“ ... สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมเสนอคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาหลักสูตรวิชาสังคมศึกษาที่มีการปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อรองรับการสอนประวัติศาสตร์อย่างเข้มข้นในทุกระดับชั้นเนื่องจากที่ผ่านมาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไม่มีการกำหนดตายตัวว่าในแต่ละระดับชั้นต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ขั้นต่ำกี่ชั่วโมง เพราะ ฉะนั้น สพฐ.จึงได้ปรับโครงสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษาใหม่ กำหนดเวลาเรียนขั้นต่ำของการเรียนประวัติศาสตร์ไว้ พร้อมปรับเพิ่มเวลาเรียนของสาระวิชาสังคมศึกษาด้วย
ระดับประถมศึกษาเดิมเรียนสังคมศึกษาปีละ 80 ชั่วโมง ปรับเพิ่มเป็น 120 ชั่วโมง แยกเป็นชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์ปีละ 40 ชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ส่วนอีก 4 สาระที่เหลือเรียนปีละ 80 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
ระดับมัธยมต้น เดิมต้องเรียนวิชาสังคมศึกษารวม 3 ปี 9 หน่วยกิต (1 หน่วยต้องเรียน 40 ชั่วโมง) ปรับเพิ่มเป็น 12 หน่วยกิต หรือ 480 ชั่วโมง แยกเป็นชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์รวม 3 ปี 3 หน่วยกิต หรือ 120 ชั่วโมง เฉลี่ยปีละ 40 ชั่วโมง
ส่วนสาระอื่นๆ ที่เหลือ รวม 3 ปี เรียน 9 หน่วยกิต หรือ 360 ชั่วโมง ระดับ ม.ปลาย เดิมต้องเรียนสังคมศึกษารวม 3 ปี 6 หน่วยกิต ปรับเพิ่มเป็น 8 หน่วยกิต หรือ 320 ชั่วโมง แยกเป็นชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์ รวม 3 ปี 2 หน่วยกิต หรือ 80 ชั่วโมง
ส่วนที่อีก 4 สาระที่เหลือรวม 3 ปี เรียน 6 หน่วยกิต หรือ 240 ชั่วโมง ทั้งนี้โรงเรียน อาจจัดให้นักเรียนม.ปลายได้เรียนประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอีกได้
“การเรียนประวัติศาสตร์ แบบใหม่เน้นให้เด็กรู้จักสืบค้นประวัติศาสตร์จากที่ต่างๆ แล้วเอาข้อมูลหลากหลายที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์หาบทสรุป และนำไปสู่การเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคต ไม่ได้เน้นท่องจำและจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2552”
เหนื่อยใจ “ที่ผ่านมาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไม่มีการกำหนดตายตัวว่าในแต่ละระดับชั้นต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ขั้นต่ำกี่ชั่วโมง” ทั้ง ๆ ที่เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญมาก ๆ ที่เด็กจะต้องเรียน
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ก็ รู้ทันทีว่าจะหวังพึ่งกระทรวงศึกษาและรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ไม่ได้ซะแล้ว เพราะท่านผู้รับผิดชอบทั้งหลาย เพิ่งจะตื่น เพิ่งจะรู้ว่าวิชานี้มันสำคัญ
ผู้ปกครองอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องหันมาช่วยเหลือลูกหลานของเรากันดีกว่า ขอเสนอแนะให้เราหารูปแบบการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวใหม่ ๆ มาใช้กับลูกหลานเรา เช่น
- หาสมุดพกเล่มเล็ก ๆ ให้บุตรหลานบันทึกทุกครั้งก่อนและหลังการไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของไทย
- แนะ นำบุตรหลานให้เปิดบล็อก บันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวอิงประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดชุมชนเด็กและผู้ใหญ่ ที่ใส่ใจสนใจประวัติศาสตร์ของไทย
- ทำให้การเรียนประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสนุก ถ้าขืนการเรียนวิชานี้ยังเป็นเหมือนเทชื่อตอนผมเป็นเด็ก ๆ ประเภทที่ ท่อง ๆๆๆ จำเอาไปตอบ สอบแล้วก็ลืม แบบนั้นต้องเลิก
เพราะเด็กยุคใหม่ใส่ใจเทคโนโลยี การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยต้องออนไลน์ เริ่มที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้ออนไลน์ เด็กเห็นก็อยากทำตาม อย่างลูกชาย ป.2 ของผม ตอนนี้ชอบอ่านบล็อก ชอบค้นหาข้อมูลจาก กูเกิ้ล เพราะสังเกต ซึมซับจากพ่อแม่
- ก่อนอื่นพ่อแม่ คงต้องเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง หาความรู้ เรียนรู้ในโลกกว้าง นั่นคือ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของจังหวัดบ้านเกิดของตนเอง กลับไปเที่ยวบ้านเกิด
- สร้างนิสัยสืบค้นให้ลูก เช่น ก่อนไปเที่ยวที่ไหนกัน ต้องฝึกให้หาข้อมูลไปก่อน อ่านก่อนไปเจอของจริง พอไปถึงสถานที่จริงเราก็พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน กลับมาแล้วก็ให้จดบันทึกไว้
หากผู้อ่านท่านใด มีวิธีการอะไรที่จะแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยลูกหลานให้เรียนวิชา ประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างสนุกสนาน ช่วยบอกมาด้วยนะ
เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่งเสริมและสนับสนุนลูกหลานให้สนใจวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่เล็ก ให้เด็ก ๆ เรียนวิชาประวัติศาสตร์ด้วยความรัก ไม่ใช่ความจำปลูกฝังให้เด็กรักชาติรักประเทศตั้งแต่เล็กดีกว่า
โตขึ้นจะได้ไม่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่บางคน ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
จ้องจะทำร้ายทำลายประเทศชาติของตัวเองอยู่ร่ำไป