You are here: INfo foR tHai--> คลังความรู้คู่คนไทยหมวดแนะนำเส้นทางทำมาหากินมุมอาหารการกิน (ผู้ดูแล: MetZelDer™, PR:som'o(ส้มโอ))รวมข้อมูลของแซบอีสาน บ้านเฮา( แมง...ต่างๆๆ )
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข้อมูลของแซบอีสาน บ้านเฮา( แมง...ต่างๆๆ )  (อ่าน 11080 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 01:59:29 am »





ตัวอ่อนแมลงปอบ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhyothemis sp.
อันดับ         ODONATA
ชื่อวงศ์        Libellulidae
ชื่อสามัญ  Dragonfly Nymphs
ชื่ออื่น  แมงหน้างำ , แมงละงำ
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก


ลักษณะทางกายภาพ


           ตัวอ่อนแมลงปอ

แหล่งที่พบ

           ตัวอ่อนของแมลงปอ   ชอบอาศัยอยู่ในน้ำใส และน้ำไหลช้า เช่น  สระ หนอง บึง

ประโยชน์และความสำคัญ

           นำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดเช่นเดียวกับตัวอ่อนแมลงปออื่นๆ  เช่น คั่ว ทอด หมก แกง  และที่นิยมมากคือ แกงใส่รวมกันกับลูกฮวก(ลูกอ๊อด)  และแมลงกินได้ในน้ำหลายๆ ชนิดรวมกัน

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:01:10 am »









ตั๊กแตนปาทังก้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ Patanga succincta Linnaeus
อันดับ         Orthoptera
ชื่อวงศ์        Acrididae
ชื่อสามัญ  Bombay locust
ชื่ออื่น             ตั๊กแตนก่า
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

            ตั๊กแตนอีสานมีลักษณะลำตัวเรียว หัวกลม ปากเป็นแบบปากกัด บริเวณส่วนบนของหัวมีแถบสีเหลืองและแถบสีน้ำตาลสลับกัน แถบสีเหลืองกลางหลังพาดยาวไปจนถึงปลายปีกคู่หน้า ที่ลำตัวมีแถบสีน้ำตาลพาดตามยาวเช่นกัน หนวดสั้นเป็นแบบเส้นด้าย บริเวณแก้มมีแถบสีดำพาดขากขอบตาด้านล่างยาวไปสุดส่วนล่างของแก้ม ปีกคู่หน้ามีจุดสีเหลืองอ่อนขนาดไม่เท่ากันกระจายอยู่ทั่วไปขาหลังมีลักษณะ เป็นหนาม ไม่มีอวัยวะสำหรับทำเสียง เป็นตั๊กแตนที่มีขนาดใหญ่ โดยมีความยาวประมาณ 64-7มิลลิเมตรแหล่งที่พบ

            ตั๊กแตนปาทังก้า  อาศัยเกาะตามกิ่งของต้นพืชหลายชนิด เช่น ต้นข้าว มะพร้าว และตามกอหญ้า กัดกินใบและยอดอ่อน ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำความเสียหายให้แก่พืชมาก

ประโยชน์และความสำคัญ


             ตั๊กแตน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิดที่นิยมมากที่สุด คือทอด มีกลิ่นและรสชาติหอมมัน บางครั้งได้มาน้อยก็สามารถนำมาจี่  คั่ว หรือใช้แทนเนื้อสัตว์ในการทำแกงและผัด  เช่น  ใส่แกงหน่อไม้


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:02:05 am »



ตั๊กแตนหนวดยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์
Euconocephalus incertus Walker
อันดับ   Orthoptera
ชื่อวงศ์   Tettigoniidae
ชื่อสามัญ  long horned grasshopper และ katydid
ชื่ออื่น             แมงมัน
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ 


             ลำตัวยาวสีเขียว  หนวดยาวกว่าลำตัว  ส่วนขามี  5  ปล้อง  มีอวัยวะวางไข่แบนยาว  รูปร่างคล้ายใบมีด
แหล่งที่พบ 

            พบได้ตามต้นไม้กอหญ้า  เนื่องจากเป็นแมลงที่กินพืชเป็นอาหาร

ประโยชน์และความสำคัญ
            ประกอบอาหารได้โดยนำมา คั่ว  จี่  หรือทอด



ตั๊กแตนหน้าแหลม



ชื่อวิทยาศาสตร์ Acrida  turrita
อันดับ            Orthoptera
ชื่อวงศ์           Acrididae
ชื่อสามัญ        Slant – faced  Grasshopper
ชื่ออื่น             ตั๊กแตนเขียว
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ 

           ลำตัวยาวสีเขียว  หัวลาดเอียง  หนวดแบนและสั้น  บริเวณโคนหนวดใหญ่และเรียวแหลมทางด้านปลาย  ปากแบบกักกิน  ปีกยาวและแคบ โดยปีกคู่แรกมีสีเขียวค่อนข้างเหนียว  ปีกคู่สองซ้อนทับอยู่ด้านในมีลักษณะโปร่งใส

แหล่งที่พบ 

           พบได้ตามต้นไม้กอหญ้า

ประโยชน์และความสำคัญ

          ประกอบอาหารได้โดยนำมา คั่ว นึ่ง หรือทอด

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:02:29 am »



ตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว)

   ชื่อวิทยาศาสตร์
Hieroglyphus banian (Fabricius)
อันดับ   Orthoptera
ชื่อวงศ์   Acrididae
ชื่อสามัญ  Larger Rice Grasshopper
ชื่ออื่น  ตั๊กแตนข้าว
ประเภทสัตว์             สัตว์ปีก


ลักษณะทางกายภาพ


          เป็นตั๊กแตนที่มีขนาดกลางยาว 3-5 เซนติเมตร มีสีน้ำตาลแก่  ลำตัวมีสีเขียวอ่อน  ตัวอ่อนมีสีต่าง ๆ กัน เช่น เขียวอ่อน เหลืองอ่อน น้ำตาลแดง และดำทั้งตัว  หน้ามีสีดำ ใต้ท้องมีสีดำตลอดตัว       ตัวเต็มวัยมีสีเดียวคือสีเหลืองปนเขียวหรือน้ำตาลปนเหลือง

แหล่งที่พบ

          ตั๊กแตนข้าวพบทั่ว ๆ ไปตามุท่งหญ้า  ทุ่งนา กินใบข้าว อ้อย และหญ้า

ประโยชน์และความสำคัญ

          ประกอบอาหารได้โดยนำมา คั่ว นึ่ง หรือทอด


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:02:51 am »



มดแดง (แม่เป้ง,ไข่มดแดง)

ชื่อภาษาไทย  มดแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Oecophylla smaragdina Fabricius
อันดับ         Hymenoptera
ชื่อวงศ์        Formicidae
ชื่อสามัญ  Red or yellow Ant
ชื่ออื่น            มดแดง , มดคัน
ประเภทสัตว์    สัตว์บก

ลักษณะทางกายภาพ 


            มดแดง เป็นอาหารที่ชาวบ้านนิยมบริโภค และนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต สามารถแบ่งระยะการเจริญเติบโตของมดแดงได้ดังนี้

            1. มดแดง หมายถึงตัวเต็มวัยของมดงาน เป็นมดตัวเมีย ไม่มีปีก ลำตัวสีแดง ขนาดลำตัวยาวประมาณ 9 – 11 มิลลิเมตร มีรูปร่างยาวเรียว เอวคอดกิ่ว ปากเป็นแบบปากกัด ไม่มีเหล็กไน มีหน้าที่สร้างรัง เลี้ยงตัวอ่อนและราชินีมด ป้องกันรัง และสร้างรัง โดยมดงานจะกระจายอยู่ตามใบไม้หลายใบที่ใกล้กัน หรือต่อตัวกันดึงใบไม้เข้าหากัน จากนั้นทำการเย็บรังด้วยการใช้เส้นใยที่ผลิตจากกรามของของตัวอ่อนมาม้วนขอบ ของใบไม้ โดยมดงานจะจับส่วนกรามของตัวอ่อนมาไปยังที่ต้องการเย็บรัง และจะซ่อมแซมรังโดยใช้กรามและขาของมันเย็บส่วนที่ชำรุดจากภายนอก หรืออาจซ่อมจากภายในได้โดยใช้เส้นใยที่ตัวอ่อนผลิตขึ้นเย็บส่วนที่ชำรุด

            2. มดนาง คือ ตัวเต็มวัยของราชินีมด เป็นมดตัวเมียที่มีปีก รูปร่างยาวเรียว เอวคอดกิ่ว ส่วนท้องค่อนข้างใหญ่ ปากเป็นแบบปากกัด ไม่มีเหล็กไน ตัวมีสีเขียว ปีกใส หลังจากผสมพันธุ์แล้วจะสลัดปีกทิ้งและสร้างรังใหม่ โดยลูกครอกแรกเติบโตมาเป็นมดงานทำการสร้างรังและสะสมอาหารต่อไป ขนาดลำตัวยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร

           3. มดตัวผู้  หมายถึง ตัวเต็มวัยของมดตัวผู้ มีปีก รูปร่างยาวเรียว เอวคอดกิ่ว ปากเป็นแบบปากกัด ไม่มีเหล็กใน ตัวมีสีแดงเข้ม ปีกใส หลังจากผสมพันธุ์แล้วไม่นานก็ตาย

           4.มดเป้งหรือแม่เป้ง หมายถึง ตัวอ่อนระยะตัวหนอนและดักแด้ของมดแดงที่จะเจริญเป็นราชินีมด มีขนาดใหญ่มาก ตัวมีสีชมพูอ่อน ตัวอ่อนไม่มีขา มีลักษณะคล้ายแคปซูลโผล่หัวขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนท้องด้วนกว่าส่วนหัว ระยะดักแด้มีขาและปีกไม่ติดกับลำตัว สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นอิสระ ส่วนหัวเจริญดี ขนาดลำตัวยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร

           5. ไข่มดแดง ที่จริงไม่ใช่ไข่ แต่เป็นตัวอ่อนระยะตัวหนอนและระยะดักแด้ของพวกมดงาน และมดตัวผู้ มีลักษณะเหมือนกับมดเป้งแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีขนาด 5 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ

             มด แดงทุกช่วงระยะของการเจริญเติบโต จะอยู่ในรังเดียวกัน โดยทำรังบนต้นไม้จากใบไม้หลายชนิด เช่น มะม่วง พุทรา ต้นกุง ต้นค้อ  เป็นต้น โดยห่อใบให้ติดกัน

ประโยชน์และความสำคัญ 

            มดงานและมดนาง นิยมนำไปเพิ่มความเปรี้ยวให้อาหาร เพราะมดแดงผลิตกรดฟอร์มิกในตัวเองได้ ไข่มดแดง และแม่เป้งนิยมนำมายำ พล่า ทอดกับไข่ แก่งใส่หน่อไม้ ห่อหมก ก้อย มดแดงทุกระยะของการเจริญเติบโตสามารถนำมาบริโภคดิบได้ โดยนำมาทำเมี่ยงมดแดง มดงานสามารถบริโภคดิบเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกายในขณะเกี่ยวข้าวหรือ ดำนา




มดแมลงมัน

   ชื่อวิทยาศาสตร์ Carebara castanea Smith
อันดับ         Hymenoptera
ชื่อวงศ์        Formicidae
ชื่อสามัญ  -
ชื่ออื่น             แมงมัน
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

            มดขนาดใหญ่ สีน้ำตาลแดง มีปีกตัวยาวประมาณ 1 นิ้ว อยู่ตามต้นข้าว ชอบบินมาเล่นแสงไฟ รับประทานได้เช่นเดียวกับแมลงเม่า

แหล่งที่พบ

            มดแมลงมันมักอาศัยอยู่ในดินที่แห้ง  ไม่ชื้นแฉะ  โดยขุดรูลงไปอยู่ใต้ดินที่อยู่สูงหรือเป็นเนิน

ประโยชน์และความสำคัญ

           มดแมลงมันนิยมนำมารับประทานโดยการคั่วใส่เกลือ


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:03:53 am »



มวนแมงป่องน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์
Laccotrephes rubber Linnaeus
อันดับ         Hemiptera
ชื่อวงศ์        Nepidae 
ชื่อสามัญ  Water Scorpion
ชื่ออื่น  แมงคันโซ่ , แมงกาบอ้อย
ประเภทสัตว์     สัตว์น้ำ

ลักษณะทางกายภาพ

             มวนแมงป่องน้ำมีรูปร่างคล้ายแมงป่อง  เป็นมวนที่มีขนาดกลางยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร     มีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ รูปร่างยาวแหลม มีหางยาว 1 คู่  ขาคู่หน้าอยู่ใกล้ปากใช้สำหรับจับเหยื่อ ขาคู่หลังใช้สำหรับเดิน  บริเวณส่วนหัว  มีขนาดใหญ่และสั้นกว่าขาคู่หลัง ส่วนท้องมีแพนหางยาว 2 อันซึ่งสามารถประกบกันเป็นท่อให้มวนแมงป่องน้ำ เก็บอากาศลงไปหายใจใต้น้ำได้ จัดว่าเป็นแมลงที่บิน ไม่เก่ง

แหล่งที่พบ


             มวนแมงป่องน้ำอาศัยอยู่ในน้ำ  ชอบอาศัยอยู่ตามหนองน้ำ สระ ลำคลอง ทั่วๆ ไป

ประโยชน์และความสำคัญ

             รับประทานได้โดยนำมา คั่ว ทอด นึ่ง ทำลาบ หรือตำเป็นน้ำพริก


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:04:19 am »



มวนแมงป่องน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์
Laccotrephes rubber Linnaeus
อันดับ         Hemiptera
ชื่อวงศ์        Nepidae 
ชื่อสามัญ  Water Scorpion
ชื่ออื่น  แมงคันโซ่ , แมงกาบอ้อย
ประเภทสัตว์     สัตว์น้ำ

ลักษณะทางกายภาพ

             มวนแมงป่องน้ำมีรูปร่างคล้ายแมงป่อง  เป็นมวนที่มีขนาดกลางยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร     มีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ รูปร่างยาวแหลม มีหางยาว 1 คู่  ขาคู่หน้าอยู่ใกล้ปากใช้สำหรับจับเหยื่อ ขาคู่หลังใช้สำหรับเดิน  บริเวณส่วนหัว  มีขนาดใหญ่และสั้นกว่าขาคู่หลัง ส่วนท้องมีแพนหางยาว 2 อันซึ่งสามารถประกบกันเป็นท่อให้มวนแมงป่องน้ำ เก็บอากาศลงไปหายใจใต้น้ำได้ จัดว่าเป็นแมลงที่บิน ไม่เก่ง

แหล่งที่พบ


             มวนแมงป่องน้ำอาศัยอยู่ในน้ำ  ชอบอาศัยอยู่ตามหนองน้ำ สระ ลำคลอง ทั่วๆ ไป

ประโยชน์และความสำคัญ

             รับประทานได้โดยนำมา คั่ว ทอด นึ่ง ทำลาบ หรือตำเป็นน้ำพริก


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:05:58 am »



แมลงดานา

                      ธรรมชาติของ มันแล้วน่าจะเรียกว่า "แมลงดา" จะถูกต้องกว่าเพราะมันมีขาแค่ 6 ขา ไม่ใช่ 8 ขาซึ่งเรียกว่า "แมง" ตามจำแนกวิธีเรียกของสัตว์เล็กๆจำพวกนี้ แต่น้อยคนที่จะเรียกกันว่า แมลงดานา ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า "แมงดา" กันโดยปริยายก็แล้วกัน

                  แมงดานาจัดเป็นสัตว์จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ฝรั่งจึงเรียกแมงดานาว่า "มวนน้ำยักษ์" ลักษณะทั่วไปของสัตว์ชนิดนี้ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ ตานูนแข็งขนาดใหญ่ 1 คู่ มีขาคู่แรกเป็นอวัยวะจับอาหาร ส่วนขาคู่ที่ 2 และ 3 เป็นขาว่ายน้ำ โดยเฉพาะขาคู่หลังสุดจะมีลักษณะคล้ายใบพาย ทั้งนี้เนื่องจากแมงดานาเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก อวัยวะส่วนนี้จึงมีความจำเป็นมากในการดำรงชีพ สำหรับในบ้านเราเท่าที่เคยมีการจำแนกชนิดของแมงดานานั้น บอกต่อๆกันว่ามีอยู่ 3 ชนิด คือ แมงดาหม้อ แมงดาเหลืองหรือแมงดาทอง และแมงดาลาย โดยจำแนกกันตามลักษณะภายนอก โดยแมงดาพันธุ์หม้อนี้จัดเป็นแมงดาพันธุ์ไข่ดก ขอบปีกมีลายเหลืองทองยาวไม่ถึงหาง ส่วนพันธุ์เหลืองหรือพันธุ์ทองนั้นจะออกสีเหลืองทองทั้งตัวและนับว่าหายาก ที่สุด สำหรับพันธุ์ลายนั้นขอบปีกจะออกลายสีเหลืองทองคล้ายกับพันธุ์หม้อ แต่ขอบปีกจะยาวจนถึงหาง และในตลาดที่เราเห็นกันบ่อยๆโดยเฉพาะะช่วงหน้าฝนนี้จะเป็นแมงดาพันธุ์ลาย เสียส่วนมาก

                       ส่วนสำคัญที่ขายได้ของแมงดานาจะอยู่ที่หางยาวแหลมคล้ายเดือย ส่วนนี้จะมีต่อมกลิ่นหอมฉุน และจะมีแต่เฉพาะตัวผู้เท่านั้น และแม้ว่าแมงดานาทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีขนาดใกล้เคียงกันคือ ลักษณะลำตัวยาวรีเหมือนใบไม้ออกโทนสีน้ำตาล ยาวประมาณ 2-4 นิ้ว แต่ข้อสังเกตง่ายๆคือ ตัวผู้ลำตัวจะกลมป้อม และเล็กกว่าตัวเมียนิดหน่อย ส่วยตัวเมียลำตัวจะออกแบนๆ ส่วนท้องใหญ่ กว้างและที่สังเกตคือมักจะไม่มี่เดือยหาง แม้ว่าบางครั้งเราหยิบขึ้นมาดมดูจะพบว่ามีกลิ่นฉุนๆก็ตาม นั้นแสดงว่าแม่ค้าเขาเหยาะกลิ่นแมงดานาเข้าไปแล้ว เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่าราคาแมงดาตัวผู้จะแพงกว่าแมงดาตัวเมีย

รูปร่างลักษณะ

ไข่

     เป็นกลุ่มวางเรียงเป็นแถวตามต้นข้าวหรือต้นหญ้า หรือตามกิ่งไม้ขนาดเล็กในน้ำ ไข่มีสีน้ำตาลอ่อน มีลายเป็นขีดสีน้ำตาล ด้านบนมีจุด ระยะไข่ 7-8 วัน

ตัวอ่อน

     เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน ด้านบนของไข่จะเปิดออกเรียกกันว่าเปิดฝาชีหรือหมวก ตัวอ่อนจะอยู่ในท่าหงายท้องแล้วกระโดดลงในน้ำ ระยะแรกๆลำตัวนิ่ม สีเหลืองอ่อน ต่อมาเป็นสีเขียวปนเหลือง เมื่อโตขึ้นสีเหลืองปนน้ำตาล
ตัวเต็มวัย

     เป็นมวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวกว้าง 2-2.5 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้ ปากแบบเจาะดูด ขาคู่หน้าแบบจับเหยื่อ ขาคู่ที่ 2 และ3 ใช้ว่ายน้ำ ตัวผู้มีกลิ่นฉุนและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร

ฤดูและการผสมพันธุ์

                     ฤดูที่แมงดาจะออกแพร่พันธุ์ จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม หรือเข้าหน้าฝนได้ประมาณสองอาทิตย์ และจะหยุดก่อนปลายฝนประมาณสองอาทิตย์ ในฤดูนี้บางแห่งจะมีน้ำขังอยู่มากบ้างน้อยบ้าง แมงดาในขณะที่บินมาจากไหนก็ตาม เมื่อตกลงยังพื้น โดยเจตนาของมันหรือโดยการกระทบกับสิ่งที่ทำให้มันเสียหลัก มันจะหาที่พักได้ง่ายเพราะทุกแห่งมีน้ำ แมงดาอาจพักซ่อนตัวในเวลากลางวันตามแอ่งน้ำเล็กๆ หรือในรอยเท้าสัตว์ เช่น วัว ควาย ซึ่งมีน้ำปนอยู่กับโคลนเล็กน้อย เมื่อถึงเวลากลางคืนแมงดาจะบินต่อไปอีก ฉะนั้นในบางโอกาสที่เราจับแมงดาได้ ปีกของมันจะยังเปื้อนโคลนอยู่ก็มี การที่แมงดาต้องอาศัยน้ำอยู่ตลอดเวลาก็เนื่องจากมันเป็นแมงชนิดสะเทินน้ำ สะเทินบก (Amphibian) แมงดาตัวเมียเมื่อได้กลิ่นตัวผู้ ณ ที่ใดก็จะบินมาตกบริเวณนั้น แสงสว่างเป็นเครื่องชักจูงให้แมงดาบินมาเวียนวนในแถบนั้นเช่นเดียวกับแมลง ทุกชนิดที่เคลื่อนไหวในเวลากลางคืน แหล่งที่แมงดาชอบลงเพื่อทำการขยายพันธุ์คือที่ระดับน้ำไม่เปลี่ยนแปลงเร็ว และมีอาหารพอที่ลูกแมงดาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ แหล่งเหล่านั้นคือท้องนาและริมๆขอบบึงที่น้ำตื้น และในการผสมพันธุ์ตัวผู้จะปล่อยกลิ่นฉุนเรียกตัวเมีย แล้วเกาะบนหลังตัวเมีย ผสมพันธุ์ตามกอหญ้า กอข้าว

การวางไข่และการเจริญเติบโต

                    การวางไข่ของแมงดานา แมงดานาไม่ชอบวางไข่ที่ไม้แข็ง เช่น ไม้เต็งรัง แต่จะวางที่ไม้สน หรือใบหญ้า ใบกก หรือต้นไม้ขนาดเล็ก สูงจากระดับน้ำประมาณ 10 นิ้วหรือ 1 ฟุตแล้วแต่ว่ามันจะรู้สึกว่าน้ำจะมามากหรือน้อย โดยตัวเมียจะปล่อยวุ้นออกมายึดไข่กับกิ่งไม้หรือกอหญ้า วางไข่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีประมาณ 100-200 ฟองทั้งนี้แล้วแต่ความสมบูรณ์ของแมลง แมงดาที่ชอบที่เงียบๆไม่มีสิ่งรบกวนสำหรับการวางไข่ ไข่ที่วางไว้กับไม้หรือต้นไม้ ต้นข้าว จะมีวัตถุคล้ายวุ้นทำหน้าที่เป็นกาวยึดไข่ไว้อย่างมั่นคง ไข่ที่วางไว้ใหม่ๆจะมีสีนวลน้อยๆ มีลายริ้วสีน้ำตาลประกอบ แล้วจะค่อยๆคล้ำไปเล็กน้อย ไข่สีคล้ำเรียกว่าไข่แก่ เมื่อวางไข่แล้วตัวผู้จะคอยดูแลไข่ จนกว่าตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่และหากินเองได้ เพราะบางครั้งตัวเมียถ้าได้โอกาสก็จะกินไข่ของมันเอง
     ภายหลังห้าวันที่ได้มีการวางไข่ ลูกแมงดาอ่อนๆ จะเกิดเป็นตัวอยู่ในไข่ ภายหลัง 6-7 วันไข่จะฟักออกเป็นตัวโดยไข่จะเปิดฝาขอองมันคล้ายฝาชี แต่ไม่หลุดออกจากกัน ไข่เปิดฝาแบบนี้เรียกว่าเปิดแบบ opercular ลูกแมงดาจะค่อยๆโผล่จากไข่ โดยการแบ่งตัวออกมาในท่าหงายท้องแล้วร่วงลงในน้ำ ลูกแมงดาจะอยู่นิ่งพักบนผิวน้ำครู่หนึ่งแล้วจึงดำลงใต้น้ำ ลูกแมงดาเกิดใหม่ๆตัวของมันเป็นสีนวล ไม่มีปีก สีของมันจะค่อยๆเข้มขึ้นภายในระยะเวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ครั้นแล้วจะเริ่มกินเหยื่ออย่างกระหายหิว (ลูกแมงดาเรียกกว่า nymphs) ซึ่งลูกอ๊อดเป็นเหยื่อที่ลูกแมงดาชอบมาก ในขณะที่ลูกอ๊อดผ่านมาในระยะอันสมควร ลูกแมงดาที่เกาะนิ่งอยู่ จะพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเข้าเกาะที่ปลายหางลูกอ๊อด แล้วไต่อย่างรวดเร็วเข้าสู่โคนหาง ลูกแมงดาจะช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณครึ่งชั่วโมงภายหลังการออกจากไข่ ระยะนี้เป็นระยะสำคัญในการเลี้ยงลูกแมงดา ต้องระวังเรื่องขาดแคลนอาหารหรือจัดที่เลี้ยงแคบเกินไป ถ้าขาดความระมัดระะมังในเรื่องนี้ลูกแมงดาจะกินกันเองจนกระทั่งครอกหนึ่งจะ เหลือตัวเก่งอยู่สองสามตัวหรืออาจเหลือเพียงตัวเดียวก็ได้ แมงดาที่เสียเปรียบในการรักษาตัวรอดคือตัวที่ทำอาการเคลื่อนไหวซึ่งพี่น้อง ของมันจะจับกินเป็นเหยื่อ การหายใจของลูกแมงดาทำโดยวิธีจับอากาศจากผิวน้ำไว้ใต้ท้องหรือใช้ท่อที่อยู่ เกือบสุดปลายตัวของมันจ่ออยู่ที่ผิวน้ำ นอกจากท่อ 2 ท่ออยู่เกือบสุดปลายของลูกแมงดา ยังมีท่อที่ขอบตัวของมันทุกๆปล้อง

                   ท่อเหล่านี้เรียกว่า tracheae ลูกแมงดาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเมื่อออกซิเจนซึมเข้าตัวของมันหมด มันจะโผขึ้นสู่ผิวน้ำและทำอาการพลิกหงายท้องเพื่อจับอากาศใหม่เพื่อหายใจ แล้วดำลงซ่อนตัวเหมือนเดิม

                       การเจริญเติบโตของแมงดาเป็นไปโดยการลอกคราบ (molting) แมงดาจะลอกคราบรวมทั้งหมดห้าครั้ง จึงจะเป็นแมลงมีปีกโดยสมบูรณ์ แมงดาที่ลอกคราบในครั้งที่สี่ที่ห้า จะไม่สามารถกินเหยื่อได้ในวันแรกๆเพราะตัวของมันยังอ่อนนิ่มอยู่ ปากของมันยังไม่แข็งพอที่จะเจาะเหยื่อ ขาของมันก็ยังไม่แข็งพอที่จะกอดรัดเหยื่อไว้ให้มั่นคงได้ มันจะอาศัยเพียงอากาศหายใจ ท่อหายใจตามขอบตัวมันยังเป็น nymphs จะปิดหมด และใช้อวัยวะที่มีอยู่สุดปลายตัวต่อจากท่อถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์เป็น เครื่องหายใจ

วงจรชีวิตของแมงดานา Lethocerus indicus Lep.Serv.
                 ระยะ                                               อายุ (วัน)
                  ไข่                                                  7-8
            ตัวอ่อน
                   วัย 1                                              3-5
                   วัย 2                                              5-7
                   วัย 3                                              7-9
                   วัย 4                                             11-13
                   วัย 5 เพศผู้                                      21
                          เพศเมีย                                    32

วิธีการจับเหยื่อ

     แมงดามีความว่องไวในการจับเหยื่อ ช่วงแรกมันจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวปล่อยให้เหยื่อ เช่นลูกปลา ลูกกุ้ง ว่ายน้ำผ่านไป เมื่อเข้ามาระยะพอเหมาะแมงดาจะพุ่งตัวเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ขาคู่หน้าจับเหยื่อไว้และใช้ปากเจาะ แล้วปล่อยสารพิษเข้าไปในผิวหนังของเหยื่อ ดูดของเหลวจากตัวเหยื่อ


สถานที่และการเลี้ยงแมงดานา

                  สถานที่ที่เหมาะสมในการทำบ่อเพาะเลี้ยงแมงดานา ควรเป็นที่โล่งเเจ้งใกล้แหล่งน้ำแต่น้ำท่วมไม่ถึง และต้องไม่พลุกพล่านซึ่งบ่อเลี้ยงแมงดาไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก และขนาดของบ่อที่นิยมคือให้มีความยาวเป็นบวกหนึ่งของด้านกว้าง และขนาดที่เหมาะสมที่สุดควรมีพื้นที่บ่อประมาณ 20 ตารางเมตร โดยด้านข้างทั้งสี่ด้านควรลาดเททำมุม 45 องศา และตรงกลางบ่อทำเป็นหลุมลึกสักจุดหนึ่งเพื่อใช้รวบรวมของเสียและง่ายต่อการ กำจัด และที่ขาดไม่ได้คือชานบ่อโดยรอบให้กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนนี้ไม่ต้องเทซีเมนต์แต่ปล่อยทิ้งไว้เป็นดิน เพื่อที่เราจะปลูกต้นไม้ใช้เป็นที่พักอาศัยของแมงดา อาจปลูกต้นกก ผักบุ้งหรือเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนี้บ่อเลี้ยงต้องขึงตาข่ายตาไม่ใหญ่กว่า 1 ซม. ป้องกันไม่ให้แมงดาบินหนี หรือมีนก หนูเข้าไปลักกินแมงดานา ส่วนหลังคาต้องกันแดดกันฝนได้ดี

                    หลังจากทำบ่อและบ่มจนน้ำหมดกลิ่นปูนเรียบร้อยแล้วก็จัดการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ แมงดานาลงไปได้เลย โดยน้ำที่ใส่ต้องเป็นน้ำสะอาดจากน้ำคลองที่สูบขึ้นมาพักจนตกตะกอนดีแล้วจะดี ที่สุด ใส่น้ำให้ได้ระดับความลึกประมาณ 70-80 ซม.แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตรา 50 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร สัดส่วนของตัวผู้กับตัวเมีย 1 ต่อ 1 ดีที่สุด แต่สัดส่วน 1 ต่อ 5 ก็ได้ผลดีพอสมควร การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์แมงดานาช่วงที่ดีที่สุด ควรเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม เนื่องจากเป็นแมงดาวัยรุ่นยังไม่มีไข่ ( เขาว่าแมงดานาที่มีไข่ติดท้อง หากตกใจจะกลั้นไข่จนตายในที่สุด) แต่เราสามารถแยกเพศได้แล้ว โดยดูที่อวัยวะสืบพันธุ์ ตรงก้นที่เห็นเป็นระยางค์แฉกๆลองแง้มดูภายในหากเห็นเป็นอวัยวะคล้ายเม็ดข้าว สารแแสดงว่าเป็นตัวเมียแน่นอน ขั้นตอนการเตรียมบ่อเพื่อให้แมงดานาผสมพันธุ์เริ่มจากลดระดับน้ำลงจากเดิม ประมาณครึ่งหนึ่ง พร้อมกับจัดการเก็บไม้น้ำ โพรงไม้ ขอนไม้ หรืออะไรที่ลอยน้ำเป็นที่ยึดเกาะของแมงดานาออกจากบ่อให้หมดโดยนำไม่ไผ่หรือ กิ่งไม้แห้งๆใส่ลงไปแแทนที่ทิ้งไว้แบบนี้ 3-4 วัน ก่อนเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่ในระดับเดิมคือ ประมาณ 80 ซม.หรือเกือบเต็มบ่อก็ได้ จากนั้นเก็บกิ่งไม้ไผ่ กิ่งไม้ออก ใส่ลูกบวบลงไปแทน โดยลูกบวบนี้ทำจากท่อนกล้วยยาวท่อนละ 1 เมตร ที่ถ่วงน้ำหนักให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อนกล้วยจมน้ำด้านนี้เสมอ ส่วนด้านบนที่ไม่จมน้ำ ปักด้วยซี่ไม้ไผ่หรือไม้เสียบลูกชิ้นยาวคืบกว่าๆเป็นแถว กะว่าแต่ละอันห่างกันประมาณ 10 ซม. แมงดานาจะขึ้นมาวางไข่ตามไม้ที่ปักไว้นี้ หลังจากนี้ประมาณ 3-4 วันไปแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าแมงดานาวางไข่แล้วเต็มที่ก็ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยง ในบ่ออื่นให้หมด นอกจากนี้แล้วแมงดานาตัวเมียจะวางไข่ได้อีก 2-3 ครั้ง ในแต่ละช่วงปีห่างกันครั้งละประมาณ 1 เดือน ดังนั้นหากต้องการมีแมงดานาขายอย่างต่อเนื่องแล้วอาจจะต้องลงทุนทำบ่อไว้ หลายบ่อโดยวิธีเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หลังจากวางไข่ผสมพันธุ์แล้วจะดีกว่า เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้จะเร่งให้มันผสมพันธุ์วางไข่เร็ว ขึ้น โดยพ่อแม่พันธุ์แต่ละรุ่น มักนิยมใช้กันแค่ปีเดียวคือวางไข่ได้ 2-3 ครั้งก็จับขายแล้วคัดเอาบรรดาลูกๆรุ่นใหม่เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

                 หรือการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งก็คือโดยการมัดกลุ่มไข่หรือเสียบกับลวดเพื่อวาง ยืนในกล่อง ใส่น้ำและวางกล่องในถาดหล่อน้ำ กันมด ไข่ที่ใกล้ฟักจะมีสีเข้มชัดเจน พองผิวเต่งตึง แมงดามักจะออกจากไข่ช่วงเช้าและเย็น เมื่อฟักออกจากไข่จะหงายท้องและดีดตัวร่วงลงน้ำ ตัวอ่อนที่ฟักออกจากตัวใหม่ๆจะสีเหลืองอ่อน ด้านในลำตัวสีเขียว ตาสีดำ ต่อมาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง สีจะคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา แยกตัวอ่อนวัย 1 ใส่เลี้ยงถ้วยละ 1 ตัว โดยใช้ขวดน้ำขนาดความจุ 950 มิลลิเมตร ตัดเอาก้นขวดสูง 3 นิ้ว เป็นถ้วยเลี้ยง เจาะรูก้นถ้วยเพื่อความสะดวกในการถ่ายน้ำเสีย วางถ้วยในถาดพลาสติกใส่น้ำลงไปประมาณ 0.5 นิ้ว ให้ลูกปลาเป็นอาหารถ้วยละ 1 ตัว

     การให้อาหารตอนเช้าก่อน 08.00 น. วันละ 1 ครั้ง และช่วงเย็น (16.00น.) เอาเศษลูกปลาตายออก ล้างทำความสะอาดถ้วยเลี้ยง เปลี่ยนน้ำ เมื่อตัวอ่อนลอกคราบเข้าวัย 3 ย้ายเข้ากรงคู่ทำด้วยตาข่ายพลาสติกสีดำ ( มีจำนวนรู 35 รู ต่อ 1 ตารางนิ้ว ) ลักษณะรูปทรงกระบอกยาว 18.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร ปิดส่วนท้ายกรงแต่ละคู่ด้วยแผ่นตาข่ายขนาด (กว้าง x ยาว) 9 x19 เซนติเมตร วางกรงในแนวนอนลงในถาดหรือกะละมังที่มีน้ำประมาณ 2 นิ้ว ด้านบนของกรงกรีดตาข่ายออกสามด้าน ขนาด (กว้าง x ยาว) 5 x 6 เซนติเมตร แล้วใช้ลวดยึดไว้เพื่อเป็นช่องประตูเปิดปิด ใส่ปลาและเอาแมงดาเข้าออก เมื่อลอกคราบเข้าวัย 4 ย้ายเข้ากรงทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด ( กว้าง x ยาว x สูง) 10 x 15 x 10 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเดิมและเอากล่องลงบ่อดินขนาด ( กว้าง x ยาว) 3.5 x 7 เมตร ลึก 1 เมตรปูพื้นด้วยพลาสติก มีผักตบและกอบัว ใช้โฟมติดด้านข้างกรงเป็นทุ่นให้กรงลอยน้ำได้ ในกรงใส่ผักตบชวาให้แมงดาเกาะ เพื่อความสะดวกในการจัดการเอากรงขึ้นลงจากบ่อ จัดวางเป็นแถวและเอาลวดเสียบหัวและท้ายกรงในแนวยาวเหมือนไม้เสียบลูกชิ้น หรือบาร์บีคิว เลี้ยงจนเป็นตัวเต็มวัย

วิธีการจับ

1. ใช้มือจับ

2. ใช้สวิงจับหรือช้อนตามไม้น้ำ

3. ใช้แสงไฟล่อ ติดตั้งหลอดแบล็กไลต์บนเสาไม้ไผ่สูงๆ ใช้ตาข่ายขึง กั้นให้สูงแมงดาจะมาเล่นไฟ

4. ปัจจุบันมีเครื่องมือจับแมงดานาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นของจ่าสาย ศรีสมุทร สภอ.นาแก จังหวัดนครพนม โดยการใช้สังกะสีแผ่นเรียบมาตัดต่อบัดกรีให้เรียบร้อยเป็นกรวยปากกว้าง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เมตร ความสูงของกรวย 1 เมตร และด้านล่างทำเป็นท่อกลวงขนาดกระป๋องนม ยาวประมาณ 30 ซม. การติดตั้งเครื่องมือให้เลือกสถานที่ใกล้แหล่งน้ำ โดยตั้งเสาสูงประมาณ 6 เมตรติดหลอดแบล็กไลต์ไว้ล่อแมงดา ด้านล่างติดตั้งกรวยสังกะสีหงายปากกรวยขึ้น มีไฟนีออนสีฟ้าล่อไว้อีกดวงหนึ่งที่ปากกรวยนั้น ส่วนด้านล่างสุดใช้ถุงปุ๋ยที่ไม่ขาดทะลุสวมเข้าที่ท่อกลวงด้านล่างผูกติดให้ แน่น ซึ่งแสงจากหลอดแบล็กไลต์จะล่อแมงดาให้มาที่นี่ ส่วนแสงสีฟ้าจากหลอดนีออนเมื่อสะท้อนจากปากกรวยสังกะสีจะดูคล้ายๆกับแหล่ง น้ำขนาดเล็ก ดึงดูดใจให้แมงดาบินลงกรวยในที่สุด ซึ่งการจับด้วยวิธีนี้สะดวก เพราะเราไม่ต้องนั่งเฝ้า รอไว้ดูตอนเช้าเลยทีเดียว


                แมลงดานามีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ โดยอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เป็นน้ำนิ่ง เช่น  น้ำตามนาข้าว  หนอง  บึง เป็นต้น ออกหาอาหารในตอนกลางวัน ในตอนกลางคืนเมื่ออากาศเย็นลง ในน้ำมีออกซิเจนอยู่น้อย ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ แมลงดานาจึงบินออกจากแหล่งน้ำ บินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ที่อาศัยอยู่ เมื่อใกล้สว่างจึงอาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวน้ำที่เรียกว่า "ยูวี" เป็นตัวนำทางในการบินกลับแหล่งน้ำ

การนำมาปรุงอาหาร

             1. ไข่แมงดานา นำมาย่างไฟหรือกินสดๆ

              2. ตัวเต็มวัย ตัวเมียชุบแป้งทอด ทำแกงคั่วแมงดานา ตัวผู้มีกลิ่นหอมทำให้เพิ่มรสชาติอาหาร นำมาทำน้ำพริกแมงดา แจ่วแมงดานา น้ำพริกปลาร้า น้ำปลาแมงดา หรือดองแช่น้ำปลาไว้ขายราคาแพง (ตุลาคม-มีนาคม)

              3. แมลงดานาตัวผู้ที่มีกลิ่นฉุน ชาวบ้านนิยมนำไปตำเป็นน้ำพริก น้ำแจ่ว ป่น ส่วนตัวเมียสามารถนำไปปรุงอาหารดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นฉุนน้อยกว่า หากหาแมลงดานาตัวเมียได้มาก ก็จะนำไปจี่ ก้อย ดอง (ใช้ได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย)


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:06:42 am »



. แมลงดาสวน ตัวผู้มีไข่ติดอยู่บนหลัง

   ชื่อภาษาไทย แมลงดาสวน
ชื่อท้องถิ่น แมงหลังไข่ , แมงอองหลัง
ชื่อวิทยาศาสตร์
Diplonychus sp.
อันดับ         Hemiptera
ชื่อวงศ์        Belostomatidae
ชื่อสามัญ

ลักษณะทางกายภาพ

           แมลงดาสวนเป็นพวกมวนที่มีขนาดเล็ก  มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับแมลงดานา  แต่มีขนาดเล็กกว่าค่อนข้างมาก  มีลำตัวเป็นรูปไข่ ด้านท้องและทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาสีดำ ปีกสีเกือบดำยกเว้นบริเวณขอบบางส่วนของปีกมีสีน้ำตาลอ่อน ขาคู่หน้าเป็นแบบขาว่ายน้ำ และมีขนอ่อนสีน้ำตาลคลุมตลอดทั้งขา ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของศีรษะ ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลม ส่วนท้ายของท้องมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่ารยางค์ ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจน แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ  ตัวเมียเมื่อตั้งท้อง  จะทิ้งไข่ไว้บนหลังของตัวผู้  เพื่อรอการเจริญเติบโตต่อไป
แหล่งที่พบ


            แมลงดาสวนมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำเช่นเดียวกับแมลงดานา โดยอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เป็นน้ำนิ่ง เช่น  น้ำตามนาข้าว  หนอง  บึง เป็นต้น

ประโยชน์และความสำคัญ


           แมลงดานาตัวผู้ที่มีกลิ่นฉุน ชาวบ้านนิยมนำไปตำเป็นน้ำพริก น้ำแจ่ว ป่น ส่วนตัวเมียสามารถนำไปปรุงอาหารดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นฉุนน้อยกว่า หากหาแมลงดานาตัวเมียได้มาก ก็จะนำไปจี่ ก้อย ดอง (ใช้ได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย)


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:07:31 am »



แมลงทับ

ชื่อวิทยาศาสตร์  Sterocera acquisignata   Saunders
อันดับ         Coleoptera
ชื่อวงศ์        Buprestidae
ชื่อสามัญ  Metalic Wood Boring Beetle
ชื่ออื่น               แมงคับ
ประเภทสัตว์       สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

            แมลงทับมีลำตัวเหลือบเป็นมัน  มีสีเขียวน้ำเงินสวยเป็นเงางาม  โดยเฉพาะที่ด้านล่างของลำตัวปล้องที่ 2  และปล้องแรกไม่แยกจากกันเด่นชัดนัก  ตัวมันแข็งมาก  มักพบทั่วไปในขณะที่มีแสงแดดดี  ตกใจง่าย  บินเร็ว

                 แมลงทับไทยที่มีอยู่ 2 พันธุ์ ทั้งพันธุ์ขาเขียวที่มีอยู่มากในภาคกลาง และพันธุ์ขาแดงที่มีมากที่สุดตามป่าเขาในภาคอีสาน ทั้งในเขตเมืองและป่าดงดิบกำลังอยู่ในอันตรายจำนวนลดฮวบอย่างน่ากลัว กลายเป็น สิ่งหาดูได้ยาก เกิดจากพืชอาหารของมันที่มีใบต้นพันชาด ต้นเต็ง ต้นพะยอม ต้นตะแบก ต้นคางคกหรือกางขี้มอด ต้นรัง ต้นแดง ต้นประดู่ ต้นกระบก ต้นมะขามป้อม ต้นมะค่าแต้ และต้นคูนลดจำนวนลงมาก อีกเหตุผลหนึ่งเกิดจากคนจำนวนมากหลงใหลในรสชาติของมัน พากันจับเอาไปกิน ใช้วิธีเอาท่อนไม้ใหญ่ๆฟาดลงไปกลางลำต้นพืชอาหารที่มันเกาะอาศัยอยู่ ก่อให้เกิดการสั่นเขย่าอย่างแรงให้มันร่วงลงมาแล้วจับเอาไปกินในรูปการต่างๆ ตั้งแต่เด็ดปีกเสียบไม้ย่างกิน เอาไปผัดน้ำมันกินหรือเอาไปคั่วกิน ส่วนปีกของมันที่เด็ดออกเอาไปประดับฝาบ้านหรือไม่ก็เอาไปประดับกระติบข้าว

แมลงปีกแข็งที่มีปีกสีเขียวแวววาว

หนวดสั้นมีรูปร่างหยักคล้ายฟันเลื่อย

              แมลง ทับอยู่ตามป่าเขาดงไม้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย ไม่มีภูมิภาคใดที่มันอยู่ไม่ได้สีสันอันงดงามของมันนั้นอยู่ยั้งยืนยงคง ทนอยู่กว่า 50 ปีจึงจะสลายไป ชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ครึ่งอ่อนที่ชอบมากได้แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง มันกินจุมากโดยเฉพาะในช่วงที่แดดจัด แม่แมลงทับจะวางไข่ ไว้ตามโคนต้นไผ่เพ็กหรือไผ่โจดแล้วผละจากไป น่าสังเกตว่าถ้าไม่มีไผ่สองชนิดนี้แถวนั้นจะไม่พบแมลงทับเลย




กางปีกแข็งก่อนที่จะบิน
ปีกแข็งกลางเต็มที่ ปีกอ่อนซ่อนอยู่ใต้ปีกแข็ง

                วงจร ชีวิตของมันมีแค่ปีเดียว โดยอยู่ใต้ดินนานถึง 11 เดือนตั้งแต่เป็นไข่ เป็นตัวหนอน เป็นดักแด้แล้วจึงโตเต็มวัยกลายเป็นแมลงทับตัวผู้ หรือตัวเมียโบยบินไปในอากาศแล้วอยู่ตามต้นไม้ อาหาร เมื่อออกจากไข่มันกินคอรากส่วนใต้ดินของไผ่เพ็กนั่นเองเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่กลับมีชีวิตอย่างสำเริงสำราญเป็นอิสระเสรีได้สั้นมาก อยู่ได้แค่ไม่เกิน 4 สัปดาห์เท่านั้นมันก็ตาย ดีหน่อยก่อนที่มันจะตายมันจะจับคู่สมสู่กันอย่างหนำใจ แล้วตัวผู้ก็ตายไป ส่วนตัวเมียตั้งท้องแล้วไข่ แล้วก็ตายตามไป.
แหล่งที่พบ

           ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในดิน ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ตามใบไม้ของไม้ต้นและไม้พุ่ม เช่น ต้นมะค่า ต้นเต็ง ต้นมะขาม บางชนิดชอบอยู่ในต้นไม้ตายที่ล้ม และจะเปลี่ยนต้นเรื่อย ๆ ไม่อยู่ประจำต้นเดียว ตัวเมียวางไข่ในรอยแตกของเปลือกไม้  ตัวไม่เต็มวัยชอบเจาะใต้เปลือกไม้เข้าไปในเนื้อไม้เป็นรอยคาดรอบกิ่งไม้  ต้นไม้ถูกทำลาย  อาจเป็นต้นไม้ถูกตัดแล้วใหม่ๆ หรือล้มลงเอง  อาจพบบ้างที่ทำความเสียหายแก่ลำต้น  กิ่งของไม้ผล


ประโยชน์และความสำคัญ

         นำไปเผาไฟ คั่ว ทอดหรือยัดไส้หมู สับและนึ่ง โดยเด็ดปีก หัว และขาออก


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:09:03 am »



แมลงนูน (กินูนแดง)

ชื่อวิทยาศาสตร์  Holotrichia sp.
อันดับ         Coleoptera
ชื่อวงศ์        Scarabaeidae
ชื่อสามัญ  Scarab beetle
ชื่ออื่น  แมงอินูน  แมงขนูน
ประเภทสัตว์         สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

          แมลงกินูนมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแตกต่างกันไปตามสีของลำตัว แมลงกินูนหม่นเป็นแมลงปีกแข็งขนาดกลาง รูปร่างป้อม หนวดเป็นรูปใบไม้ มีขนปกคลุมเล็กน้อย ส่วนหัว อก ขา มีสีน้ำตาลเข้มคล้ายสีช็อคโกแลต ส่วนปีกมีสีน้ำตาลอ่อนกว่า และไม่ค่อยเป็นมัน ปีกคลุมส่วนท้องแต่ไม่ปกคลุมไปถึงท้องปล้องสุดท้าย อกปล้องที่ 2 มีขนยาวปกคลุมเห็นได้ชัดเจน ขนาดลำตัวยาวประมาณ 22-25 มิลลิเมตร

แหล่งที่พบ

          แมลงกินูนชอบอาศัยอยู่ในดินตามรากของต้นไม้โดยขุดรูทำเป็นที่อาศัย ลักษณะของรูกินูนมีขุยเหมือนกัน แต่ลักษณะขุยจะไม่กลบปากรูเหมือนแมลงในดินประเภทอื่น ขุยจะวางกองรอบๆ ปากรู แมลงกินูนสามารถทำลายพืชที่อยู่ในดินได้มาก ตัวเต็มวัยหลบซ่อนตัวอยู่ตามกองใบไม้ และอยู่ในรูเวลากลางวัน ในเวลากลางคืนจะขึ้นมาอยู่บนต้นไม้หลายชนิด เช่น ต้นผักติ้ว ต้นส้มเสี้ยวและต้นไม้ใหญ่อื่นๆ ทั่วไป โดยอาศัยใบอ่อนเป็นอาหาร เมื่อกินอิ่มแล้วจะลงไปอยู่ในรูเพื่อหลบแดดในตอนกลางวัน

ประโยชน์และความสำคัญ

           เมื่อได้แมลงกินูนมาต้องล้างทำความสะอาด แกะส่วนปีกและขาอ่อนก่อน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท  เช่น ก้อย คั่ว ป่น ทอด จี่ แกง เมี่ยง และยำดิบกับมะม่วง





แมลงนูนขาว(กินูนขาว)




แมลงนูนดำ

   ชื่อวิทยาศาสตร์ Adoretus compressus (Weber)
อันดับ   Coleoptera
ชื่อวงศ์   Scarabaeidae
ชื่อสามัญ  Brown cockchafer
ชื่ออื่น  อินูนดำ , ขนูนดำ
ประเภทสัตว์           สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

          เป็นแมลงปีกแข็งขนาดกลาง  รูปร่างป้อม  หนวดแบบใบไม้  ส่วนหัว  อก  และขามีสีดำปนเขียวมันวาว  ส่วนปีกอ่อนด้านในมีสีน้ำตาลอ่อนกว่าและค่อนข้างเหนียว  ปีกคลุมส่วนท้องไม่ถึงท้องปล้องสุดท้าย




แมลงนูนเขียวธรรมดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Anomala  grandis (Hope,1840)
อันดับ   Coleoptera
ชื่อวงศ์   Scarabaeidae
ชื่อสามัญ  Scarab  beetle
ชื่ออื่น  อินูนเขียว , ขนูนเขียว
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก


ลักษณะทางกายภาพ


         เป็นแมลงปีกแข็งขนาดกลาง  รูปร่างป้อม  หนวดแบบใบไม้  ส่วนหัว  อก  และขามีสีเขียวมันวาว  ส่วนปีกอ่อนด้านในมีสีน้ำตาลอ่อนกว่าและค่อนข้างเหนียว  ปีกคลุมส่วนท้องไม่ถึงท้องปล้องสุดท้าย

แหล่งที่พบ 

         อาศัยอยู่ในดินตามรากของต้นไม้  โดยขุดรูทำเป็นที่อยู่อาศัย  ออกหากินในตอนกลางคืนโดยกินใบอ่อนของต้นไม้หลายชนิด
ประโยชน์และความสำคัญ

         แมลงนูนเขียวสามารถนำมาบริโภคได้เช่นเดียวกับแมลงนูนชนิดอื่นๆ  เช่น  คั่ว ป่น ทอด จี่ หรือแกง

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:09:37 am »



แมลงเหนี่ยง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydrous  cavistanum   Bedel.
อันดับ     Coleoptera
ชื่อวงศ์        Hydrophilidae
ชื่อสามัญ  water  scavenger  beetle
ชื่ออื่น             แมงตับเต่า
ประเภทสัตว์    สัตว์ปีก

ลักษณะทางกายภาพ

           มีลักษณะเหมือนแมลงตับเต่า แต่ลักษณะลำตัวโค้งนูนกว่า  ที่ขอบปีกไม่มีทางสีน้ำตาลอ่อน และมีอวัยวะคล้ายลูกศรอยู่กลางอกทางด้านท้อง  ลำตัวมีสีดำ  ลักษณะรูปไข่ มีหนวดสั้นเป็นรูปกระบอง  รยางค์ปากยื่นออกมายาวกว่าหนวดมาก  ลักษณะคล้ายเส้นด้าย  ปากจะยาวแหลมพับอยู่ใต้อกยาวถึงส่วนท้อง  ปลายขาคู่กลางและหลังจะมีขนเป็นแพ


แหล่งที่พบ

           แมลงเหนี่ยงมักอาศัยอยู่ในน้ำนิ่ง  ตามบ่อ หนอง และลำธารทั่วๆ ไป (จะอยู่ใกล้สิ่งแวดล้อมคล้ายแมลงตับเต่า)

ประโยชน์และความสำคัญ

           ส่วนใหญ่นิยมนำมาแกง  ทั้งแกงเฉพาะแมลงเหนี่ยง  และใส่แกงอื่นๆ เช่น  แกงหน่อไม้



ขอขอบคุณที่มา....





http://pineapple-eyes.snru.ac.th/animal/nonghan/

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2553, 02:10:20 am »




แมลงกระซอน

อันดับ                ORTHOPTERA

วงศ์                   Gryllotalpidae

ชื่อสามัญ            Mole Crickets

ชื่อพื้นบ้าน          แมงกระซอน


ลักษณะทั่วไป

           แมลงกระซอน มีลำตัวกลมลักษณะคล้ายจิ้งหรีด แต่มีปีกสั้นมาก ขนาดความยาวลำตัวประมาณ 3 - 4 เชนติเมตร  หนวดสั้น ขาหน้ากว้างมีลักษณะคล้ายอุ้งมือใช้ในการขุดดิน ชอบอาศัยตามที่ชื้นขุดรูอยู่ใต้ดิน กินรากพืชและแมลงต่างๆ เป็นอาหาร

แหล่งที่พบ 

           ขุดรูอาศัยในดินที่แฉะมากๆ โดยเฉพาะดินบริเวณรอบๆ แหล่งน้ำ

อาหารธรรมชาติ   

           หญ้าสด มีหญ้าต่าง ๆ เช่น หญ้าขน หญ้าชันอากาศ หรือวัชพืช

ประโยชน์และความสำคัญ

          รับประทานได้โดยนำมา คั่ว ทอด ชุบแป้งทอด เสียบไม้ย่าง หรือนึ่ง

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
คะแนนแทนกำลังใจ: 375
เหรียญรางวัล:
Real FanGood PerformนักจัดรายการGlobal Moderator
กระทู้: 69
ออนไลน์ ออนไลน์
« ตอบ #28 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2553, 03:07:10 pm »
 m095 m095  ไม่กล้ากิน ใจไม่ถึง มีแต่คนบอกว่าอร่อย แต่เราไม่ไหว ยอมแพ้กะอาหารประเภทนี้
บันทึกการเข้า
คะแนนแทนกำลังใจ: 1361
เหรียญรางวัล:
Real FanGood Perform
กระทู้: 187
ออฟไลน์ ออฟไลน์
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 3.5.10 Firefox 3.5.10

« ตอบ #29 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2553, 08:55:16 pm »
่เท่าที่จำได้เคยกินอยู่อย่างเดียวเองครับ 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal