You are here: INfo foR tHai--> คลังความรู้คู่คนไทยหมวดแนะนำเส้นทางทำมาหากินมุมอาหารการกิน (ผู้ดูแล: MetZelDer™, PR:som'o(ส้มโอ))รวมข้อมูลของแซบอีสาน บ้านเฮา( แมง...ต่างๆๆ )
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข้อมูลของแซบอีสาน บ้านเฮา( แมง...ต่างๆๆ )  (อ่าน 11080 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:44:58 am »




ของแซบอีสาน คั่วจินูน หรือ แมงจินูน 


            อีสานบ้านเฮา ความจริงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยของกินมากมาย กินได้แทบทุกอย่าง นับแต่ของที่อยู่ในดิน ไปจนถึงของที่อยู่บนฟ้า วิธีหาอาหารก็แตกต่างกันไป วิธีการปรุงอาหารแต่ละอย่าง แต่ละท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป แต่อาหารทุกอย่าง ของกินทุกชนิด ล้วนแต่อร่อย ถูกปากของคนอีสานขนานแท้

     เมื่อของกินแต่ละอย่าง แต่ละท้องถิ่น ล้วนแต่แซบๆ จึงขอเชิญพี่น้องทั้งหลาย ช่วยกันบันทึกของกินอีสานทั้งหลายไว้ เป็นข้อมูล เป็นประวัติ ให้คนทั้งหลาย ได้ทราบโดยทั่วกัน

     เชิญพ่อครัว แม่ครัว และนักชิมทั้งหลาย บรรเลงฝีมือ ได้แล้ว

แมงกีนูน

ชื่อพื้นบ้าน
แมงกีนูน , แมงอีนูน
ชื่อวิทยาศาสตร์
Lepidiota sp.

ลักษณะ

        เป็นแมลงปีกแข็ง สีน้ำตาล รูปร่างคล้ายแมลงทับ ตัวเมียมีรูปร่างใหญ่กว่าตัวผู้ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ตัวเมียจะมีไข่ในท้องรอการผสมพันธุ์

แหล่งที่พบ

อาศัยอยู่ตามพื้นดินทรายที่มีต้นหญ้าพงขึ้นหนาแน่น ต้นมะขาม เป็นต้น

ความสัมพันธ์กับชุมชน

 เมื่อเข้าฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูฝนจะมีแมงกีนูนมากเป็นพิเศษ กลางคืนชาวบ้านจะไปหาแมงกีนูนกันโดยใช้แสงไฟล่อ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

นิยมนำมาประกอบอาหารได้ เช่น คั่ว ทำน้ำพริก ใส่แกงหน่อไม้ แมงกีนูนขนาดใหญ่ จำหน่ายได้ในราคาร้อยตัวละ ๕๐ บาท





นี่คือคั่วแมงจินูนทอง หรือแมงเหลี่ยม

                     จินูน หรือ แมงจินูน  เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่คนอีสานเฮานำมาเฮ็ดกินเป็นอาหาร ซึ่งกะสิหากินได้ในฤดูร้อน ช่วงเดือน มีนาคม ถึง เมษายน โดยแมงจินูน ที่เฮากินกัน กะมีหลายชนิด และแต่ละชนิดกะสิหาได้ ต่างวิธีกัน แต่ เมื่อหามาได้แล้ว กะสินำมาเฮ็ดแนวกิน ที่คล้ายๆกัน นั่นกะคือนำมา คั่ว แต่บางคน กะเอามาทอด กะแซบ คือกัน แต่ว่าเฮาสิได้รับไขมันส่วนเกินจากน้ำมันที่ทอด บ่ดีคือคั่ว ที่ปราศจากไขมัน การคั่วกะอาจสิคั่วใส่เกลือเฉยๆ กะได้ หรือสิหั่น ตะไคร้ ใบบักกรูดใส่นำ กะแฮ่งหอมแซบ


ประเภทและวิธีการหาแมงจินูนแต่ละอย่างกะสิพอสรุปได้ ดังนี้

    ๑.แมงจินูนแดงน้อย ลักษณะกะสิมีโตสีแดงแต่โตบ่ใหญ่เท่าได๋ ชนิดนี้จะมีปริมาณหลาย หาได้โดยวิธีการใต้เอา นำกกบักขาม กกโก กกเกลือ กกม่วง เป็นต้น

    ๒.แมงจินูนหม่น หรือ แมงจินูนแดง ที่เอิ้นแมงจินูนหม่น กะคือ เวลาเฮาไปใต้นำกกไม้ เวลากลางคืน แมงจินูนชนิดนี้ สิมีแป้งสีขาวๆปกคลุมปีกไว้ เฮ็ดให้เฮาเห็น เป็นสีหม่นๆ แต่ว่าเมื่อมันไปเฮ็ดฮู แป้งมันกะสิลบ เห็นปีกเป็นสีแดง กะเลยเอิ้นว่าแมงจินูน แดง การหากะหาได้โดยการไปหาก่น นำฮู นำตีนโคก โดยเฮาสิสังเกตุ ว่าเป็นขวยจินูน กะคือ มันสิเป็นขวย เพาะเยาะแพะแยะ ข้างๆต้นไม้ต้นน้อยๆ นั่นหละขวยจินูนแดง ส่วนถ้าเป็นขวย แต่บ่อยู่ข้างต้นไม้น้อย อย่าไปก่น บ่แม่นขวยจินูน

    ๓.แมงจินูนแดงใหญ่ อั่นนี่มีเป็นบางท้องที่ กะคือมันสิมีลักษณะคล้ายๆกับแมงจินูนแดงหรือแมงจินูนหม่น นี่หละแต่โตสิใหญ่กว่า โตใหญ่กว่าโป้มือพุ่นหละ วิธีหากะคือ ไปหาก่นเอาคือกัน

    ๔.แมงจินูนทอง หรือแมงจินูนเหลี่ยม หรือแมงเหลี่ยม กะเอิ้น แมงชนิดนี้ สิมีสีเขียวมรกต เหลี่ยมแวววาวสวยงาม โตใหญ่เติบ หาได้โดยไปหาต่อยเอานำกกบักม่วง กกกระถินณรงค์ กกบักขามแป เป็นต้น

    ๕.แมงจินูน อื่นๆ เช่น แมงจินูนดำ นำกกยอ กกคูน แมงจินูนดำน้อย นำกกขาม หรือแมงจินูนอื่นๆอีกแล้วแต่ แต่ละท้องที่สิมี

แมงจินูน หรือจินูน นอกจากสิเอามาคั่วแล้ว กะยังสามารถนำมาก้อย เป็นก้อยจินูน ได้คือกัน แต่กะบ่เป็นที่นิยมแพร่หลาย เท่ากับการคั่ว ดอก

        ข้อควรระวัง ในการกินคั่วแมงจินูน กะคือ เวลาเฮาเข้าห้องส้วมยามมื่อเช้า เฮาสิล้างส้วมยากจักหน่อย เพราะว่า ปีกแมงจินูน มันสิบ่ถืกย่อย มันสิฟูอ่องล่อง อยู่ ต้องใช้น้ำราดหลายๆ วิธีการแก้ไข กะคือ ก่อนกินคั่วแมงจินูน เฮาควร เด็ดปีกมันออก สาก่อน........แล้วกะเคี้ยวให้มันแหลกๆ.....


                การไปใต้แมงจินูนสมัยนี่กะบ่คือสมัยก่อน สมัยก่อนเฮาสิใช้แสงสว่างจาก ตะเกียงเจ้าพายุ หรือถ้าบ่มี กะสิใช้ไม้ลำปอ หอบไป เวลาถึงต้นไม้ต้นได๋ที่คึดว่าสิมีแมงจินูน กะจั่งค่อยใต้ไฟขึ้น จูดไม้ลำปอขึ้น แล้วกะ ปูสาด ลงรอบๆกองไฟ แล้วกะใช้ไม้ยาวๆ เคาะง่าไม้ให้แมงจินูนมันตกลง พอแมงจินูนมันตกต้นไม้ มันย่านมันจุก มันกะสิบินขึ้นไปหาแสงสว่าง กะคือกองไฟที่เฮาดังไว้ แล้วมันกะสิตกลงไกล้ๆกองไฟ กะคือตกลงสาดที่เฮาปูไว้ หลังจากนั้น เฮากะเก็บเอาโตแมงจินูนใส่ในคุถัง ที่มีน้ำอยู่ เฮ็ดให้มันบ่สามารถบินหนีได้ พอได้หลายเติบ พอสิได้คั่วพอหม้อแล้วเฮากะกลับบ้าน

                 แต่ว่าการใต้แมงจินูนสมัยเดี๋ยวนี้ เฮาสิใช้แสงสว่างจากไฟแบตเตอรี่เป็นหลัก ส่วนวิธีการต่างๆ กะสิเฮ็ดคือกัน แต่ต้นไม้ที่ไปหาแหย่นั้นกะสิมีต้นบักม่วงเป็นหลัก เพราะว่าทุกมื่อนี่คนปลูกต้นบักม่วงหลาย ส่วนต้นบักขามส้ม ต้นบักเกลือ สิหายากแล้ว เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการไปใต้แมงจินูนกะคือช่วงเวลาหัวค่ำ ประมาณจักทุ่ม เศษๆ เพราะว่าถ้าไปดึกหลาย แมงจินูนมันกินใบไม้อิ่มแล้ว มันกะสิบินไปหาหลบซ่อนอยู่ในดิน กะสิไต้บ่ได้ พราะว่าแมงจินูนนี่มันสิขึ้นมาหากินใบไม้ เฉพาะเวลายามกังคืน ส่วยยามเดิกและยามกังเว็นมันสิไปหาเฮ็ด ฮูอยู่ในดิน กะเลยมีการหาแมงจินูนอีกวิธีหนึ่งกะคือ ก่นจินูน

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:46:25 am »




คั่วจิหล่อ   m129 m129

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:47:17 am »

                            ชาวอีสานสืบทอดการกินแมลงมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ การสืบทอดว่าแมลงชนิดใดกินได้หรือกินไม่ได้ แมงที่รับประทานได้อาศัยอยู่ตามทุ่งนา ลำห้วย ป่า หรือตามต้นไม้ที่ปลูกหรือเกิดขึ้นเอง ได้แก่ แมงกินูนชนิดต่างๆ แมงแคง แมงแคงค้อ แมงคราม(กว่าง) แมงทับ ตัวมดแดง ไข่มดแดง แม่เป้ง จักจั่น แมงกอก ขูลู(ด้วงที่อยู่ตามใบกล้วย) ด้วง(ที่อาศัยตามต้นงิ้ว) ผึ้ง นิ่ม แตน เป็นต้น

                    แมงที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ลำห้วยหรือทุ่งนา พื้นที่มีน้ำขัง ได้แก่ แมงอีด แมงสีเสียด แมงละงำ แมงข้าวสาร แมงตับเต่า แมงหัวควาย แมงดานา แมงคันโซ่ แมงก้องแขน

                    แมงที่อาศัยอยู่ตามทุ่งนา ชายป่าละเมาะ ทุ่งหญ้าที่เป็นดอน ได้แก่ จิ้งหรีด จิโปม(จิ้งโกร่ง) จิหล่อ ตั๊กแตนหวาย(ปาทังกา) ตั๊กแตนเหล็ก(ตั๊กแตนตำข้าว) ตั๊กแตนง้าว

แมงที่อาศัยตามมูลสัตว์(ขี้ควาย) ได้แก่ กุดจี่ขี้ควาย

แมงที่อาศัยทั้งบนบกและในน้ำ ไดแก่ แมงกะชอน

แมงที่อาศัยตามรังปลวก ได้แก่ แมงมัน แมงเม่า

แมงที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงเอาเส้นไหม ได้แก่ ดักแด้

                  การ บริโภคแมงและแมลงของชาวอีสานส่วนมากเป็นชาวบ้านที่อาศัยตามชนบทและที่มีฐานะ ยากจนอาหารจำพวกแมลงสามารถหาได้ในท้องถิ่น ซึ่งแมลงจะมีอยู่ทั่วไปตามฤดูกาล

              แมงส่วนใหญ่มาจากแหล่งทางธรรมชาติ เกิดขึ้นตามฤดูกาล เช่นในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน ท้องนา ห้วย หนอง บึง ได้รับน้ำฝนมีการขังของน้ำ แมงต่างๆได้เกิดขึ้น ได้แก่ ตั๊กแตน แมงอีด แมงมัน แมงเม่า แมงดานา แมงกะชอน แมงหัวควาย แมงละงำ แมง แมงข้าวสาร แมงดาสวน หลายชนิดเป็นศัตรูพืชที่ปลูก การจับแมงมารับประทานเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการกำจัดศัตรูพืช

                 ในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นฤดูที่ปลูกพืชผักได้ผลดี แมงบางชนิดสามารถเติบโตได้ดีในฤดูนี้ เช่น เหมาะแก่การเลี้ยงไหม เมื่อได้เส้นไหมจะได้ดักแด้ อากาศที่แห้งพอเหมาะทำให้มีกุดจี่ขี้ควายมากกว่าฤดูอื่น ฤดูนี้มีตั๊กแตนที่ชอบทำลายพืชไร่พืชสวนมากเช่นกัน

                ฤดูแล้งระหว่างเดือน มีนาคม-พฤษภาคม สภาพอากาศเป็นช่วงที่ต้นไม้ผลิดอกออกใบใหม่ เป็นอาหารของแมงที่ชอบกินยอดอ่อน ใบอ่อนและน้ำหวานจากต้นไม้ แมงในฤดูแล้งจึงมีมากกว่าในฤดูอื่น แมงที่พบได้แก่ ไข่มดแดง แม่เป้งมดแดง จักจั่น ผึ้ง นิ่ม จิ้งหรีดแมงคราม(กว่าง)แมงกินูน แมงแคง แมงแคงค้อ แมงเหล่านี้จะกินใบไม้ที่ผลิใบอ่อน เช่น แมงกินูน ชอบกินใบอ่อนมะขาม มะขามเทศ มดแดงจะอาศัยตามต้นมะม่วง ต้นจิก ต้นเต็ง ต้นรัง จักจั่นกินใบอ่อนต้นจิก ต้นแดง ต้นกุง อาหารจากแมลงที่นิยมมากในช่วงนี้คือ ก้อยไข่มดแดง ก้อยจักจั่น และคั่วแมงกินูน

               จากสภาพภูมิศาสตร์การ ตั้งถิ่นฐานของชุมชนและการประกอบอาชีพของท้องถิ่นอีสาน เช่นการตั้งถิ่นฐานใกล้ชายป่า ใกล้ห้วยหนองคลองบึง การตั้งชุมชนอยู่ในที่ราบลุ่มที่ราบสูง ประกอบอาชีพการทำไร่ ทำนา ทำสวน สภาพแวดล้อมของชุมชนเหล่านี้เป็นแหล่งเกิดของแมลงหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำให้มีแมงอาศัยมากจนต้องจับมาเป็นอาหาร ชาวบ้านในท้องถิ่นอีสานที่ตั้งชุมชนก่อน พ.ศ. 2500 มักจะเลือกทำเลที่ตั้งชุมชนบ้านเรือนใกล้แหล่งน้ำ ใกล้ป่าใกล้โคกที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ อาหารบริบูรณ์ ดังคำผญาที่กล่าวว่า "บ้านข้อยนั้นดินดำน้ำซุม ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น จักจั่นฮ้องปานฟ้าล่วงบน" หมายความว่า บ้านของผู้กล่าวมีดินน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีปลาตัวขนาดใหญ่เมื่อผุดน้ำเหมือจรเข้แกว่งหาง เสียงจักจั่นร้องราวกับฟ้าเกรี้ยวกราด ความนิยมหรือภูมิปัญญาในการตั้งถิ่นฐานใกล้แหล่งน้ำ ใกล้ป่านี้จึงเป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาลของชุมชนท้องถิ่นอีสาน

                คุณทาง อาหารจากแมงที่ชาวอีสานรับประทานจัดว่ามีคุณค่าทางด้านโปรตีนและไขมันสูง มาก แมงที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นประมาณ 18 ชนิด ปริมาณโปรตีนอยู่ระหว่างร้อยละ 38.6-65.5 และไขมันระหว่างร้อยละ 4-33 ของน้ำหนักแห้ง นอกจากนี้แมงยังให้สารอาหารประเภทแคลเซียม ฟอสฟอรัส การบริโภคแมงของชาวอีสานยังสร้างสมดุลแก่ธรรมชาติด้วยการเป็นห่วงโซ่อาหาร ไม่ให้แมงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร้วไปทำลายพืชผลทางการเกษตรและเกษตรกรไม่จำ เป็นต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชมากจนเกินไป
การทำอาหารจากแมงของ ชาวอีสานได้แก่ การจี่ การคั่ว การทอด การทำจ่อม ทำป่น ทำน้ำพริก ทำลาย ก้อย ทำหมก แกงและเอาะ เช่น คั่วแมงกินูน ลาบหรือก้อยจักจั่น ทอดดักแก้ ตั๊กแตนชนิดต่างๆ น้ำพริกแมงดา จอมแมงละงำ(รวมกับปลาซิวและกุ้ง) เป็นต้น


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:47:58 am »





การนำกุดจี่ขี้ควายมาประกอบอาหาร


                         ในสมัยก่อนตามท้องทุ่งนาภาคอีสานหน้า แล้งในยามเช้าตรู่จะเห็นฝูงคนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ หรือพวกผู้หญิงถือครุถัง (ถังตักน้ำ) หรือตระกร้าไม้ไผ่ใบเล็กๆ และเสียมน้อยเดินลงไปในทุ่ง บ้างก็สาละวนกับผืนนาที่มีแหล่งอาหารสำคัญ บ้างก็วิ่งกรูกัยเพื่อแย่งแหล่งอาหารกองใหม่ที่เพิ่งค้นพบด้วยความสนุกสนาน เมื่อแต่ละคนได้ตัวกุดจี่มากพอสมควร ก็จะเอียงภาชนะที่ใส่มาอวดกันว่าใครได้มากได้น้อยขนาดไหน มีบางคนที่ได้มากก็จะแบ่งปันให้ผู้ที่อับโชคเดินไปไม่ได้

               ค่อยพบขุม ทรัพย์เป็นการแสดงน้ำใจที่ประเสริฐ แล้วก็พากันเดินกลับบ้านให้ทันกินงาย (หรืออาหารเช้า ที่คนอีสานมักจะกินกันตอนสายๆ ส่วนมื้อกลางวันจะกินกันตอนบ่าย ๒ หรือ ๓ โมง เรียกว่ากินข้าวสวย และมื้อเย็นจะกินเอาตอน ๑ - ๓ ทุ่ม เรียกว่า ข้าวแลง)

               ที่บางหมู่ บ้านมีที่นาตีนบ้าน (หรือที่นาที่อยู่ติดหมู่บ้าน) วัวควายไม่มากนัก แน่นอน ขุมทรัพย์ที่ว่าย่อมจะมีจำกัด พอตอนเย็นที่จะไล่วัวควายเข้าหมู่บ้าน เด็กๆจะพากันเอาไม้ไปปักที่ขี้ควายไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยใช้ไม้ที่มีลักษณะที่เจ้าของจดจำได้ เรียกว่า ปักหมายจองเอาไว้ก่อน รุ่งเช้าอีกวันจึงออกไปหากุดจี่ตามที่ตนเองได้ทำหมายจองเองไว้ ซึ่งคนอื่นๆจะเคารพสิทธิ์อันนี้ ไม่ไปแอบเอากุดจี่ก่อนผู้จอง ก็นับว่าเป็นความซื่อสัตย์อีกแบบหนึ่งของคนชนบท

                  การนำกุดจี่ขี้ควาย มากินนั้น ก่อนอื่นต้องนำมาล้างน้ำให้สะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ ๑-๒ ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ถ้าจะให้ดีต้องแช่ทิ้งไว้ ๑ วัน หรือ ๑ วันกับอีก ๑ คืน เพื่อให้กุดจี่ถ่ายมูลออกให้หมดก่อน จึงนำมาประกอบอาหาร ซึ่งทำได้ทั้งคั่วใส่เกลือ จี่หรือเผาไฟพอให้สุก ทอด ป่น ลาบ หรือกินเมี่ยง

                ก่อน อื่นขอบอกก่อนว่า คนอีสานไม่รังเกียจขี้วัว ขี้ควาย เพราะถือว่าเป็นสัตว์ที่กินสะอาด เพราะกินแต่หญ้า ฟางข้าว หรือ ใบไม้ยอดไม้ และผลไม้ตามป่าที่ไม่มีพิษ บางอย่างเป็นยาสมุนไพรเสียด้วยซ้ำ จะเห็นว่าคนอีสานกินเพลี้ย ซึ่งเป็นอาหารในลำไส้เล็กของวัวควายซึ่งผ่านการย่อยแล้วมีน้ำดี (ซึ่งเป็นน้ำย่อยอย่างหนึ่ง) คลุกเคล้าอยู่ทำให้มีรสขม บางทีเพลี้ยในลำไส้ไม่พอก็จะบีบเอาน้ำขมจากกระเพาะ (คนอีสานเรียกว่า “โพ่น” ) นอกจากนี้ขี้วัวขี้ควายไปใช้ทาลาน (ผืนดินที่ทำให้เรียบเพื่อการนวดข้าว) นำไปโบกหรือยาไม้ไผ่ทาสานขัดแตะทำเป็นฝาเรือน หรือภาชนะสำหรับใส่ผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆอีกโดยไม่มีความรังเกียจ

จากส่วนหนึ่งในผลงาน ควายกับฅน ของ เรืองศักดิ์ ละทัยนิล ที่ตั้งใจทำขึ้นด้วยความสำนึกในคุณค่า และแรงศรัทธาที่มีต่อ ควายไทย

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:48:36 am »


ชื่อวิทยาศาสตร์

Paragymnopleurus aethiops Sharp
อันดับ      Coleoptera
ชื่อวงศ์     Scarabaeidia
ชื่อสามัญ  Dung beetle
ชื่ออื่น  กุดจี่มุ่ม
ประเภทสัตว์  สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

              กุดจี่มุ่มจะมีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงดำ สำหรับกุดจี่ขี้ควายมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีหนวดเป็นแบบใบไม้ บางตัวมีเขาบนหัว ปากเป็นแบบปากกัด ขาคู่หน้ามีลักษณะเป็นหนาม เป็นแผ่นแบน ขาอีก 2 คู่ที่เหลือมีลักษณะแบนกว้าง มีปีกแข็งคลุมส่วนท้องมิด ลำตัวและปีกมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ บริเวณปีกแข็งมีร่องตามความยาวข้างละ 8 ร่อง เป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก ขนาดลำตัวของกุดจี่มุ่มประมาณ 18-25 มิลลิเมตร
แหล่งที่พบ


              กุดจี่มุ่มจะอาศัยอยู่ในขี้วัว  ขี้ควาย ที่ถ่ายมูลไว้ตามธรรมชาติ เช่น ตามพื้นไร่พื้นนาในหน้าแล้ง  ที่ผืนดินแห้งเหือดไปแล้วแต่ยังคงมีความชุ่มชื้นพอที่ตัวกุดจี่จะฝังตัวลงไป ได้ เมื่อชาวบ้านปล่อยวัวควายออกไปแทะเล็มหญ้าหรือตอซังในทุ่งนาช่วงหน้าแล้ง ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน วัวควายจะกินหญ้าไปพร้อมๆกับการถ่ายมูลไปเรื่อยๆ พอตกถึงตอนกลางคืนกุดจี่ก็จะบินลงมาอยู่ในขี้ควาย ขี้วัว เพื่อจัดการกับสารอาหารที่ตกค้างคงเหลือในขี้วัวขี้ควาย กุดจี่พวกนี้จะรู้โดยสัญชาตญาณว่าอันไหนเป็นขี้วัว  ขี้ควาย  กุดจี่จะอยู่ในขี้วัว ขี้ควายประมาณ 1 วัน หลังจากนั้นจะฝังตัวลงในดินใต้กองขี้ควายนั้น ดังนั้น ชาวบ้านที่ต้องการกุดจี่จะมาคุ้ยหากุดจี่ภายในวันรุ่งขึ้นหลังจากวัว ควายถ่ายมูลลงไปแล้ว  จึงจะสามารถจับตัวกุดจี่ได้อย่างง่ายดาย โดยเพียงแต่ใช้เสียมเล็กๆ มาขุดคุ้ยหรือว่าพลิกกองขี้ควาย ที่เริ่มแห้งหมาดๆไปแล้ว ก็จะพบตัวกุดจี่และจับได้โดยง่าย  แต่ถ้าปล่อยไว้อีกวัน ตัวกุดจี่จะเริ่มมุดลงในดิน จะต้องใช้เสียมขุดแซะลงไปในดิน ถึงจะได้ตัวกุดจี่ ยิ่งปล่อยจนขี้วัว ขี้ควายแห้งยิ่งจะลงไปในดินชั้นลึกลงไปแทบจะหาตัวไม่เจอ

ประโยชน์และความสำคัญ

              วิธีการบริโภคกุดจี่มุ่มก็เช่นเดียวกับกุดจี่หวาย กล่าวคือเมื่อชาวบ้านขุดได้ตัวแล้วต้องใส่ถังตั้งทิ้งไว้หนึ่งคืน เพื่อให้แมลงถ่ายสิ่งสกปรกออกแล้วนำไปแช่น้ำล้างให้สะอาด รับประทานได้ นิยมนำมาคั่ว  ทอด  ใส่ในแกงหน่อไม้ เป็นต้น

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:49:25 am »


ผึ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Apis  florae  Fabricius
อันดับ        Hymenoptera
ชื่อวงศ์       Apidae
ชื่อสามัญ  honey  bee
ชื่ออื่น              เผิ่ง
ประเภทสัตว์     สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

          มีปากแบบกัดเลีย  หนวดสั้นแบนคล้ายเส้นด้าย  ขาสั้นมีขนปกคลุม  ขาคู่หลังมีขนแข็งเพื่อเก็บละอองเกสร  ลำตัวมีสีน้ำตาล  ปีกมี 2 คู่  บางใส  ในรังผึ้งมี  3  ชนิด  คือ  1) ราชินีผึ้ง หรือนางพญา  เป็นผึ้งตัวเมียที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ส่วนท้องมีขนาดใหญ่มาก  มีหน้าที่ในการวางไข่  2) ผึ้งตัวผู้  มีขนาดเล็กกว่าผึ้งราชินี  แต่ใหญ่กว่าผึ้งงาน  ส่วนท้องมี  3  ปล้อง  เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะตาย  3) ผึ้งงาน  เป็นผึ้งตัวเมียที่เป็นหมัน  มีขนาดเล็ก  มีเหล็กในที่ส่วนท้อง  มีหน้าที่รับผิดชอบงานทุกอย่างภายในรัง

แหล่งที่พบ

         สร้างรังในที่โล่งแจ้ง  ตามกิ่งไม้  และเป็นรังเดี่ยวมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก

ประโยชน์และความสำคัญ

         ชาวบ้านไม่รับประทานผึ้งที่ตัวเต็มวัย  แต่จะนิยมรับประทานตัวอ่อนของผึ้ง  ที่กำลังเป็นดักแด้อยู่ในรัง  โดยนำมาทอด  นึ่ง หรือคั่ว  และนิยมนำน้ำผึ้งมาใช้ประโยชน์โดยการรับประทานสดๆ  หรือผสมกับเครื่องดื่มอื่นๆ  แช่เย็นไว้แก้กระหายน้ำเวลากลับจากป่า  หรือทุ่งนา

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:50:13 am »




กระชอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gryllotalpa africana Beauvois
อันดับ         Orthoptera
ชื่อวงศ์        Gryllotalpidae
ชื่อสามัญ  Mole cricket
ชื่ออื่น    แมลงชอน , แมงซอน , แมงกิชอน
ประเภทสัตว์    สัตว์บก

ลักษณะทางกายภาพ

           ลักษณะลำตัวของแมลงกระชอนมีสีน้ำตาล ส่วนหัวมีสีดำกว่าส่วนอื่นๆ หนวดสั้นเป็นแบบเส้นด้าย ปากเป็นแบบปากกัด แผ่นสันหลังอกแรกมีลักษณะเป็นแผ่นกลมแข็ง ร่างกายมีขนปกคลุม ขาหน้าค่อนข้างแข็งแรง ลักษณะแผ่กว้างและมีหนามแหลม เหมาะสำหรับการขุดดิน ปีกมีสีน้ำตาลยาวกว่าความยาวของลำตัว ไม่สามารถมองเห็นอวัยวะวางไข่จากภายนอก แมลงกระชอนตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ปีกคู่หน้าสีกัน แต่เสียงไม่ค่อยกังวานเท่าที่ควร แมลงชนิดนี้ไม่กระโดด มีการออกหากินในเวลากลางคืน ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 25-35 มิลลิเมตร
แหล่งที่พบ

           แมลงกระชอนชอบขุดรูอาศัยอยู่ในดินที่แฉะมากๆ โดยเฉพาะบริเวณดินรอบๆ แหล่งน้ำ เช่นโคลน ตม บางครั้งพบได้ว่าแมลงกระชอนขุดดินอาศัยอยู่ใต้แหล่งน้ำตื้น โดยขุดรูลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร แมลงกระชอนสามารถทำความเสียหายให้แก่ชาวบ้านได้ เพราะแมลงกระชอนมักชอบแทะรอบๆ รากบัวที่ชาวบ้านปลูกไว้
ประโยชน์และความสำคัญ

            แมลงกระชอนนิยมนำมาคั่วใส่กับเกลือ  หรือแกงใส่กับหน่อไม้  โดยก่อนนำมาปรุงจะเด็ดปีกและขาคู่หน้าออกเสียก่อน

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:51:26 am »



จักจั่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Meimuna opalifera Walker, Pompania sp.
ชื่ออันดับ   Homoptera
ชื่อวงศ์   Cicadidae
ชื่อสามัญ  Cicada
ชื่ออื่น  จักจั่นช้าง จักจั่นป่า จักจั่นบ้าน จักจั่นอี จักจั่นโต่ จักจั่นขี้หมา
ประเภทสัตว์   สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

               จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอันดับ Homoptera ลักษณะเด่นของจักจั่น คือเพศผู้สามารถทำเสียงได้ แหล่งกำเนิดเสียงมาจากบริเวณด้านใต้ลำตัวของท้องปล้องแรกต่อกับส่วนอก จักจั่นแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะในแต่ละตัว ทำให้สามารถแยกประเภทของจักจั่นได้จากเสียงร้อง ทำนองของเสียงร้องอาจบ่งบอกได้ถึงการป้องกันตัว ตกใจเมื่อถูกรบกวน หรือร้องเรียกเพื่อหาคู่ จักจั่นมีส่วนหัวและส่วนอก กว้างเรียวมาทางหาง มีตาเดี่ยว 3 ตาเรียงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม อยู่ใกล้กับด้านสันหลัง ของศีรษะ หนวดสั้นเป็นรูปขน ปากเป็นแบบเจาะดูด มีปีกบางใสและยาวกว่าลำตัว เวลาเกาะอยู่กับที่ ปีกจะหุบชิดกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มองคล้ายหลังคา ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ตาโต ขาหน้ามีขนาดใหญ่ไว้สำหรับขุดดิน ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวจรดปีกประมาณ30-40มิลลิเมตร
แหล่งที่พบ

             ตัวเต็มวัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะต้นกุง หรือกอหน่อไม้ ตัวเมียจะเจาะต้นไม้ให้เป็นรูเล็ก ๆ เพื่อวางไข่เมื่อไข่ฟักกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะร่วงลงสู่พื้นดิน ใช้ขาหน้าขุดฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อเจริญเต็มที่จะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนต้นไม้ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยนี้สั้นมาก คือเมื่อผสมพันธุ์และวางไข่จะตาย
ประโยชน์และความสำคัญ

             เมื่อได้ตัวจักจั่นมาได้แล้ว จะเด็ดปีกและหัวออก ล้างทำความสะอาด และถ้าหากจับด้วยวิธีใช้ยางตัง ต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ มิฉะนั้นจะมีกลิ่นของยางตังติดปนมากับตัวจักจั่น ตัวเต็มวัยสามารถนำมาประกอบ



บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:53:26 am »



แมงมันจ่อม

วิธีทำ

                      อันว่า แมงมัน หรือ แมลงมัน นั้น จะตัวสีน้ำตาลไหม้ ขนาดยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีปีกบินได้ บินไปผสมพันธุ์และวางไข่ได้เป็นไข่ฟองใหญ่พอตัว แมงนี้มีแม่เป็นมดชนิดหนึ่งซึ่งมีตัวเล็กมาก สีนวลๆ อาศัยอยู่ใต้ดิน ออกไข่ขนาดเล็ก ดังนั้น ในรัง ๆ หนึ้งจึงประกอบไปด้วย แม่แมงมัน ไข่แม่แมงมัน แมงมัน และไข่แมงมัน

                  พอได้เวลาผสมพันธุ์ตัวแมงมันก็จะ ออกบินไปหาคู่ในที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ ๆ มีไฟสว่าง ก็เลยตกเป็นอาหารของคนไปตามระเบียบ ความอร่อยของมันทำหื้อรังที่อยู่มันถูกขุด เลยตึงไข่ของมันและของแม่มันก็ถูกคนนำมาดองกับน้ำข้าวมวก กลายเป็น 'แมงมันจ่อม'

                  ถ้าจะซื้อสำเร็จ สังเกตแม่ค้า ถ้าเจ้าไหนเอาไข่แมงมันจ่อมใส่เป็นถุงน้อย ๆ พร้อมที่จะขายแล้ว บ่ต้องไปซื้อ เพราะมันจะมีแต่น้ำเป็นส่วนมากไข่แมงมันมีน้อย ไปผ่อเจ้าที่เอาแมงมันจ่อมใส่กะละมัง นั้นแหละเจอแล้วซื้อเลย แต่หื้อถามผ่อเหียก่อนว่า จิมได้ก่อ หากแม่ค้าบอกจิมได้เลย แสดงว่าเจอใส่เจ้าที่มี confidence สูง ลำแน่ เฮาจะจิมก่อได้บ่จิมก็ได้แล้วแต่ แต่ถ้าเจ้าไหนบอกจิมบ่ได้ก็บ่ต้องซื้อ เดินหนีไป

                    แต่ถ้าทำเอง จะได้ไข่แมงมันมาบ่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ ขุดเองหรือซื้อมา จะ ต้องเอาไข่มาดองก่อน ซึ่งก็มีกรรมวิธีคือ พ่อบ่ใช้น้ำข้าวมวกดองแต่จะใช้น้ำต้มข้าวเจ้าที่หุงสุกแล้ว (ประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ) ดองแทน โดยปล่อยทิ้งไว้หื้อเย็นสนิทสักกำ ก็เอารินใส่ขวดโหลแก้ว (บ่าต้องใหญ่นัก ใช้หม้อโลหะดองของสนิมจะขึ้น) เสร็จแล้วเอาเกลือเติมลงไป น้ำมีรสเค็มนิดหน่อย แล้วเอาไข่แมงมันใส่ลงไปปิดฝาขวดทิ้งไว้ประมาณสัก ๒-๓ วัน ตักขึ้นมาจิมผ่อ ถ้าน้ำดองกับไข่แมงออกรสส้มและเค็มพอดีก็เป็นอันใช้ได้

                     และ ก็เพราะรสส้มของมันนี่แหละ ที่เป็นสาเหตุต้องจิมก่อนซื้อแมงมันจ่อมกาด เพราะแม่ค้าบางคนมักง่ายใช้น้ำส้มสายชูเติมลงในน้ำอุ่นผสมไข่แล้วเอาออกขาย เลย มันก็เลยส้มจี๊ดบ่เป็นดีกิน บ่เหมือนดองแบบธรรมชาติใช้น้ำข้าวมวกหรือวิธีที่พ่อทำ ซึ่งจะได้รสชาติดีกว่ากันเยอะ

                     เมื่อทุกอย่างได้ที่ก็ตักแมงมันจ่อม ใส่ถ้วย พิงพริกแห้งหื้อสุกกรอบเลย ยูยีพริกลงใส่ ซอยเอาหอมป้อมใบหอมลงใส่ เหลือไว้โรยหน้าอย่างละหน่อย ก็จะได้ แมงมันจ่อมขึ้นสะโตก รสชาติจับปากคือ ออกส้มน่อย เก็มน่อย เผ็ดน่อย กินแล้วมันไข่แมงมัน

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:53:54 am »




จิ้งหรีดทองดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gryllus  (Teloegryllus)  bimaculatus  Geer
อันดับ    Orthoptera
ชื่อวงศ์        Gryllidae
ชื่อสามัญ  House cricket
ชื่ออื่น  จินาย , จีหล่อ , จิ้งหรีดน้ำ
ประเภทสัตว์             สัตว์ปีก


ลักษณะทางกายภาพ


          จิ้งหรีดมีรูปร่างสั้น หัวกลม หนวดยาวเป็นรูปเส้นด้าย ลำตัวมีสีดำ ปากแบบกัดกิน ปีกมีความยาวเท่ากับส่วนท้อง จิ้งหรีดเป็นแมลงที่มีขาหลังใหญ่แข็งแรงและสามารถกระโดดได้เก่ง ตัวเมียมีอวัยวะวางไข่ยาวเท่ากับความยาวของลำตัวบริเวณปลายเปิดจะเล็กแหลม ตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ขอบของปีคู่หน้าสีกัน จนเกิดเสียงดังกังวาน จิ้งหรีดมีอวัยวะฟังเสียงอยู่บริเวณขาคู่หน้า ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 21-26  มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ

          จิ้งหรีดทองดำส่วนใหญ่ขุดรูอยู่ตามคันนาและทุ่งหญ้า ออกหากินในเวลากลางคืน โดยกินรากต้นไม้ และกล้าอ่อน ส่วนในเวลากลางวันจะหลบอาศัยอยู่แต่ในรู มักทำเสียงในเวลากลางคืน
ประโยชน์และความสำคัญ

          จิ้งหรีดสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยก่อนนำมาปรุงจะเด็ดปีกและดึงส่วนที่เป็นลำไส้ทิ้ง จากนั้นสามารถนำไปทำเป็นอาหารได้ต่างๆ นานา เช่น จี่ คั่ว ทอด ยำ หมก ลาบ ป่น เสียบไม้ย่าง


                      จิ้งหรีด เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ  ชอบกระโดด กินพืชเป็นอาหาร  ปัจจุบันคนนิยมเลี้ยงเพื่อ บริโภค เป็นอาหาร โดยการทอด คั่ว แกง ห่อหมก และยำ ให้สารอาหารโปรตีนสูงปลอดสารพิษสามารถช่วยแก้ไขปัญหา ขาดสารอาหารได้ จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ และพันธุ์ทองแดง  จะเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว ให้ผลผลิตสูง แม่พันธุ์ 1 ตัว ให้ลูกถึง 1,000 ตัว เหมาะที่เกษตรกรจะนำมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภค และจำหน่ายเพิ่มรายได้ เพราะใช้เวลาไม่มากสามารถ ใช้เวลาว่างจากการเพาะปลูกมาดูแลจิ้งหรีดได้ ภายในเวลา 1 ปี จะเลี้ยงจิ้งหรีดได้ 4 รุ่น

ปัจจัยจำเป็นที่ต้องใช้

        1. พ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 3 ตัว
        2.ท่อปูนพร้อมฝาปิดท่อ ขนาดกว้าง 80 ซม. สูง 50 ซม. จำนวน 1 ท่อ หรือกะละมังพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 72 ซม. สูง 30 ซม.
        3. ตาข่ายไนล่อนเขียว 100 x 100 ซม. จำนวน 1 ผืน
        4. แผ่นพลาสติก ขนาด 25 x 270 ซม. จำนวน 1 แผ่น
        5. ยางรัดปากบ่อหนา 1 ซม. จำนวน 1 เส้น
        6. ถาดอาหาร - น้ำ กว้าง x ยาว = 5 x 10 ลูก 1.5 ซม. 2 ถาด
        7. กระบอกไม้ไผ่ ยาว 20 ซม. ผ่าครึ่ง จำนวน 10 อัน หรือกระดาษรังไข่ 3 อัน
        8. ถาดหรือถุงพลาสติกใส่ดินร่วนปนทราย หนา 2 ซม.
        9. เศษหญ้าแห้งวางหนา 2 ซม.
        10. เทปกาว

ขั้นตอนการดำเนินงาน

1. สร้างโรงเรือน หรือหลังคาป้องกันแดด - ฝน แดดส่องเช้า - เย็น
2. ปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูจิ้งหรีด
3. วางบ่อบนฝา ใช้ปูนผสมทรายฉาบริมขอบภายใน - ภายนอก ป้องกันมดเข้าทำลายลูกจิ้งหรีด
4. ติดแผ่นพลาสติกด้านบนขอบบ่อหรือกะละมังด้วยเทปกาว
5. พันธุ์จิ้งหรีด หาพันธุ์ได้จากธรรมชาติหรือซื้อโดยการ คัดเลือกพ่อ - แม่พันธุ์ที่มีตัวโต แข็งแรง อวัยวะครบ
ทุกส่วน สีเข้ม ปล่อยลงบ่อ  หลังปล่อยแล้วตรวจนับทุก 3 วัน หากพ่อ - แม่พันธุ์ตาย ให้หามาทดแทน
จิ้งหรีดจะผสมพันธุ์ วางไข่ และฟักออกเป็นตัวอ่อนหลังวันที่ 10
6. การให้อาหารและน้ำ

    *  พืชอาหาร ได้แก่ ต้นอ่อนและยอดอ่อนของพืช หรือหญ้าสดทุกชนิด หญ้าขน หญ้าลูซี่ ผักตบชวาใช้เลี้ยง
      จิ้งหรีด เจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูง โดย 2 วัน ให้หญ้า 1 ครั้ง ๆ ละ 1 กำมือ โดยหญ้าเก่าไม่ต้อง
      นำออก จะเป็นที่อาศัยของจิ้งหรีดต่อไป

    * อาหารเสริม ได้แก่ รำอ่อน หรืออาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงไก่ไข่ - ไก่เนื้อก็ได้ จิ้งหรีด 1 บ่อ
      ใช้อาหาร 1 กก. ราคา 12 - 13 บาท อาหารเสริมควรให้ในปริมาณที่กินหมดภายใน 2 วัน

    * การให้น้ำ  ใส่ถาด กว้าง x ยาว = 5 x 10 ซม. ลึก 1 ซม. ใส่สำลีหรือฟองน้ำสำหรับจิ้งหรีดวัยตัวอ่อน
      เปลี่ยนน้ำทุก 2 วัน ภาชนะสำหรับวางไข่จิ้งหรีด ใช้ฟ๊อกกี้ฉีดน้ำทุก 3 วัน พอชื้น ไม่แฉะ ก่อนฉีดน้ำ
      นำถาดอาหารออกก่อน ถ้าเปียกจะเกิด เชื้อรา


วงจรชีวิตจิ้งหรีด

    * ระยะไข่  แม่พันธุ์ 1 ตัว วางไข่ได้ถึง 1,000 ฟอง โดยมีการวางไข่แบ่งเป็น
      4 รุ่น แม่พันธุ์จะใช้เข็มแทงลงดิน วางไข่ไว้ใต้ดินที่มีความชื้น ไข่จะฟักออก
      เป็นตัว เมื่ออายุครบ 7 วัน

    * ระยะตัวอ่อน  ฟักออกจากไข่ช่วงแรกยังไม่มีปีก จะเริ่มมีตุ่มปีกในเมื่อถึง
      กลางวัยอ่อน พอลอกคราบ 8 ครั้งจึงเข้าสู่วัยแก่ มีปีก (รวมอายุวัยอ่อน
      ระหว่าง 36 - 40 วัน)

    * ระยะตัวเต็มวัย มีปีก 2 คู่ เพศผู้ ปีกคู่หน้าย่นมีหนามไว้ทำเสียง เพศเมีย มีปีกเรียบ และมีเข็มวางไข่อยู่ส่วนท้ายของลำตัว อายุวัยแก่ประมาณ 45 - 60 วัน

    * การผสมพันธุ์  ตัวเต็มวัย อายุ 3 - 4 วัน จะเริ่มผสมพันธุ์ ตัวผู้จะขยับปีกคู่หน้า
      ถูกันให้เกิดเสียงหลายจังหวะหลายสำเนียงในการสื่อสารความหมายต่าง ๆ
      สำหรับการผสมพันธุ์จะเกิดตลอดช่วงอายุตัวเต็มวัย โดยตัวเมียจะขึ้นคร่อม
      บนหลังตัวผู้ ระยะตัวเต็มวัย ประมาณ 60 วัน
    * การวางไข่  ตัวเมียเริ่มวางไข่เมื่อผสมพันธุ์ผ่านไป 3 - 4 วัน แบ่งการวางไข่เป็น
      4 รุ่น โดยวางไข่ไว้ใต้ดิน  และฟักออกเป็นตัวเมื่อไข่อายุครบ 7 วัน


ผลผลิต

      เลี้ยง 1 บ่อ จะให้ลูกจิ้งหรีดระหว่าง 2,100 - 2,500 ตัว
      เงื่อนไข
              การแปรรูป นำมาทำน้ำพริกนรก  น้ำพริกตาแดง  จิ้งหรีดสามรส ผสมน้ำยาป่ากินกับขนมจีน ทำข้าวเกรียบ

ตลาด และผลตอบแทน

    ผลประโยชน์จากการเลี้ยง 1 บ่อ : ปี

      บ่อเลี้ยง 1 บ่อ เลี้ยงได้ 4 รุ่น ๆ ละ 2 กก. รวม 8 กก. ๆ ละ 100 บาท
      เงิน 800 บาท หักต้นทุน 299 บาท  เหลือกำไร 501 บาท

      ตลาดท้องถิ่น และกรุงเทพฯ จิ้งหรีดสด 1 กก. มีจำนวน 1,000 ตัว ขายส่ง
      กิโลกรัมละ 100-150 บาท  ขายปลีกปรุงรสพร้อมบริโภค กิโลกรัมละ
      150-200 บาท ราคาจิ้งหรีดขึ้นลงตามฤดู เช่น ฤดูหนาวราคาสูง เพราะจิ้งหรีด ในธรรมชาติมีน้อย

     เงื่อนไข

                วัสดุเตรียมบ่อเลี้ยง มูลค่า 207 บาท
                ค่าพันธุ์ 1 ปี เลี้ยง 4 ชุด ๆ ละ 10 บาท = 40 บาท
                ค่าอาหาร 4 กิโลกรัม ๆ ละ 13 บาท เป็นเงิน 52 บาท รวมต้นทุนทั้งสิ้น
                299 บาท

 ที่มา...กลุ่มงานอนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้ง  กองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  กรมส่งเสริมการเกษตร

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:55:51 am »



จิ้งหรีดทองแดง

จิ้งหรีดทองแดง
Phylum - Arthropoda
Class - แมลงที่มี 6 ขา (Hexapoda) หรือ (Insecta)
Order - Orthoptera
Family - Gryllidae
ชื่อภาคกลาง - จิ้งหรีด,จิ้งหรีดทองแดง,ทองแดง
ชื่อภาคอีสาน - กี้ดีด, จิล้อทองแดง
ชื่ออังกฤษ - House Cricket
ชื่อวิทยาศาสตร์ - Acheta Testacea Walker

จิ้งหรีดพันธุ์ไทย ที่นิยมเลี้ยงหรือทำฟาร์ม ได้แก่ 4 สายพันธุ์หลัก

     1. จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง ตัวโตเต็มวัยสุดปีกสุดหางแล้วแต่ขนาดความยาวลำตัว ตั้งแต่หังถึงปล้องท้องสุดท้ายไม่รวมหนวดและหาง 2 แฉกยาว 25 - 35 ม.ม. ลักษณะเด่นถ้าเป็นพันธุ์แท้ไม่ผสมกับพันธุ์ทองดำ หัว,ลำตัว,ขาจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลอมเหลืองทอง ปีกเป็นสีทองทั้งตัวผู้และตัวเมีย จึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงเป็นอาหารของคน เนื่องจากเมื่อปรุงเป็นอาหารประเภทคั่วหรือทอดแล้วจะมีสีเหลืองทองอมน้ำตาล ดูแล้วสวยงาม สะอาดน่ารับประทานมาก แถมหอมมันอร่อย ชาวจีน ชาวฮ่องกง ชาวญี่ปุ่น และชาวไทยอีสานนิยมรับประทานมาก เพราะเป็นของว่างขบเคี้ยว

    2. จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ เป็น จิ้งหรีดขนาดกลางและมีขนาดเท่ากับพันธุ์ทองแดง แต่มีลักษณะเด่นในกรณีเป็นพันธุ์แท้ที่ไม่ได้ผสมกับพันธุ์ทองแดง หัว, ลำตัว, ทั้งปีกในและปีกนอก และขาทั้ง 6 ขาจะมีสีดำสนิทเป็นมันว าว แต่เนื่องจากมีสีดำสนิท จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ เพราะเมื่อปรุงเป็นอาหารให้คนรับประทาน ไม่ว่าจะคั่วหรือทอด หรือยางดูดำไปหมด เหมือนกับไหม้ไปแล้ว จึงมีสีสันที่ไม่น่ารับประทาน

    3. จิ้งหรีดพันธุ์ทองน้ำตาลลาย หรือบักแอ๊ด เป็นจิ้งหรีดขนาดเล็กเมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดความยาวลำตัว 16 - 24 ม.ม. ลักษณะเด่นคือมีรูปร่างเพรียวบางกว่ากินาย หัว, ลำตัวและขาจะมีสีน้ำตาลเหลืองอ่อน, สีขาวอมน้ำตาลอ่อน ปล้องท้องมักจะมีสีน้ำตาลอ่อนสลับขาวงาช้าง ทำให้เรียกชื่อพันธุ์อีกแบบว่า "พันธุ์ทองน้ำตาลลาย" ปีกมีสีขาวและสีงาช้าง เคลื่อนไหวว่องไวมาก และชอบหลบซ่อนในซอกลับในที่มืดมองไม่เห็นได้ยินแต่เสียงจึงมีฉายาว่า "จิ้งหรีดผี" และเนื่องจากตัวเล็กเนื้อบางจึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงไว้เป็นอาหารของลูก สัตว์ เช่น ลูกนก, ลูกไก่, ลูกปลา, ลูกกบ, ลูกกิ้งก่า เป็นต้น เพราะมีขนาดที่สมดุลกันกับลูกสัตว์ดังกล่าวแล้ว บักแอ๊ดถึงตัวจะเล็กแต่กินอาหารจุมาก

    4. จิ้งหรีดพันธุ์ทองน้อย หรือ กินาย ก็เป็นจิ้งหรีดขนาดเล็ก ความยาวลำตัวใกล้เคียงกับพันธุ์บักแอ๊ด แต่ลำตัวจะป้อมหนากว่าบักแอ๊ด ลักษณะเด่นสีของหัว, ลำตัว, ปีกและขาจะเหมือนกับจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงแต่มีสีอ่อนกว่าและตัวเล็กกว่า จึงมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อว่า "จิ้งหรีดน้อย", "จิ้งหรีดสีทอง", "จิ้งหรีดทองแดงเล็ก", "จิ้งหรีดทองน้อย" ภาษาอีสานเรียกว่า "จิล้อน่อย" มีสีสันที่สวยงามรูปร่างเล็กน่ารัก เมื่อปรุงเป็นอาหารจะมีสีสันรสชาติอร่อยน่ารับประทานเหมือนกับพันธุ์ทองแดง ทุกประการ จึงเหมาะที่จะเพาะเลี้ยงเป็นอาหารโปรตีนชั้นดีให้กับคน



    ส่วนประกอบของจิ้งหรีด

    1. หัว ประกอบด้วย ตา หนวด ปาก คอ และรอยต่อกะโหลกศีรษะ

    2. อก มี 3 ปล้อง
  # ปล้องแรกมีขาหน้า 1 คู่
  # ปล้องกลางมีขาคู่กลาง 1 คู่ และมีปีกคู่หน้า 1 คู่ ซึ่งปีกนี้ใช้แยกเพศของจิ้งหรีดได้ด้วย โดยจิ้งหรีดตัวผู้ปีกนอกคู่หน้ามีลวดลายหยักส่วนตัวเมียจะมีผิวเรียบ
  # ปล้องหลังมีขาคู่หลัง และยังมีปีกคู่หลัง ซึ่งเวลาหุบจะซ่อนอยู่ด้านใน

    3. ท้อง เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะมีปล้องจำนวน 11 ปล้อง



    การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดทอง

    การเตรียมหาจิ้งหรีดพ่อ-แม่พันธุ์

            โดย ใช้จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง หรือทองดำแท้ หรือพันธุ์ผสมระหว่างสองพันธุ์ นี้ที่เรียกว่า "พันธุ์ทาง" คัดจิ้งหรีดตัวผู้และตัวเมียที่เป็นตัวโตเต็มวัยสุดปีกสุดหางแล้ว มีอายุไม่น้อยกว่า 5 สัปดาห์หรือ 35 วันขึ้นไป ขนาดความยาวลำตัวไม่รวมหนวดและแพนหางยาว 25-35 ม.ม. คัดพ่อแม่พันธุ์เอาแต่ตัวใหญ่ๆ แข็งแรง ว่องไว และมีอวัยวะครบสมบูรณ์ คือมี หัวตารวม 1 คู่ ส่วนประกอบปากครบ หนวด 1 คู่ยาวเท่าๆกัน และยาวเท่ากับหรือมากกว่าความยาวลำตัว ขามี 6 ขาครบ ปีกคู่หน้า และปีกคู่หลัง อย่างละคู่ครบ แพนหาง 2 แฉกมีครบบริบูรณ์ ทุกๆส่วน ไม่ขาดหาย แหว่ง ด้วน พิการ โดยเฉพาะตัวเมียจะต้องมีอวัยวะพิเศษคือ ท่อวางไข่ปลายแหลมยื่นที่เปรียบเหมือนหางที่ 3 ซึ่งแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างแพนหาง 2 แฉกสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ยาวยื่นออกไป 14-16 ม.ม. ส่วนที่เป็นท่อวางไข่นี้ต้องสมบูรณ์ดังนั้น ถ้าตัวเมียตัวใดที่มีท่อวางไข่ที่ไม่สมบูรณ์ ขาดหายไปบางส่วนหรือไม่มีเลยจะนำมาทำเป็นแม่พันธุ์ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะไม่สามารถวางไข่ได้ และท่อวางไข่นี้จะมีเฉพาะจิ้งหรีดตัวเมียเท่านั้น จึงนับเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกเพศของตัวเมียได้ดีที่สุด แม้จะอยู่ในวัยลูกจิ้งหรีดตัวอ่อนระยะที่ 4-5 หรือจิ้งหรีดวัยรุ่นก็ตาม แต่ยังมีข้อสังเกตในการแบ่งแยกเพศของจิ้งหรีดระหว่างตัวผู้และตัวเมียดังนี้

            จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงหรือทองดำตัวผูู้้ สังเกตดูที่ผิวปีกนอกคู่หน้าจะมีลวดลายหยักศกเป็นลายกระหนกที่สวยงาม และจิ้งหรีดตัวผู้เท่านั้นที่ส่งเสียงร้องไม่ใช่ด้วยปาก แต่ด้วยการเสียดสีและสั่นสะเทือนของปีกนอกคู่หน้านี้ หลักการเดียวกันกับการสีไวโอลินเพื่อร้องเรียกหาตัวเมียมาผสมพันธุ์กัน ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของจิ้งหรีด จิ้งหรีดตัวผู้ตัวใดมีปีกนอกคู่หน้าที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม ส่งเสียงร้องได้ดังกังวานไพเราะเสียงใส ถือว่าเป็นจิ้งหรีดที่ "รูปหล่อ เสียงดี" จะมีตัวเมียหลายตัวผลัดกันเข้ามาผสมพันธุ์ด้วยความเสน่หาเป็นพิเศษ การผสมพันธุ์ของจิ้งหรีดนั้นมีลักษณะพิเศษตรงที่ตัวเมียจะขึ้นขี่ทับบนร่าง ของตัวผู้ ดังนั้นตัวผู้ตัวใดยิ่งรูปหล่อเสียงดีมากเพียงใด ก็ยิ่งเร่งเร้าให้ตัวเมียมากมายหลายตัวรุมขึ้นขี่ผสมพันธุ์ หรือที่เรียกว่าถูกรุมโทรมจนปีกนอกคู่หน้าหลุดไปก็มี ตัวผู้บางตัวถึงกับหมดแรงตายก่อนอายุขัยอันควร จิ้งหรีดที่ถูกเพาะเลี้ยงมักจะมีอายุ 2-4 เดือนแล้วแต่ความถี่ห่างของการผสมพันธุ์ของตัวผู้และจำนวนรอบของการวางไข่ ของตัวเมีย แต่ถ้าเป็นจิ้งหรีดตามธรรมชาติจะมีอายุ 18-24 เดือน เนื่องจากผสมพันธุ์และวางไข่เพียวช่วงเดียวสั้นๆ ปลายฤดูฝนช่วงเดือน กรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี จะสังเกตได้ชัดว่ามีจิ้งหรีดส่งเสียงร้องหรือบินมาเล่นไฟในตอนกลางคืนในช่วง เดือนดังกล่าวมากเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นช่วง "วิวาห์จิ้งหรีด" จิ้งหรีดตามธรรมชาติจึงร่าเริงเบิกบานมาก นอกจากนี้ยังจำแนกความแตกต่างระหว่างจิ้งหรีดต่างพันธุ์ต่างชนิด ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 40-50 ชนิดได้ หรือระหว่างจิ้งหรีดกับแมลงร้องได้ชนิดอื่นๆก็ได้ จากการฟังความดัง และโทนของเสียงที่แตกต่างกัน

    จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงหรือทองดำตัวเมีย ให้สังเกตที่ท่อวางไข่ซึ่งยื่นยาวอยู่ตรงกลางระหว่างแพนหาง 2 แฉกดังกล่าวแล้ว และจุดสังเกตอีกจุดคือที่ผิวของปีกนอกคู่หน้าของตัวเมียที่เรียบไม่มีลวด ลายกระหนก แต่จะมีลายตารางขนมเปียกปูนจางๆ มองแทบไม่เห็น ถ้าจะให้เห็นชัดต้องใช้แว่นขยายส่องดู และตัวเมียจะไม่มีการส่งเสียงร้องด้วยการเสียดสีและสั่นปีกนอกคู่หน้านี้ได้ เลย เพราะธรรมชาติได้สร้างปีกนอกคู่หน้าให้เสียดสีและสั่นจนเกินเป็นเสียงร้อง ได้เฉพาะจิ้งหรีดตัวผู้เท่านั้น เพื่อเรียกตัวเมียมาผสมพันธุ์

    สถานที่

    ควร เป็นที่ร่มมีหลังคากันแดดและฝนมีแสงแดดส่องถึงช่วงตอนเช้าหรือตอนบ่ายหากจะ ทำเป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงควรทำพื้นที่วางบ่อปรับดินให้เรียบ ถ้าเป็นพื้นปูนจะรักษาความสะอาดได้ง่าย และป้องกันมดได้ดีกว่า


    การเตรียมบ่อเลี้ยง

    ใช้ บ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. สูง 50 ซม. เทปูนบางๆ ที่ก้นบ่อ ตรงขอบบ่อด้านในบุด้วยพลาสติกลงมา ประมาณกลางบ่อ รองก้นด้วยทรายบางๆ แบ่งพื้นที่ในบ่อเลี้ยงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกใช้ตะแกรงทำจากกรงไก่ วางให้สูงจากพื้นบ่อประมาณ 2นิ้วเพื่อวางหญ้าที่ให้เป็นอาหาร และวางถาดไข่ลูกฟูกในแนวตั้ง 2-3 ถาดต่อบ่อ เพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนตัวของจิ้งหรีด ใต้ถาดไข่มีถาดรองรับมูลหรือปูด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ จะทำให้สะดวกในการจัดการทำความสะอาด เนื่องจากจิ้งหรีดจะถ่ายมูลมากเมื่อมาหลบซ่อนตัวที่ถาดไข่ ส่วนที่สองเป็นที่วางจานให้น้ำ จานวางไข่และถาดอาหาร จานให้น้ำและจานวางไข่ใช้จานกระเบื้องดินเผาที่รองกระถางปลูกต้นไม่ ขนาด 10-12 นิ้ว ในจานให้น้ำใส่อิฐมอญ 2-3 ก้อนให้เป็นที่เกาะ ส่วนจานวางไข่ ใส่ดินร่วนปนทราย พรมน้ำพอชื้น ๆ ถ้าหาถาดไข่ลูกฟูกไม่ได้ ใช้ลำไม้ไผ่ กล่องกระดา ท่อพีวีซีตัดเป็นท่อสั้นๆ มัดรวมกัน หรือแผ่นกระเบื้องเพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนตัวของจิ้งหรีด ปิดฝาบ่อด้วยมุ้งตาข่ายสีฟ้า ใช้ยางรัดที่ขอบบ่อ

    อาหาร

    ใช้ หญ้าสด เสริมด้วยอาหารไก่ไข่ หรืออาหารปลากินพืช ซึ่งเป็นอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดเม็ดและน้ำ หญ้าสด มีหญ้าต่าง ๆ เช่น หญ้าขน หญ้าชันอากาศ หรือวัชพืชหญ้าที่จิ้งหรีดชอบได้แก่ หญ้าปากควาย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าตีนตุ้กแก หญ้าแพรก วัชพืชที่ชอบได้แก่ ผักโขมหนาม(ชอบกินลำต้น เนื่องจากอวบน้ำ) ผักเบี้ยใหญ่ ผักปราบ จิ้งหรีดกินอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้นถั่วลิสง(หลังจากเก็บฝักออกแล้ว) เปลือกฝักข้าวโพด และต้นข้าวโพดที่เก็บฝักออกแล้ว ต้นกล้วยที่ยังไม่ออกเครือ หรือใบกล้วย หัวมันสำปะหลัง ต้นผักตบ จอก ข้าวสุก ผักต่างๆ ที่ปลอดจากสารฆ่าแมลง เปลือกผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ แอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังพบว่าจิ้งหรีดชอบกินเปลือกใบตองที่ห่อขนมเทียนหรือข้าวต้มมัด

    การจัดการ

    การ ให้อาหารในบ่อเลี้ยง ตัดหญ้าสดให้ทุก 2-3 วัน ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อนให้ทุก 2 วัน แต่ละครั้งให้ประมาณหนึ่งกำมือต่อบ่อเลี้ยงหนึ่งบ่อ โดยเอาหญ้าจุ่มลงในถังน้ำให้ชุ่ม แล้วเอาวางบนตะแกรงในบ่อเลี้ยง สำหรับอาหารเสริมใส่ในถาด ให้ประมาณหนึ่งกิโลกรัมต่อการเลี้ยงจิ้งหรีดหนึ่งบ่อในช่วง 2 เดือน โดยช่วงที่จิ้งหรีดอายุต่ำกว่า 1 เดือน ให้สัปดาห์ละ 2 ครั้งๆละ ? ขีด (25 กรัม) เมื่ออายุ 1 เดือนขึ้นไป ให้ครั้งละ ครึ่งขีด (50 กรัม) ในช่วงฤดูฝน ตัดหญ้าหนึ่งกำมือจุ่มน้ำให้ชุ่มแล้ววางไว้บนตะแกรงโดยตรง ทุก 2-3 วัน เมื่อให้หญ้าครั้งใหม่ เก็บเอาหญ้าเก่าออกส่วนในช่วงฤดูหนาว และฤดูแล้ง อากาศแห้ง เมื่อตัดหญ้าแล้วเอาจุ่มน้ำให้ชุ่มวางไว้บนตะแกรงแล้วใช้เศษหญ้าเก่าปิดทับ ไว้ด้วนบนหนาประมาณ 1-1/2 นิ้ว เพื่อเก็บความชื้น สำหรับอาหารเสริมในช่วงฤดูฝนจะให้อาหารปลาเป็นหลัก โดยเฉพาะปีที่ฝนตกชุกตกสม่ำเสมออากาศครึ้ม แต่ถ้าฝนกระจายมีวันที่แดดออกสลับให้อาหารไก่ไข่สลับกับอาหารปลาบ้าง เนื่องจากการให้อาหารไก่ไข่จะเกิดปัญหามีไรเข้าทำลาย เมื่ออากาศชื้น ส่วนในฤดูหนาวและฤดูแล้ง ใช้อาหารไก่ไข่เป็นพื้นสลับด้วยอาหารปลาเป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนรสชาติน้ำที่ในบ่อเลี้ยง เปลี่ยนทุก 2-3 วัน สำหรับทรายที่ปูก้นบ่อ พรมน้ำสัปดาห์ละครั้ง

    การทำความสะอาด

       1. การถ่ายมูลจิ้งหรีด เอาถาดที่รองรับมูลใต้ถาดไข่ลูกฟูก เทมูลทิ้ง และทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อไม่ให้มูลหมักหมม
       2. เปลี่ยนดินที่ใส่ในจานให้จิ้งหรีดวางไข่ หลังจากเก็บจิ้งหรีดออกจำหน่ายส่วนทรายที่รองก้นพื้นบ่อควรจะเปลี่ยนหลังจาก เลี้ยงจิ้งหรีดไปแล้ว 2 รุ่น
       3. การตากบ่อ ทำปีละครั้ง ประมาณเดือน มีนาคม-เมษายน ก่อนจะเลี้ยงรุ่นใหม่ต่อไป

    การป้องกันศัตรูของจิ้งหรีด


    ศัตรู ที่สำคัญที่สุดได้แก่ มด ซึ่งจะเข้ามากินไข่และลูกจิ้งหรีด กินซากจิ้งหรีดที่ถูกกัด หรือกินจิ้งหรีดที่ลอกคราบใหม่ ซึ่งไม่แข็งแรงและมีกลิ่นคาว การป้องกันโดยใช้ชอล์คกันมด ขีดรอบบ่อภายนอก หรือใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบบ่อ การดูแลความสะอาด และระวังอย่าให้มีเศษหญ้าตกหล่นพาดจากพื้นถึงปากบ่อจะทำให้มดเข้าไปได้ ถ้าพื้นที่วางบ่อเป็นพื้นปูนและมีร่องน้ำรอบๆ จะป้องกันมดได้ดีกว่าศัตรูอื่นๆ ได้แก่ แมงมุม จิ้งเหลน กิ้งก่า ตุ๊กแก กบ คางคก หนู หมา และแมว

การเลี้ยงจิ้งหรีดวัยอ่อน

    หลังจากให้พ่อแม่พันธุ์ผสมและวางไข่ในกล่องหรือโหล แล้ว ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 3-4 รุ่น เลี้ยงไว้ในโหลประมาณ 14 วัน เพื่อรอให้ไข่รุ่นที่ 2 และ 3 ฟักเป็นตัว แล้วจึงย้ายลงบ่อเลี้ยง การให้อาหารทำเช่นเดียวกับในบ่อเลี้ยง ใช้การฉีดพ่นน้ำแทนการพรมน้ำ

    การเลี้ยงจิ้งหรีดหลังวัยอ่อน-ระยะเก็บออกจำหน่าย

    ย้ายจิ้งหรีดอ่อนจากในโหลแก้วลงเลี้ยงในบ่อตอน ย้ายเอียงโหลแก้วลงที่ปากบ่อลูกจิ้งหรีดจะกระโดดเข้าไปในบ่อ เทดินที่เหลือในโหลใส่ภาชนะวางไว้ในบ่อ เพื่อให้ไข่ที่เหลือฟักเป็นตัวในบ่อ การให้อาหารเหมือนกับในหัวข้อการจัดการ เมื่อตัวอ่อนจิ้งหรีดเริ่มมีติ่งปีกเรียกว่า ระยะใส่เสื้อกั๊ก ซึ่งจะมี 2 ระยะ คือ เสื้อกั๊กเล็ก(มีติ่งปีกสั้น) และเสื้อกั๊กใหญ่(มีติ่งปีกยาว) จากระยะเสื้อกั๊กใหญ่ก็จะลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย รวมระยะเวลาที่เลี้ยงในบ่อประมาณ 1-1/2 เดือนก็จะเป็นตัวเต็มวัย ระยะที่เก็บออกจำหน่ายได้จะเป็นระยะเสื้อกั๊กใหญ่และตัวเต็มวัย การรอดชีวิตจากตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัยประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

    การเก็บจิ้งหรีดออกจำหน่าย

    จิ้งหรีดชอบเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถาดไข่ลูกฟูกหรือลำไม้ไผ่การเก็บก็จะยกถาดไข่หรือลำไม่ไผ่เคาะใส่ในถุงตาข่ายสีฟ้า

    การคัดพ่อแม่พันธุ์

    เลือกที่มีขนาดตัวโตและมีความแข็งแรงนอกจากนี้ ควรมีการผสมข้ามบ่อกันบ้างหรือเมื่อเลี้ยงไปประมาณ 1 ปี ควรเก็บจิ้งหรีดจากธรรมชาติเข้ามาผสมกับจิ้งหรีดที่เลี้ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมถอยอันเกิดจากการผสมเลือดชิด

    การขยายพันธุ์

    นำพ่อแม่พันธุ์และวางไข่ในโหลแก้วทรงสูงความจุ ประมาณ 3 ลิตร ใส่ดินร่วนปนทรายในถ้วยให้เป็นที่วางไข่ ใส่หญ้าแห้งเป็นที่หลบซ่อนตัว อาหารที่ให้เป็นหญ้าสด อาหารไก่ไข่ และน้ำ แต่ละโหลใส่ตัวผู้หนึ่งตัว และตัวเมียสองตัว ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ความชื้น

             จิ้งหรีดทองแดงมีรูปร่างสั้น หัวกลม หนวดยาวเป็นรูปเส้นด้าย ลำตัวสีน้ำตาลค่อนข้างแดง ปากเป็นแบบปากกัดกิน ปีกมีความยาวเท่ากับส่วนท้อง จิ้งหรีดทองแดงเป็นแมลงที่มีขาหลังใหญ่แข็งแรงและสามารถกระโดดได้เก่ง ลำตัวมีสีน้ำตาลออกเทา ตัวเมียมีอวัยวะวางไข่ยาวเท่ากับความยาวของลำตัวบริเวณปลายเปิดจะเล็กแหลม ตัวผู้สามารถทำเสียงได้ โดยใช้ขอบของปีคู่หน้าสีกันจนเกิดเสียงดังกังวาน จิ้งหรีดมีอวัยวะฟังเสียงอยู่บริเวณขาคู่หน้า ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 21-26 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ

              จิ้งหรีดทองแดงส่วนใหญ่ขุดรูอยู่ตามคันนาและทุ่งหญ้า ออกหากินในเวลากลางคืน โดยกินรากต้นไม้ และกล้าอ่อนเป็นอาหาร  ส่วนในเวลากลางวันจะหลบอาศัยอยู่แต่ในรู  มักทำเสียงในเวลากลางคืน
ประโยชน์และความสำคัญ


              จิ้งหรีดทองแดงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดเหมือนกับจิ้งหรีดชนิด อื่นๆ  โดยก่อนนำมาปรุงจะเด็ดปีกและดึงส่วนที่เป็นลำไส้ทิ้ง จากนั้นสามารถนำไปประยุกต์เป็นอาหารได้ต่างๆ นานา เช่น จี่ คั่ว ทอด ยำ หมก ลาบ ป่น เสียบไม้ย่าง และแกง

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:56:42 am »



จิ้งหรีดหัวโต - จิโปม

ชื่อวิทยาศาสตร์
Brachytrupes portentosus Licht
อันดับ    Orthoptera
ชื่อวงศ์        Gryllidae
ชื่อสามัญ  Short tailed cricket
ชื่ออื่น  จิโปน , จิ้งโก่ง
ประเภทสัตว์         สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

          จิโปม เป็นแมลงที่จัดอยู่ในกลุ่มของจิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีรูปร่างอ้วน หนวดยาว เป็นแบบเส้นด้าย หัวมีลักษณะกลมและใหญ่ ปากเป็นแบบปากกัด ปีกมีลายเส้นเล็กน้อย ลำตัวมีสีน้ำตาลอมเหลือง ตัวเมียมีอวัยวะในการวางไข่สั้นมาก หากเปรียบเทียบกับจิ้งหรีดประเภทอื่นๆ ตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ขอบของปีกคู่หน้าสีกัน มีอวัยวะรับฟังเสียงอยู่บริเวณขาคู่หน้า จิโปมเป็นจิ้งหรีดขุดดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 37-44 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ

          จิโปมเป็นแมลงที่ชอบขุดดินทำรูเป็นที่พักอาศัย อยู่ตามคันนา ทุ่งหญ้า หรือแม้กระทั่งบริเวณบ้านเรือน โดยขุดลึกประมาณ 1-2 ฟุต เป็นสัตว์ที่ไม่ชอบแสงสว่างมักออกจากรูตอนกลางคืน ในเวลากลางวันชอบอาศัยอยู่ในรู จิโปมอาศัยอยู่ในดินร่วนปนทราย ที่มีความชื้นเล็กน้อย จากการสังเกตพบว่ารูของจิโปมอยู่ใต้ต้นไม้เสมอ จิโปมจะขุดดินเป็นโพรงลึก แล้วขนดินขึ้นมากองปิดบริเวณปากโพรงเป็นกองใหญ่ อยู่รูละ 1 ตัว บางครั้งสามารถพบได้มากกว่านั้น ในกรณีนี้ ถึงแม้จะมีอยู่หลายตัว แต่อย่างไรก็ตามจะมีตัวผู้เพียงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียทั้งหมด
ประโยชน์และความสำคัญ

         จิโปมสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยก่อนนำมาปรุงจะเด็ดปีกและดึงส่วนที่เป็นลำไส้ทิ้ง จากนั้นสามารถนำไปประยุกต์เป็นอาหารได้ต่างๆ นานา เช่น กี่ คั่ว ทอด ยำ หมก ลาบ ป่น เสียบไม้ย่าง

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:57:17 am »



ด้วงกว่าง

ชื่อภาษาไทย  ด้วงกว่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์
 Xylotrupes Gideon Linneaus
อันดับ      Coleoptera
ชื่อวงศ์     Scarabaeidia
ชื่อสามัญ  Scarab beetle
ชื่ออื่น  แมงคาม
ประเภทสัตว์     สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

             แมลง กว่างหรือด้วงกว่างเป็น แมลงปีกแข็ง ตัวค่อนข้างใหญ่ ลักษณะคล้ายด้วงแรดมะพร้าว ลำตัวแข็งและนูน สีดำเป็นมัน  รูปร่างรูปไข่  ขามีปล้องเล็กๆ  5  ปล้อง  หนวดเป็นแบบแผ่นใบไม้ มี 3-4  ปล้อง  ปล้องสุดท้ายมีลักษณะคล้ายใบไม้  3-4  แผ่น รวม กันกลายเป็นลูกกลม  จำนวนปล้องหนวดมีทั้งหมด 8 – 11 ปล้อง  และตามผิวมีส่วนที่เป็นหนามใหญ่   ตัวผู้มีเขาใหญ่ยื่นตรงออกมาจากหัว ใช้สำหรับต่อสู้ศัตรู เมื่อพบศัตรู ซึ่งมักเป็นกว่างตัวผู้ด้วยกัน ก็จะเดินเข้าหากันใช้เขาดันกันไปมา ตัวไหนสู้ไม่ได้ก็ถอยไป ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ตัวอ่อน หรือตัวหนอน สีขาวตัวอ้วน ตัวงอเป็นรูปเหมือนตาขอ

แหล่งที่พบ

             ด้วงกว่างอาศัยอยู่ในดิน  กินมูลของซากพืชหรือซากสัตว์  ตัวหนอนด้วงอาศัยอยู่ในดิน  ระยะแรกก็อยู่ตามเศษซากพืชทับถมในบริเวณที่ร่มที่มีความชื้นสูง  ระยะถัดมาขุดดินฝังตัวอยู่ลึกประมาณ  7.5 – 15.0 เซนติเมตร  ระยะหนอนด้วงใช้เวลาประมาณ  58 – 95 วัน  มี 3 ระยะ  คือ  ระยะก่อนเข้าดักแด้  3 – 6  วัน  แล้วจึงลอกคราบเปลี่ยนเป็นดักแด้ ซึ่งในระยะนี้ใช้เวลา 11 – 14  วัน  ต่อมาก็ออกเป็นตัวเต็มวัย  ออกหากินในเวลาตั้งพลบค่ำเป็นต้นไป  และพบมากในเวลากลางคืน  ส่วนในเวลากลางวันก็หลบซ่อนตัวอยู่ในดินมากกว่าที่อื่น  ระยะตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียประมาณ 18 และ 28 วัน  ตามลำดับ

ประโยชน์และความสำคัญ

     ส่วน มากชาวบ้านนิยมนำด้วงกว่างมารับประทานโดยการจี่  ให้ด้วงกว่างมีความกรอบ  แล้วนำมารับประทานกับข้าวเหนียว  จ้ำน้ำพริก


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:58:13 am »



ด้วงดิ่ง หรือ  แมลงตับเต่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cybister limbatus   Fabricius
อันดับ         Coleoptera
ชื่อวงศ์        Dytistidae
ชื่อสามัญ  True water beetle และ Predaceous diving beetle
ชื่ออื่น  แมงกิเต่า , แมงขี้เต่า
ประเภทสัตว์     สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

            แมลงตับเต่าหรือด้วงดิ่ง เป็นแมลงปีกแข็งขนาดใหญ่ ลำตัวยาวเป็นวงรีคล้ายรูปไข่ ส่วนท้องและปีกใหญ่ ร่างกายมีผิวเรียบ มีผนังลื่นเป็นมัน ลำตัวสีดำปนน้ำตาล บางชนิดมีลายสีเหลืองหม่น หรือค่อนไปทางเขียวแกมน้ำตาลอ่อน บริเวณปีกและลำตัวมีแถบสีเหลืองหม่นๆ พาดผ่าน หนวดยาวเป็นเส้นด้าย ขาคู่หลังยาวและแบนกว่าขาคูอื่นๆ มีขนเป็นแผงเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ วิธีการว่ายน้ำของแมลงตับเต่าจะใช้ขาหลังเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน เมื่ออยู่นิ่งมักเอาหัวดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำ ตัวเต็มวัยสามารถเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกได้มาก ทำให้สามารถดำน้ำได้เป็นเวลานาน สามารถอยู่บนบกได้ดี และสามารถบินได้ไกล ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกินสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ เป็นอาหาร รวมทั้งปลาขนาดเล็ก แมลงตับเต่าถือว่าเป็นแมลงที่มีประโยชน์เพราะช่วยทำลายแมลงประเภทอื่นๆ


แหล่งที่พบ

             แมลงตับเต่ามักอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำที่เป็นน้ำนิ่ง บางครั้งสามารถพบได้ในน้ำหลาก แต่พบไม่มากนัก เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง นาข้าว แม่น้ำลำธารทั่วๆ ไป ตอนกลางวันมักอาศัยอยู่แต่ในน้ำ แต่ในเวลากลางคืนจะบินมาเล่นแสงไฟ แมลงตับเต่าพบมากในช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนจะพบมากเป็นพิเศษ

ประโยชน์และความสำคัญ

             ก่อนนำแมลงตับเต่ามาปรุงเป็นอาหาร ชาวบ้านจะแกะหัวและเปลือกที่แข็งออก จากนั้นนำไปต้มกับน้ำธรรมดา 1 ครั้ง จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านได้ข้อสรุปว่าแมลงตับเต่าเป็นสัตว์ที่มีกลิ่นของ ปัสสาวะรุนแรง จำเป็นต้องต้มเพื่อขับกลิ่นฉุนออกก่อนนำไปปรุงเป็นอาหาร แมลงตับเต่าสามารถนำไปดัดแปลงเป็นน้ำพริก ป่น คั่ว หรือนำไปผัด แกง โดยเฉพาะใส่ในแกงหน่อไม้ ชาวบ้านบางคนที่ทนกลิ่นฉุนได้จะบริโภคดิบ โดยแกะเปลือกออกก่อนแล้วนำมาทำเมี่ยง


ลำแมงตับเต่า :cool:


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:58:44 am »



ด้วงน้ำ หรือแมงข้าวสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cybister limbatus   Fabricius
อันดับ         Coleoptera
ชื่อวงศ์        Dytistidae
ชื่อสามัญ  True water beetle และ Predaceous diving beetle
ชื่ออื่น  แมงข้าวสาร
ประเภทสัตว์   สัตว์น้ำ

ลักษณะทางกายภาพ

             แมลงขนาดเล็กลำตัวป้อมเท่าเม็ดข้าวสาร มีสีเทาสลับดำ  แมลงปีกแข็งขนาดเล็กอยู่ในน้ำจับได้โดยใช้สวิงช้อน ชอบบินมาเล่นแสงไฟเวลากลางคืน นำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่ว ทอด แกง หมก หรือตำเป็นน้ำพริก
แหล่งที่พบ

             ด้วงน้ำมักอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำที่เป็นน้ำนิ่ง บางครั้งสามารถพบได้ในน้ำหลาก แต่พบไม่มากนัก เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง นาข้าว แม่น้ำลำธารทั่วๆ ไป

ประโยชน์และความสำคัญ

            ชาวบ้านนิยมนำด้วงน้ำ  หรือแมงข้าวสารมาแกงใส่รวมกับแมลงกินไดที่อาศัยอยู่ในน้ำชนิดอื่นๆ

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal