเวลาหนึ่ง คงอยากจะรู้แฟชั่นสมัยใหม่กันหลายคนกำลังตามแฟชั่น เรื่องตามแฟชั่นนี้เองที่ครูหยิบยกมาพูด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย จะได้หยิบยกมากล่าว ชี้ให้เห็นว่าดีไม่ดีอย่างไร ควรจะตามแฟชั่นหรือไหม ถ้าคิดจะตามตามอย่างไร

 

     ขอยกกลอนสอนศิษย์มาให้ฟัง หลายคนอาจจะมองว่าครูยกแต่กลอนของตนเอง ทำไมไม่ยกกลอนของคนอื่นบ้าง ก็ขอแก้ตัวทันทีว่า นี่มันเป็นกลอนสอนศิษย์ ก็ต้องเอามาสอนศิษย์ เป็นไงพอใจในคำตอบไม่ครับ ไม่ใช่แต่สอนศิษย์นะ ครูคิดว่าสอนคนอื่นทั่ว ๆ ไปก็ได้

 

    มองรอบด้านสังคมดิ่งจมดับ
ให้หวนกลับดังเดิมเร่งเติมฝัน
ควรหาทางหาช่องคอยป้องกัน
ทุกสิ่งอันคงคลายได้ดั่งเจต


    ชี้แฟชั่นสมัยใหม่ที่ไทยคลั่ง
อนิจจาอนิจจังน่าสังเวช
นุ่งรัดแน่นเห็นจะจะอวัยวะเพศ
ดุจผีเปรตเพ่นพ่านประจานตัว

 

     เขาใส่เสื้อเนื้อบางรัดร่างมั่น
เห็นเนินถันตั้งแต่ฐานพานถึงหัว
ชายเสื้อลอยปล่อยสะดือคือควายวัว
กลับไม่กลัวปลุกใจวัยคะนอง

 

     เสื้อสายเดี่ยวไร้สายใส่กันเกลื่อน
จะป่าเถื่อนทันสมัยโปรดไขสมอง
ประเพณีเดิมสิ้นถิ่นแหลมทอง
น่าเศร้าหมองต่างด้าวเข้าทำลาย

 

     ดาราไทยเหมาทีวีชี้แฟชั่น
วัยรุ่นปั้นลอกแบบแทบใจหาย
ทั่วสยามตามก้นกันวุ่นวาย
ทั้งหญิงชายนำสมัยไปทั่วแดน

 

    ความเป็นไทยไม่เหลือเพื่อลูกหลาน
รัฐบาลไม่คิดจะหวงแหน
ลูกหลานไทยไม่นานปานเหี้ยแลน
กลายเป็นแคว้นดิรัจฉานชั่วกาลกัลป์


     ครูอ่านให้ฟังและก็ให้รายละเอียดเรื่องเนื้อหาไปแล้วบทกลอนตอนนี้บางตอนบางบทดูแล้วดุดันนั้นเป็นอารมณ์ของผู้ประพันธ์ที่จะเน้นให้
เห็นจริงเห็นจังดังสภาพที่ได้พบเห็น "นุ่งรัดแน่นเห็นจะจะอวัยวะเพศ" ไม่ใช่เรื่องหยาบโลนอันใด ขอเข้าใจในบทกลอนด้วย

 

      แฟชั่นการแต่งกายของผู้ชายไม่ค่อยจะเป็นผลกระทบต่อการทำลายวัฒนธรรมของไทยแต่สำหรับแฟชั่นการแต่งกายของผู้หญิงมีผลกระทบ
ต่อการทำลายประเพณีวัฒนธรรมของไทยมาก

 

      การตามแฟชั่นคนส่วนมักจะเอาอย่างดารา เลียนแบบดาราเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นหากวงการบันเทิงต้องควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง การนำแฟชั่น
ต่างชาติโดยเฉพาะรูปแบบ รูปทรงที่ขัดต่อประเพณีวัฒนธรรมย่อมมีมากขึ้น การควบคุมดูแลจึงมีความจำเป็น รัฐบาลต้องกำหนดเจ้าภาพที่รับผิดชอบ

 

     จริง ๆ เรื่องนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ใครจะแต่งอย่างไรก็ได้ไม่ได้เป็นเรื่องบังคับ แต่นั้นแหละสังคมกำลังมองเราอยู่ สังคมกำลังตีค่าเราอยู่ ตีความ
รู้สึกนึกคิดเราอยู่  เราจึงต้องคำนึงว่า  เราแต่งกายให้เป็นที่ยอมรับของสังคมได้แล้วยัง    นี่คือความมีคุณค่าในตัวของเราซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คงเข้าใจที่ครูชี้แจงตรงนี้นะครับ

 

     นี่นักเรียนผู้หญิงใครสวมเสื้อสายเดียวบ้างแล้ว นักเรียนผู้ชายใครใส่ตุ้มหูแล้วบ้าง หลายคนหัวเราะ ครับสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่ครูกลัว
ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในใจ   นี่แหละน่ากลัวมาก ก็เท่ากับเราคิดจะทำ   คิดจะตามเพียงแต่ไม่มีโอกาสเท่านั้นเอง

 

     ถึงตรงนี้ครูขอเล่าเหตุการณ์เรื่องนี้เมื่อสี่สิบปีก่อน สมัยนั้นผู้หญิงยังไม่รู้จักนุ่งกางเกง อยู่ ๆ ก็มีกางเกงพลีส หลายคนหัวเราะ เขาเรียกอย่างนี้
จริง ๆครับ ครูเรียกตามเขามา กางเกงพลีสที่ว่าเป็นเนื้อผ้ายืด สวมใส่แล้วผ้าจะแนบกับเนื้อ จะรัดตัวให้เห็นเป็นสัดส่วน สมัยนั้นการสวมกางเกงยัง
ไม่แพร่หลาย พ่อแม่จึงห้ามไม่ให ้ลูกสาวนุ่งกางเกงเป็นอันขาด ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใหญ่ขัดต่อความรู้สึกเรื่องประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย เขามองว่าการนุ่งกางเกงเป็นการอวดสัดส่วน ยิ่งเป็นกางเกงพลีสที่ว่า เธอลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ฉะนั้นลูกสาวบ้านไหนที่ตามแฟชั่นก็ต้องนำกางเกง
ไปนุ่งนอกบ้าน  ขื่นนุ่งให้พ่อแม่เห็นคงโดนถอดแล้วนำมาสับเสียไม่เป็นชิ้นดีแน่


      นี่คือความรู้สึกของคนรุ่นสี่สิบปีก่อนเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย จะเห็นว่าเดียวนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ครูเป็นห่วงนักห่วงหนา
เพราะอะไร ก็เพราะพอถึงรุ่นเธอกลัวจะตามแฟชั่นตามใจชอบมากเกินไป จนถึงกับ ทิ้งประเพณ ีการแต่งกายแบบไทยจนหมดสิ้น ดูแล้วน่ากลัว

 

     ครูขอตั้งสมมุติฐานว่า "เห็นคนแต่งกายใส่เสื้อสายเดียว" ครูถามความรู้สึกของแต่ละคน นักเรียนส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉย ๆ สำหรับครูมีความรู้สึก
ว่า"น่าเกลียด"แล้วเป็นอย่างนี้จริงๆนี่เพราะการปลูกฝังความคิดความเชื่อไว้คนละสมัยกัน  ความรู้สึกจึงต่างกันจึงอยู่ที่ว่าให้มาพิจารณาว่าสิ่งไหนดี
สิ่งไหนควรเท่านั้นเอง

 

      การปรับเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงย่อมมีบ้าง แต่ต้องอยู่ในความเหมาะสม ยิ่งเรื่องการแต่งกายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ครูยังหวงแหน ยัง
ชื่นชมประเพณ ีการแต่งกายของชาวไทย (โดยเฉพาะผู้หญิง) กายแต่งกายแบบไทย ๆ อยู่ในลักษณะรักนวลสงวนตัว (น่าจะใช้ได้) คือไม่แต่งกายอวด
สัดส่วน นั้นเอง

 

     อีกประการหนึ่งครูขอย้ำ คือเรื่องลอกเลียนแบบ การทำตามคนอื่น โดยเฉพาะท ี่ตามมาทั้งดุ้น ไม่ได้คิดดัดแปลงให้เมาะสม ให้สอดคล้อง กับเรื่อง
กับงานคิดว่าเป็นเรื่องเสียหายมาก ๆ และคนที่มัวแต่ตาม ที่จะลอกเลียนแบบจะปิดกั้นความคิดของตัวเองหมดสิ้น ของใหม่ ของดี ๆ ก็ไม่งอกเงยขึ้น จริงไม่ครับเสื้อสายเดี่ยวไร้สายใส่กันเกลื่อน


ก่อนจบขอยกกลอนเน้นย้ำอีกครั้ง


    เสื้อสายเดี่ยวไร้สายใส่กันเกลื่อน
จะป่าเถื่อนทันสมัยโปรดไขสมอง
ประเพณีเดิมสิ้นถิ่นแหลมทอง
น่าเศร้าหมองต่างด้าวเข้าทำลาย

 

    ดาราไทยเหมาทีวีชี้แฟชั่น
วัยรุ่นปั้นลอกแบบแทบใจหาย
ทั่วสยามตามก้นกันวุ่นวาย
ทั้งหญิงชายนำสมัยไปทั่วแดน

 

    ความเป็นไทยไม่เหลือเพื่อลูกหลาน
รัฐบาลไม่คิดจะหวงแหน
ลูกหลานไทยไม่นานปานเหี้ยแลน
กลายเป็นแคว้นดิรัจฉานชั่วกาลกัลป์


     สำหรับเรื่องนี้ก็ขอไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ  ครูหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนทุกคนคงนำความคิดเหล่านี้ไปไตร่ตรอง พิจารณา เห็นว่าอะไรควร
ไม่ควร  อะไรดีไม่ดีเพื่อปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราต่อไป สวัสดี
บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:39:36 PM »
 


 คุณค่าของคนที่มีความจริงใจ
        สวัสดีนักเรียนที่รักทั้งหลายครูรู้สึกดีใจเมื่อได้มาพูดมาคุยกับเธอหลายคนที่ได้ฟังครูพูดไป ซึ่งมีหลายเรื่องหลายข้อคิดผลสะท้อนกลับมาที่ครูซึ่งได้รับรู้จากเธอจากการที่ครูสังเกตพฤติกรรม
ที่เปลี่ยนไปของเธอในหลาย ๆ คน ก็ดี จากการมาบอกเล่าของเธอบ้างซึ่งเป็นบางคนก็ดี เหล่านี้ทำ
ให ้ครูพอประเมินได้ว่า สิ่งที่ครูพูดไป มีผลให้เธอนำไปปฏิบัติ ไปยึดเป็นแนวในการปฏิบัติตนใน
ชีวิตประจำวันมากขึ้น ผลสุดท้ายเธอก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่ถูกที่ควรมากขึ้น เห็นความถูกต้องมากขึ้น
สรุปว่าเห็นคุณค่าของความดี ความถูกต้อง เห็นสิ่งที่ควรไม่ควร เริ่มรู้จักแยกแยะดีชั่วกันได้มากขึ้น
นี่เป็นกำลังใจของครูอย่างยิ่ง ที่จะค้นคว้า สรรหาเรื่องที่ควรจะนำมาพูด มาเน้นย้ำกันต่อไป และต่อเนื่อง

       วันนี้ครูขอพูดเรื่อง"คุณค่าของผู้ที่จริงใจ"ครูนับว่าเป็นคนโชคดีอย่างยิ่งที่คุณพ่อสอนเน้นย้ำ
เรื่องความจริงใจกับผู้อื่น กับเพื่อนฝูง คุณพ่อสั่งเสมอว่า "ให้ตรงไปตรงมากับเพื่อน" คือแสดง
ความรู้สึกก็ดี เรื่องราวต่าง ๆ ที่จะนำไปบอก ไปพูดกับเพื่อนก็ต้องเป็นความจริง หรือหากสัญญากับ
เพื่อนอย่างไร พูดไว้อย่างไรก็ต้องปฏิบัติให้ได้ นั่นหมายถึงมีความรับผิดชอบในคำพูด

       นั่นส่วนที่โชคดีข้อหนึ่งส่วนโชคดีข้อที่สองคือครูเป็นผู้เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่สรุปว่า
เป็นคนที่อยู่ในโอวาทครูบาอาจารย์ อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ อยู่ในโอวาทของญาติผู้ใหญ่ ซึ่งบุคคล
ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ครูถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะคนที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ อยู่ในโอวาทผู้ใหญ่
อยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ ย่อมเป็นคนมีเหตุผล เป็นคนที่จะตั้งตนเป็นคนดี อยากที่จะเรียนรู้
อยากที่จะปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่ควร จากการสั่งสอน การบอกเล่าของผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้
หรือบุคคลเป็นแบบอย่างเหล่านี้ ควรที่จะเชื่อถือได้

         ขอยกกลอนประกอบสักนิด

   

  ผู้เกิดก่อนประสบการณ์ผ่านหนาวร้อน
หลากคำสอนมากมายหลายกระสวน
รวมเรียงร้อยถ้อยคำสืบสำนวน
เป็นกระบวนชวนสดับจับฤทัย


จงเชื่อฟังตั้งใจในคำสอน
คนเก่าก่อนรู้ครบจบสมัย
สิ่งเก่าก่อนสอนสั่งบอกอย่างไร
จงตั้งใจทำตามอย่าหยามแคลน


นำประยุกต์นำใช้ให้ทันเหตุ
สมดังเจตน์จินตนาค่ามากแสน
ให้ยึดแนวยึดหลักปักเป็นแกน
ตามแบบแผนเปลี่ยนบ้างทางด้านดี

ควรเพิ่มเติมเสริมต่อเป็นข้อกฎ
คิดกำหนดจำแนกแยกวิถี
แต่ต้องยึดวัฒนธรรมประเพณี
ปลูกวิธีถูกต้องครรลองไทย

 

บทกลอนอีกตอนหนึ่ง


คอยเชื่อฟังสั่งสอนคนแก่เฒ่า
สอนสั่งเราหลายหลากมีมากถม
มโนน้อมพร้อมปรับรับคารม
สิ่งเหมาะสมรับฟังรู้ชั่งใจ


พบญาติมิตรสอนสั่งฟังเหตุผล
เพื่อนเตือนตนควรคิดผิดแก้ไข
คอยปรับเปลี่ยนเรียนรู้อยู่ร่ำไป
เพิ่มสิ่งใหม่พัฒนาอยู่อาจินต


น้อมนำจิตคิดดีมีเหตุผล
ยึดสากลคนนิยมสมถวิล
เป็นคนดีมีธรรมามิราคิน
ทั้งฟ้าดินยกย่องทั่วผองชน

 

       จากที่คุณพ่อเน้นย้ำเรื่องให้ประพฤติตนเป็นคน ที่มีความจริงใจ และบวกกับที่เป็นคน
ว่านอนสอนง่าย คือเชื่อฟังผู้ใหญ่ อยู่ในโอวาทของผู้ใหญ่ เมื่อคุณพ่อให้ปฏิบัติตนเป็นคน
อย่างนั้น อย่างนี้ ก็เลยเห็นความสำคัญตามที่คุณพ่อท่านสอน แล้วก็ปฏิบัติตาม เตือนใจตนเอง
อยู่เสมอว่า จะต้องประพฤติตน สร้างนิสัยตนให้เป็นคนมีความ ตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม

        การที่ปฏิบัติตนอยู่อย่างนี้ จะทำให้เราเป็นคนที่ไม่กล้าโกหก ไม่กล้าพูดอะไรนอกเหนือ
จากความเป็นจริง มีบางครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ โกหกแล้วมีอะไรตอบแทนที่ได้ดังคิด ที่เราไม่โกหก
ไม่ได้ จึงรู้สึกน้อยใจ เสียใจในตอนนั้น

        ความตั้งใจที่ปฏิบัติตามคำของคุณพ่อไม่ลบเลือนหาย ฝังใจตลอดเวลา แม้จะไม่ได้สิ่งที่
ต้องการใด ๆ อย่างคิดในตอนนั้น ก็อดใจได้ เพราะเชื่อในคำสั่งสอนของคุณพ่อ แต่หลังจากนั้น และเมื่อโตขึ้นก็เริ่มจะรู้ว่าสิ่งที่คุณพ่อสอนให้เป็นคนมีความจริงใจ มันมีคุณค่าอย่างมหาศาล
หาอะไรมาเปรียบมิได้

         เธอเคยได้ยินคติที่ว่า "ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"ขออธิบายสักนิด ระยะทาง
พิสูจน์ม้าคือ ม้าจะแข็งแกร่งหรือไม่ต้องวัดด้วยระยะทางที่วิ่ง หรือม้าจะวิ่งเร็วไม่ก็ต้องวัดด้วยระยะทาง
กาลเวลาพิสูจน์คนคือ ในขณะนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ คนนี้เขาทำตนอย่างนั้น ซึ่งเพื่อนอาจจะชอบ
หรือไม่ชอบก็แล้วแต่ ในเวลาอีกนานเขาก็ยังเป็นเช่นนี้ ก็พอจะพิสูจน์เขาคนนั้นได้ ว่าเป็นที่มีความเที่ยงตรง

        คนที่มีความเที่ยงตรง ยึดหลักปฏิบัติถูกต้องเสมอต้นเสมอปลาย ยึดคำพูดของตนเป็นหลัก
หรืออื่น ๆ ในลักษณะนี้ นี่แหละคือ "คนที่มีความจริงใจ" ตรงข้ามคนที่โลเล สับปลับ โยกโย้ ไม่มีความ
เสมอต้นเสมอปลาย พูดจาโกหก เชื่อถือไม่ได้ นี่คือ "คนที่ไม่มีความจริงใจ"

        เวลาเป็นเครื่องวัดคน พิสูจน์คนว่า คนนี้มีความจริงใจ หรือคนนี้มีความไม่จริงใจ วัดกันนาน
หรือไม่นานก็แล้วแต่จังหวะ หรือโอกาส อะไรประมาณนั้น แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก็สามารถเห็นได้ในช่วงชีวิต
ที่ยังมีกันอยู่ หรือบ้างครั้งคนเราก็มักจะรู้จากคนใกล้ชิดสนิทกับเรา หรือคนที่ไว้ใจเรา คนรักเรา
เขาจะบอกว่าคนนี้ควรคบ ไม่ควรคบ แล้วเราก็คอยพิสูจน์ หรือสังเกตเอา

        เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็สามารถสรุปได้ทันที่ว่า คนที่มีความจริงใจกับผู้อื่น ย่อมมีคนอยากคบค้า
สมาคม อยากเป็นมิตร อยากร่วมงาน อยากเป็นคู่ปรึกษา อยากให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
หรืออื่น ๆ ในทำนองนี้ จึงนับว่าคนประเภทนี้เป็นคนที่มีกำไรในชีวิตไว้เป็นเดิมพันเบื้องต้น
ชีวิตจึงย่อมไม่มีขาดทุนเอาง่าย ๆ

        ตรงข้ามคนที่เพื่อนมองว่าเป็นคนที่ไม่มีความจริงใจ ก็ย่อมเป็นคนที่ขาดทุนไว้แต่เบื้องต้น
ใครก็ไม่อยากสมาคม ไม่อยากคบเป็นมิตร ไม่อยากร่วมงาน ไม่อยากจะเข้ามาปรึกษา ไม่คิดจะ
ร่วมมือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นี่เพราะเขากลัวว่าจะถูกหลอก ถูกโกง ถูกเล่นไม่ซื่อ หรืออื่น ๆ
อะไร ทำนองนี้ นั่นเขาขาดทุนชีวิตอย่างมหาศาล

        ในเรื่องนี้ ครูเองพูดได้เต็มปากว่า มีความจริงใจต่อผู้อื่นอย่างแน่แท้ อย่างที่ครูกล่าวไว้แต่ต้นว่า
คุณพ่อเป็นผู้ปลูกฝังเรื่องนี้ ครูคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ของเธอก็คงปลูกฝังเธอในเรื่องนี้เช่นกัน
วันนี้ครูมาย้ำให้เธอเห็นข้อดี เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เป็นพิเศษ ก็ขอได้ยึดปฏิบัติให้ได้
หรือใครที่ยังไม่ได้คิดปฏิบัติ ก็จงนำไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นนิสัย เป็นสันดานต่อไป เพื่อเรา
จะได้มีความสุข ความเจริญในสังคมต่อไปสวัสดี

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 914
กระทู้: 467
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 26 มกราคม 2556, 10:40:26 PM »



เคารพโต๊ะครู

          "เคารพโต๊ะครู"  ได้ยินที่ครูพูด บางคนก็หัวเราะ บางคนรู้สึกแปลกใจคนที่รู้สึกเฉย ๆมีไม่   ครูเห็นว่ามีหลายหลากความคิด

          กลุ่มที่หัวเราะคือพวกที่คิดอะไรง่าย ๆ มองอะไรเพียงผิวเผิน คือคนที่ไม่มีการพิจารณา  คนที่ไม่มีการวิเคราะห์   คนประเภทนี้เชื่ออะไรง่าย ๆ
เชื่ออย่างไม่ใช้ข้อมูล  ไม่มีเหตุผลนั้นเอง หรือมีบ้างแต่ก็ไม่ลึกซึ้ง นี่ไม่ได้สอนให้เป็นคนหัวดื้อหัวแข็งนะ  แต่สอนให้เป็นคนมีเหตุมีผล   


            คนประเภทอย่างนี้ถ้าสมมุติว่ามองต้นไม้สักต้น ก็มองแต่รูปภายนอก บอกได้ว่าต้นใหญ่ ต้นเล็ก  สวยไม่สวยในความคิดของตน  ไม่ได้มองไปถึง
ด้านอื่น ๆ  เช่นประโยชน์   โทษ  แก่นที่อยู่ภายในหรืออื่น ๆ ที่มากไปกว่านี้ 

            ส่วนกลุ่มที่รู้สึกแปลกใจ  ทำตาโต  หรือทำตาเหลือกอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่หัวเราะ  พวกนี้ยังนึกสงสัย  คำว่า "โต๊ะครู"  กลุ่มนี้คงจะคิดว่า "โต๊ะครู" (คำถิ่นใต้เรียกผู้อ่านคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม) เป็นบุคคล ไม่ใช่โต๊ะของครูที่ในห้องเรียน  หรือไม่ก็โต๊ะครูในห้องเรียนนั้นแหละ
แต่จะเคารพกันอย่างไร ยังคิดอยู่จึงไม่ตัดสินใจหัวเราะ
 
        นักเรียนกลุ่มนี้เป็นประเภทที่มองต้นไม้ต้นเดียวกับกลุ่มแรกแต่มองในหลายด้าน  หลายลักษณะ มองทั้งภายนอก และยังจิตนาการไปถึงภายใน
บุคคลประเภทนี้    เป็นคนใช้เหตุผล  มีการวิเคราะห์   ไตร่ตรองเขาจึง เชื่ออะไรอย่างมีเหตุผล   

          สำหรับกลุ่มสุดท้ายคือพวกเฉย ๆ  พวกนี้น่ากลัวมาก  ทำไมครูพูดว่าน่ากลัว   ก็คือพวกไม่ฟัง  คนที่ไม่ฟัง  หรือฟังไม่เป็นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีของ
นักเรียน  คนเราจะเกิดปัญญาเพราะด้วยการฟังด้านหนึ่งด้วย ตัวอย่างพระอานนท์ที่ครูเคยพูดให้ฟัง

          โต๊ะครูที่พูดก็คือโต๊ะครูที่อยู่ในห้องเรียน    ทำไมต้องเคารพ  และเคารพอย่างไร

         เดี๋ยวนี้นักเรียนไม่ได้เครารพโต๊ะครูเสียแล้ว อาจเป็นเพราะคุณครูปัจจุบันไม่ได้เน้นย้ำในเรื่องนี้  อาจมองข้ามไป  ครูสมัยก่อนเน้นย้ำเรื่องนี้มาก  ถือว่าโต๊ะของคุณครูก็คือตัวแทนของครู  เสมือนครูคนหนึ่ง  ดังนั้นนักเรียนจะไปนั่งที่โต๊ะนี้ไม่ได้  คนที่ไปนั่งเล่นที่โต๊ะครู ก็คือคนที่ไม่เคารพครู  ยิ่งไปค้นคว้า รื้อหาสิ่งของก็ถือว่าเป็นเรื่องละเมินเช่นเดียวกัน

          เมื่อครูปลูกฝังไว้อย่างนี้นักเรียนก็มีความเกรงใจ  หากใครละเมินก็ถือว่าบุคคลนั้นไม่มีสัมมาคารวะต่อครู ไม่เคารพครู เป็นเรื่องที่น่าละอายใจ  นักเรียนสมัยก่อนจึงไม่นั่งที่โต๊ะครู ไม่รื้อหาสิ่งของใด ๆ ที่โต๊ครู

         การปลูกฝังเช่นนี้เป็นการสร้างนิสัยให้รู้จักที่สูงที่ต่ำ  สร้างจิตสำนึกให้คนรู้จักคำว่าเกรงใจ สอนให้เป็นคนซื่อสัตย์ และที่สำคัญจะโยงไปที่เรื่องสอนให้เป็นคน
ไม่ใช้นิสัยหน้าไหว้หลังหลอก

        เรื่องสอนให้เป็นคนที่ไม่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกถือว่าสำคัญเช่นกัน การที่นักเรียนไม่กล้านั่งที่โต๊ะครูก็ดี ไม่รื้อหาสิ่งของในโต๊ะครูก็ดี  ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์
ไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้ครูไม่ได้อยู่ก็ยังเคารพ  เชื่อฟังไม่กล้าทำผิด  ต่อหน้าครูก็ไม่ทำผิด  ลับหลังครูก็ไม่กล้าทำผิด  การที่ปฏิบัติได้เช่นนี้
แสดงว่าเขาไม่มี "นิสัยหน้าไหว้หลักหลอก"

        บุคคลที่ไม่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอก จะเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้   รู้จักว่าอะไรผิด อะไรถูก  อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ  รู้จักเคารพกฎระเบียบที่วางใว้
เหล่านี้ก็จะโยงไปถึงเรื่องความรับผิดชอบเป็นสำคัญ คนที่มีคุณธรรมในข้อมีความรับผิดชอบถือว่าเป็นบุคคลที่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทำอะไรก็จะมีความ
ตั้งใจ ไม่ต้องมีใครคอยย้ำเตือนก็ทำงานที่มอบหมายหรือทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จได้ด้วยดี

        การเคารพโต๊ะครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ที่นักเรียนต้องยึดปฏิบัติและคุณครูก็ต้องช่วยกันให้คุณธรรม  ปลูกฝังในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง
ครูคิดว่านักเรียนคงเข้าใจ และเห็นความสำคัญในเรื่องที่ครูพูดในวันนี้ สวัสดี

 

         

บันทึกการเข้า
imza
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal