หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จังหวัดสกลนคร  (อ่าน 6221 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:20:22 pm »






ชื่อเดิม เมืองสกลทวาปี

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด พระธาตุเชิงชุม



ต้นไม้ประจำจังหวัด อินทนิลน้ำ


คำขวัญประจำจังหวัด พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาน
 แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม

ประเพณีท้องถิ่น แห่ปราสาทผึ้ง  
 


                                         ต้นฉบับตำนานพงศาวดารเมืองสกลนคร
                                     ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี ( โง่นคำ )


ประเภท ตำนาน-พงศาวดาร
วัสดุที่ทำ เขียนด้วยดินสอดำลงในกระดาษฟุลส์แก๊ป
ลักษณะตัวอักษร เป็นภาษาไทยผสมอักษรไทยน้อยเป็นบางคำ
สาระ

ความเป็นมาของเอกสารตำนานพงศาวดารสกลนคร

               เมื่อปี พ.ศ.2400 พระสุนทรธนศักดิ์ ปลัดมณฑลอุดรซึ่งมาทำหน้าที่ข้าหลวงเมืองสกลนคร ในสมัยนั้น ได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รอบรู้เรื่องเมืองสกลนครขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อตรวจค้น ตำนาน นิทาน พงศาวดารเมืองสกลนคร ในการเขียนส่งไปให้ กระทรวงมหาดไทยที่กรุงเทพฯ รวบรวมเป็นหนังสือ

               คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย อำมาตย์โท พระยาประจัน ประเทศธานี ( โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร ) อดีต เจ้าเมืองสกลนครอายุ 79 ปี รองอำมาตย์เอกพระยา อนุบาลสกลเขต ( เมฆ พรหมสาขา ณ สกลนคร ) ปลัด เมืองสกลนคร อายุ 68 ปี รองอำมาตย์โทพระยาอนุบาล ศุภกิจ ( คำสายศิริขันธ์ ) กรมการผู้ รักษาเจดีย์เชิงชุม อายุ 68 ปี กรมการคณะนี้ได้ ช่วยกันเขียนพงศาวดารเมืองสกลนครขึ้นเพื่อมอบให้ข้าหลวง เมืองสกลนคร


                  จากคำบอกเล่าของ นายประพันธ์ จันทะ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันที่ศาลากลางเมือง สกลนคร กลางสนามมิ่งเมืองในปัจจุบันได้ใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ให้ช่วยกันเล่าเหตุการณ์หรือ อ้างจากบันทึกคนอื่นที่จดมา โดยพระบริบาล ศุภกิจ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือไทยที่คล่องที่ สุด เป็นผู้จดและเรียบเรียง ส่วนพระยาประจันต ประเทศธานี ( โง่นคำ ) เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองมาก่อนจึงเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล ได้มากที่สุด เมื่อมีการ จดบันทึกแล้วเสร็จ กรรมการทั้ง 4 คน ก็ลงชื่อในฉบับที่ให้ เจ้าเมืองเป็นหลักฐาน ในวันที่ 26 ตุลาคม 2460 เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย บ้านเลขที่ 601 ก. ถนนกำจัดภัย อ.เมือง จ.สกลนครต่อไป และกรรมการแต่ละคนก็ได้คัดลอกเป็นของ ตนไว้คนละฉบับ ฉบับของพระยาบริบาลศุภกิจ ในเวลาต่อมา คุณเดิม วิภาคยัพจนกิจ ได้ นำมาปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือฝั่งขวา แม่น้ำโขงและเปลี่ยนชื่อเป็นหนังสือประวัติศาสตร์อีสาน

                 ในส่วนฉบับของพระยาประจันตประเทศธานี ( โง่น คำ พรหมสาขา ณ สกลนคร )ได้มีการเขียนเพิ่ม เติมจากฉบับร่างส่งกรุงเทพฯ โดยได้เขียนด้วยดิน สอดำลงในกระดาษฟุลส์แก็ป ความยาว 89 หน้า เป็นเรื่องราวของเมืองสกลนครตั้งแต่ยุคตำนาน จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 จึงยุติ เมื่อ ศูนย์วัฒธรรมจังหวัดสกลนคร ได้รับต้นฉบับมาจาก ทายาทพระยาประจันตประเทศธานี จึงอ่านและแปลข้อ ความทั้งหมดส่งโรงพิมพ์โดยสมาคมไลออนสกลนคร เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ ในปี พ.ศ.2523

                 เนื่องจากพงศาวดารฉบับนี้ เนื้อหาบางส่วนได้เพิ่ม เติมโดยพระยาประจันตประเทศธานีมีหลายตอนที่ แตกต่างจากฉบับของพระยาศุภกิจ และยัง นำเนื้อเรื่องในส่วนที่เป็นตำนานที่มีอยู่ ในอุรังคนิทานมาเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารฉบับ นี้ ฉนั้นจึงเรียกชื่อเอกสารนี้ ตำนาน พงศาวดารเมืองสกลนคร ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ -พรหม สาขา ณ สกลนคร) โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ตอน ดังมีใจความโดยสรุปดังนี้
ตอนที่ 1 แยกวงศ์ตระกูลมาจากกรุงอิ นทปัฐนคร (เขมร)
 
                 กล่าวถึงกำเนิดเมืองหนองหารหลวง โดยขุนขอมราช บุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ได้พาครอบครัว บ่าวไพร่ มาสร้างเมืองขึ้นที่ริมหนองหารตรง ท่านางอาบ ในปัจจุบันขุนขอมมีราชบุตรชื่อ พระยาสุรอุทกกุมาร ในเวลาต่อมาเมื่อเจริญ วัยไปกครองบ้านเมืองได้ทะเลาะวิวาทกับธนมูล นาคจำทำรบ พญานาคมีความโกรธแค้นจึง แปลงร่างเป็นฟานเผือกนายพราน ได้ยิงลูกดอกอาบ ยาพิษจนธนมูลนาคถึงแก่ชีวิตก่อนตาย ธนมูลได้สาปแช่ง ให้ผู้ที่กินเนื้อตน วิบัติฉิบหาย และฝูงพญานาคได้มาทำลายบ้าน เมืองให้ล่มจม หนองหารรวมทั้งพระยาสุร  อุทกก็ถึงแก่ความตาย

                  เมื่อเมืองหนองหารล่มไปนั้น เจ้าภิงคาร เจ้าคำ แดง ได้พาไพร่-พลว่ายน้ำข้ามฝั่งมา ตั้งเมืองใหม่ในบริเวณไม่ห่างจากวัดพระธาตุ เชิงชุม สถาปนาเมืองหนองหารขึ้นใหม่ ครั้งนี้สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าได้เสด็จจากเมือง ศรีโคตรบูรมาฉันข้าวที่ภูกำพร้า แล้วเสด็จ มาที่คูน้ำลอดเชิงชุม ท่ามกลางการต้อนรับ จากพระยาสุวรรณภิงคาร พระนางเจงเวง และเจ้า คำแดง ทรงพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตว่าจะมี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประทับรอยพระ บาทอีกในอนาคตรวมถึง 5 พระองค์
 
                  เหตุการณ์หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหา กัสสปเถระได้พาพระอรหันต์ 500 รูป ได้เดินทาง ผ่านเมืองหนองหารหลวงเพื่อไปสร้างที่ประดิษฐานอุ รังคธาตุที่ภูกำพร้า ชาวหนองหารหลวงจึงได้ แข่งขันสร้างอุโมงค์เจดีย์ 2 แห่ง คือ พระธาตุภู เพ็ก และพระธาตุเจงเวง เพื่อขอแบ่งอุรังค ธาตุ แต่ได้เพียงพระอังคารมาบรรจุที่พระธาตุ เจงเวงเท่านั้น

ตอนที่ 2 แยกตระกูลมาจากเมืองกาฬสินธุ์

                  เนื้อหาสาระในช่วงนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งมีอุปฮาดเมือง  กาฬสินธุ์ อพยพครอบครัว มารักษาพระธาตุเชิงชุมอยู่ หลายปี พระเจ้าแผ่นดินสยามจึงได้ตั้งให้ อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์เป็นพระธานี เปลี่ยนนามจากเมืองหนอง หารเป็นเมืองสกลทวาปี

                  ในปีพุทธศักราช 2370 เจ้าเมืองเวียงจันทน์เป็น กบฎต่อกรุงเทพ จึงโปรดให้ยกทัพหลวงขึ้นมา ปราบปราม แต่เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียม กำลังทหารกระสุนดินดำเป็นการกระทำที่จัดขึ้น อำนาจอาญาศึก จึงเอาตัวพระธานีเจ้าเมืองไป ประหารชีวิตที่หนองไชยขาว ไพร่พลจึงอพยพก ลับเมืองกาฬสินธุ์ ส่วนเมืองสกลทวาปีจึงร้างจาก ผู้ปกครองเมืองชั่วคราว
ตอนที่ 3 แยกวงค์ตระกูลมาจากเมืองนครพนม

                    ข้อความในตอนนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่ สงพระหรหมราชา (ม้ง) เจ้าเมืองนครพนม เจ้า อนุวงศ์เวียงจันทน์ และกลุ่มพี่น้องเมืองมหาไชย กองแก้วซึ่งเป็นกลุ่มสัมกับเจ้าอนุวงค์ หนี การจับกุมไปอาศัยอยู่ในเขตเมืองญวน ใน การปราบกบฎของพระยาราชสุภวดี ใน เวลาต่อมาอุปฮาดติเจา (คำสาย) ราช วงค์ (คำ) และท้าวอิน น้องชายราชวงค์ (คำ) ได้เข้ามอบตัวขอพึ่งบรมโพ ธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอย่หัว จึงแต่งให้ราชวงค์ (คำ) เป็น พระประเทศ ธานี เจ้าเมืองสกลคนแรก เมื่อเจ้าเมืองสิ้นชีวิต จึงโปรดเกล้าแต่งตั้งพระยาประเทศธานี (ปิด ) เป็นเจ้าเมืองคนต่อมา ส่วนราชวงค์ ( คำ) ผู้มีความดีความชอบในการส่ง เสบียงอาหารช่วยสงครามปราบฮ่อได้โปรดเกล้าฯ ให้ เป็นเจ้าเมืองคนสุดท้ายเป็นพระยาประจันตประเทศ ธานี (โง่นคำ)เป็นต้นตระกูลพรหมสาขา ณ สกลนคร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


                 กล่าวโดยสรุป ในช่วงที่ 3 จะเป็นการบันทึก เหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างย่อ ๆ เรียง ตามลำดับเหตุการณ์นั้น ๆ ปีที่เกิดเหตุการณ์ นับว่ามีประโยชน์ต่อความเข้าใจเหตุการณ์ใน อดีตของเมืองสกลนครได้ดีพอสมควร
สภาพของเอกสาร

                  เอกสารอยู่ในสภาพชำรุดไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะ ตัวอักษรที่เขียนด้วยดินสอดำเลือนลางมาก
สถานที่เก็บ

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎสกลนคร


     

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:23:48 pm »

                                 ณ ดินแดนภูพาน

 

สำหรับชาวพุทธศาสนิกชนแล้วเปรียบเสมือน เมกกะ แห่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยพระธาตุและพิพิธภัณฑ์เกจิอาจารย์หลายท่าน

        อุทยานแห่งชาติภูพาน อุทยานตั้งอยู่ติดทางหลวงหมายเลข 213 ในเขตอำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองเพียง 25 กม. ระหว่างทางขึ้นไปอุทยานมีจุดท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิเช่น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในยามพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานมายังดินแดนอีสานช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ประชาชนสามารถเข้าไปชมพระตำหนักได้ในช่วงที่พระองค์ไม่ได้เสด็จประพาสเพื่อชมความสวยงามและเรียบง่ายของพระตำหนัก ท่ามกลางเทือกเขาภูพาน ในบริเวณใกล้

         เคียงจะพบกับแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำตกคำหอม น้ำตกที่สวยงามขึ้นชื่อ ซึ่งสามารถชมความงามของน้ำตกได้ในเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น บริเวณน้ำตกคำหอมนั้นยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกต่างๆ อีกเช่น น้ำตกตาดโตน น้ำตกเหวสินธุ์ชัย ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปชม แต่ก็ถือว่าไม่ลำบากมากนัก นอกจากนี้ สะพานหินธรรมชาติ หรือทางผีผ่าน เป็นสะพานหินธรรมชาติที่เชื่อมต่อกันระหว่างหินสองกลุ่มยาวประมาณ 8 เมตร และถ้ำเสรีไทย เยี่ยมชมแหล่งสะสมอาวุธของขบวนการเสรีไทยที่ใช้ต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นในอดีต

         ขึ้นมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพานในเวลาบ่าย จากนั้นจึงได้รับทราบข้อมูลของอุทยานแห่งนี้จากเหล่าเจ้าหน้าที่ว่า เทือกเขาภูพานเมื่อครั้งอดีตจะรู้จักกันเพียงแต่ชื่อเนื่องจากเคยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาทางด้านการเมือง ซึ่งน้อยคนนักจะได้เข้ามาสัมผัสความงามในป่าแห่งนี้  ป่าที่พบส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มากเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาธรรมชาติหรือไม้เบญจพรรณ ตามทางมักจะพบ ดอกดุสิตา ดอกไม้สีม่วงเล็กๆ เสมือนพรมของป่า มีจุดชมธรรมชาติ คือ ลานสาวเอ้ ซึ่งเป็นลานหินมีดอกไม้ขึ้นในช่วงฤดูหนาวและ จุดชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ ที่ผานางเมิน   เข้าพักที่บ้านพักซึ่งทางอุทยานได้จัดไว้และยังมีจุดกางเต๊นท์ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเลือกกันตามสะดวก

        ไปชมบรรยากาศยามเช้าที่พระธาตุภูเพ็ก หนึ่งใน Unseen in Thailandเสร็จแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปลายสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือในปีพุทธศักราช 1724  เหตุที่ยังสร้างไม่เสร็จเพราะว่าขุนนางและทหารต้องเดินทางกลับไปเคารพพระศพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระธาตุจึงถูกทิ้งร้างไว้ ด้านหน้าปราสาทยังพบศิวลึงก์หรือแท่งหินสูง 70 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว 1 แท่ง มีหลุม 12 ช่อง อยู่ด้านบนของแท่งหิน นักพิภพวิทยาเชื่อว่าเป็น สุริยะปฏิทิน อุปกรณ์ทางดาราศาสตร์และเรขาคณิตสร้างไว้เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล คาดเดาว่าภายหลังมีขุนนางขอมคอยมา

         เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่นี่ เพื่อบอกกำหนดเวลาฤดูเพาะปลูก บรรยากาศหมอกยามเช้าบนพระธาตุที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และได้สักการะพระพุทธรูปซึ่งขุดพบในที่แห่งนี้
 
         นอกจากพระธาตุภูเพ็กแล้วยังมีอีก 4 พระธาตุได้แก่ พระธาตุนารายณ์แจงแวง พระธาตุดุม พระธาตุศรีมงคล และพระธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร มีความสูงประมาณ 24 เมตร ยอดฉัตรทำจากทองคำบริสุทธิ์หนักถึง 247 บาท เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นสวมรอยพระพุทธบาท มีการสันนิษฐานกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี

          การเดินทางในตัวเมืองนั้น อาศัยรถสามล้อเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไปยังจุดต่างๆ หรือนั่งรถสองแถวในกรณีที่สถานที่อยู่ไกลออกไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเดินทางได้โดยง่ายเพราะเเหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของจังหวัดจะอยู่ในอำเภอเมืองมากกว่า   ในช่วงเย็นชาวสกลนิยมไปออกกำลังกายที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ สวนสาธารณะในตัวเมืองตั้งติดอยู่กับ หนองหาน

ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร   ทางจังหวัดห้ามชาวประมงทอดแห ลงอวน

          นั่งเรือชมทะเลสาบหนองหานและขึ้นไปที่เกาะดอนสวรรค์ มีวัดเก่าแก่ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าสร้างในสมัยใด ใช้เวลาเพียง10 นาทีจากท่าเรือสระพังทองผมก็มาถึงเกาะมองเห็นโบสถ์วัดดอนสวรรค์มาแต่ไกล เมื่อขึ้นเกาะจึงพบว่าวัดนี้ได้รับการบูรณะใหม่แล้ว แต่ยังมีพระพุทธรูปโบราณและใบเสมาเก่าแก่หลงเหลืออยู่

            มาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ  แหล่งท่องเที่ยวที่ผไม่เคยได้นึกถึงมาก่อน และโดยเฉพาะน้ำใจของชาวสกลนครที่ให้มากมายเหลือเกิน จังหวัดบางจังหวัดยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาและมีสถานที่สวยงามอยู่อีกมากมาย ที่เราหลายคนมองข้าม


           จังหวัดสกลนครอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 10 ชั่วโมง ถ้าต้องการความสะดวกรวดเร็วสามารถใช้บริการของสายการบิน PB Air มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ-สกลนครทุกวัน การเดินทางในเมืองมีรถสามล้อคอยให้บริการและรถรับจ้างทั่วไป สำหรับเรือชมทะเลสาบหนองหานสามารถติดต่อเช่าเรือเร็วกับทางเทศบาลได้
 ติดต่อจองที่พักอุทยานแห่งชาติภูพาน 0 2562 0760

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:24:23 pm »

         ข้อมูลทั่วไปจังหวัดสกลนคร

การเดินทาง :

ทางรถยนต์
         ระยะทาง 647 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ ตามทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา เลี้ยวแยกเข้าอำเภอบ้านไผ่ เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านจังหวัดมหาสารคาม และทางหลวงหมายเลข 213 ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ข้ามเทือกเขาภูพานเข้าสู่จังหวัดสกลนคร

ทางรถประจำทาง
        มีรถประจำทางธรรมดาและปรับอากาศถึงจังหวัดสกลนคร โดยออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ โทร. 936-2852-66

ทางรถไฟ
        มีขบวนรถไฟหลายสาย ทั้งรถเร็ว รถด่วน และดีเซลราง จากกรุงเทพฯ ไปลงที่จังหวัดอุดรธานี แล้วนั่งรถยนต์จากจังหวัดอุดรธานีถึงจังหวัดสกลนคร ระยะทางประมาณ 159 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง สถานีรถไฟกรุงเทพฯ โทร. 223-7010, 223-7020

ทางเครื่องบิน
        บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปสกลนครเป็นประจำ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 280-0060, 628-2000 หรือที่สำนักงานสกลนคร ถนนยุวพัฒนา โทร. (042) 712259-60 ,
0-4271-2260 นอกจากนั้นจากจังหวัดสกลนครยังมีรถโดยสารวิ่งไปยังอำเภอต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียงอยู่เป็นประจำ การคมนาคมในตัวเมืองจะมีรถสามล้อรับจ้าง และรถสามล้อเครื่องไว้บริการผู้มาเยือน

ตารางบิน / TIME TABLE (เริ่มใช้ 26 มีนาคม 2549 EFFECTIVE 26 MARCH 2006)
PBAir
กรุงเทพฯ ? สกลนคร
BANGKOK - SAKONNAKHON   สกลนคร - กรุงเทพฯ
SAKHONNAKHON -BANGKOK
วัน/DATE   เที่ยวบิน/FLT.   ออก/DEP.   ถึง/ARR.   วัน/DATE   เที่ยวบิน/FLT.   ออก/DEP.   ถึง/ARR.
จ.,พ.,ส./M,W,S   9Q886   15:40   16:40   จ.,พ.,ส./M,W,S   9Q887   17:00   18:00
อ.,พฤ.,อา.
TUE,THU,SUN   9Q880   06:00   07:10   อ.,พฤ.,อา.
TUE,THU,SUN   9Q881   07:30   08:40
   9Q888   19:00   20:10      9Q889   20:30   21:40
ศ.
FRI   9Q882   09:00   10:10   ศ.
FRI   9Q883   10:30   11:40
   9Q888   19:00   20:10      9Q889   20:30   21:40

ระยะทางระหว่างจังหวัด
สกลนคร-นครพนม ระยะทาง 90 กิโลเมตร
สกลนคร-มุกดาหาร ระยะทาง 119 กิโลเมตร
สกลนคร-กาฬสินธุ์ ระยะทาง 128 กิโลเมตร
สกลนคร-อุดรธานี ระยะทาง 159 กิโลเมตร
สกลนคร-ขอนแก่น ระยะทาง 205 กิโลเมตร
สกลนคร-อุบลราชธานี ระยะทาง 286 กิโลเมตร

ระยะทางระหว่างอำเภอเมือง-อำเภอต่างๆ
- อำเภอกุดบาก 56 กิโลเมตร      - อำเภอกุสุมาลย์ 40 กิโลเมตร
- อำเภอคำตากล้า 119 กิโลเมตร      - อำเภอนิคมน้ำอูน 77 กิโลเมตร
- อำเภอบ้านม่วง 124 กิโลเมตร      - อำเภอพรรณานิคม 41 กิโลเมตร
- อำเภอพังโคน 55 กิโลเมตร      - อำเภอสว่างแดนดิน 82 กิโลเมตร
- อำเภอวาริชภูมิ 71 กิโลเมตร      - อำเภอวานรนิวาส 85 กิโลเมตร
- อำเภอโคกศรีสุพรรณ 24 กิโลเมตร                    - อำเภอเต่างอย 28 กิโลเมตร
- อำเภอส่องดาว 101 กิโลเมตร
- อำเภออากาศอำนวย 82 กิโลเมตร            
- กิ่งอำเภอเจริญศิลป์ 112 กิโลเมตร

อาณาเขตและการปกครอง :
ทิศเหนือ จดจังหวัดหนองคาย และนครพนม
ทิศใต้ จดจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี นครพนม
ทิศตะวันออก จดจังหวัดกาฬสินธุ์ และนครพนม
ทิศตะวันตก จดจังหวัดอุดรธานี และหนองคาย

            สกลนคร อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย ห่างจากรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ 647 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำโขงตรงที่ตั้งจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นเส้นพรมแดนประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 90 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 9,605.76 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 12 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอกุดบาก อำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส อำเภออากาศอำนวย อำเภอบ้านม่วง อำเภอพังโคน อำเภอคำตากล้า กิ่งอำเภอนิคมน้ำอูน กิ่งอำเภอเต่างอย กิ่งอำเภอโคกศรีสุพรรณ และกิ่งอำเภอเจริญศิลป์

ทรัพยากรธรรมชาติ
             จังหวัดสกลนครมีแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นเองอยู่มากมายหลายแห่ง เช่น
หนองหาน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลำน้ำสงคราม,ลำน้ำพุง,ลำน้ำยาม,ลำน้ำห้วยปลาหาง,ลำน้ำอูน,ลำน้ำก่ำฯลฯ แหล่งน้ำที่สร้างขึ้นเองประกอบด้วย เขื่อน,อ่างเก็บน้ำ,ฝายน้ำล้น และบ่อสาธารณะ อันเป็นโครงการของรัฐ และเอกชน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่สำคัญได้แก่ เขื่อนน้ำอูน เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการเกษตร เขื่อนน้ำพุง เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก และ อ่างเก็บน้ำชลประทานในจังหวัดอีกกว่า 200 แห่ง นับว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงการชลประทาน มากกว่าหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสกลนคร


พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์

             อยู่กลางเทือกเขาภูพานในเขตอำเภอเมืองสกลนคร บนเส้นทางหลวงสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ (ทางหลวงหมายเลข 213) ห่างจากตัวเมืองสกลนคร 13 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปทางด้านขวามือ พระตำหนักภูพานราชนิเวศเป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระราชวงศ์ ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณสถานที่ตั้งเป็นป่าไม้ร่มรื่น มีไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
ในระหว่างที่ไม่ได้ประทับอยู่ที่พระตำหนัก ทรงอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน โดยทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการพระราชวัง พระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ 10200 และเมื่อได้รับหนังสือตอบรับแล้วจึงจะเดินทางไปชมได้


ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง

            ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง เขตอำเภอเมืองสกลนคร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 5 กิโลเมตร ในเส้นทางสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข 22 อยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนถึงสี่แยก เป็นพระธาตุที่ชาวบ้านสักการะบูชามากอีกแห่งหนึ่ง ปรางค์สร้างด้วยหินทรายบนฐานศิลาแลง มีทับหลังจำหลักภาพพระกฤษณะฆ่าสิงห์ ในรูปแบบศิลปะเขมรแบบบาปวน ลักษณะคล้ายกับปราสาทหินของขอมที่ปรากฎหลายแห่งในภาคอีสาน ลวดลายสลักหินบนซุ้มประตูหน้าต่างยังมีลักษณะสมบูรณ์ปรากฏชัด ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของผู้หญิงสร้างทั้งหมด เพื่อแข่งขันกับผู้ชายที่สร้างพระธาตุภูเพ็ก รูปแบบและศิลปะกำหนดอายุว่าราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 งานประเพณีของพระธาตุเจงเวงจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ-15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี


พระธาตุเชิงชุม

            ตั้งอยู่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ปลายถนนเจริญเมือง ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนฐานรูปสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 24 เมตร สำหรับยอดฉัตรทองคำเหนือองค์พระธาตุเชิงชุม ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ น้ำหนักทองคำถึง 247 บาท มีซุ้มประตูปิด-เปิดทั้ง 4 ด้าน ข้างในทึบ สร้างด้วยศิลาแลง เป็นเจดีย์สร้างขึ้นสวมรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ซึ่งหมายถึง พระกกุสันธะ พระโกนาคม พระกัสสะปะ และพระพุทธโคดม (คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชาวพุทธศาสนิกชนเคารพสักการะบูชาอยู่ทุกวันนี้) สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชัด เป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาแต่โบราณ ภายในวิหารใกล้พระธาตุเชิงชุม เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดสกลนคร ทุกวันพระในตอนค่ำ จะมีประชาชนไปบูชากราบไหว้พระธาตุและหลวงพ่อองค์แสนเป็นจำนวนมาก งานประจำปีของพระธาตุเชิงชุมจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ของทุกปี (กำหนดตามจันทรคติ)


พิพิธภัณฑ์อาจารย์มั่น ภูริทัตโต

            จากตัวเมืองออกมาตามเส้นทางที่จะผ่านศูนย์ราชการจังหวัด บนถนนสุขเกษม ทางเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่ด้านซ้ายมือ ตรงกับกับที่ตั้งศูนย์ราชการจังหวัด เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 250 เมตร จะถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ในวัดป่าสุทธาวาส ตัวพิพิธภัณฑ์มีลักษณะการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ประยุกต์ สร้างด้วยกระเบื้องดินเผา ภายในพิพิธภัณฑ์มีรูปหล่อเหมือนองค์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในท่านั่งสมาธิ องค์โตกว่าตัวจริงเล็กน้อย และมีตู้กระจกบรรจุอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกใสสีขาว ยกฐานสูงพื้นปูด้วยหินอ่อน พร้อมทั้งตู้แสดงเครื่องอัฐบริขาร รวมทั้งประวัติความเป็นมาของท่านตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กำเนิดในสกุลแก่นแก้ว ที่ตำบลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุ 22 ปี ที่วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นพระที่ยึดมั่นในปฏิมาธุดงด์กรรมฐานเป็นวัตร มีพระในสายเดียวกับท่านอีกหลายองค์ ที่ได้เข้ามาปฏิบัติและฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวของท่าน เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อาลนาโย หลวงปู่แหวน สุจินต์โน เป็นต้น ในระยะหลังท่านเริ่มมีอาการป่วยบ่อย จึงย้ายจากการธุดงด์กรรมฐานเข้ามาจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส และมรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492


น้ำตกคำหอม และโค้งปิ้งงู

            อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 14 กิโลเมตร บริเวณใกล้เคียงกันจะเป็นที่ตั้งของน้ำตกต่างๆ อีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเหวสินธุ์ชัย น้ำตกตาดโตน อยู่ท่ามกลางป่าไม้ที่ร่มเย็นและหน้าทางเข้าบริเวณน้ำตกคำหอม บนถนนสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ เป็นช่วงที่คดเคี้ยวไปมาเหมือนกับงูที่ถูกย่างหรือปิ้ง ซึ่งมีไหล่ทางลดหลั่นเป็นชั้นๆ กินพื้นที่บริเวณกว้าง สามารถทำให้มองเห็นทิวทัศน์ตัวเมืองสกลนคร และหนองหานในระยะไกลที่สวยงาม การคมนาคมเข้าแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้สะดวกปลอดภัย สามารถเดินทางเข้าถึงตลอดทั้งปี สำหรับน้ำตกต่างๆ ในฤดูฝนจะมีน้ำมาก ส่วนในฤดูแล้งน้ำจะแห้ง

ถ้ำเสรีไทย

           อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร เป็นถ้ำที่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายเสรีไทยได้ใช้เป็นที่สะสมอาวุธ และเสบียง เพราะเป็นทำเลที่เหมาะสม ปกปิดด้วยป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม และบริเวณเดียวกันมีร่องรอยการขุดแต่งเป็นสนามบินลับด้วย

ภาพเขียนสามพันปี

         เป็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ยุคเดียวกับภาพเขียนสีที่บ้านเชียง หรือประมาณ 3,600 ปี ปรากฏอยู่บริเวณหน้าถ้ำผักหวาน เทือกเขาภูผาเหล็ก เขตหมู่บ้านภูตะคาน ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว ภาพที่พบนั้นเป็นรูปคนและสีที่ใช้วาดเป็นสีแดง เช่นเดียวกับภาพเขียนที่ค้นพบในที่ต่างๆ การเดินทางไปชมภาพเขียนโบราณนี้ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากต้องเดินเท้าหรือขับรถจักรยานยนต์เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดถึง 105 กิโลเมตร

พระธาตุภูเพ็ก

          ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม บนเส้นทางหลวงสายสกลนคร-อุดรธานี ห่างจากตัวเมืองสกลนครไปประมาณ 20 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไปอีก 14 กิโลเมตร เป็นทางลูกรัง สามารถนำรถยนต์เข้าไปถึงเชิงพระธาตุได้ จากนั้นเดินขึ้นบันไดอีกประมาณ 491 ขั้น จะถึงองค์พระธาตุซึ่งสร้างอยู่บนยอดเขาภูเพ็ก เทือกเขาภูพาน บรรยากาศโดยรอบมีต้นไม้ปกคลุม อากาศเย็นสบาย องค์พระธาตุสร้างด้วยศิลาแลงมีฐานสี่เหลี่ยมสองชั้น ตัวปราสาทสูง 7.67 เมตร สร้างไม่แล้วเสร็จ ไม่มีหลังคาและยอดปราสาท เพียงแต่ทำขื่อตั้งไว้เท่านั้น ตามตำนานอุรังคธาตุ ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นแข่งขันกันระหว่างกลุ่มผู้ชายและกลุ่มผู้หญิง เพื่อรอบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า แต่กลุ่มผู้ชายสร้างพระธาตุภูเพ็ก ได้ยุติการสร้างเมื่อเห็นดาวเพ็กบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกลลวงของกลุ่มผู้หญิงผู้สร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง ปราสาทหลังนี้จึงได้ชื่อว่า ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ตามชื่อดาว "เพ็ก" พระธาตุภูเพ็กสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17   เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณพระธาตุซึ่งมีวัดพระธาตุภูเพ็ก มีพระภิกษุและสามเณรจำพรรษาอยู่ตลอดปี แม้ว่าการขึ้นไปถึงค่อนข้างยาก แต่เมื่อขึ้นไปแล้วจะหายเหนื่อยมองเห็นทัศนียภาพของขุนเขาต่างๆ บนเทือกเขาภูพานอย่างชัดเจน

เขื่อนน้ำอูน

          ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพังโคน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 57 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี ก่อนถึงอำเภอพังโคน ประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าถนนสายพังโคน-วาริชภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 2093) เข้าไปประมาณ 6.6 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดประมาณ 57 กิโลเมตร สามารถนำรถยนต์เข้าไปถึงบริเวณสันเขื่อน สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่น้ำกว้างใหญ่ รายล้อมด้วยเทือกเขาภูพานและป่าไม้ที่สวยงาม บริเวณใกล้กับสันเขื่อนเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากการระบายน้ำออกจากเขื่อน ในฤดูแล้งจะมีนกเป็ดน้ำบินลงมาเล่นน้ำเป็นจำนวนมาก บริเวณสันเขื่อนเป็นเขื่อนดิน สร้างกั้นลำน้ำอูนซึ่งเป็นเป็นสายหนึ่งของแม่น้ำสงคราม ซึ่งต้นน้ำมาจากเทือกเขาภูพาน ลักษณะการใช้ประโยชน์ของเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการชลประทาน บรรยากาศทั่วไปเหมาะสำหรับการไปพักผ่อนหย่อนใจ

หนองหาน

          เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีชื่อเสียงและกว้างใหญ่มากแห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ในตัวเมืองสกลนคร มีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร เป็นที่รวมของลำห้วยต่างๆ หลายสาย และยังเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำ ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญทั้งด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในชุมชนรอบหนองหาน ระดับน้ำในหนองหานลึกประมาณ 3-8 เมตร ในบริเวณหนองหานมีเกาะต่างๆ กว่า 20 เกาะ เช่น เกาะดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด บนเกาะมีวัดร้าง และพระพุทธรูปซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าสร้างมานานเท่าใด นอกจากนั้น ตามเกาะต่างๆ เหล่านี้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย เป็นที่อยู่อาศัยของนานาชนิด บางเกาะได้สร้างศาลาพักร้อน เช่น เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม และเกาะดอนสะทุง ฯลฯ ในบริเวณหนองหานมีเรือยนต์ท้องแบนขนาดจุ 90 คน บริการนำเที่ยวรอบหนองหาน ซึ่งในเวลากลางวันสาหร่ายสีทองซึ่งอยู่ใต้พื้นน้ำ เมื่อแดดส่องลงในน้ำ จะเห็นสาหร่ายรูปต่างๆ สวยงามมาก ติดต่อสอบถามรายละเอียดการจองเรือได้ที่ สกลนครอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (042) 711016

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

           ตั้งอยู่ติดกับหนองหานบริเวณตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ได้รับอนุมัติให้จัดสร้างขึ้นเป็นแห่งที่ 10 ของประเทศไทย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิดสวนฯ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2530 มีลักษณะเป็นสวนล้อมสระน้ำขนาดใหญ่ ชื่อสระพังทอง เป็นสระโบราณ เชื่อกันว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างพระธาตุเชิงชุม ภายในบริเวณสวนประกอบด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนป่า สวนน้ำ สวนหิน และสวนออกกำลังกาย ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาหาความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ได้อีกด้วย

พระธาตุดุม

         เป็นพระธาตุที่สร้างด้วยศิลาแลง สมัยเดียวกับพระธาตุนารายณ์เจงเวง ตั้งอยู่ที่ตำบลธาตุดุม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร มีปรางค์องค์เดียวสร้างด้วยศิลาแลง พบทับหลักภาพเทวดาทรงพาหนะเหนือหน้ากาลประกอบด้วยสัตว์ เช่น ช้าง สิงห์ และลายใบไม้ม้วน การกำหนดอายุ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 ศิลปะเขมรแบบบาปวน

อุทยานแห่งชาติภูพาน

น้ำตกปรีชาสุขสันต์

           ตั้งอยู่ในเทือกเขาภูพาน เขตอำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 29 กิโลเมตร ลักษณะน้ำตกเป็นลานหินเขาลาด (คล้ายสไลเดอร์) เป็นช่วงยาวลดหลั่นเป็นชั้น อยู่ท่ามกลางสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ร่มครึ้ม สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย น้ำจะมีมากในฤดูฝน การคมนาคมสะดวก สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้ตลอดปี

ภาพรอยสลักผาสามพันปีที่ภูผายล 

           ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านนาผาง ตำบลกกปลาซิว อำเภอเมืองสกลนคร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 38 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ ไปประมาณ 22 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าตามทางลูกรัง 14 กิโลเมตร และเดินเท้าขึ้นเขาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ภูผายลเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ ในบริเวณนั้นมีภาพแกะสลักบนหน้าผาหิน เป็นรูปภาพต่างๆ แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ ที่ใช้ของแข็งขูดขีดลงบนหน้าผา เช่น ภาพสัตว์ คน ไร่นา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธรรมชาติรอบข้างเป็นป่าเขาที่สวยงาม

ชาวภูไท บ้านโนนหอม

          ตำบลโนนหอม อำเภอเมืองสกลนคร อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสกลนคร-นาแก (ทางหลวงหมายเลข 223) ประมาณ 13 กิโลเมตร มีทางแยกขวาตามทางลูกรังอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวภูไทที่บ้านโนนหอมนี้หลังจากอพยพมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เมื่อประมาณ 100 กว่าปีแล้ว ก็มารวมกันอยู่ที่หมู่บ้านนี้ และยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวภูไทไว้อย่างสวยงามและประทับใจ ท่านที่ต้องการจัดหมู่คณะเข้าไปชมชีวิตความเป็นอยู่ การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย แบบพื้นบ้าน หรือต้องการให้มีการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับชาวภูไท (พาข้าวแลง) พร้อมการบายศรีสู่ขวัญ และการแสดงฟ้อนรำอันอ่อนช้อยของชาวภูไท ในบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติของพื้นบ้านจริง ติดต่อล่วงหน้าที่ กำนันอุทัย อภิวาทนะศิริ ศูนย์สาธิตการตลาดบ้านโนนหอม เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 712222 หรือจะติดต่อให้มาแสดงในโรงแรมอิมพีเรียล โทร. (042) 711119 และโรงแรมดุสิตธานี โทร. (042)711189


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:26:06 pm »

สถานที่ท่องเที่ยวในเขตต่างอำเภอ จังหวัดสกลนคร
สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอพรรณานิคม
(ทางหลวงหมายเลข 22 สกลนคร-อุดรธานี)

วัดถ้ำขามหรือภูขาม
 
           ตั้งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งในเขตของเทือกเขาภูพาน ในเขตบ้านคำข่า หรือชาวบ้านเรียกกันว่า ภูถ้ำขาม การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปพระธาตุภูเพ็ก คือ จากจังหวัดสกลนครไปประมาณ 20 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าทางลูกรังไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนที่จะตรงขึ้นไปพระธาตุภูเพ็กจะมีทางแยกขวามือเป็นทางลูกรังไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดประมาณ 60 กิโลเมตร
วัดถ้ำขามนี้เดิมเป็นที่ปฏิบัติธรรมของท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร มีธรรมชาติร่มรื่น บรรยากาศเงียบสงบ และทิวทัศน์สวยงาม ปัจจุบันได้มีการสร้างตำหนักธรรมขนาดใหญ่ เป็นรูปแบบพระอุโบสถ ภายในประดับด้วยรูปพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้าไปชมความงามของธรรมชาติรอบข้าง และได้กราบไหว้พระอาจารย์ฝั้นด้วย พระอาจารย์ฝั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้จนถึงประมาณ พ.ศ. 2507 ท่านอาพาธจึงได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าอุดมสมพร

พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจาโร

           ตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม ตามเส้นทางสกลนคร-อุดรธานี จากสกลนครถึงอำเภอพรรณานิคมประมาณ 37 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าไปตัวอำเภอพรรณานิคม วัดป่าอุดมสมพรห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กำเนิดในสกุลสุวรรณรงค์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2442 ที่ตำบลบ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม และได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี ณ วัดโพนทอง จนอายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทในพุทธศาสนาฝ่ายมหานิกาย ต่อมาท่านได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรกที่บ้านม่วงไข่นี้ จนเกิดความศรัทธาเลื่อมใส จนเมื่อ พ.ศ. 2468 ท่านได้ทำการญัคคิเป็นพระคณะธรรมยุติ ณ วัดโพธิสมภาร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พร้อมทั้งถวายตัวเป็นลูกศิษย์ติดตามพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร มรณภาพ เมื่อวันอังคารที่ 4 มกราคม 2520 รวมอายุได้ 72 ปี ด้วยคุณความดีของท่าน ถึงแม้ท่านจะมรณภาพแล้ว สานุศิษย์ทั้งหลายผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างพระเจดีย์พิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงท่าน ที่วัดป่าอุดมพร ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์เป็นรูปเจดีย์ฐานกลมกลีบบัวสามชั้น ปลายยอดแหลม ตั้งอยู่บนเนินดิน ซึ่งขุดดินจากบริเวณใกล้เคียงยกสูงขึ้น บริเวณด้านหนึ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่ และรอบๆ เจดีย์ตกแต่งเป็นสวนหย่อม มีต้นไม้ขึ้นร่มเย็น ภายในบริเวณกลางพิพิธภัณฑ์ประดิษฐานรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นเหมือนองค์จริงในท่านั่งห้อยเท้า และถือไม้เท้าไว้ในมือ ด้านหน้าพระรูปตกแต่งด้วยเครื่องบูชาและตู้กระจกบรรจุอัฐิ ด้านฝาผนังโดยรอบเป็นตู้กระจกแสดงเครื่องอัฐบริขารที่ท่านใช้เมื่อยามมีชีวิต และประวัติความเป็นมาตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ


สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอพังโคน-วาริชภูมิ
(ทางหลวงหมายเลข 22, 2093)

ภูอ่างศอ

          ตั้งอยู่ในตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ ห่างจากศูนย์ราชการอำเภอประมาณ 18 กิโลเมตร เดินทางขึ้นภูไปอีก 5 กิโลเมตร เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ชอบตั้งแคมป์เป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะในฤดูหนาวนั้นมีความงามไม่แพ้ภูกระดึงจังหวัดเลย


พระธาตุศรีมงคล


        ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุศรีมงคล ตำบลบ้านธาตุ อำเภอวาริชภูมิ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 65 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 200 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม ยอดแหลม ตกแต่งด้วยศิลปกรรมยุคใหม่ ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลายปั้นดินเผา บริเวณฐานเป็นพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสร้างด้วยดินเผา ที่สร้างขึ้นครอบพระธาตุองค์เดิม ซึ่งเป็นศิลาแลงที่ชำรุด การคมนาคมสะดวกรถยนต์สามารถเข้าถึงบริเวณวัด นับเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาววาริชภูมิ

สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอส่องดาว

(ทางหลวงหมายเลข 22, 2239)
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือวัดถ้ำพวง

(พิพิธภัณฑ์อาจารย์วัน อุตตโม)

          ตั้งอยู่บนยอดเขาจุดที่สูงที่สุดในเขตอำเภอปทุมวาปี อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 105 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอส่องดาว การคมนาคมสะดวก รถยนต์สามารถเข้าถึงบริเวณที่ตั้ง ลักษณะพิพิธภัณฑ์เป็นรูปทรงจตุรมุข 2 ชั้น ประดับด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ชั้นล่างตกแต่งเป็นห้องแสดงภาพประวัติของพระอาจารย์ตั้งแต่เกิด และตู้กระจกแสดงอัฐบริขารของพระอาจารย์วัน ที่ท่านใช้ยามมีชีวิต ชั้นบนประดิษฐานรูปปั้นของท่าน ในท่านั่งขัดสมาธิ และเครื่องสักการะบูชาที่ตกแต่งสวยงาม ธรรมชาติรอบๆ บริเวณพิพิธภัณฑ์เป็นป่าไม้ร่มรื่น บริเวณใกล้เคียงกันเป็นถ้ำพวง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระมุจรินทร์องค์ใหญ่สูงจรดเพดานหลังคา

ผาดงก่อ

         เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาภูพาน เขตอำเภอส่องดาว ห่างจากตัวจังหวัด 105 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วต้องขึ้นเขาอีกประมาณ 5 กิโลเมตร สามารถขับรถได้ถึงยอดภูผาเหล็ก อันเป็นยอดสูงสุดของเทือกเขาภูพาน หากยืนบนภูเขาแห่งนี้จะมองเห็นภูผาหัก ภูไม้ ภูซากลาก ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานีได้อย่างชัดเจน

ผาน้ำโจ้ก

         เป็นผาที่อยู่ในเทือกเขาภูพานเช่นเดียวกับผาดงก่อ เพียงลดต่ำลงมาอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นสายน้ำสูงประมาณ 50 เมตร ไหลลงสู่หาด ซึ่งต่อมาพระอาจารย์วันได้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยหาด ที่บ้านภูตะคาม กิ่งอำเภอไชยวาน เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ นอกจากนี้ยังมองเห็นทัศนียภาพของทิวเขาภูพาน และหมู่บ้านต่างๆ ของจังหวัดอุดรธานี

สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอกุดบาก
(ทางหลวงหมายเลข 213)


เขื่อนน้ำพุง


        อยู่เลยพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ไปประมาณ 30 กิโลเมตร จากตัวเมืองไปตามสายถนนสกลนคร-กาฬสินธุ์ 37 กิโลเมตร จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ เขื่อนน้ำพุงเป็นเขื่อนแบบหินทิ้ง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาว 1,720 เมตร สูง 40 เมตร กักเก็บน้ำได้ 150 ล้านลูกบาศก์เมตร มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 6,300 กิโลวัตต์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตจังหวัดสกลนคร และนครพนมได้ใช้อย่างทั่วถึง สิ้นค่าก่อสร้าง 120 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำพิธีเปิดเขื่อนน้ำพุงเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2508 ธรรมชาติรอบบริเวณเขื่อนเงียบสงบเย็นสบาย

สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอสว่างแดนดิน
(ทางหลวงหมายเลข 22)

ปราสาทบ้านพันนา

          ตั้งอยู่ที่บ้านพันนา อำเภอสว่างแดนดิน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 70 กิโลเมตร ในเส้นทางสายสกลนคร-
อุดรธานี ลักษณะของปราสาทมียอดเดียวมีฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้ารองรับ สร้างด้วยศิลาแลงเหมือนปราสาทขอม
ทั่วไป บริเวณใกล้กับตัวปราสาทมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงเป็นชั้นๆ มีน้ำขังตลอดปี เชื่อว่า
สร้างสมัยเดียวกับปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ปราสาทบางส่วนยังคงสภาพสมบูรณ์

สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตอำเภอกุสุมาลย์
 
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปู่มเหศักดิ์ และพิพิธภัณฑ์ไทยโส้

         ตั้งอยู่บริเวณศูนย์ราชการอำเภอกุสุมาลย์ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร ทางด้านขวามือ ตามเส้นทางสายสกลนคร-นครพนม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สักการะบูชาของชาวไทยโส้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่สถิตย์ของเทพ ผู้ซึ่งช่วยคุ้มครองชาวไทยโส้ ในพิพิธภัณฑ์เป็นที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ของชาวไทยโส้เมื่อคราวอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำโขง มีแผ่นป้ายเขียนข้อความภาษาของชาวไทยโส้เปรียบเทียบกับภาษาไทย ให้เห็นถึงความแตกต่างของภาษาและสำเนียงการออกเสียง

สถานที่ท่องเที่ยว ในเขตกิ่งอำเภอเต่างอย

อุทยานแห่งชาติห้วยหวด

         นอกจากนี้บริเวณอ่างเก็บน้ำยังเป็นที่อาศัยของฝูงนกกระยาง และนกเป็ดน้ำ ซึ่งจะพบเห็นได้ในเวลาเย็น ในฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่ดอกไม้และพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะดอกดุสิตา ซึ่งเป็นดอกหญ้าเล็กๆ สีม่วง จะขึ้นเต็มทั่วทั้งบริเวณ ทางรีสอร์ทยังมีบริการเรือยนต์ท้องแบน มีขนาดบรรทุกนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 80 คน เพื่อนำเที่ยวชมธรรมชาติรอบๆ บริเวณอ่างเก็บน้ำ ติดต่อสอบถามได้ที่ หจก. ภูพานการท่องเที่ยว โทร. (042) 712676

สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรม
ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม


           ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ กิ่งอำเภอเจริญศิลป์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 112 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข 22 ถึงอำเภอสว่างแดนดิน แยกขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2091 และแยกซ้ายเข้าเส้นทางลูกรังหมายเลข 2280 ซึ่งเป็นเส้นทางสู่กิ่งอำเภอเจริญศิลป์ การเดินทางสะดวกมาก นักท่องเที่ยวสามารถนำรถยนต์เข้าถึงบริเวณที่ตั้ง ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขามเป็นแหล่งผลิตศิลปหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา การแกะสลักไม้และการทอผ้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง ฝีมือในการผลิตและออกแบบสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมใช้ของไทยๆ เสมอ ผลิตภัณฑ์จากศูนย์จะนำออกแสดงให้ชมและจำหน่ายในงานนิทรรศการที่เกี่ยวกับสินค้าของที่ระลึกประจำจังหวัด รวมทั้งงานออกร้านในเทศกาลต่างๆ ในต่างจังหวัดและบางงานในกรุงเทพฯ

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านจาร

           ตั้งอยู่ที่บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 126 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-พังโคน เมื่อถึงอำเภอพังโคนแล้วแยกขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 222 ถึงบ้านคำตากล้า จากนั้นแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 2324 ศุนย์ฯ แห่งนี้เป็นที่ผลิตและฝึกอาชีพในด้านการทอผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองอื่นๆ ตลอดจนการตีเหล็ก การแกะสลักไม้ ผ้าที่ทอจากศูนย์ฯ นี้มีคุณภาพดีจึงเป็นที่นิยมของคนทั่วไป ทางศูนย์ฯ เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน

บ้านปั้นหม้อ

          อยู่ที่บ้านเชียงเครือ อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-นครพนม ที่หมู่บ้านเชียงเครือนี้มีอาชีพนอกเหนือจากการทำนา คือ การปั้นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่น โอ่ง หม้อ ไห กระถาง เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ในราคาย่อมเยา จากในบริเวณหมู่บ้านและตลอดสองข้างทางที่เดินทางสู่หมู่บ้าน

บ้านทอผ้าบ้านวาใหญ่ ดอนแดง

           ในเขตอำเภออากาศอำนวย อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 75 กิโลเมตร ผ้าที่ทอนั้นมีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าขิด เป็นผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติที่ได้จากเปลือกไม้ และผลิตผลจากไม้ พร้อมทั้งมีฝีมือการทอที่ประณีตลวดลายสวยงาม

                                             

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งเรือ

            ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี สำหรับวันขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันแห่ขบวนปราสาทผึ้งที่ยิ่งใหญ่ เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. ขบวนปราสาทผึ้งที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงามของคุ้มวัดต่างๆ จำนวนกว่า 20 คุ้ม จะเริ่มออกจากสนามมิ่งเมืองในเขตเทศบาลเมืองนครสกล แห่ไปตามถนนสุขเกษม แยกเข้าถนนเจริญเมืองเพื่อไปสู่วัดพระธาตุเชิงชุม ปราสาทผึ้งที่แต่ละขบวนนำมาจะมาตั้งไว้เป็นพุทธบูชา ณ บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม ด้วยความศรัทธาของชาวอีสานที่เชื่อว่าในเทศกาลออกพรรษา พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อมาโปรดเวนัยสัตว์ในโลกมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ในตอนกลางคืนของวันขึ้น 13 ค่ำ ก่อนวันทำการแห่ขบวนปราสาทผึ้ง ชาวคุ้มต่างๆ จะนำปราสาทผึ้งของตนที่ตกแต่งอย่างสวยงามประดับโคมไฟหลากสีมาตั้งประกวดแข่งขันกัน ณ สนามมิ่งเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด


           งานเที่ยวหนองหาน ชมภูพานเผ่าไทย ชิมข้าวหอมใหม่ไทสกล


             เป็นงานประจำปีของจังหวัดสกลนคร ที่จัดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้มีการจัดงานฉลองเมืองสกลนคร 150 ปี แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2531 เพื่อต้องการที่จะสืบทอดศิลปวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชนต่างๆ ที่เป็นชนชาติพันธุ์ของชาวสกลนครให้คงอยู่ต่อไป โดยกำหนดจัดงานขึ้นในวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคมของทุกปี มีกำหนดการจัดงานปีละ 7 วัน สถานที่จัดงานคือบริเวณศาลากลางจังหวัดสกลนคร ในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันเปิดงานจะมีการแสดงขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชนต่างๆ ที่อยู่ในจังหวัดทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้ไทย (ภูไท) โส้ ย้อ โย้ย กะเลิง กะตาก ลาว ญวน และจีน เป็นต้น โดยขบวนจะออกจากสนามมิ่งเมืองในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร เวลาประมาณ 14.00 น. และเคลื่อนขบวนไปตามถนนสุขเกษม มุ่งหน้าไปยังศาลากลางจังหวัดสกลนคร ซึ่งแต่ละขบวนจะไปรวมกัน ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัด นอกจากนี้ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมประกอบงานต่างๆ อีกมากมาย เช่น การประกวดนางสาวสกลนคร การออกร้านแสดงนิทรรศการของส่วนราชการต่างๆ การประกวดศิลปวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน การจัดพาแลง การแสดงมหรสพต่างๆ การออกร้านกาชาด การจำหน่ายสินค้าราคาถูกของร้านค้าเอกชน เป็นต้น

งานเทศกาลโส้รำลึก

         เป็นงานประจำปีของชาวโส้ ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอกุสุมาลย์ การแสดงโส้ทั่งบั้ง จะเริ่มในตอนสายของวันขึ้น 4 ค่ำ ตามประเพณีความเชื่อที่สืบทอดมาแต่อดีต เป็นการแสดงเอาพิธีเยาคนป่วยลงสนามหรือแซงสนาม และพิธีเจี้ยศาลา รวมเข้ากันเพื่อให้เกิดรูปขบวนที่สวยงามเป็นจังหวะสอดคล้องกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ดีดสีตีเป่าเข้ากับท่วงท่ารำของสาวโส้ ที่มาร่วมแสดงเป็นจำนวนมาก ในการแสดงพิธีดังกล่าวชาวโส้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ จะกระทำแบบลอยๆ หรือเล่นๆ ไม่ได้ นอกจากนี้ในบริเวณงานจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านนานาชนิดให้แก่ผู้ไปเที่ยวชมในราคาถูก การคมนาคมสะดวกรถยนต์เข้าถึงบริเวณงาน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร

งานเซิ้งผีโขน

           เป็นงานประเพณีของชาวบ้านไฮหย่อง ตำบลไฮหย่อง อำเภอพังโคน จัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี ในงานจะมีขบวนของชาวบ้านแต่งชุดผีประเภทต่างๆ จำนวนมาก แห่ไปตามถนนในหมู่บ้านตามขบวนแห่พระเวสน์ไปยังวัดไฮหย่อง เพื่อทำบุญอุทิศกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ มีการแสดงท่ารำต่างๆ ของผีเป็นที่ครึกครื้น การคมนาคมสะดวก รถยนต์เข้าถึงบริเวณงาน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 48 กิโลเมตร รำมวยโบราณเป็นการต่อสู้ของนักมวยโบราณ มีลักษณะพิเศษคือ การใช้ฝ่ามือตบหรือตีแทนการใช้หมัด แล้วถอยออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่นิยมคลุกวงใน เมื่อถอยออกมาแล้วนักมวยจะร่ายรำไปมาเพื่อหาโอกาสและจังหวะที่จะรุกเร้าอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเผลอตัว เทคนิคในการรุกการถอย การตอบโต้ของนักมวยโบราณมีหลายแบบ และถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องฝึกหัด



บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:30:00 pm »

              ร้านอาหารในอำเภอเมือง    อ. เมือง จ. สกลนคร

กรีนคอนเนอร์ ประเภทของร้านอาหาร : อาหารตามสั่ง
     1173 ถ. รัฐพัฒนา

     กอไผ่ ประเภทของร้านอาหาร : อาหารตามสั่ง
     348/4 ถ. สุขเกษม โทรศัพท์ : 712235

     ครัวอโนทัย ประเภทของร้านอาหาร : ทั่วไป
     1709/16-17 ถ. เปรมปรีดา โทรศัพท์ : 0 4271 1542

     คันทรีโฮม ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     1691/11 บริเวณศูนย์การค้าสกลพลาซ่า

     เครือวัลย์ ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     600 ถ. ใจผาสุข โทรศัพท์ : 0 4271 2233

     ดุสิตคอฟฟี่ช้อฟ ประเภทของร้านอาหาร : ทั่วไป
     ในโรงแรมดุสิต 1782 ถ. ยุวพัฒนา โทรศัพท์ : 0 4271 1119

     เต็มคำ ประเภทของร้านอาหาร : อาหารตามสั่ง
     1446/15 ถ. รอบเมือง โทรศัพท์ : 0 4271 1566, 0 4271 3643

     เบสท์เฮ้าส์ ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     1659/1 ถ. เปรมปรีดา โทรศัพท์ : 0 4271 3166

     พอใจ ประเภทของร้านอาหาร : จีน
     1308/10 ถ. เปรมปรีดา โทรศัพท์ : 0 4271 1767

     มิตรอุปถัมภ์ ประเภทของร้านอาหาร : อีสาน
     37 ถ. สุขเกษม โทรศัพท์ : 0 4271 1633

     ลายไทย ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     374/1 หมู่ 13 ถ. สกลนคร-กาฬสินธุ์

     ลูกไผ่ ประเภทของร้านอาหาร : จีน
     1268/6 ถ. กำจัดภัย โทรศัพท์ : 0 4271 2545

     แวร์ซายส์ ประเภทของร้านอาหาร : ทั่วไป
     383/14 ถ. ไอทียู โทรศัพท์ : 0 4271 4886-7

     สนมเอก ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     บริเวณหนองสนม โทรศัพท์ : 0 4271 2806

     สวนรัก ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     1865/15 ถ. รัฐพัฒนา โทรศัพท์ : 0 4271 1783

     สวนลึก ประเภทของร้านอาหาร : อาหารตามสั่ง
     241/8 ถ. ต.พัฒนา โทรศัพท์ : 0 4271 4072

     สะบันงา ประเภทของร้านอาหาร : อีสาน
     1782 ถ. รัฐพัฒนา โทรศัพท์ : 0 4273 3428

     อาภาอาหารไทย ประเภทของร้านอาหาร : ไทย
     243 ถ. กำจัดภัย โทรศัพท์ : 0 4271 2081


                                              ที่พัก

โรงแรมในอำเภอเมือง
          39 รีสอร์ท ถนนเลี่ยงเมือง โทร. 0 4273 3339-41 จำนวน 40 ห้อง ราคา 450 - 0 บาท

     กรองทอง 645/2 ถ. เจริญเมือง โทร. 0 4271 1235 จำนวน 15 ห้อง ราคา 120 - 240 บาท

     กิตติ 1812 ถ. สุขเกษม โทร. 0 4271 3908 จำนวน 25 ห้อง ราคา 100 - 200 บาท

     เจริญสุข 635 ถ. เจริญเมือง โทร. 0 4271 2916 จำนวน 30 ห้อง ราคา 120 - 300 บาท

     ดุสิต 1784 ถ. ยุวพัฒนา โทร. 0 4271 1198-9 , 0 4271 2200-1 จำนวน 101 ห้อง ราคา 500 - 1,000 บาท

     เพชรสกล 448/1 โทร. 0 4273 0043?47 จำนวน 14 ห้อง ราคา 300 - 800 บาท

     สกลแกรนด์พาเลซ 383/14 ถ. ไอทียู โทร. 0 4271 4886-7 จำนวน 120 ห้อง ราคา 700 - 2,800 บาท

     สกลโฮเต็ล 581/1 ถ. เจริญเมือง จำนวน 20 ห้อง ราคา 100 - 200 บาท

     สมเกียรติ 1348/4 ถ. กำจัดภัย โทร. 0 4271 1740 , 0 4271 1225 จำนวน 36 ห้อง ราคา 100 - 200 บาท

     อารยะ 2 345 ถ. เปรมปรีดา จำนวน 18 ห้อง ราคา 100 - 200 บาท

     อิมพีเรียล 1892 ถ. สุขเกษม โทร. 0 4271 1119 , 0 4271 1887 , 0 4271 3320 จำนวน 230 ห้อง ราคา 390 - 2,500 บาท

     อุทยานแห่งชาติภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทร. 0 4271 5180 มีบริการบ้านพัก จำนวน 2 หลัง ราคา 20 บาท/คน/คืน เรือนแถว พักได้ 36 คน ราคา 20 บาท/คน/คืน สถานที่ตั้งเต็นท์ ทางอุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า ราคา 50 บาท/คน/คืน และในกรณีที่นักท่องเที่ยวนำเต็นท์ไปเอง คิดค่าสถานที่ตั้งเต็นท์ ราคา 30 บาท/คน/คืน จำนวน 0 ห้อง ราคา 0 บาท

     เอ็ม เจ สกลนคร 399 ถ. คูมือง โทร. 0 4273 3771-4 จำนวน 85 ห้อง ราคา 600 - 5,600 บาท

โรงแรมในอำเภอเต่างอย
          อุทยานแห่งชาติห้วยหวด อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร 47260 หรือติดต่อส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561?4292 ต่อ 724?725 , 0 2579-5734 , 0 2579-7223 มีบริการสถานที่ตั้งเต็นท์ นักท่องเที่ยวจะต้องนำเต็นท์ไปเอง คิดค่าพื้นที่กางเต็นท์ 30 บาท/คน/คืน
     
โรงแรมในอำเภอพังโคน
          เทียมจันทร์ 7/5 ถ. นิตโย โทร. 0 4277 1237 จำนวน 15 ห้อง ราคา 120 - 200 บาท
     พังโคน โฮเต็ล 262 ถ. นิตโย โทร. 0 4277 1315 จำนวน 14 ห้อง ราคา 70 - 100 บาท
     อำเภอสว่างแดนดิน
     เพรทตี้ 108 หมู่ 11 ถ. นิตโย โทร. 0 4272 1131 จำนวน 20 ห้อง ราคา 150 - 300 บาท



                                              ของที่ระลึก

     แหล่งผลิตหัตถกรรม สินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึก

     ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม

            อยู่ในท้องที่บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ เดินทางไปตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข 22 ระยะทาง 84 กิโลเมตร ถึงอำเภอสว่างแดนดิน แยกขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2091 และแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 2280 เป็นเส้นทางสู่อำเภอเจริญศิลป์ ไปอีกประมาณ 23 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกมาก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขามที่เป็นแหล่งผลิตศิลปหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา การแกะสลักไม้ การทอผ้าไหม มีห้องแสดงการปั้นเขียนสี แสดงผลิตภัณฑ์ ฝีมือในการผลิต ออกแบบสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมใช้ของไทย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์ได้นำมาจัดแสดงให้ชม และจำหน่ายในงานนิทรรศการที่เกี่ยวกับสินค้าของที่ระลึกประจำจังหวัด รวมทั้งงานออกร้านในเทศกาลต่าง ๆ ในต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ทุกวันอังคาร-วันเสาร์

             ศูนย์ศิลปาชีพบ้านจาร ตั้งอยู่ที่บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 126 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-พังโคน เมื่อถึงอำเภอพังโคนแล้วแยกขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 222 ถึงบ้านคำตากล้า จากนั้นแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 2324 ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นที่ผลิต และฝึกอาชีพในด้านการทอผ้าไหม และผ้าพื้นเมืองอื่น ๆ ตลอดจนการตีเหล็ก การแกะสลักไม้ ผ้าที่ทอจากศูนย์ฯ นี้มีคุณภาพดีจึงเป็นที่นิยมของคนทั่วไป ทางศูนย์ฯ เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน

             บ้านปั้นหม้อ อยู่ที่บ้านเชียงเครือ ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-นครพนม ทางหลวงหมายเลข 22 ชาวบ้านมีอาชีพนอกเหนือจากการทำนา คือ การปั้นภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น โอ่ง หม้อ ไห กระถาง เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ในราคาย่อมเยาในบริเวณหมู่บ้าน และตลอดสองข้างทางที่เดินทางสู่หมู่บ้านเชียงเครือ

             หมู่บ้านทอผ้าบ้านวาใหญ่ บ้านดอนแดง ในเขตอำเภออากาศอำนวย ทางหลวงหมายเลข 2094 อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 75 กิโลเมตร ผ้าที่ทอนั้นมีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าขิด เป็นผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติที่ได้จากเปลือกไม้ และผลิตผลจากไม้ พร้อมทั้งมีฝีมือการทอที่ประณีต ลวดลายสวยงาม


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:30:29 pm »

สองร้อยซาวสองปี สกลทวาปี ศรีอีสาน



      การจัดงาน คึดฮอดสองร้อยซาวสองปี สกลทวาปี ศรีอีสาน นี้ นางสาวกิตติกา ลิขิตวศินกุล ผู้อำนวยการ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 4 เปิดเผยว่า จังหวัดสกลนคร มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 222 ปี (นับถึงปี 2551 นี้)
 
วัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน      นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนคร ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมความงอกงามในทุกๆ ด้านเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีของบรรพบุรุษ และตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญ โดยเฉพาะวิถีชีวิต วัฒนธรรม
 
สาวๆ ชาวสกลนคร      จึงได้จัดงาน สองร้อยซาวสองปี สกลทวาปี ศรีอีสาน ขึ้น โดยภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

- การจัดขบวนแห่เฉลิมฉลองฯ ที่ยิ่งใหญ่งดงามตระการตา กว่า 50 ขบวน

- ขบวนการแสดงวิถีชีวิต และวัฒนธรรม ในรูปแบบดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองทั้ง 6 เผ่า  ได้แก่ เผ่าไทญ้อ , เผ่าไทลาว , เผ่าไทโส้ , เผ่าไทกะเลิง , เผ่าไทโย้ย และ เผ่าภูไท

ซุ้มน้ำสมุนไพร - ตลาดแลงเมืองเก่า จัดโดย จังหวัดสกลนคร และ ททท. ซึ่งเป้นกิจกรรมจำลองวิถีชีวิตในตลาดของชาวสกลนครในรูปแบบย้อนยุค มีการซื้อขายกันด้วยเงินโบราณ
 
อาหารพื้นเมือง - นิทรรศการความเป็นมาของเมืองสกลนครทวาปี , การประกวดภาพวาดเมืองสกลนครในอดีต

- การทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 222 รูป
 
อาหารว่างไทยๆ     และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว และผู้สนใจเดินทางมาเที่ยวชมการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่งานหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ



 

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:32:20 pm »





                    หนองหาร ที่ตั้งและอาณาเขต หนองหาร จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออ ก
เฉียงเหนือตั้งอยู่ประมาณเส้นรุ้งที่ 107 องศา 6 ลิปดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 104 องศา 8 ลิปดาตะวันออก
ถึง 104 องศา 18 ลิปดาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางประมาณ 158 เมตร ความกว้างประมาณ
7 กิโลเมตร ยาว 18 กิโลเมตร พื้นที่รวมทั้งสิ้น 123 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมเขตการปกครองเทศบาลเมือง
สกลนคร กับอีก 10 ตำบล ของอำเภอเมืองสกลนครและอำเภอโพนนาแก้ว ได้แก่ ตำบลธาตุเชิงชุม
ตำบลธาตุนาเวง ตำบลเชียงเครือ ตำบลท่าแร่ ตำบลนาแก้ว ตำบลบ้านแป้น ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลม่วงลาย
ตำบลเหล่าปอแดง และตำบลงิ้วด่อน

                  หลักฐานทางโบราณคดีบริเวณหนองหาร จังหวัดสกลนคร เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานตอนบน
ในบริเวณที่เรียกว่า “แอ่งสกลนคร”
โดยมีแนวเทือกเขาภูพานเป็นแนวยาวทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก
และทิศใต้ มีพื้นที่ราบอยู่ทางทิศตะวันออกลาดเอียงเข้าสู่ชายฝั ่งแม่น้ำโขง สกลนครจึงนับว่า
เป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย ต่อเนื่องมานับตั้งแต่
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฎหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ภาพสลักผาหินที่ถ้ำผายนต์
หรือ ถ้ำผาลาย ถ้ำพระด่านแร้ง และภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำผักหวาน

 นอกจากนี้ยังปรากฎ
                   หลักฐานเกี่ยวกับภาชนะเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ ตลอดจนเครื่องสำริด และเครื่องโลหะ ซึ่งจากหลักฐาน
เครื่องมือเครื่องใช้ของคนก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในจ ังหวัดสกลนครนี้เชื่อว่ามีอายุร่วมสมัยเดียวกันกับวั ฒนธรรม
บ้านเชียง และนอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานทางด้านโบราณคดีจำนวนมาก

ตั้งแต่สมัยทวารวดีโดยมีการพบใบเสมาหิน

                   พระพุทธรูปสมัยทวารวดีกระจายอยู่ทั่วไปซึ่งอยู่ราวพุ ทธศตวรรษที่ 15 - 16 ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะ
จากขอมเช่นปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงปราสาทพระธาตุภูเพ ็ก ปราสาทบ้านพินนา ศิลาจารึกอักษรขอมที่
วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารจากประวัติและหลักฐานความเป ็นมาของจังหวัดสกลนครดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณในบริเวณพื้นที่นี้มีการทิ้ งร้างไม่อยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งในช่วงพุทธศตวรรษที่1 9
เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 24 ชุมชนนี้จึงได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาและมีการอพยพเข้าม าตั้งถิ่นฐานอีกครั้งหนึ่

                ลักษณะทางกายภาพของหนองหารสกลนครเป็นแหล่งน้ำธรรมชาต ิขนาดใหญ่มีน้ำเต็มอยู่ตลอดปีเนื่องจากเป็นแหล่ ง
ริมน้ำจากลำน้ำหลายสาย ทำให้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนนี้ จึงเป็นที่สร้างบ้านแปลงเมืองนี้ตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบันดังที่ปรากฎหลักฐานทางด้านโบราณคดีตำนา นและบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ขนานนามชุมชนนี้ว ่า
เมืองหนองหารหลวง ” พื้นที่โดยรอบหนองหารยังปรากฎร่องรอยการตั้งถิ่นฐานย ้อนหลังขึ้นไปจนถึงยุค
ก่อนประวัติศาสตร์ ดังรายละเอียด ดังนี้

               เกาะดอนสวรรค์ใหญ่ อำเภอเมืองสกลนคร เป็นดอนใหญ่ที่สุดในหนองหารอยู่ห่างจากฝั่งด้านสถานี ประมงจังหวัดสกลนคร ประมาณ 7 กิโลเมตร ทางด้านทิศใต้ของดอนจะอยู่ใกล้กับบ้านพักของประมงจัง หวัดสกลนครมีรากฐาน
ศาสนสถานเก่า ขนาดไม่ใหญ่โตนัก 1 แห่ง ก่อด้วยศิลาแลง ขนาดกว้างประมาณ 39.40 เซ็นติเมตร
ยาว 50 เซ็นติเมตร หนา 12 เซ็นติเมตร รอบ ๆ บริเวณซากศาสนสถานมีศิลาแลง กระจายเกลื่อนอยู่มากมาย
บนซากฐานแลงมีร่องรอยการก่อสร้างเป็นศาสนสถานด้วยอิฐ ในรุ่นหลังและมีชิ้นส่วนของเสา 8 เหลี่ยมก่อด้วย
อิฐฉาบปูนหักตกอยู่ด้วยอีก 2 ชิ้นถัดจากซากศาสนสถาน ไปทางเหนือเล็กน้อยเป็นศาลาโถง สร้างใหม่ด้วย
ไม้เป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาท ยาวประมาณ 135 เซ็นติเมตร สลักรอยพระพุทธบาทเป็นมงคล 108
ซึ่งเข้าใจว่านำโบราณวัตถุในสมัยรัตนโกสินทร์ส่วนในส ุดของศาลาโถง มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปปั้นด้วยปูนขาว
ที่ได้รับการซ่อมแซมใหม่แล้ว 2 องค์

                ดอนสวนหมาก อำเภอเมืองสกลนคร เป็นดอนเล็ก ๆ อยู่ห่างจากดอนสวรรค์ใหญ่ไปทางทิศใต้ประมาณ 3-4 กิโลเมตรทอดยาวไปตามแกนแนวเหนือ-ใต้ ผงเศษภาชนะดินเผามีทั้งชนิดลายเชือกทาบ ลายขูดขีดและแบบยังเรียบทาสลับ
ีต่าง ๆ ความหนาต่าง ๆ กัน หลายชิ้นมีลักษณะร่วมสมัยรุ่นเดียวกับบ้านเชียง และบางชิ้นก็น่าจะอยู่ในสมัยทวารวดี
และอื่น ๆด้านทิศใต้ของดอน พบว่ามีซากฐานศาสนสถานก่อด้วยศิลาแลง และหินทรายประกอบกันพอสังเกตเห็นได้ว่า
เป็นส่วนมุมของสิ่งก่อสร้างอย่างค่อนข้างชัดเจน ถึง 2 จุดด้วยกัน ด้านเหนือของซากศาสนสถานหลักเสมาหินทราย
โผล่เหนือผิวดินขึ้นมาประมาณ 15 เซ็นติเมตร หนาประมาณ 15 เซ็นติเมตร เห็นรอยสลักเป็นยอดแกนสถูปทั้งสองด้าน

                 บ้านคูสนาม ตำบลงิ้วด่อน อำเภอเมืองสกลนคร ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 17 องศา 06 ลิบดา 27 ฟิลิปดาเหนือ และลองติจูด 104 องศา 10 ลิปดา 18 ฟิลิปดาตะวันออก สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม จากภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณจะอยู่กึ่งกลางหมู ่บ้าน มีคันดินชั้นเดียวล้อมรอบ กว้างประมาณ 300 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร ลักษณะคล้ายเป็นสระเก็บน้ำ ในฤดูแล้งมากกว่าจะเป็นคูเมือง อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงและไม่มี เนินดินที่แสดงว่าใช้เป็นที่ฝังศพ จึงไม่พบหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ ในการดำรงชีวิตและพิธีกรรม หลักฐานที่สำคัญได้แก่ โบสถ์แบบล้านช้างปรากฎอยู่ในบริเวณที่สร้างโบสถ ์ใหม่ ในปัจจุบันดินบางส่วนถูกบุกรุกเป็นเขตไร่นาของชาวบ้า นที่มีที่ดินใกล้ชิดบริเวณที่ เช่น คูสนาม

               บ้านโพธิ์ศรี ตำบลงิ้วด่อน อำเภอเมืองสกลนคร บ้านโพธิ์ศรีอยู่ห่างจากบ้านคูสนามประมาณ 4 กิโลเมตร จากภาพถ่ายทางอากาศ บ้านโพธิ์ศรีมีคันดิน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกคันดินนี้ว่า “คูขวางคูซอย” พื้นที่กว้างประมาณ 500 เมตร ยาวประมาณ 900 เมตร สูง 1.50 เมตร ความกว้างของสันคูประมาณ 10 เมตร อย่างไรก็ตาม ลักษณะของคันดินดังกล่าวเชื่อว่าอาจใช้กักเก็บน้ำเพื ่อการเพาะปลูกในชุมชนแห่งนี้มากกว่าเป็นคูเมือง

               ในด้านหลักฐานโบราณคดีอื่นๆชาวบ้านได้ขุดพบไหน้ำอ้อย และไหสีขาวอ่อน พบโครงกระดูกที่มีขนาดใหญ่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเ หนือของหมู่บ้าน พบไหบรรจุกระดูกซึ่งคาดว่าคงเป็นการฝัง 2 ครั้ง คือนำผู้ตายมาฝั่งในหลุมศพจนเน่าเปื่อยแล้วนำกระดูกบ รรจุไหฝังอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นประเพณีฝังศพของคนสมั ยก่อนประวัติศาสตร์

               บ้านหนองสระ ตำบลดงชน อำเภอเมืองสกลนคร ตั้งอยู่ริมหนองหารสกลนคร ทางทิศใต้เป็นเนินดินยาวชาวบ้านขุดพบภาชนะลายเชือกทา งอย่างหยาบ ๆ โครงกระดูกมนุษย์เครื่องประดับสำริด และเครื่องมือเหล็ก ในระดับ 1.50 เมตร บริเวณนี้ไม่พบภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียง ที่พบที่บ้านม่วงตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนครแต่บรรดาเครื่องปั้นดินเผาและโบราณว ัตถุอื่นมีลักษณะเหมือนกันกับที่บ้านม่วง

              บ้านนาดอกไม้ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมืองสกลนคร เป็นเนินดินยาว อยู่ริมหนองหารสกลนคร ทางซีกตะวันตกพบโครงกระดูกภาชนะลายเชือกทาบอย่า งหยาบ ๆ เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้วและเครื่องมือเหล็กในระดับ 1.50 เมตร แต่ไม่พบภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียง จากการพบแหล่งโบราณคดีนี้ บ้านนาดอกไม้ บ้านหนองสระ และบ้านม่วง ซึ่งล้วนแต่กระจายอยู่ริมขอบหนองหารสกลนคร ทำให้ตระหนักว่าแหล่งเหล่านี้น่าจะเป็นแหล่งก่อนประว ัติศาสตร์ ที่มีทั้งความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมบ้านเชียงและแตกต่า งจากบ้านเชียง

              บ้านท่าลาด ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร ตั้งอยู่ริมหนองหารสกลนครด้านทิศใต้ เป็นบริเวณที่พบเศษเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบแบบห ยาบ ๆแต่ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร ์ พบเนินดินที่มีการสร้างศาสนสถาน ในสมัยทราวดีตอนปลาย และลพบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยล้านช้าง โบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ เนินดินที่มีเสมาหินปักล้อม ในเขตวัดท่าวัดเหนือ เป็นเสมาขนาดเล็กที่มีการสลักเป็นพระสถูป หรือลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาพบฐานวิหารก่ อด้วยศิลาแลงและอิฐ พบพระพุทธรูปแบบทวาราวดี ตอนปลายและแบบลพบุรีและฐานพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ในส มัยล้านช้าง มีการสร้างโบสถ์ฐานก่อด้วยอิฐในบริเวณนี้หลายแห่งหลั กฐานด้านโบราณคดีที่บ้านท่าวัด เป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่าชุมชนในบริเวณรอบ ๆ หนองหารสกลนครนี้ ได้พัฒนาเข้าสู่สมัยที่มีการนับถือพระพุทธศาสนาในสมั ยทวาราวดีตอนปลายก่อนที่จะมีการสร้างเมืองหนองหารหลว งขึ้นริมหนองหารสกลนคร และมีการสร้างศาสนสถานแบบขอมในสมัยลพบุรี




บริเวณรอบๆหนองหาร จัดเป็นสวนสุขภาพขนาดใหญ่ เีรียกว่าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อสระพังทอง
จัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีพรรณไม้นานาชนิด สวนหย่อมสวยงาม เหมาะแก่การออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ




 

ครั้งหนึ่ง ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ "นครเอกชะทีตา"  มีพระยาขอม
เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น พระยาขอมมีพระธิดาสาวสวย
นามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่งเป็นที่รักและ หวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท 7 ชั้น
ให้ อยู่พร้อมเหล่าสนม กำนัล คอยดูแลอย่างดี

              ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ "เมืองผาโพง" มีเจ้าชายนามว่า "ท้าวผาแดง" เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่ ท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของธิดาไอ่คำมาก่อนแล้ว  ใคร่อยากจะเห็นหน้า

              จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจร ถึง นครเอกชะทีตา  และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบเข้าไปให้นางไอ่คำ ด้วยผลกรรมที่ผูกพันกันมาแต่ชาติ ปาง ก่อนนางไอ่คำกับท้าวผาแดง จึงได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน จนในที่สุดทั้ง 2  ก็ได้อภิรมย์สมรักกัน
 
               ก่อนท้าวผาแดงจะจากไป เพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอ ทั้ง 2 ได้คร่ำครวญต่อกันด้วยความอาลัยยิ่ง วันเวลาผ่านไปถึง
เดือน 6 เป็นประเพณีแต่โบราณของเมืองเอกชะทีตา จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถนระยาขอม  จึงได้ประกาศบอก
ไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่า บุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยอีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟมา
จุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษกกับพระธิดาไอ่คำด้วย

               ข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง 
เมืองเชียงเหียน  เชียงทอง  แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาลก็อดใจไม่ไหว ปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาดูโฉมงาม
นางไอ่คำด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ

      เมื่อถึงวันแข่งขันจุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ถึง 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลง

      ขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาค ที่ปลอมเป็นกระรอกเผือก มีกระดิ่งผูกคอน่ารัก มาไต่เต้นไปมาอยู่บนยอดไม้ ข้างปราสาท
นางไอ่คำ ก็ปรากฏร่างให้นางไอ่คำเห็น นางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง  แต่แล้วก็จับไม่ได้ จึงบอกให้นายพราน  ยิงเอาตัวตายมา 
ในที่สุดกระรอกเผือกพังคีก็ถูกยิงด้วยลูกดอกจนตาย  ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า   "ขอให้เนื้อของข้าได้แปดพันเกวียน
คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง"

      จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่นมาดูกัน และจัดการแล่เนื้อแบ่งกันไปกินทั่วเมืองด้วยว่าเป็นอาหาร ทิพย์  ยกเว้นแต่พวกแม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อกระรอกให้

      พญานาคแห่งเมืองบาดาลทราบข่าวท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตาย แล่เนื้อไปกินกันทั้งเมือง จึงโกธรแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นขณะที่ชาวเมืองชะทีตากำลังหลับไหล   เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยพายุฝนฟ้า กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบอยู่มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนี ตาย เหล่าพญานาคผุดขึ้นมานับหมื่น  นับแสนตัว ถล่มเมืองชะทีตาจมลงใต้บาดาลทันที  คงเหลือไว้เป็นดอน 3 - 4 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่าย ี่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกเผือกจึงรอดตาย

      ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมือง  โดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำไปด้วย  แต่แม้จะเร่งฝีเท้า ม้าเท่าใด ก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำพร้อมม้าแสน
รู้ชื่อ "บักสาม"  จมหายไปใต้พื้นดิน

      รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองโอฬาร ก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นพื้นน้ำกว้างยาวสุดตา ทุกชีวิตในเมือง
             เอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาลจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3 - 4 แห่ง ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น
หนองหานหลวง
ดังปรากฏในปัจจุบัน.

การทำปราสาทผึ้ง ส่วนมากในภาคอีสานนิยมทำกันมาแต่โบราณ ด้วยเหตุผลหรือคติที่ว่า...

  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
 
               เพื่อตั้งความปรารถนาไว้ หากเกิดในภพมนุษย์ขอให้มีปราสาทราชมณเฑียรอาศัยอยู่ด้วยความมั่งมีศรีสุข
ถ้าเกิดในสวรรค์ขอให้มีปราสาทอันสวยงาม มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารจำนวนมาก 
 
   เพื่อรวมพลังสามัคคีทำบุญทำกุศลร่วมกัน พบปะสนทนากันฉันท์พี่น้อง 
   เพื่อเป็นการประกาศหลักศีลธรรม ทางบุญทางกุศลให้ปรากฎ โดยชาวคุ้มวัดต่างๆ ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า
    ประชาชน บริจาคเงินตามศรัทธา พร้อมกันทำปราสาทผึ้ง กำหนดเอาเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงาน 


มูลเหตุแห่งการทำปราสาทผึ้ง 
 
                 ปรากฏในหนังสือธรรมบท ภาค 6 เรื่อง ยมกปาฏิหาริย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาปีที่ 7 บนสวรรค์ดาวดึงส์ 
ชั้น 2 ประทับที่บัณฑุกัมพลสีลาอาสน์ ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกแก่พระมารดา ดวงตาเห็นธรรม ครั้นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวัน มหาปวารณาออกพรรษา พระพุทธเจ้าตรัสอำลาพระอินทร์ เพื่อเสด็จลงสู่เมืองมนุษย์ พระอินทร์จึงเนรมิตบันได 3 ชนิด คือ
   บันไดทองคำอยู่เบื้องขวา
   บันไดเงินอยู่เบี้องซ้าย
   บันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลาง
 
                   ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จลงทางบันไดแก้วมณีตรงกลาง ท้าวมหาพรหมกั้นเศวตฉัตร ท้าวสุยาม ถือพัดวาลวีชนี 
พวกเทวดาลงทาง บันไดทองคำเบื้องขวา มีนักฟ้อน นักดนตรีติดตามพวกมหาพรหม ลงทางบันไดเบื้องซ้าย มีมาตุลีเทพบุตร ถือดอกไม้ของหอมติดตาม ครั้นเสด็จถึงประตูเมืองกัสสะนคร ประทับพระบาทเบื้องขวาก่อน และเรียกสถานที่นี้ว่า "อจลเจดีสถาน" สืบมา ประทับทรงดูรอบทิศอีกเป็นครั้งที่ 2 พวกเทวดา มนุษย์ นาค ครุฑ สัตว์นคร ต่างชื่นชมในพระบารมีพระพุทธเจ้า และเกิดความเลื่อมใสในบุญกุศลเป็นอย่างยิ่ง จึงเกิดจินตนาการมองเห็นปราสาทวิมานสวยงามใคร่อยากไปอยู่จึงรู้ชัดว่า การที่จะไปอยู่ในปราสาทสวยงามได้นั้น จะต้องสร้างบุญสร้างกุศล ประพฤติปฏิบัติอยู่ในหลักธรรม ทำบุญใส่บาตร สร้างปราสาท กองบุญขึ้นในเมืองมนุษย์เสียก่อน จึงจะไปได้ จากนั้นมาจึงพากันคิดสร้างสรรค์ทำปราสาท ให้มีรูปลักษณะคล้ายปราสาทวิมานบนสวรรค์ทรงจตุรมุข มีเสา มีห้อง มีหน้าพรหม ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บันได มียอด มีมณฑป ลวดลายวิจิตรสวยงามตามยุคตามสมัยต่อกันมา...

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:43:58 pm »



 สาวภูไท

เป็นบางส่วนที่ภูมิใจนำเสนอชุดสวยๆ และหน้าตาจิ้มลิ้มของสาวเรณูนคร(สาวภูไท)



เพลงสาวเรณู
http://dworasayan.multiply.com/journal/item/299


เรณูนคร ถิ่นนี้ช่างมีมนต์ขลัง
ได้พบนวลนาง ดั่งเหมือนต้องมนต์แน่นิ่ง
 น้องนุ่งซิ่นไหม ไว้ผมมวยสวยเพริดพริ้ง
พี่รักเจ้าแล้วแท้จริง สาวเวียงพิงค์แห่งแดนอิสาน
เราเคยสัมพันธ์ พรอดรักเมื่อคราวหน้าหนาว
คืนฟ้าสกาว เหน็บหนาวน้ำค้างหรือนั่น
เพราะได้เคียงน้อง ถึงต้องหนาวตายไม่หวาดหวั่น
รุ่งรางต้องร้างไกลกัน สุดหวั่นไหว ก่อนลา
ผ้าผวยร้อยผืน ไม่ชื่นเหมือนน้องอยู่ใกล้
ดูดอุร้อยไห ไม่คลายหนาวได้หรอกหนา
ห่าง...น้อง พี่ต้องหนาวหนักอุรา คอยนับวันเวลา จะกลับมาอบไอรักเก่า
เย็นลมเหมันต์ ผ่านพ้นยิ่งพาสะท้อน โธ่น้องบังอร ก่อนนั้นเคยคลอเคียงเจ้า
ครั้งเที่ยวชมงานพระธาตุพนม ยามหน้าหนาว พี่ยังไม่ลืมนงเยาว์ โอ้แม่สาว เรณู.





ไหว้พระธาตุประจำวันเกิด (พระธาตุเรณู)


พระธาตุเรณู  เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์


          มีคาถาสวดบูชาวันละ ๑๕ จบ ดังนี้ "อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา"  ชื่อคาถาพระกระทู้เจ็ดแบก ใช้ทางคงกระพันชาตรี ประจำอยู่ทิศบูรพา องค์พระธาตุประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระธาตุเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ประวัติโดยย่อคือ ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐  เป็นพระธาตุคู่เมืองของชาวเรณูนคร โดยจำลองรูปทรงมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม คือองค์ก่อนที่จะล้มในปี พ.ศ.๒๕๑๘ แต่มีขนาดเล็กกว่า สูง ๓๕ เมตร กว้างด้านละ ๘.๓๗ เมตร ภายในเจดีย์บรรจุคัมภีร์พระธรรม พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา หน่องา และของมีค่าที่เจ้าเมืองเรณูนคร กับประชาชนนำมาบริจาค และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตถ และพระอรหันต์ธาตุ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๙  มีงานเทศกาลนมัสการพระธาตุเรณูนคร เป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น ๑๑ - ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ รวม ๕ วัน ๕ คืน

            สิ่งของบูชาพระธาตุ ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีเหลือง ธูป ๑๕ ดอก เทียนขาว ๒ เล่ม มีจำหน่ายที่ศาลาใกล้องค์พระธาตุ เว้นข้าวเหนียวปิ้งมองหาไม่เจอ และที่ศาลาแห่งนี้ยังมีห้องจำหน่ายวัตถุมงคลอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้ที่ได้ไปนมัสการ จะได้อานิสงค์ส่งผลให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์

            พระองค์แสน  เป็นชื่อของพระพุทธรูปที่ประชาชนเคารพนับถือมากองค์หนึ่ง ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดธาตุเรณู เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง เป็นพระเนื้อทองตันทั้งองค์ หน้าตักกว้างและสูง ๕๐ เซนติเมตร เป็นพระคู่บ้าน คู่เมือง แต่จะสร้างเมื่อใด ใครสร้างไม่ได้มีหลักฐานแจ้งไว้ แต่ที่แน่ ๆ คือ สร้างมานานแล้ว สร้างก่อนที่จะสร้างพระธาตุเรณูในปี พ.ศ.๒๔๖๐ แผ่นทองที่นำมาหลอมเป็นองค์พระพุทธรูปได้มาจาก การบอกบุญขอบริจาคจากหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วเรณูนคร ได้แผ่นทองเหลืองที่ลงอักขระมาก็มี เมื่อนำมาหล่อรวมนั้น กระทำในครั้งแรก หล่อไม่สำเร็จ ไม่ติดเบ้าพิมพ์ ต้องย้ายที่ไปหล่อใหม่จึงสำเร็จ แล้วอัญเชิญมาไว้ ณ อุโบสถหลังเก่าของวัดกลาง หรือวัดธาตุเรณู ในเวลาต่อมา เมื่อสร้างอุโบสถหลังใหม่แล้ว ก็อัญเชิญประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหลังใหม่ของวัดเรณู อายุพระองค์แสนจึงมีอายุนานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว

            เหตุที่เรียกว่า พระองค์แสน เพราะว่ามีน้ำหนัก ๑๐ หมื่น มาตราชั่งของชาวบ้านกำหนดว่า ๑๒ กิโลกรัม เป็นหนึ่งหมื่น ๑๐ หมื่น จึงเท่ากับหนึ่งแสน เท่ากับ ๑๒๐ กิโลกรัม เท่ากับน้ำหนักขององค์พระทอง

            ชาวบ้านเคารพพ่อองค์แสนมาก เวลาที่ปีไหนเกิดแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะอัญเชิญหลวงพ่อลงจากอุโบสถ ทำการแห่แหนไปตามสายต่าง ๆ ทั่วเรณูนคร เพื่อให้ประชาชนได้เคารพบูชา และสรงน้ำพระ เป็นการอธิษฐานรวมพลังให้ฟ้าฝนตกลงมา และในวันสงกรานต์ก็จะมีการอัญเชิญพระองค์แสน นำหน้าขบวนนางสงกรานต์ แห่ไปรอบเมืองในพิธีนี้ จะได้เห็นการฟ้อนรำของสาวสวยชาวเรณูนคร

            ดินแดนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงแถบนี้ เดิมเป็นที่ตั้งของอาณาจักรศรีโคตรบูร ตัวเมืองศรีโคตรบูร ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือ ฝั่งประเทศลาวเดี๋ยวนี้ อยู่บริเวณทางใต้ของเซบั้งไฟ ตรงกันข้ามกับพระธาตุพนม อาณาจักรนี้ถือเป็นแคว้นหนึ่งในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนั้นมีแคว้นอยู่หลายแคว้น เช่น แคว้นล้านช้าง แคว้นสิบสองจุไทย แคว้นจำปาศักดิ์ และแคว้นศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เป็นต้น แต่ละแคว้นจะมีเจ้าผู้ครองนคร ปกครองตนเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน
            มาถึงสมัยพญานันทเสน  เจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร เมื่อได้สวรรคตแล้ว บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์ ตลอดจนราษฎรทั้งหลายเห็นว่า บ้านเมืองตั้งอยู่ตรงนี้มีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นเสมอ ควรจะย้ายผู้คนไปสร้างเมืองกันใหม่ โดยไปสร้างยังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขง (ฝั่งไทย) ซึ่งเป็นบริเวณป่าไม้รวก แล้วตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ว่า "เมืองมรุกขนคร"  อันมีความหมายว่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในดงไม้รวก
            ในสมัยที่พญาสุมิตตธรรมิกราช ได้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองมรุกขนครอยู่นั้น ปรากฎว่าอาณาจักรศรีโคตรบูร มีอาณาเขตขยายออกไปกว้างขวาง มีเมืองต่าง ๆ มาขึ้นต่อเมืองมรุกขนคร หรืออาณาจักรศรีโคตรบูร ชื่อเมืองสุวรรณภูมิ เมืองจันทบุรี หรือเวียงจันทน์ในปัจจุบัน เมืองร้อยเอ็ดพระนคร และได้มีการบูรณะองค์พระธาตุพนมขึ้นเป็นครั้งแรก โดยก่อกำแพงล้อมไว้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วมีการฉลองสมโภช และได้มอบหมายให้หมู่บ้านทั้ง ๗ แห่ง ที่อยู่ในเขตแดนนั้นเป็นผู้ดูแลรักษาองค์พระธาตุ และยังมีไพร่พลให้อยู่ดูแลรักษา และปรนนิบัติองค์พระธาตุพนมอีกเป็นจำนวนถึงสามพันคน

            ต่อจากพญาสุมิต ฯ ได้มีเจ้าผู้ครองนครต่อมาอีกสององค์ มรุกขนครจึงถึงกาลวิบัติ ผู้คนพากันเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นอันมาก ในที่สุดจึงมีการอพยพหนีภัย ทิ้งให้มรุกขนครกลายเป็นเมืองร้าง จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ.๑๘๐๐ พระเจ้ารามบัณฑิต กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้โปรดให้เจ้าศรีโคตร ผู้เป็นโอรส มาสร้างเมืองมรุกขนครขึ้นใหม่ ใต้เมืองท่าแขก ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง กลับมาสร้างทางฝั่งลาวเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็ให้อยู่ครองเมืองนั้นต่อไป

            พ.ศ.๒๐๕๗ พระเจ้านครหลวงพิชิตทศพิธราชานีศรีโคตรบูรหลวง หรือเจ้าหน่อเมือง ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองมรุกขนคร ลำดับที่ ๓ ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่ว่า "เมืองศรีโคตรบูร" ให้ตรงตามชื่ออาณาจักรดั้งเดิม และได้ข้ามแม่น้ำโขงมาบูรณะปฎิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม

            พ.ศ.๒๒๘๐  พระบรมราชา หรือเอวก่าน อีสาน เรียกว่า แอวก่าน เป็นเจ้าเมืองศรีโคตรบูรองค์สุดท้าย ได้ย้ายเมืองมาตั้งบนฝั่งขวา ย้ายกลับมาฝั่งประเทศไทย เยื้องเมืองเก่าขึ้นไปทางเหนือ แล้วตั้งชื่อเมืองว่า "เมืองนคร"
            พ.ศ.๒๓๒๑  ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีการย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งไปตั้งที่บ้านหนองจันทร์ ห่างจากที่เดิมไปประมาณ ๕๒ กกโลเมตร

            พ.ศ.๒๓๓๙  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมราชา หรือเจ้าอู่แก้ว เจ้าผู้ครองเมืองนครถึงแก่พิราลัย พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงตั้งให้ท้าวพรหม โอรสของเจ้าเมืองเดิมเป็นพระบรมราชา ขึ้นครองเมืองแทน แต่ได้นำเครื่องบรรณาการมาถวาย ขอขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร ฯ และได้ชื่อเมืองใหม่ว่า "เมืองนครพนม" นับตั้งแต่นั้นมา

            เมืองนครพนม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองหนึ่ง ขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ฯ เจ้าเมืองมีราชทินนามว่า พระพนมนครานุรักษ์ ศรีสิทธิศักดิ์ เทพลือยศบุรีศรีโคตรบูร  "ระหว่างนี้การศึกของประเทศเพื่อนบ้านก็มีอยู่เสมอ เป็นผลให้ผู้คนอพยพข้ามมาอยู่ฝั่งไทยกันหลายเผ่าพันธุ์"

            พ.ศ.๒๔๕๗  ได้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเสียใหม่ มี มณฑล จังหวัด อำเภอ นครพนมจึงยกขึ้นเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก คือ พระยาพนมนครานุรักษ์
            ในนครพนมนั้นมีชาวไทยหลายเผ่า ที่สำคัญมี ๗ เผ่า คือ ไทยย้อ (ญ้อ) , ผู้ไทย , ไทยกะเลิง, ไทยแสก, ไทยโส้ หรือไทยกะโซ้ ,ไทยข่า และเผ่าไทย - ลาว

            ชาวเรณูนครนั้นมีเผ่า ผู้ไทย หรือบางทีก็ไปเรียกว่า ภูไท มากที่สุด แทบจะทั้งอำเภอเลยทีเดียว ทั้งเรณูนครไม่มีชาวต่างด้าวอยู่เลย ได้แก่ ชาวจีน และชาวญวน เพราะเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาแต่ดั้งเดิม ทำให้พวกเชื้อสายจีน และญวนอยู่ในเรณูนครไม่ได้

            เมื่อทางราชการย้ายที่ตั้งอำเภอเรณูนคร ไปตั้งที่ตำบลธาตุพนม เพราะเห็นว่าติดแม่น้ำโขง และมีองค์พระธาตุพนมอยู่ที่ตำบลนี้ ชาวเรณูนครจึงน้อยใจ เพราะคิดว่าน่าจะมาจากชาวจีนอยู่ที่ธาตุพนมมาก จนค้าขายร่ำรวยจึงมีอิทธิให้ย้ายตัวอำเภอเรณูนครไปตั้งที่อำเภอธาตุพนม ชาวเรณูจึงไม่คบค้าสมาคมกับชาวจีน เมื่อเรณูย้ายกลับมาตั้งที่ตั้งในปัจจุบันนี้แล้ว ชาวจีนก็ไม่กล้าตามมาตั้งรกรากถิ้นฐานในเรณูนคร

            ส่วนชาวญวนนั้น สาเหตุมีมาตั้งแต่ชาวผู้ไทยยังอยู่ที่ถิ่นเดิม คือ เมือง น้ำน้อย อ้อยหนู หรือแถน ถูกพวกญวนรังแก ชาวผู้ไทยจึงไม่กล้าคบค้าสมาคมกับพวกญวน และไม่ค้าขายด้วย เมื่อชาวผู้ไทยมาอยู่ที่เรณูนครแล้ว เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ มีคนญวนอพยพไปตั้งหลักแหล่งที่เรณูนคร คนญวนไปแย่งกิจการค้า การทำมาหากินของคนผู้ไทยในเรณูนคร จึงพากันขับไล่ พวกญวนทนไม่ได้ต้องอพยพไปอยู่ที่ตัวจังหวัดนครพนม

            เรณูนคร จึงไม่มีชาวจีน และชาวญวนหรือคนต่างด้าวอื่น ๆ อยู่ในอำเภออีกเลย
            ชาวผู้ไทยมีอยู่หลายจังหวัดในภาคอีสาน คือ
            จังหวัดกาฬสินธ์ ๕ อำเภอ ๖๓ หมู่บ้าน
            จังหวัดนครพนม ๕ อำเภอ ๑๓๒ หมู่บ้าน แต่มากที่สุดในอำเภอนาแก มี ๗๘ หมู่บ้าน
            จังหวัดมุกดาหาร มี ๔ อำเภอ ๖๘ หมู่บ้าน
            จังหวัดสกลนคร  ๘ อำเภอ ๒๑๒ หมู่บ้าน
            และยังมีอีกบ้างในจังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี หนองคาย ยโสธร ร้อยเอ็ด รวมแล้วอีก ๒๐ หมู่บ้าน
            ส่วนในอำเภอเรณูนครนั้นมี ๓ ตำบล คือ ตำบลโพนทอง ตำบลเรณู และตำบลท่าลาด แต่ตำบลท่าลาด ไม่มีชาวผู้ไทยตั้งหลักแหล่งอยู่เลย รวมแล้ว ๒ ตำบล มีชาวผู้ไทย ๑๙,๐๐๐ คนเศษ

            ตามตำนานการอพยพได้กล่าวไว้ในพงศาวดารล้านช้าง เล่าไว้ว่า

            ที่เมืองน้ำน้อย อ้อยหนู หรือเมืองแถน มีปู่เจ้าลางเชิง ขุนเค็ก ขุนคาน ปกครองชาวผู้ไทยเมื่อเกิดทุพภิกขภัย พญากา หัวหน้าผู้ไทยคนหนึ่งได้เกิดขัดแย้งกับเจ้าเมือง จึงชักชวนชาวผู้ไทยจำนวนหนึ่งมาอยู่ที่เมืองวังอ่านคำ ในแขวงสุวรรณเขต ในปัจจุบัน ที่เมืองแห่งนี้มีชาวข่า อาศัยอยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดพิพาทกันขึ้น ต่อมาชาวผู้ไทยถูกชาวข่า และชาวจีนฮ่อบุกรุกทำลายเผาบ้านเรือน และจับเอาพญาเตโช หัวหน้าชาวผู้ไทยไปเมืองจีน พญาเตโชได้สั่งลูกหลานว่า อย่าอยู่เมืองวังเลย ให้อพยพไปอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเสียเถิด ฝั่งขวาหมายถึง ฝั่งประเทศไทย

            ชาวผู้ไทย โดยการนำของท้าวเพชร และท้าวสาย จึงพาชาวผู้ไทยอพยพมาจากเมืองวัง อพยพข้ามมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยการต่อเรือ ต่อแพล่องแม่น้ำโขงลงมา จนมาถึงบ้านพระกลาง เขตอำเภอธาตุพนม พระภิกษุเจ้าสำนักธาตุพนม ในเวลานั้น ได้แนะนำให้ไปตั้งบ้านเรือนที่ "ดงทวายสายบ่อแก" ชาวผู้ไทยจึงต้องอพยพกันต่อไป และตั้งบ้านเรือนขึ้นใหม่ให้ชื่อว่า "เมืองเว"

            รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวสาย เป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองคนแรก และยกบ้านนี้ขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ขึ้นกับเมืองนครพนม ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ชาวผู้ไทยนั้นมี ผู้ไทยดำ และผู้ไทยขาว ซึ่งผู้ไทยที่อยู่เมืองไทยนั้น น่าจะเป็นผู้ไทยดำ ทั้งนี้เพราะความแตกต่างทีสำคัญของชาวผู้ไทยดำ - ขาว คือ เครื่องแต่งกาย

            ชาวผู้ไทยดำ ก็มีผิวขาวสวย ยิ่งสาว ๆ ยิ่งสวย แต่ทั้งชายและหญิง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ หรือสีคราม ในถิ่นเดิม คือแคว้นสิบสองจุไทย นั้นมี ๘ เมือง ได้แก่ เมืองควาย เมืองแถง หรือเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู เมืองดุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองซาง

            กลุ่มผู้ไทยขาว ในแคว้นสิบสองจุไทย มี ๔ เมือง ได้แก่ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุม เมืองบาง ชาวผู้ไทยขาวเลยขาวทั้งตัว ผิวก็ขาว เสื้อผ้าก็สีขาว

            ชาวผู้ไทยเรณูนครนั้น น่าจะมาจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูมากกว่าเมืองอื่น จึงเชื่อกันว่าผู้ไทยในเมืองไทยเป็นชาวผู้ไทยดำ
            หากมายังเรณูนคร จะผ่านประตูเมืองของเขาเข้ามา ถนนสายนี้จะมุ่งไปยังองค์พระธาตุเรณู ที่วัดพระธาตุเรณู และสองข้างทางมีร้านขายสินค้าพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อลือนามที่สุดคือ "อุ" ใส่ไห ผนึกปิดฝาเอาไว้ ซื้อใส่รถไปได้ จะกินกันเมื่อไรก็นั่ล้อมวงรอบไห แล้วเอาน้ำเทลงไปในไหก็จะกลายเป็นเหล้า  ให้ดูดกินได้ กินอุไม่รินใส่แก้ว ต้องใช้หลอดดูดจากในไห และสาวเรณูยั่วหนุ่มต่างเมืองดีนัก เช่น ในการับรอง เป็นต้น สาวเรณูผู้ไทยแสนสวยจะมาร่วมดื่มอุด้วย อย่าไปดื่มแข่งกับเธอ ก็แล้วกันจะเมานอนเสียก่อน ไม่ทันคุย

            ในวัดธาตุเรณู มีโรงละครน่าจะเป็นของศูนย์วัฒนธรรม ชื่อโรงละครเมืองเว ชื่อเว ก็มาจากชื่อของเมืองเรณูนคร ที่ตั้งครั้งแรกนั้นเอง แต่น่าเสียดาย ที่ชาวผู้ไทยมีศิลปะวัฒนธรรมของตัวเอง น่าจะจัดการแสดงให้มีกำหนดเวลาแน่นอน เช่น ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือน หรือเดือนละ ๒ ครั้ง เป็นต้น หากประชาสัมพันธ์ให้ดี ๆ รับรองว่า จะมีผู้เที่ยวชมกันแน่นทีเดียว ผมกำลังเขียนเรื่องการไหว้พระธาตุประจำวันเกิด ในหนังสือทุกเล่มที่ผมเขียน ก็คงจะมีผลชักชวน ให้คนไปไหว้พระธาตุประจำวันเกิดของตน ยิ่งคนเกิดปีวอกยิ่งน่าไป เพราะธาตุพนมเป็นทั้งพระธาตุประจำปีเกิด ของคนปีวอก และประจำวันเกิดของคนเกิดวันอาทิตย์

            การฟ้อนที่สำคัญที่น่าชมอย่างยิ่งของชาวผู้ไทย ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ยังอยู่ในถิ่นเดิมคือ เมืองแถง หรือเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไท การฟ้อนผู้ไทยเรียกว่า "รำผู้ไทย"  ดั้งเดิมนั้นจะมีการฟ้อนเน้นความสนุกสนานภายในกลุ่มที่ร่วมฟ้อนด้วยกัน เช่น ในงานทำบุญมหาชาติ งานนมัสการพระธาตุเรณู และงานเทศกาลอื่น ๆ ท่ารำของรำผู้ไทยได้ดัดแปลงมาจากการเดิน การบิน การเต้นของสัตว์ เพราะชาวผู้ไทยมีอาชีพทำนา ขณะไถนาจะมีการ หรือนกหลายประเภท ลงมาหากินตามทุ่งนา และมีการหยอกล้อกัน ฟ้อนผู้ไทยจึงได้ดัดแปลงมาเป็นท่ารำ ท่ารำนั้นมากมายหลายท่า ผมจะยกมาให้ดูสัก ๕ - ๖ ท่า แสดงถึงการเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ท่านกกะบาบิน ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น ท่าเสือออกท่า ท่าเสือชมหมอก ท่ามวยโบราณ ท่าจระเข้ฟาดหาง ท่ารำเกี้ยว เป็นต้น

            ไม่มีโอกาสได้ชิมอาหารในตัวเรณูนคร  เพราะท้องยังอิ่มมาจากธาตุพนม แต่หมายตาขนมจีนเอาไว้ จะไปชิมคราวหน้า คือ ตามถนนจากเรณูสาย ๒๑๐๕ มีขนมจีนป้าแม่ม ข้างวัดป่า ใส่ปลาร้า

            อีกเจ้าคือ ขนมจีนแป้งสด เปิดขายในบ้าน เยื้องปั๊ม ปตท. ในถนนสาย ๒๑๐๕
            ขอพากลับมาชิมอาหารในกรุงเทพ ฯ
            เส้นทาง หากตั้งต้นจากปากทางลาดพร้าว ตรงมายังเซ็นทรัล พอมาถึงสี่แยกรัชโยธิน ก็เลี้ยวซ้ายผ่านธนาคารไทยพาณิชตรงเรื่อยไป จนลอดใต้สะพานทางด่วน ถึงสี่แยกประชานุกูล จะมีป้ายบอกเลี้ยวขวา ไปงามวงศ์วาน ให้เลี้ยวขวาดูซอยทางซ้ายมือไว้ พอซอย ๓๓ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปสัก ๓๐๐ เมตร เสาไฟฟ้าต้นที่ ๗ จะพบซอยทางซ้าย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนี้ วิ่งไปอีกสัก ๕๐ เมตร ไม่เลี้ยวตรงเข้าประตูบ้านไปเลย

            จอดรถในบ้านสะดวก มีที่ว่าง ร้านอาหารก็คือ ชั้นล่างของบ้าน อยู่ทางขวาของลานจอดรถ เข้าไปนั่งในห้องอาหารดูเป็นกันเอง เหมือนกินอาหารในบ้าน ฝีมือชาววังแท้แน่นอน ฝีมือในการทำอาหาร ฝึกคนในบ้านที่เก่งอยู่แล้ว ให้ทำอาหารเฉพาะอย่าง อาหารที่ดัง และขึ้นชื่อที่สุดคือ

            ข้าวแช่ มีชุดเล็ก และชุดใหญ่ หากไปกันหลายคน สั่งคนละชุด หมายความว่าตั้งใจมากินข้าวแช่อย่างเดียว ท้องจะรับอาหารอื่นไม่ไหว เพราะข้าวแช่ชุดเล็กนั้น คนเดียวจะอิ่มมาก ชุดใหญ่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ผมไป ผมจะสั่งเฉลี่ย ๒ คน ต่อชุด เพื่อเอาท้องไว้รับอาหารอื่นได้อีก

            ชุดของข้าวแช่จะประกอบด้วย ข้าวสวย ต้องขาวเป็นตัว หุงพอดี ใส่น้ำเย็นหอมด้วยดอกมะลิ
            กับข้าวแช่รวมมาในจานเดียวกัน มี หมูเส้น ไชโป๊ผัด กะปิทอด ซึ่งเป็นหัวใจของอาหารข้าวแช่  พริกหยวกยัดไส้มีไข่ห่อ พริกแห้งยัดไส้ปลาทอด มีจานผัก แกะสลักมาสวย ดอกจำปีแกะด้วยกระชาย เห็นแล้วไม่อยากกิน เสียดายความสวย น้ำหอม ชื่นใจ
            ข้าวแช่ชุดใหญ่ จะเพิ่มโรตีกรอบ และแกงเขียวหวานเนื้อ หรือหมูมาอีกชาม กับขนมอีกถ้วย
            ชุดเล็กราคา ชุดละ ๑๕๐ บาท ชุดใหญ่ราคา ๑๗๐ บาท สั่งชุดใหญ่ดีกว่า
            ขนมจีนน้ำพริกอร่อยมาก มีเหมือดผักสดมากถึง ๗ อย่าง และเหมือดเป็นผักทอด ๕ อย่าง
            หมี่กรอบ โรยหน้าด้วยกระเทียมดอง ที่หั่นชิ้นเล็ก ๆ ถั่วงอกดิบ วางเคียง ไม่หวานแบบขนมหวาน
            ขนมจีน-โรตี  แกงเผ็ดเนื้อจะอร่อยมาก เพราะเนื้อติดมัน แต่ใครไม่กินเนื้อก็สั่งแกงเผ็ดหมู
            ซาวน้ำ ครบเครื่องด้วยสัปปะรด กุ้งแห้งป่น ขิงซอย กระเทียมซอย  "แจงลอน"  ไข่ต้ม จัดใส่ถ้วยแบ่งมา ไม่ใช่ราดมาบนขนมจีน ราดน้ำแจงลอนให้ชุ่มฉ่ำ อร่อยนัก
            ของหวานมีอย่างเดียว ลูกตาลลอยแก้ว

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 04:44:45 pm »

บรรยากาศยามเย็นที่ผานางเมิน  อุทยานแห่งชาติภูพาน  ภูพาน
 

 

เหนือแผ่นดินสูงแห่งแดนอีสาน สูงเอยภูพานเป็นกำแพงตระหง่านเสียดฟ้า       
       ดาวแดงเด่นฉานคู่ขานภูพานนานมา เป็นดาวแห่งประชาชน ชี้ทางคนจรพ้นความระทม...?
       
       จากบทเพลง ดาวแดงแห่งภูพาน : ศิลา โคมฉาย

       
       ในยุคสมัยที่เมืองไทยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอันเนื่องมาจากความคิดทางการเมืองที่แตกต่างเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ชื่อของ?ภูพาน?ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดง(จัด)ที่ทางภาครัฐเฝ้าเกาะติดและส่งกำลังไปปราบปรามอย่างต่อเนื่อง
       
       แต่หลังเหตุการณ์คลี่คลายเพราะรัฐใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ?นักรบแห่งภูพาน?เดินทางออกจากป่ากลายมาเป็น?ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย? เทือกเขาภูพานก็ค่อยๆเลือนลบกลบหายไปจากการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งการต่อสู้กับความทรงจำของนักรบแห่งภูพานอันยากที่จะลืมเลือน




สวนสวยงามร่มรื่นในพระตำหนักภูพานฯ

 
            หลังกลับจากการเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าที่นครพนม ?ผู้จัดการท่องเที่ยว?เห็นว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ น่าจะเถลไถลแวะเที่ยวชมสิ่งที่น่าสนใจในทางหลวงหมายเลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์) กันเสียหน่อย
       
       แม้จะเป็นเพียงทางผ่านแต่ว่าเส้นทางสาย 213 จัดเป็นถนนสายสวยอีกเส้นหนึ่งของเมืองไทย เพราะตัดผ่านกลางผืนป่าภูพานอันร่มรื่นเขียวครึ้ม ซึ่งเมื่อเดินทางพ้นจากตัวเมืองสกลนครขึ้นเทือกเขาภูพานมาได้ราว 13 กม. เราก็ประเดิมทริปด้วยการแวะเข้าไปชมพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคอีสาน
       
       ในเขตพระตำหนักฯมีการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยและไม้ดอกไม้ประดับ ที่สร้างความสดชื่นยามได้พบเห็นไม่น้อยทีเดียว
 

หลักกิโลเมตรยักษ์บริเวณโค้งปิ้งงู
 
จากพระตำหนักฯ?ผู้จัดการท่องเที่ยว?เดินทางต่อไปอีกนิดก็พบกับโค้งปิ้งงู ถนนโค้งสวยอันคดเคี้ยวไปมาบนเนินเขาเหมือนงูเลื้อยที่นอกจากจะเป็นจุดพักรถแล้ว บริเวณนี้ยังมีการจัดแต่งภูมิทัศน์ได้อย่างน่ายล ส่วนที่กระตุ้นให้เราต้องเดินข้ามถนนไปเพ่งพินิจกันใกล้ๆก็เห็นจะเป็นหลักกิโลเมตรยักษ์ ที่ป้ายข้างทางระบุว่าเป็นหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว
       
       เจ้าหลักกม.ยักษ์นี้ เป็นหลักกม.ที่ 21 มีขนาดสูงกว่าตัวคนเสียอีก บนหลักบอกระยะห่างจากจุดนี้กับเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ ห่างจากกรุงเทพฯ 632 กม. ห่างนราธิวาส 1781 กม. ห่างแม่สาย 1030 กม. ซึ่งหลักกม.ยักษ์นี้นอกจากจะเป็นจุดให้ผู้ขับรถผ่านทางแวะจอดถ่ายรูปแล้ว ยังถือเป็นสิ่งสะท้อนแนวคิดความเป็นที่สุดระดับโลกแบบไทยๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย



ผานางเมิน อช.ภูพาน

 
จากหลักกม.ยักษ์ เดินทางต่อไปอีกราว 10 กม.เป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพาน ที่?ผู้จัดการท่องเที่ยว? เห็นว่าน่าจะแวะเวียนเข้าไปเข้าห้องน้ำห้องท่า และชมสิ่งที่น่าสนใจอุทยานฯแห่งนี้เสียหน่อย
       
       ที่นี่พี่พิทักษ์ป่าที่เฝ้าประจำศูนย์ฯต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและน้ำมิตร พร้อมกับเล่าเรื่องราวของภูพานให้ฟังอย่างไม่อั้น ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวต่างๆและด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะทางด้านการต่อสู้ ที่นอกจากภูพานจะเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว(พคท.) ที่นี่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ของขบวนการเสรีไทยในการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย โดยมีถ้ำเสรีไทยเป็นแหล่งสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ มีนายเตียง ศิริขันธ์ เป็นหัวหน้าขบวนการสายสกลนคร ซึ่งปัจจุบันถ้ำเสรีไทยถือเป็นจุดท่องเที่ยวอันน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งนี้

         นอกจากนี้พี่พิทักษ์ป่ายังอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของผืนป่าแห่งนี้ว่า เทือกเขาภูพานเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ นอกจากอุทยานฯภูพานแล้ว เทือกเขาแห่งนี้ยังมีอุทยานฯภูผายล(อุทยานฯห้วยหวดเดิม)ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน สำหรับอุทยานฯภูผายล มีสิ่งน่าสนใจอยู่ที่ภาพโบราณบริเวณถ้ำภูผายล อ่างเก็บน้ำห้วยหวดและทุ่งดอกดุสิตาอันสวยงามในช่วงปลายฤดูฝน
 
          อุทยานฯภูพานเป็นผืนป่าใหญ่มีเนื้อราว 4 แสนไร่ ช่วยทำให้ฝนตกอย่างสม่ำเสมอและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญที่ใช้ในการทำไร่ทำนาของคนแถบนี้(สกลนครและนครพนม) แต่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะมองป่าภูพานเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น อย่าว่าแต่คนจังหวัดอื่นเลยครับ ขนาดคนสกล(นคร)เอง ยังไม่ค่อยนิยมเที่ยวภูพานกันเลย ส่วนใหญ่จะเลยไปภูกระดึงหรือเขาใหญ่โน่น?พี่พิทักษ์ตัดพ้อให้ฟัง

              ผู้จัดการท่องเที่ยว?ที่เดิมเป็นหนึ่งในผู้ผ่านทางจากนครพนมมายังภูพาน เมื่อฟังแล้วก็ออกอาการจุกกับคำตัดพ้อเล็กน้อย เอาล่ะไหนๆเมื่อเที่ยวเตลิดมาถึงที่นี่แล้ว งานนี้เราจึงเกิดไอเดียว่าน่าจะนอนค้างที่อุทยานฯภูพานสักคืน เพราะนานๆจะผ่านมาแถวนี้สักครั้ง หากจะผ่านเลยไปมันก็ดูจะกระไรอยู่
   
           หลังจัดที่พัก กางเต็นท์ และเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์กลางฝืนป่าอันร่มรื่น แสงแดดยามเย็นเริ่มเดินทางมาเยือน เราจึงเห็นว่าได้เวลาอันสมควรที่จะเดินไปเที่ยวยังผานางเมินแล้ว   
       
         ผานางเมิน อยู่ห่างจากที่พักไปแค่ราวๆ 200 เมตร(ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 700 เมตร) เป็นลานหินกว้าง แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ผาแห่งนี้มีตำนานเล่าว่า...หนุ่มล่ำสันบ้านคำเพิ่มคนหนึ่งได้มากระโดดหน้าผาตายที่นี่ เพราะสาวคนรักรูปงามจากบ้านลาดกะเฌอ ตีจากไปรักบักหนุ่มคนอื่น ชาวบ้านจึงพากันผาแห่งนี้กันว่า?ผานางเมิน?
       
       ผู้จัดการท่องเที่ยว?เมื่อรับรู้ตำนานแล้วก็อดเห็นใจชายหนุ่มล่ำสันไม่ได้ งานนี้เขาไม่น่าบูชาความรักจนถึงขนาดไม่รักตัวเองฆ่าตัวตายเลยเพราะชีวิตยังมีหนทางอีกมากมาย
       
       แม้ผานางเมินจะสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากเพียงแค่ประมาณ 300 เมตร แต่ว่าก็ถือเป็นจุดชมวิวชั้นดีทีเดียว เบื้องล่างเมื่อมองลงไปเป็นผืนป่าภูพานอันแน่นหนา ส่วนยามเย็นวันไหนถ้าท้องฟ้าเป็นใจก็จะเห็นอาทิตย์อัสดงที่สวยงามไม่น้อย เพราะมีลานหิน ก้อนหิน และต้นไม้ใหญ่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

                                 


เส้นทางเดินขึ้นไปชมภาพสลักภูผายล

 
 แต่ว่าวันนั้นดูเหมือนท้องฟ้าจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เพราะถึงแม้ฟ้าจะโปร่ง แต่ว่าจู่ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนดวงคล้อยหายไปในมวลหมู่ก้อนเมฆอันหนาทึบเฉยเลย แถมยังหายแล้วหายเลยอีกต่างหาก
       นี่แหละธรรมชาติ...แม้ยากที่จะคาดเดาแต่ว่าก็ได้สร้างคุณประโยชน์อันเหลือคณานับให้กับมนุษย์ แต่น่าแปลกที่ยังมีมนุษย์หลายๆคนยังคงทำร้ายทำลายธรรมชาติอยู่ร่ำไป...
         ขึ้นภูผายล ยลภาพโบราณ
        เช้าวันใหม่... ?ผู้จัดการท่องเที่ยว?แวะเข้าไปร่ำลาพี่พิทักษ์ป่าผู้มากด้วยน้ำมิตรคนนั้น ก่อนออกเดินทางจากอุทยานฯภูพานไปแบบชิลล์ ชิลล์ ไม่เร่งรีบ แล้วสาวตาเจ้ากรรมดันบังเอิญไปเห็นป้ายบอกทางไปชมภาพโบราณที่?ภูผายล?(ถ้ำภูผายล)ในอุทยานแห่งชาติภูผายลที่อยู่ห่างจากทางหลักไปราว 17 กม. งานนี้เลยต้องมีการแวะชมกันเสียหน่อย   
       
สำหรับเส้นทางสู่ภูผายลช่วงแรกเป็นทางสบายๆลัดเลาะไปตามเนินเขา ไร่นา หมู่บ้าน ส่วนช่วง 2 กม.สุดท้ายเป็นถนนลาดยางขึ้นเขาชันนิดๆที่รถยนต์สามารถวิ่งขึ้นทางเดินขึ้นไปชมภาพโบราณบนภูผายลหรือภูผาลายที่แม้จะเป็นบันไดเทปูนอย่างดี แต่ว่าด้วยความสูงชันมันก็ทำให้เราเหนื่อยหอบไม่น้อยทีเดียว
 

ภาพโบราณแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ที่ภูผายล
 
ทว่าเมื่อเดินขึ้นไปถึงบนนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าเพราะนอกจากทิวทัศน์จะสวยงามแล้ว ภาพโบราณที่นี่ดูค่อนข้างแปลกตา คือไม่ใช่ภาพเขียนสีอย่างที่เราคุ้นเคย แต่เป็นภาพสลักหินในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 2,000-3,000 ปี(ป้ายข้อมูลที่นี่ระบุว่ามีอายุ 3,600 ปี) ใช้เทคนิคการแกะรอยหรือการทำรูปรอยลงในเนื้อหิน(คล้ายที่ภูเก้า-ภูคำ และภูสระดอกบัว) เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เช่น ภาพคน ภาพหมา ภาพวัวควาย และภาพทรงเรขาคณิตอีกแปลกๆหลายภาพ ในเนื้อที่ราวๆ 20 เมตร
       
       นอกจากภาพสลักหินแล้ว ที่นี่ยังมีข้าวของเครื่องใช้โบราณอย่างหม้อ ไห ตั้งโชว์ในตู้กระจกด้านหน้าภาพ ส่วนทางด้านซ้ายก็เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปให้ผู้ที่ขึ้นไปเที่ยวชมภาพได้สักการบูชากัน
       อนึ่งภาพเขียนสีเหล่านี้ แม้จะมีการสร้างอาคารไม้คุ้มกันแดด ฝน แต่ว่าการสร้างอาคารชิดติดกับรูปภาพก็ดูค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อคนมือบอนที่จะไปจับต้อง ทำลาย หรือสลักรูปต่อเติมไม่น้อย แม้ว่าจะมีป้ายเขียนเตือนสติคนมือบอนเอาไว้ก็ตามเถอะ



ภาพสลักหินโบราณภูผายลที่หายลได้ยากในเมืองไทย

 
หลังเพลิดเพลินกับการชมภาพโบราณแล้วขากลับ(ลงเขา) เราแวะเข้าไปไหว้พระที่วัดถ้ำภูผายลที่อยู่ระหว่างทางลงเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนร่ำลาเทือกเขาภูพานเดินทางต่อไป ทิ้งเทือกเขาแห่งนี้ให้ตั้งตระหง่านเป็นทางผ่านของคนส่วนใหญ่ต่อไป แต่สำหรับเราแล้ว หลังการได้เที่ยวชมสิ่งน่าสนใจต่างๆ ภูพานหาใช่ทางผ่านแต่อย่างใดไม่ หากแต่นี่คือหนึ่งในเทือกเขาที่แฝงไว้ด้วยสิ่งน่าสนใจอันหลากหลาย
       
       ส่วนสิ่งที่ผ่านมายังภูพานแล้วอยากให้ผ่านเลยไม่มีวันหวนกลับก็คืออดีตแห่งพื้นที่สีแดงจัด อันเกิดจากการผู้ที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว ซึ่งหลายๆคนภาวนาว่า อย่าให้เมืองไทยยุคนี้เป็นเหมือนเมืองไทยยุคนั้นเลย
       
       ...เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้แพ้ที่ก็คือคนไทยและชาติไทยนั่นเอง

       

            เทือกเขาภูพาน เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ทางการต่อสู้ทางการเมืองอันสำคัญ มีทางหลวงหมายเลข 213 ตัดผ่านเชื่อม จ.สกลนครและ จ.กาฬสินธุ์ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติภูพานและอุทยานแห่งชาติภูผายล

                     สำหรับการเดินทางสู่อุทยานฯภูพาน จ.สกลนคร -จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดสระบุรี เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา จนถึงขอนแก่น ต่อด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 209 (ขอนแก่น-กาฬสินธุ์) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 213 (กาฬสินธุ์-สกลนคร) อีกประมาณ 115 กิโลเมตร จะถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ริมทางหลวง หากมาจากอำเภอเมือง จังหวัดสกลนครไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 213 ประมาณ 25 กิโลเมตร ผ่านพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพาน

          นอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้ว อช.ภูพาน ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ น้ำตกคำหอมและน้ำตกปรีชาสุขสันต์ที่จะมีน้ำให้ชมตั้งแต่ช่วงกลางฝนไปถึงต้นหนาว พระธาตุภูเพ็ก สะพานหินธรรมชาติ โดยผู้สนใจเที่ยวอช.ภูพาน และอช.ภูผายลสามารถสิบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักได้ที่ สำนักอุทยานแห่งชาติ โทร. 0-2562-0706 หรือที่ อช.ภูพาน โทร. 08-1263-5029,0-4270-3044

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:05:16 pm »
แห่ปราสาทผึ้ง…ประเพณีของจังหวัดสกลนคร 2551

เที่ยวสกลนคร...ชมประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

ททท.ร่วมโปรโมตงานอย่างยิ่งใหญ่ อีกหนึ่งสีสันในถิ่นอีสานที่ไม่ควรพลาด
 
           ตลอดเดือนตุลาคม ถือเป็นหน้าเทศกาลงานประเพณีของชาวอีสาน เนื่องจากมีหลายชนเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่คนเหล่านี้ไม่ลืมที่จะนำวัฒนธรรม หรือประเพณีติดตัวมาด้วย ทำให้ถิ่นอีสานมีประเพณีที่หลากหลาย จนกลายเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติให้มาร่วมสัมผัส
 
           สำหรับที่จังหวัดสกลนคร ในช่วงนี้มีประเพณีที่น่าสนใจ คือ ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2550 นับเป็นประเพณีอันยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัดสกลนคร ที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน ทุกผู้คนทุกหมู่ชนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ตำบล และตามอำเภอ ต่างพร้อมใจกันร่วมจัดกิจกรรมทำปราสาทผึ้ง เพื่อแห่ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ในวันออกพรรษาเพื่อสักการะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   

 

        ทางจังหวัดสกลนครได้มองเห็นความสำคัญของประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จึงร่วมกับเทศบาลเมืองสกลนคร อบต.ต่าง ๆ จัดงานระดับจังหวัดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงถึงศรัทธาและความสามัคคีของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งจังหวัดที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี จนได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็นหนึ่งในเทศกาลสำหรับนักท่องเที่ยวของประเทศ
 
             นายโกมุท ฑีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองสกลนคร กล่าวรายละเอียดถึงกำหนดการจัดงานในปีนี้ว่า งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งเรือยาว ประจำปี 2550 ได้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 ตุลาคม โดยมีกิจกรรม    หลัก คือ การแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ การประกวดพานบายศรีสู่ขวัญ  การแห่ปราสาทผึ้ง และการทำบุญตักบาตร ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
 
              นายกเทศมนตรีเมืองสกลนคร กล่าวอีกว่า การแข่งเรือยาวชิงถ้วย  พระราชทานฯ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-23 ตุลาคม ณ สนามแข่งเรือบริเวณ “หนองหาร” มีการแข่งขันเรือยาว 5 ประเภท    คือ 1. เรือชายรุ่นใหญ่ 35-45 คน มีฝีพายหญิงร่วมไม่เกิน 6 คน 2. เรือหญิงรุ่นใหญ่ มีฝีพายตั้งแต่ 35-45 คน มีฝีพายชายร่วมไม่เกิน 6 คน  3. เรือชายรุ่นเล็ก มีฝีพายตั้งแต่ 21-30 คน มีฝีพายหญิงร่วมไม่เกิน 6 คน 4. เรือหญิงรุ่นเล็ก มีฝีพายตั้งแต่ 21-30 คน มีฝีพายชายร่วมไม่เกิน 6 คน   และ 5. ประเภทเรือหาปลา มีฝีพาย 3 คน

       

นายโกมุท กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในวันที่ 24 ตุลาคม จะเป็นการประกวดพานบายศรีสู่ขวัญ และพิธีบายศรีสู่ขวัญตัวปราสาทผึ้ง ณ บริเวณสนามมิ่งเมือง ส่วนในวันที่ 25 ต.ค. ถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ของงาน คือ การแห่ปราสาทผึ้งไปตามถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร เพื่อไปถวายองค์พระธาตุเชิงชุมที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  โดยขบวนแห่จะเริ่มต้นตอนบ่ายสามโมง จากบริเวณสนามพระบรมรูป ร.5 ศาลากลางจังหวัด ไปตามถนนสุขเกษม ผ่านหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองสกลนคร ไปถึงสี่แยกถนนเจริญสุข แล้วตรงไปวัดพระธาตุเชิงชุมฯ


               “การทำปราสาทผึ้งของชาวสกลนคร มีความเป็นมาไม่แตกต่างจากชาวอีสานทั่วไป ที่มีความเชื่อว่า เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงเจตนาว่าในภพหน้าขอให้มีปราสาทราชมนเทียรเป็นที่อยู่อาศัยและให้มั่งมีศรีสุข เพื่อเป็นการรวมพลังสามัคคี ปัจจุบันการทำปราสาทผึ้งมี 2 ประเภท คือ ปราสาทผึ้งโบราณ และปราสาทผึ้งประยุกต์” นายโกมุท กล่าว

ประเพณีของชาวอีสาน ถือว่ามีความหลากหลายจนกลายเป็นเสน่ห์ที่หลายคนอยากจะมาสัมผัส เมื่อมาแล้วจะเกิดความประทับใจในการเป็นเจ้าบ้าน   ที่ดี บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเองจน   ทำให้อยากมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง.

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:05:54 pm »


              จังหวัด สกลนครเตรียมจัดงานประเพณีแห่ประสาทผึ้งออกพรรษายิ่งใหญ่ 10-14 ต.ค.นี้ เผยแต่ละชุมชนตื่นตัวเนรมิตประสาทผึ้งหวังชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ คาดนักท่องเที่ยวสนใจร่วมงานจำนวนมาก
นายสุวัฒน์ ตันประวัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เปิดเผยถึงการจัดงานประเพณีออกพรรษา แห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาวเพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของชาวสกลนคร ว่าปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม 2551 นี้ ทั้งนี้งานประเพณีออกพรรษาแห่ประสาทผึ้ง ถือว่า เป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานมีความประสานกลมกลืนกันศิลปวัฒนธรรมและ วิถีชีวิตของชาวสกลนคร ทั้งยังบ่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์เมืองสกลนคร


ประเพณีแห่ปราสาทผึ้งช่วงเวลา เทศกาล

วันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11


            ความสำคัญ งานแห่ปราสาทผึ้งในเทศกาลออกพรรษาของ ชาวอีสาน แม้ว่าจะมีอยู่ทั่วไปในหลาย จังหวัด แต่ก็ไม่จัดใหญ่โตและปฏิบัติต่อเนื่อง เช่นของเมืองสกลนครการพัฒนารูปแบบปราสาททรงโบราณ เป็นทรงตะลุ่ม ทรงหอฝึ้งแบบโบราณยังไม่พัฒนา เป็นรูปทรงปราสาทฝึ้งดังกล่าวย่อมเกิดแง่คิด ในหลายประเด็น โดยเฉพาะในด้านรูปแบบและเนื้อ หา ว่ามีการอนุรักษ์ประยุกต์ดัดแปลงหรือสร้างใหม่ อย่างไร ประเด็นดังกล่าวไม่ควรข้ามไป

เพื่อความ เข้าใจจึงขอนำเรื่องราวของปราสาทผึ้งมารื้อฟื้นให้ทบทวนกันโดยสรุปย่อ ดังนี้

            1. ยุคต้นผึ้ง - หอผึ้ง ชาวอีสาน ในบางท้องถิ่นที่เชื่อกันว่า การทำต้น ผึ้ง ดอกผึ้ง ทำเพื่อเป็นพุทธบูชาให้กุศลแก่ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมีญาติพี่ น้อง เพื่อฝูงในหมู่บ้านถึงแก่วายชนม์ลง จึงพากันไปช่วยงานศพ (งานเฮือนดี ) เท่าที่จะช่วยงานได้ ดังมีคำกล่าว ว่า “ผู้หญิงห่อข้าวต้ม ตัดตอก บีบข้าว ปุ้น ผู้ชายหักหอผึ้ง” คำว่า หัก หอผึ้ง ก็คือ การหักตอกทำต้นผึ้งนั่น เอง กล่าวกันว่าในการไปช่วยงานศพ หรือ งานบุญแจกข้าวนั้นผู้ชายจะต้องนำพร้า ติดตัวมาด้วย ทั้งนี้เพราะใช้ทำงานทุกอย่าง นับแต่ ถากไม้ตัดฟืนและจักตอกทำต้น ผึ้ง หอผึ้ง ต้นผึ้ง ทำจากต้นกล้วยขนาด เล็ก ตัดให้ยาวพอสมควร แต่งลำต้น ก้าน ทำขาหยั่งสามขาให้ยึดต้นกล้วยเข้าไว้ เมื่อตั้งได้ จากนั้นจะนำขี้ผึ้งมาเคี่ยวให้ หลอมเหลวเพื่อใส่ลงในแม่พิมพ์ แม่พิมพ์ทำ จากผลไม้ เช่น ผมสิมลี (สิมพี, ส้มพอดี,โพธิสะเล) นอกจาก นี้ยังอาจให้ผลมะละกอขนาดเล็กคว้านภายใน แต่งให้เป็นดอกเป็นแฉกตามต้องการ จากนั้นก็ นำมาพิมพ์จุ่มขี้ผึ้งแล้วยกขึ้น นำไปแช่ น้ำ ขี้ผึ้งจะหลุดออกจากพิมพ์เป็นดอกดวงตาม แบบแม่พิมพ์ ก่อนนำดอกผึ้งไปติดที่ ก้านกล้วย ต้นกล้วย ช่างทำต้นผึ้งจะหั่นหัว ขมิ้นให้เป็นแว่นกลมใช้ไม้กลัดเสียบแว่นขมิ้น รองดอกผึ้ง เพื่อมิให้ดอกผึ้งอ่อนตัวจน เสียรูปทรง การทำต้นผึ้ง จำทำให้ เสร็จก่อนวันเก็บอัฐิธาตุผู้ตาย ในวันเก็บ อัฐิ ญาติพี่น้องจะนำต้นผึ้งไปด้วย หลัง จากใช้ก้านกล้วยคีบอัฐิมาทำเป็นรูปคน กลับธาตุ ก็จะนำต้นผึ้งมาวางที่กอง อัฐิ พระสงฆ์ชักบังสุกุลกลบธาตุ ก่อนที่จะนำ อัฐิไปบรรจุในสะานที่อันเหมาะสมต่อไป ต้นผึ้งจึงให้เพื่อพิธีกรรมดังกล่าว หอผึ้งมีความเกี่ยวพันกับต้นผึ้งอย่างใกล้ชิด และ เป็นต้นกำเนิดของการแห่ปราสาทผึ้งในปัจจุบัน หอผึ้งมีลักษณะเป็นทรงตะลุ่ม ทำโครงด้วยไม้ ไผ่ จักตอกผู้เสริมด้วยกาบกล้วย ก้านกล้วย โครง หอผึ่งจะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม 2 ชั้นต่อ กัน คล้ายเอวขันธ์หรือเอวพานภายในโครงไม้ จะโปร่ง

            เพื่อให้บรรจุเครื่องอัฐบริขารได้ทั้ง 2 ชั้น เป็นที่สังเกตว่าหอผึ้งจะมี 2 รูปแบบ ต่างกันเล็กน้อย คือ บางแห่งทำหอ 2 ชั้น มีขนาดไล่เลี่ยกันแต่บางแห่งทำชั้นล่าง ใหญ่ กว้าง ชั้นบนเหนือเอวขันธ์ทำทรงขนาดเล็ก ให้รับกับฐานล่าง ให้ดูพองาม การ ประดับหอผึ้ง ยังนิยมประดับดอกผึ้งตามโครงกาบ กล้วย ก้านกล้วยแม้จะมีการแทงหยวกเป็นลวด ลายบ้างแล้ว ก็ยังไม่เน้นความงดงามของลาย หยวกกล้วยเป็นสำคัญ หอผึ้งดังกล่าวจะทำให้ เป็นคานหาม เพื่อใช้แห่ไปถวายวัด ส่วนประกอบ สำคัญยังเป็นโครงซึ่งทำด้วยตอกไม้ไผ่อยู่ จึงยังเรียกการทำหอผึ้ง แต่เดิมก็ยัง คงทำควบคู่ไปกับการทำต้นผึ้ง กล่าว คือ ประเพณีชาวอีสาน ถือว่า เมื่อถึงวันทำบุญ ถวายทานแก่ผู้ตายในงานแจกข้าว เมื่อถวาย ภัตตาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ก็ถวายหอผึ้งเพื่ออุทิศ ส่วนกุศลแก่ผู้วายชนม์ ดังมีคำถวายถึง ปราสาทผึ้งตอนหนึ่งว่า “…อิมานะ มะยัง ภัณเต มธุบุปผะ ปะสาทัง” แม้ว่าการถวายหอผึ้ง จะกระทำอยู่ในงานแจก ข้าว แต่ชาวอีสานในหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ยัง ถือว่า ควรจัดงานอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วาย ชนม์ ในช่วงวันนออกพรรษาดังนั้นจึงนิยม หากิ่งไม้ หนามไผ่ มาสุมบริเวณที่เผาศพ มิให้สัตว์มาขุดคุ้ย พร้อมปักไม้กั้นรั้ว คอกไว้ เมื่อออกพรรษา วันมหาปวารณาจึงทำบุญ แจกข้าว โดยเลือกเอาวันขึ้น 15 ค่ำ หรือ แรม 1 ค่ำ ในเวลาเย็นจึงทำพิธีแจกข้าว พอถึงเวลาเย็น ชาวบ้านจึงแห่หอผึ้งไป ยังวัดที่กำหนดตำบลหนึ่งมักกำหนดวัดสำคัญ ๆ เป็นที่หมาย ชาวบ้านจะสร้างตูบผาม ปะรำ พิธีไว้รับขบวนแห่ ซึ่งประกอบด้วย 1.ขบวนฆ้อง กลองนำหน้า

2.ขบวนกองบัง (บังสุกุล) หรือขบวนอัฐิผู้ตาย

3.ขบวนหอผึ้ง

4.ขบวนตั้นกัลปพฤกษ์

การ ถวายหอผึ้ง แก่ภิกษุสงฆ์ไม่มีกฎเกณฑ์ตาย ตัว ว่าจะทำหอผึ้งจำนวนกี่หอ บางแห่ง ลูกหลานผู้ตายก็จะทำเป็นของตนเอง คนละ 1 หอ บางแห่งถือว่าจะต้องช่วยกัน ทำถวาย ถวายพระสงฆ์ให้ครบทุกวัดที่นิมนต์ มาสวดมนต์เย็น

             การฉลองหอผึ้งหลังจาก สวดมนต์เย็น มีเทศนาให้เกิดบุญกุศล แล้วมี การฉลองสนุกสนานรื่นเริง วันรุ่งเช้าจึงถวาย อาหารพระสงฆ์ แล้วถวายหอผึ้งเป็นเสร็จพิธี จะเห็นว่า ประเพณีแห่ต้นผึ้งดังกล่าว เป็น เรื่องราวที่มีคติความเชื่อมาจากงานบุญ แจกข้าวโดยเฉพาะ แต่ต่อมาประเพณีดังกล่าวได้ ถูกจัดขึ้นให้ใหญ่โต ในกลุ่มชาวเมืองสกลนคร ที่มีคุ้มวัดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ - ไกล วัดพระธาตุเชิงชุมด้วยเหตุหลายประการ เช่น 1.พุทธศาสนิกชน เชื่อกันว่า การทำ บุญในวันออกพรรษาหรือวันเทโวโลหนะ (วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก) เป็นวันที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกทั้งสาม (มนุษย์โลก เทวโลกยมโลก) จะมองเห็นความเป็นอยู่ซึ่ง กันและกัน และโดยพุทธานุภาพแห่งพระสัม มาสัมพุทธเจ้า ชาวบ้านได้เห็นหอผึ้งที่ ตนทำถวาย ชาวคุ้มต่าง ๆ จึงได้พากัน จัดทำมาถวายเป็นประเพณีทุกปี 2. วัดพระธาตุเชิงชุมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็น ที่พระพุทธเจ้ามาประชุมรอยพระพุทธบาทถึง 4 พระองค์ การนำหอผึ้งมาถวายเป็นพุทธ บูชารอยพระพุทธบาทย่อมเป็นศิริมงคลแก่ ตนเอง 3.เป็นการทำบุญกุศลใน ช่วงเทสกาลออกพรรษา บรรดาญาติพี่น้อง ที่อยู่ ห่างไกลได้มาพบกัน หลังจาก หว่านกล้า ปัก ดำแล้ว อีกได้จัดประเพณีแข่งเรือของคุ้มวัด ต่าง ๆ ให้สนุกสนาน จึงได้มีโอกาสทำบุญ ร่วมกัน

           2. ยุคปราสาทผึ้งทรงหอ ปราสาท ผึ้งทรงหอเล็ก ๆ มี 2 รูปแบบ คือ ทรง หอมียอดประดับหลังคาและปราสาททรงสิม หรือ ศาลพระภูมิ ที่มีขนาดเตี้ย ป้อมกว่าชนิดแรก แต่ไม่มีหลังคาเรียงขึ้นเป็นยอดปราสาทชนิด หลังนี้พบเห็นในสกลนคร เมื่อไม่นานมานี้

           2.1 ปราสาททรงหอ มียอดประดับหลัง คาแหลมสูงปราสาท ผึ้งแบบนี้ได้พัฒนาการทำ โครง ให้เป็นโครงไม้ โดยใช้ไม้เนื้ออ่อนทำเป็น 4 เสา ทาสีหรือพันด้วยกระดาษสี เครื่องบนทำ เป็นหลังคาคล้ายหมากแต่งหน้าจั่วด้วยหยวกกล้วย ประดับดอกผึ้ง ปลายสุดหลังคามีไม้ไผ่เหลาให้ แหลมประดับหยวกกล้วยติดดอกผึ้งลดหลั่นขนาดตาม ลำดับ แม้ชาวอีสานจะเรียก “ต้นผึ้ง” แต่รูปทรงที่ทำขึ้นก็เป็นทรงปราสาทดังป รากฎในพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้เมื่อเสด็จ มาถึงพระธาตุพนม เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2450 ว่า “มีราษฎรตำบลใกล้เคียงพากันมา หามากต่อมาก เหมือนอย่างมีนักขัตฤกษ์สำหรับปี และตระเตรียมกันแห่ปราสาทผึ้ง และจุดดอกไม้เพลิง ให้อนุโมทนาด้วยเวลาบ่าย 4 โมง ราษฎรแห่ปราสาท ผึ้งและบ้องไฟเป็นกระบวนใหญ่เข้าประตูชานชาลา พระเจดีย์ด้านตะวันตก แห่ประทักษิณองค์พระธาตุสาม รอบกระบวนแห่นั้น คือ ผู้ชายและเด็กเดินข้าง หน้าหมู่หนึ่ง แล้วมีพิณพาทย์ต่อไปถึงบุษบก แล้วมีรถบ้องไฟ ต่อมามีปราสาทผึ้งคือ แตกหยวกกล้วยเป็นรูปทรงปราสาทแล้วมีดอกไม้ ทำด้วยขี้ผึ้งเป็นเครื่องประดับ มีพิณพาทย์ ฆ้องกลอง แวดล้อมแห่มาและมีชายหญิง เดินตามเป็น ตอน ๆ กันหลายหมู่และมีกระจาดประดับประดาอย่าง กระจาดผ้าป่า ห้อยด้วยไส้เทียนและไหมเข็ด เมื่อ กระบวนแห่เวียนครบสามรอบแล้วได้นำปราสาทผึ้ง ไปตั้งถวายพระมหาธาตุ ราษฎรก็ยังนั่งประชุมกัน เป็นหมู่ ๆ ในลานพระมหาธาตุ คอยข้าพระพุทธ เจ้าจุดเทียนนมัสการ แล้วรับศีลด้วยกันพระสงฆ์ มีพระครูวิโรจน์รัตโนบลเป็นประธานเจริญพระพุทธ มนต์ เวลาค่ำมีการเดินเทียนและจุดบ้องไฟ ดอกไม้พุ่ม และมีเทศน์กัณฑ์หนึ่ง …”

            2.2 ปราสาทผึ้งทรงสิมหรือทรงศาลพระภูมิ ปราสาทผึ้งทรงนี้ ลดความสูงลงไม่สูง เท่าชนิดแรก หลังคาเปลี่ยนไป มีเจ้าจั่วสี่ ด้านคล้ายเป็นทรงจตุรมุขเหมือนสิมของวิหารทั่ว ไป สันนิษฐานว่า ปราสาทชนิดนี้จะออกแบบตามลักษณะ ของสิมพื้นบ้านในภาคอีสาน การประดับตกแต่ง ยังใช้วิธีการแทงหยวกประดับป้านลม ช่อฟ้าใบระกา พร้อมดอกผึ้งตัดหยวกตามส่วนต่าง ๆ ทั้งส่วน บนและส่วนล่าง เช่น เสาฐาน ภายในตัวประสาท นอกจากนี้ยังวางเครื่องธรรมทานภายในปราสาท ช่างพื้นบ้านบางรายแทงกาบกล้วยเป็นพระธรรมจักร ประดับดอกผึ้งติดไว้แทนสัญลักษณ์พุทธศาสนา

             3. ยุคปราสาทผึ้งเรือนยอด พระมหาวารีย์ กล่าวใน “ประวัติการทำปราสาทผึ้ง” ตอนหนึ่งสรุปความ ว่าแต่เดิมเมื่อมีชุมชนเกิดขึ้น รอบ ๆ วัดพระธาตุเชิงชุม ประชาชนบางตำบล เช่น ตำบล งิ้วด่อน ได้รับหน้าที่เป็นผู้รักษาปฏิสังข รองค์พระธาตุเชิงชุม ที่เรียกว่า “ข้าพระ ธาตุ” ครัวเหล่านี้ไม่ต้องเสียเงินส่วนให้ หลวง ต่อมาพระเถระผู้เป็นเจ้าคณะตำบลงิ้ว ต่อนมีลูกศิษย์และประชาชนในตำบลใกล้เคียง เลื่อมใสมากขึ้น จึงได้รับชวนเจ้าอาวาสและประชา ชนที่อยู่ในตำบลใกล้เคียง คือ ตำบลดงชน ตำบลดงมะไฟ ตำบลห้วยยาง ตำบลโดนหอม ตำบลบึง ทะวาย ตำบลเต่างอย เข้ามาร่วมเป็นข้าพระธาตุ ด้วย และแม้ว่าในเวลาต่อมาได้มีการ ยกเลิกหมู่บ้านข้าพระธาตุให้ทุกคนเสีย ภาษีแก่ท้องถิ่นแล้วก็ตาม แตะชาวบ้านรอบ นอก ๆ ก็ยังมีประเพณีทำบุญถวายพระธาตุ ในช่วงข้างขึ้น เดือน 11ของทุกปี ในช่วง วันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เป็นช่วง นำข้าวเม่าและต้นผึ้งมาถวายองค์พระธาตุเชิง ชุม โดยมีความหมายถึงการขอลาองค์พระ ธาตุไปอยู่ในนาเก็บเกี่ยวข้าว ในช่วง เวลาเดียวกันที่กลุ่มชาวนาคุ้มรอบนอก เทศ กาลทำต้นผึ้งถวายองค์พระธาตุ กลุ่มชาวเมือง ในเขตเทศบาลก็ทำปราสาทผึ้งเป็นทรงปราสาท ถวายเช่นเดียวกัน โดยกำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันถวายปราสาทผึ้ง จึงดูคล้ายกับ เป็นการแข่งขันกัน จนถึงราว พ.ศ .2495-2496 จึงได้มีการประชุมที่วัด พระธาตุเชิงชุมให้จัดปราสาทผึ้งโครงไม้จตุร มุขแทนปราสาทผึ้งแบบเดิม และต้นผึ้งแบบโบราณ จึงทำให้การแข่งขันระหว่างชาวเมืองในเขต เทศบาลกับนอกเขตเทศบาลยุติลง

             ลักษณะรูปทรงปราสาทหรือยอด รูปแบบปราสาทผึ้งที่ทำ ด้วยไม้ไผ่เหลาเป็นเส้น หรืออาจทำด้วยโครง ไม้ระแนงมีดอกผึ้งประดับตามกาบกล้วย ซึ่งใช้ ศิลปะการแทงหยวกได้เปลี่ยนไปจากเดิมในราว พ.ศ. 2495-2496 โดยคณะกรรมการจัด งานประกวดปราสาทผึ้งเทศบาลสกลนคร เห็นว่าไม่สามารถ พัฒนารูปแบบลวดลายองค์ประกอบให้วิจิตรพิสดารได้ จึงได้เปลี่ยนเป็นการทำปราสาทผึ้งโดยทำปราสาท เป็นโครงไม้ เป็นทรงปราสาทจตุรมุขมีเรือนยอด เรียหรือที่เรียกวา “กุฎาคาร” ตัวอาคาร ทั้งสี่ด้านต่อเป็นมุขยี่นออกไปมี ขนาดเท่ากัน บางแห่งสร้างปราสาท 3 หลัง ติดกัน นอกจากนี้ยังเน้นความประณีต ในการตกแต่ง ลวดลายการทำปราสาทผึ้งโดยทำปราสาทเป็นโครง ไม้ เป็นทรงปราสาทจตุรมุขมีเรือนยอดเรียว หรือ ที่เรียกว่า “กุฎาคาร” ตัวอาคารทั้งสี่ ด้านต่อเป็นมุขยื่นออกไปมีขนาดเท่ากัน บางแห่งสร้างปราสาท 3 ปลังติดกัน นอกจากนี้ ยังเน้นความประณีต ในการตกแต่งลวดลายส่วน ประกอบตัวปราสาท เช่นกำแพงแก้ว หน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง โดยใช้ศิลปกรรมไทย หรือศิลปะผสมระหว่าง ลายไทยและลวดลายในท้องถิ่นอีสาน


การทำ ปราสาทผึ้ง

              การ ทำปราสาทผึ้งชนิด กุฎาคาร หรือ ปราสาทเรือนยอดนั้น คือการสร้างปราสาทเลียนแบบที่ ประอับสำหรับพระมหากษัตริย์ ด้วยถือว่าเป็นของ สูงที่บุคคลธรราดาสามัญไม่พึงควรจะ สร้างเป็นที่อยู่อาศัย แต่พึงสร้างถวายเป็นกุศล แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุ นี้ จึงได้หารูปแบบอาคารปราสาทพระที่นั่ง ในพระบรมมหาราชวังพระที่นั่งบางปะอิน หรือแม้แต่พระพุทธบาทสระบุรี มากเป็นแนวการ สร้างโดยคุ้มวัดต่าง ๆ หรือสาบันการศึกษา จะรับเป็นผู้ดำเนินการ กล่าวโดยย่อขั้นตอน ในปราสาทผึ้ง ประกอบด้วย

        1. การทำโครง ไม้ โดยการเลือกรูปแบบ ออกแบบ ให้โครงไม้ มีสัดส่วนสวยงามทั้งนี้โดยใช้ช่างไม้ ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ โครงไม้เหล่านี้ มักใช้เพียง 4 - 5 ปีก็จะเปลี่ยนหรือ ขายให้ผู้อื่น

        2. การออกแบบลวด ลายที่ใช้ประดับส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งการใช้ สีซึ่งจะต้องคิดไว้อย่างพร้อมมูล

        3. การแกะลวดลาย และการพิมพ์จากดินน้ำมัน หรือวัสดุทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ก่อนทำแม่พิมพ์

         4. การหล่อขี้ผึ้ง - การแกะขี้ผึ้งตามแบบ ที่กำหนดไว้ในขั้นตอนนี้ อาจใช้ทั้งขี้ผึ้ง แท้ ขี้ผึ้งผสม หรือสารวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้แล้วแต่ ความชำนาญของช่างแต่ละแห่งแต่โดยทั้ง ๆ ไปมักใช้การหล่อขี้ผึ้งอ่อนลงในแม่พิมพ์ แล้วลอกออก ตกแต่งให้ขี้ผึ้งมีลวดลายเด่น ชัดหรือตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก

         5. การประดับตกแต่งตามด้วยอาคารปราสาทด้วยการใช้ เข็มหมุด ให้หัวแร้งไฟฟ้าเชื่อมให้ยึดติด กัน ปัจจุบันการทำปราสาทผี้ง เป็นงานใหญ่ ที่มีการเตรียมการจัดไม่น้อยกว่า 3 เดือน สำหรับคุ้มวัดที่ลงมือทำทุกขั้นตอน แต่ ความสับสนวุ่นวายทางเศรษฐกิจทำให้ประกอบเอง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ที่คุ้มวัดเป็นศูนย์รวมการทำปราสาทผึ้ง หรือ งานบุญต่าง ๆ


        พิธีกรรม พิธีกรรมในประเพณี ปราสาทผึ้งของชาวจังหวัดสกลนคร กล่าวได้ว่า ขึ้นอยู่ กับ ความเชื่อของการทำปราสาทผึ้งแต่ละชนิด แต่ละยุคสมัย กล่าวคือ ในยุคที่มีการ ทำหอผึ้งทรงตะลุ่มด้วยโครงไม้ไผ่ กาบกล้วย ก้านกล้วยประดับดอกผึ้งนั้น เมื่อนำไปเพื่อถวาย พระสงฆ์ ตลอดจนการทำปราสาทผึ้งทรงหอผี และปราสาทผึ้งทรงจตุรมุข เมื่อนำไปถวายพระ สงฆ์ จะกล่าวคำถวายเป็นภาษาบาลีดังนี้ “อิมานิ มะยังภัณเต มธุบุปยะ ปะ สาทัง” หลังจากนั้นจึงทิ้งปราสาทผึ้งไว้ ที่วัด 3 วัน 7 วัน แล้วจึงนำกลับ บาง แห่งก็มอบถวายทิ้งไว้ที่วัด ในปัจจุบันเมื่อ มีการทำปราสาทผึ้งจตุรมุขขนาดใหญ่ลงทุน มากเมื่อพระสงฆ์รับถวายปราสาทผึ้งแล้วจะตั้ง ไว้ให้ประชาชนชมระยะสั้น ๆ 1 คืน แล้ วจะนำกลับคุ้มวัดของตน อย่างไรก็ ดีในสมัยโบราณกล่าวว่า ประเพณีของชาวคุ้มวัด ก่อนทำปราสาทผึ้ง 3 วัน จะนิยมนิมนต์พระสงฆ์ มาสวดชัยมงคลคาถาที่หมู่บ้านบริเวณที่จะ ทำปราสาทผึ้ง 3 คืน เมื่อทำปราสาทผึ้งเสร็จก่อน นำไปถวายวัดจะฉลองคบงันอีก 1 วัน 1 คืน จึงนำไปถวายวัด ปัจจุบันพิธีกรรมดัง กล่าวไม่เหลือปรากฏให้เห็น แต่หากเริ่มทำปราสาท ผึ้งไปทีละขั้นตอนกว่าจะเสร็จใช้เวลา นานนับ 1 เดือนขึ้นไป ซึ่งต่างจากสมัยโบราณ ที่ชาวคุ้มช่วยกันทำภายในเวลา 3 วัน 7 วันก็เสร็จเรียบร้อย

สาระ

            ประเพณีปราสาทผึ้ง มีเนื้อหาสาระสำคัญอยู่ที่ความรู้สึก จิตใจที่ ได้ปฏิบัติงานตามจารีตประเพณีเกิดความมั้นคงทาง จิตใจเป็นสำคัญ ส่วนเนื้อหาสาระในด้านต้องการ ให้เกิดบุญกุศล ก็ถือว่าเป็นเรืองสำคัย เช่นเดียวกับในการทำปราสาทผึ้งถวายวัด ถือ ว่าได้บุญสูงสุดเพราะผึ้งเกี่ยวพันกับพระ พุทธศาสนา ดังปรากฏในพุทธประวัติตอนปาลิไลย กะเลิง นำรวงผึ้งมาถวายสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าตอนเทโวโลหนะ ที่พระพุทธเจ้า แสดงปาฏิหาริยะเปิดโลกให้แลเห็นซึ่ง กันและกันทั้ง 3 โลก ทำให้มนุษย์เห็นความ ทุกข์สุขของเทวดามนุษย์และใต้บาดาลตลอดจนตอ นอทิสทาน ซึ่งท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ มเหสี กษัตริย์ แข่งขันกันสร้างปราสาทหรือแม้แต่พระมาลัยก็ กล่าวดังปราสาทในสวรรค์ชั้นฟ้า อย่างไรก็ ดีในสาระของความต้องการบุญกุศลส่วนตัวดัง กล่าวมาแล้วยังมีสาระที่ต้องการอุทิสส่ว วนกุศลให้แก่ฟู้วายชนม์ ซึ่งอาจได้มา จากคติของชาวจีนที่ทำมาหากินใน สกลนคร ที่ทำการตักเป็นรูปทรงบ้านเรือนอาคาร เผาอุทิศให้ผู้ตาม แต่หากดัดแปลงเป็นการ สร้างอาคารเป็นทรงหอผี ประดับด้วยดอกผึ้งถวาย พระสงฆ์อุทิศให้ผู้วายชนม์

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:06:26 pm »

“เหนือแผ่นดินสูงแห่งแดนอีสาน สูงเอยภูพานเป็นกำแพงตระหง่านเสียดฟ้า

ดาวแดงเด่นฉานคู่ขานภูพานนานมา เป็นดาวแห่งประชาชน ชี้ทางคนจรพ้นความระทม...”

จากบทเพลง ดาวแดงแห่งภูพาน : ศิลา โคมฉาย


         ในยุคสมัยที่เมืองไทยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอันเนื่องม าจากความคิดทางการเมืองที่แตกต่างเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ชื่อของ“ภูพาน”ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดง(จัด)ที่ทางภาครัฐเฝ้าเกา ะติดและส่งกำลังไปปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

          แต่หลังเหตุการณ์คลี่คลายเพราะรัฐใช้นโยบายการเมืองน ำการทหาร “นักรบแห่งภูพาน”เดินทางออกจากป่ากลายมาเป็น“ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” เทือกเขาภูพานก็ค่อยๆเลือนลบกลบหายไปจากการรับรู้ของ คนส่วนใหญ่ ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งการต่อสู้กับความทรงจำของนักรบ แห่งภูพานอันยากที่จะลืมเลือน
 
ภูพาน ทางผ่านที่ไม่ควรมองผ่าน

ทางหลวงหมายเ ลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์)

           แม้จะเป็นเพียงทางผ่านแต่ว่าเส้นทางสาย 213 จัดเป็นถนนสายสวยอีกเส้นหนึ่งของเมืองไทย เพราะตัดผ่านกลางผืนป่าภูพานอันร่มรื่นเขียวครึ้ม ซึ่งเมื่อเดินทางพ้นจากตัวเมืองสกลนครขึ้นเทือกเขาภู พานมาได้ราว 13 กม.  สถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ ยมพสกนิกรในภาคอีสาน

หลักกิโลเมตรยักษ์บริเวณโค้งปิ้งงู 

          เจ้าหลักกม.ยักษ์นี้ เป็นหลักกม.ที่ 21 มีขนาดสูงกว่าตัวคนเสียอีก บนหลักบอกระยะห่างจากจุดนี้กับเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ ห่างจากกรุงเทพฯ 632 กม. ห่างนราธิวาส 1781 กม. ห่างแม่สาย 1030 กม. ซึ่งหลักกม.ยักษ์นี้นอกจากจะเป็นจุดให้ผู้ขับรถผ่านท างแวะจอดถ่ายรูปแล้ว ยังถือเป็นสิ่งสะท้อนแนวคิดความเป็นที่สุดระดับโลกแบ บไทยๆได้เป็นอย่างดีอีกด้ว


          ที่นี่พี่พิทักษ์ป่าที่เฝ้าประจำศูนย์ฯต้อนรับเราด้ว ยรอยยิ้มและน้ำมิตร พร้อมกับเล่าเรื่องราวของภูพานให้ฟังอย่างไม่อั้น ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวต่างๆและด้านความสำคัญทางประ วัติศาสตร์โดยเฉพาะทางด้านการต่อสู้ ที่นอกจากภูพานจะเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว(พคท.) ที่นี่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ของขบวนการเสรีไทยในการต่ อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย โดยมีถ้ำเสรีไทยเป็นแหล่งสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ มีนายเตียง ศิริขันธ์ เป็นหัวหน้าขบวนการสายสกลนคร ซึ่งปัจจุบันถ้ำเสรีไทยถือเป็นจุดท่องเที่ยวอันน่าสน ใจอีกแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งนี้
 


อย่าพลาดค่ะ..ที่ ถํ้าเสรีไทย...ปีก่อนแดงไปเดินขาลากมาแล้ว ..เดินป่าสนุกดีค่ะ

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:07:26 pm »

กลุ่มชาติพันธ์


ชาวไทยโซ่

ความเป็นมา

         ชาวไทโซ่ หรือ กะโส้ เป็นชนกลุ่มหนึ่งในจำนวน กลุ่มชาติพันธ์หลายเผ่าพันธ์ในจังหวัดสกลนคร รวมกัน อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ในอำเภอกุสุมาลย์ นอกจากนี้ยัง มีกระจายอยู่รวมกับเผ่าพันธ์อื่น ๆ ในเขต อำเภอน้ำอูน อำเภอกุดบาก ประวัติความเป็นมา ของคนกลุ่มนี้เชื่อกันว่าเป็นชนเผ่าดั้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน ซึ่งเรียกกัน ว่าพวกข่า ขอม แต่ต่อมาค่อย ๆ สูญพันธ์ ไปหรือถูกกลุ่มไปผสมกลมกลืนกันจนหมด ไป

           ชาวไทโส้รุ่นใหม่อพยพมาจากทางฝั่ง ซ้ายแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธ์อื่น ๆ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา แต่ หากมิได้อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เช่นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ไปโจมตีนคร เวียงจันทร์และเมืองใกล้เคียงถึง 2 ครั่ง พร้อม กวาดต้อนผู้คนเจ้ามาอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง หลังจากนั้นได้มอบ หมายให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ออกไปเกลี้ยกล่อมผู้ คนต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้น อีกหลายแห่งในภาคอีสาน

              ชาวไทโส้ที่เมือง กุสุมาลย์ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองมหาชัยกองแก้ว ได้ พากันอพยพไพร่พบข้ามโขงเข้ามาอยู่ใน สกลนคร ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ภายใต้การนำของเพี้ยวงค์กะโซ่ ซึ่งต่อมาพระยาประเทศธานี (คำ) ได้ มอบให้ชาวไทโซ่กลุ่มนี้ไปตั้งบ้านเรือน ที่แขวงกุสุมาลย์ ริมลำห้วยติดชายแดน เมืองนครพนม ต่อมาได้ยกขึ้นเมืองกุสุมาลย์มณฑล เป็นเมืองบริวาร ของสกลนคร ซึ่งทางราชสำนักที่กรุงเทพได้แต่งตั้ง พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เพี้ยวงค์กระโซ่เป็นพระ อรัญอาสาเจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑลใน พ.ศ. 2383

วิถีชีวิตและภาษา

              ชาวไทโส้ในเขตอำเภอ กุสุมาลย์มีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากกลุ่มไท ลาว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกลุ่มออสโตรเอเชียติด เขตภาษามอญ-เขมร มีความเชื่อในเรื่องภูติ ผีวิญญาณมากกว่าความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา มีพิธี กรรมในชีวิตที่เกี่ยวเนื่องด้วยผีหลายอย่าง เช่น

1. ความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ ชาวโซ่เชื่อว่า สิ่งธรรมชาติมีวิญญาณประจำอยู่ในสิ่งนั้น ๆ เช่น ลำห้วย ต้นไม้ใหญ่ ทุ่งนา ป่าเขา ซึ่ง เรียกว่า "เยียง" นอกจากนี้ผู้ที่ตาย ไปแล้ว วิญญาณจะยังคงปกปักรักษาให้คุณ ให้โทษแก่ลูกหลานได้ เช่น ทำให้ เกิดความ เจ็บป่วย ดังนั้นชาวโซ่จะมีพิธีกรรมเกี่ยว กับการปฏิบัติต่อวิญญาณ เช่น การมีศาลเจ้าปู่ มเหสักข์ การเลี้ยงเจ้าปู่มเหสักข์ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3

2. ประเพณีในการแต่งงาน แต่เดิม ชาวไทโซ่ถือว่าประเพณีการแต่งงานนั้นจะ มีการลักพาเจ้าสาวหนีลงจากเรือน โดย เจ้าบ่าวจะวางง้าว(ดาบ) ไว้ที่บน เรือนเพื่อบอกให้ทราบว่าไม่ต้องตามตัวหญิง สาวคืน เมื่ออยู่กับเจ้าบ่าวอีกระยะหนึ่งเป็น เวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี สามารถมาขอ ขมาโทษและจัดพิธีเลี้ยงแขกและผีบ้านให้ ทราบ
3. ประเพณีในการจัดงานศพ มีลักษณะ พิเศษคือ เมื่อทำพิธีเผาศพแล้วจะต้องเชิญ วิญญาณผู้ตายมาอยู่ที่มุมุผีเรือน เพื่อ ให้ผีเรือนช่วยปกปักรักษาคุ้มครองลูกหลาน สืบไป

4. ประเพณีที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย โดยเชื่อว่าความเจ็บป่วยอาจเกิดมาจากผี ป่า ผีนา ผีน้ำ ผีฟ้า หรือ ผีมูล ผี ตระกูลก็ได้ จึงเกิดแนวปฏิบัติในการรักษาด้วย หมอเยา ที่จะติดต่อเดพื่อหาสาเหตุและ ความต้องการของผีให้ผู้ป่วยพ้นจากอาการเจ็บ ป่วย

ภาษา

ภาษาของไทโซ่อยู่ในกลุ่มตระกูล ภาษามอญ-เขมร มีความแตกต่างไปจาก กลุ่ม ไท-ลาว ตัวอย่างภาษาในกลุ่มเครือญาติ เช่น

1.พ่อ ภาษาโซเรียกว่า อึมเปี๊ยะ
2.แม่ " อึมเบะ
3.พี่ชาย " อาย
4.พี่สาว " เอย
5.น้องชาย " แซม
6.น้องสาว " แซมกามู
7.พี่ชายแม่ " เตาะ
8.พี่ชายพ่อ " อาแจ๊ะ
9.น้องชายแม่ " นั๊วะ
10.น้องชายพ่อ " อายี่
11.น้องสาว พ่อ, แม่ " อาเีย
12.ย่า, ยาย " เนยอ๊อะปู
13.น้องชายพ่อแม่ที่ยังไม่แต่งงาน " อาแจ๊ะกอง

การปรับปรน ในสังคมปัจจุบัน

การปรับปรนในสังคมปัจจุบันพิจารณา ได้ตามประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

       1. ใน ด้านการเมือง ความคิดในเรื่องอำนาจทางการเมือง ชาวไทโซ่มีความสนใจที่จะได้ตำแหน่ง ทางการเมืองระดับท้องถิ่นไม่สูงนัก การแข่ง ขันเพื่อเป็นผู้นำ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไม่ รุนแรง โดยเฉพาะความคิดเรื่องความโดดเด่นของ กลุ่มชาติพันธุ์(Ethancentri Cirm) ไม่สูง เช่น กลุ่ม ผู้ไทย กลุ่มไทอีสาน การรวมกลุ่มชาวไทโซ่ เพื่อต่อสู้อำนาจการเมือง เช่น สมัครสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรจึงยังไม่มี ขณะเดียวกันก็มี ความเชื่อเรื่องผู้นำในกลุ่มของตนสูง ดัง นั้นการปรับปรนเข้าสู่ระบบการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่มากนัก

      2. ในด้านสังคม- การศึกษา ชาวไทโซ่เห็นว่าการลงทุนทาง การศึกษาเป็นการลงทุนสูง ไม่สอดคล้องกับ ฐานะของตนซึ่งค่อนข้างยากจน จึงนิยมส่ง บุตรหลานเรือนในระดับการศึกษาภาคบังคับเป็นส่วน ใหญ่ แม้ในระดับมัธยมจะมีบ้างแต่ก็ไม่ นิยมส่งเรือนต่อในระดับอุดมศึกษา จึงปรากฏว่า สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาใน จ.สกลนคร มี กลุ่มไทโซ่ไม่มากนัก ผู้ได้ปริญญาในหมู่ บ้านจึงมีไม่ถึงร้อยละ 5 อย่างไรก็ ดีชาวไทโซ่จำนวนหนึ่งนิยมส่งบุตรหลานเข้า รับการศึกษาในวัดโดยการบวชเรือน ซึ่งเป็น วิธีหนึ่งในการปรับตัวให้มีความรู้ทาง โลกและทางธรรม

        ชาวไทโซ่มีความเชื่อ ในระบบผู้นำที่เป็นเครือญาติสูง โดยเฉพาะ ในกลุ่มสกุลเดียวกันหรือที่เรียกว่า สายผี เดียวกัน สังคมของไทโซ่จึงเป็นสังคมที่มี ความอบอุ่นในระบบเครือญาติมากกว่าการอบ อุ่นเพราะความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิตเช่นนี้ จึงทำให้การปรับปรนตามระบบสมัยใหม่น้อย กว่ากลุ่มเผ่าพันธุ์อื่น ๆ

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:08:39 pm »

ประวัติ....ชนเผ่าภูไท


ภูไท

ประวัติความเป็นมา

           ในพงศาวดารเมืองแถง(แถน) กล่าวถึง การกำเนิดมนุษย์และถิ่นกำเนิดของชาวภูไทว่า เกิดจากเทพสามีภรรยา 5 คู่ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน เมื่อหมดอายุบนสวรรค์จึงอธิษฐานจิตเนรมิตน้ำเต้าขึ้น มา เทพทั้ง 5 คู่ ก็เข้าไปอยู่ในน้ำเต้า น้ำเต้าลอยจากสวรรค์มาตกบนภูเขาที่ทุ่งนาเตา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแถงไปทางตะวันออกเป็นระยะทางเดิ น 1 วัน น้ำเต้าได้แตกออก เทพได้กลายเป็นมนุษย์ 5 คู่ ออกมาจากน้ำเต้าทีละคู่ตามลำดับ คือ ข่า แจะ ภูไท ลาวพุงขาว ฮ่อ(จีน) และแกว(ญวน) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ 5 เผ่าพันธุ์ในเวลาต่อมาคนเหล่านี้ได้แยกย้ายกันตั้งรก รากในพื้นที่ต่าง ๆสำหรับชาวภูไทตั้งบ้านเรือนที่เมืองแถง มีขุนลอคำเป็นหัวหน้า ประชากรของภูไทได้เพิ่มจำนวนถึง 33,000 คนในเวลาต่อมา และขยายตัวไปตั้งรกรากหลายเมือง ขุนบรมราชบุตรของขุนลอคำ ได้เป็นเจ้าเมืองแถงใน พ.ศ. 1274 ขุนลอบุตรของขุนบรมราชาได้มาตั้งเมืองหลวงพระบางใน พ.ศ. 1283จากพงศาวดารเมืองไล กล่าวว่า ชาวภูไท ในดินแดนนี้ 2 พวกคือ

           1. ภูไทขาว อาศัยอยู่เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง มีเมืองไลเป็นเมืองใหญ่ รวม 4 เมือง ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อากาศหนาว ชาวภูไทจึงมีผิวขาว อีกทั้งได้รับอารยธรรมจากจีน โดยเฉพาะการแต่งกายในพิธีศพ ซึ่งนิยมนุ่งขาว ห่มขาว จึงเรียกชาวภูไทกลุ่มนี้ว่า ภูไทขาว

           2. ภูไทดำ อาศัยอยู่เมือง ควาย,เมืองคุง เมืองม่วย, เมืองลา เมืองโมะเมืองหวัด เมืองซาง มีเมืองแถง(แถน) เป็นเมืองใหญ่ รวมเป็น 8 เมือง ชาวภูไทกลุ่มนี้มีผิวคล้ำกว่าภูไทตอนบน และนิยมแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองย้อมครามเข้ม และอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำดำ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม จึงเรียกว่า ?ภูไทดำ?ชาวภูไททั้ง 2 กลุ่ม รวมกันแล้วเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่า แคว้น สิบสองจุไทย?เมืองไล เมืองของชาวภูไทขาว ตั้งอยู่ในดินแดนคาบเกี่ยว หรือตะเข็บของลาว จีน และญวน เพื่อความอยู่รอด เมืองนี้จึงจำเป็นต้องอ่อนน้อมแก่ทั้ง 3 ฝ่าย ต้องส่งส่วยแก่ทุกฝ่ายเดิมแคว้นสิบสองจุไทย ขึ้นกับอาณาจักรน่านเจ้า ครั้นต่อมาไปขึ้นอยู่กับอาณาจักรโยนกเชียงแสน เมื่ออาณาจักรโยนกเชียงแสน ถูกพวกภูไทมาทำลายลง สิบสองจุไทยได้ไปขึ้นกับแคว้นหิรัญเงินยวง (ต่อมาแคว้นนี้เป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรลานนา)ใน พ.ศ.2250 อาณาจักรล้านช้างได้แตกเป็น 2 อาณาจักร คือทางเหนือ เรียกว่า

           อาณาจักรล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ทางใต้ เรียกว่า อาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์ สิบสองจุไทยอยู่ภายใต้การดูแลของอาณาจักรแรกต่อมาบัง เกิดการอัตคัดอดอยาก และความขัดแย้งระหว่างท้าวก่า หัวหน้าของชาวภูไท กับเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนู (น้ำน้อยอ้อยหนู) ท้าวก่าจึงพา ชาวภูไทเป็นจำนวนมาก (ประมาณหมื่นคน) อพยพจากเมืองนาน้อยอ้อยหนูมาขอขึ้นกับเวียงจันทน์ โดยทางเวียงจันทน์ให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองวัง (อยู่ทางตะวันออกของเมืองมุกดาหาร ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร) ชาวภูไทกลุ่มนี้ ได้ส่งส่วยมีดโต้และขวานให้เวียงจันทน์ ปีละ 500 เล่ม แต่เนื่องจากเมืองวังอยู่ชายแดนอาณาจักรล้านช้างร่มข าวเวียงจันทน์ แต่ใกล้พรมแดนเวียดนาม พวกเขาจึงได้ส่งส่วยขี้ผึ้ง 5 ปึก (ปึกหนึ่งหนัก 5 ชั่ง) ให้แก่ เจ้าเมืองคำรั้วของเวียดนามด้วย
การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย มี 3 ระลอกด้วยกันคือ

         ระลอกที่ 1 สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321-2322 เมื่อกองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ได้นำกองทัพไทยสองหมื่นคนตีหัวเมืองลาว ตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์เอาไว้ได้ หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์มาก่อนก็นำกำลังม าช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย แม่ทัพไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (ญวนเรียก ซือหวี)เมืองมวย ซึ่งเป็นเมืองของชาวภูไทดำได้ทั้งสองเมือง แล้วกวาดต้อนชาวภูไทดำ(ลาวทรงดำ) เป็นจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี นับเป็นชาวภูไทรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

         ระลอกที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2335 กองทัพเวียงจันทน์ตีหลวงพระบางแตกและจับกษัตริย์หลวง พระบางส่งกรุงเทพ ฯ ใน พ.ศ.2335-2338 กองทัพเวียงจันทน์ได้ตีเมืองแถง และเมืองพวน ซึ่งแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กวาดต้อนชาวภูไทดำ ลาวพวนเป็นเชลยส่งมากรุงเทพ ฯ รัชกาลที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ชาวภูไทดำประมาณ 4,000 คนไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรีเช่นเดียวกับชาวภูไทดำรุ่ นแรก

          ระลอกที่ 3 สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นการอพยพประชากรครั้งใหญ่ที่สุดจากฝั่งซ้ายแม่น้ำ โขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย สาเหตุของการอพยพ คือ เกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. 2369 - 2371 และเกิดสงครามระหว่างไทยกับเวียดนามในระหว่างปี พ.ศ.2376-2490 ยุทธวิธีของสงครามสมัยนั้น คือ การตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามทั้งฝ่ายไทยและเวียดนามต่างกว าดต้อนประชากรในดินแดนลาวมาไว้ในดินแดนของตนสำหรับปร ะชากรในดินแดนลาวที่ถูกไทยกวาดต้อนมาอยู่ในประเทศไทย จะมีทั้ง ภูไท กะเลิง โซ่ ญ้อ แสก โย้ย ข่า ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกวาดต้อนมาไว้ในภาคอีสาน ส่วนลาวพวน ลาวเวียง กวาดต้อนให้มาตั้งถิ่นฐานทั้งในภาคอีสานและภาคกลางขอ งประเทศไทย แถบฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม เป็นต้นชาวภูไทที่ถูกกวาดต้อนมาในระลอกที่ 3 จะแยกเป็น 8 กลุ่มด้วยกัน สำหรับชาวภูไทในเขตจังหวัดสกลนคร เป็นพวกที่อพยพเข้ามาในกลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 8 ดังนี้

          กลุ่มที่ 3 อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร (ใน พ.ศ.2513 อำเภอพรรณานิคม มี 7 ตำบล มีชาวภูไททั้ง 7 ตำบล รวม 65หมู่บ้าน 32,037 คน อำเภอเมืองสกลนคร มีภูไท 48 หมู่บ้าน ใน 13 ตำบล จาก 17 ตำบล อำเภอพังโคน มีภูไท 4 ตำบล 23 หมู่บ้าน อำเภอบ้านม่วง มีภูไท 3 ตำบล 16 หมู่บ้าน อำเภอวานรนิวาส มีภูไท 4 ตำบล 8 หมู่บ้าน อำเภอกุสุมาลย์ 2 ตำบล 4 หมู่บ้านอำเภอสว่างแดนดิน 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน อำเภอกุดบาก 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน อำเภอวาริชภูมิ 4 ตำบล 42 หมู่บ้าน รวมทั้งจังหวัดสกลนครมีภูไท 212 หมู่บ้าน 20,945 หลังคาเรือน 128,659 คน)

           กลุ่มที่ 8 อพยพจากเมืองกะป๋อง มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านปลาเป้า บ้านนียกเป็นเมืองวาริชภูมิ และตั้งท้าวพระยาสุวรรณเป็นพระสุรินทรบริรักษ์ เป็นเจ้าเมืองคนแรก ใน พ.ศ. 2410 ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 (ใน พ.ศ.2513 มีภูไทในอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 4 ตำบล ตำบลวาริชภูมิ 1 หมู่บ้าน ตำบลคำบ่อ 12 หมู่บ้าน ตำบลปลาโหล 9 หมู่บ้าน และตำบลเมืองลาด 7 หมู่บ้าน รวม 42 หมู่บ้าน)ชาวภูไทที่ถูกกวาดต้อน-อพยพมาตั้งภูมิลำเนา ในจังหวัดสกลนคร อย่างเป็นปึกแผ่น ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข หัวหน้าแต่ละพวกที่แยกย้ายกันอยู่ ได้ติดต่อปรึกษากับเจ้าเมืองที่ตนอาศัยอยู่เพื่อขอตั ้งเมือง เช่น เจ้าเมืองโฮงกลางสี ที่อยู่บ้านพังพร้าว ท้าวแก้ว อยู่ที่บ้านจำปา และท้าวราชนิกุล อยู่บ้านหนองหอย ก็ติดต่อกับเจ้าเมืองสกลนคร เพื่อตั้งหมู่บ้านที่ตนตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นเมือง คือ บ้านพังพร้าว ขอตั้งเป็นเมืองพรรณานิคมบ้านจำปา ขอตั้งเป็นเมืองจำปาชนบท และบ้านหนองหอย ขอตั้งเป็นเมืองวาริชภูมิ เป็นต้นสำหรับชาวภูไททั้ง 8 กลุ่ม ได้ขยายจำนวนออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคอีสานอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา รวมเป็น 9 จังหวัด 33 อำเภอ 494 หมู่บ้าน สรุปได้ดังนี้

1.จังหวัดสกลนคร 212 หมู่บ้าน 9 อำเภอ(พรรณานิคม เมืองสกลนครวาริชภูมิ พังโคน บ้านม่วง วานรนิวาส กุสุมาลย์ สว่างแดนดิน กุดบาก)

2. จังหวัดนครพนม 131 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (นาแก เรณูนคร ธาตุพนม ศรีสงคราม เมืองนครพนม)

3. จังหวัดมุกดาหาร 68 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (คำชะอีก เมืองมุกดาหาร นิคมคำสร้อย ดอนตาล หนองสูง)

4. จังหวัดกาฬสินธุ์ 63 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง สมเด็จ สหัสขันธ์)

5. จังหวัดหนองคาย 6 หมู่บ้าน 3 อำเภอ(โซ่พิสัย บึงกาฬ พรเจริญ)

6. จังหวัดอำนาจเจริญ 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (เสนางคนิคม ขานุมาน)

7. จังหวัดอุดรธานี 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (วังสามหมอ ศรีธาตุ)

8. จังหวัดยโสธร 3 หมู่บ้าน 1 อำเภอ (เลิงนกทา)

9. จังหวัดร้อยเอ็ด 1 หมู่บ้าน (โพนทอง)

วัฒนธรรมการแต่งกาย

      โดยลักษณะทางสังคม ชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นกลุ่มที่มีความขยัน และอดออมเป็นพิเศษ และมีวัฒนธรรมในเรื่องการถักทอเสื้อผ้าเด่นชัด จึงปรากฎเสื้อผ้าชนิดต่างๆ ทั้งฝ้าฝ้าย ผ้าไหมในกลุ่มชาวภูไท(ผู้ไทย) โดยเฉพาะผ้าแพรวานับว่ามีวัฒนธรรมเรื่องเสื้อผ้าเด่น ชัดมาก

      ผ้าซิ่น วัฒนธรรมของกลุ่มภูไทที่เด่นชัด คือ การทอผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อเป็นผืนเดียวกับผ้าผืน เช่น ตีนต่อขนาดเล็ก กว้าง 4 ถึง 5 นิ้ว (มือ) ที่เรียกว่า ตีนเต๊าะ เป็นที่นิยมในหมู่ภูไท ทอเป็นหมี่สาด มีหม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามเกือบเป็นสีดำ แต่ชาวบ้านเรียกว่า?ผ้าดำ? หรือซิ่นดำ ลักษณะเด่นของซิ่นหมี่ชาวภูไท คือการทอและลวดลาย เช่น ทอเป็นลายขนาดเล็กๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น มิได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืน แต่หากมีลายต่าง ๆ มาคั่นไว้ สีที่นิยมคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้เครือหูกฝ้ายสีเปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบผ้ามัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำในกลุ่มผู้ไทย

     เสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอกสามส่วนติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อม ครามเข้มใน ราว พ.ศ. 2480 โดยมีผู้นำผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อปลายแขนเพื่อใช้ในการฟ้อนภูไทสกลนคร และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

       ผ้าห่ม การทอผ้าผืนเล็ก ๆ เป็นวัฒนธรรมของชาวกลุ่มพื้นอีสานมานานแล้วผ้าห่มใช้ สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับไทยลาวที่นิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดไหล่ ผ้าห่มของกลุ่มชนต่าง ๆ ในเวลาต่อมามีขนาดเล็ก ทำเป็นผ้าสไบเป็นส่วนแทนประโยชน์ใช้สอย เดิมคือห่มกันหนาว หรือปกปิดร่างกายส่วนบน โดยการห่มทับเสื้อ ผ้าห่มของภูไทที่เรียกว่า ผ้าจ่อง เป็นผ้าทอด้ายยืน มีเครื่องลาย เครื่องพื้นหลายแบบนอกจากนี้ยังมีผ้าแพรวานอกจากผ้าจ ่องแล้ว ชาวภูไทยังมีผ้าลาย ซึ่งใช้เป็นผ้ากั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเสื้อกันหนาวหรือต่อกลาง 2 ผืน เป็นผ้าห่มขนาดใหญ่พอสมควร แต่ผ้าลายที่มีชื่อคือผ้าลายบ้านนางอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร การแต่งกายของชาวภูไท ยังนิยมสายสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า (ก้องแขน ก้องขา) ทำด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรงในสมัยโบราณใช้ผ้ามนหรือแพร มน ทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผมอวดลายผ้าด้านหลังใน ปัจจุบันใช้ผ้าแถบเล็ก ๆ สีแดงผูกแทนแพรมน

บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26914
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2553, 05:11:35 pm »





ไทย้อ / ญ้อ Tai yo ตระกูลภาษาไท-กะได Tai-Kadai Language Family



สาวไทย้อแห่ดอกจำปาในบุญเดือนห้า (สงกรานต์). อร่ามจิต ชิณช่าง สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน, 2542 



บ้านแบบโบราณของชาวย้อ สร้างปลายรัชกาลที่ 6. วิศิษฏ์ ดวงสงค์ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย



งานศพของเจ้านายย้ออำเภอท่าอุเทน สมัยรัชกาลที่ 8. วิศิษฏ์ ดวงสงค์ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาสงครามริมน้ำโขง มีภูมิลำเนาที่เหมาะสม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและมีปลาชุกชุม จึงตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อเมืองไชยบุรี ขึ้นต่อกรุงเทพมหานครจนถึง รัชกาลที่ 3 ชาวย้อ เมืองไชยบุรี ถูกกองทัพเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนให้ไปตั้งอยู่ ณ เมืองหลวงปุงเลง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ต่อมาพ.ศ. 2375 เจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพไทยได้อพยพชาวย้อ จากเมืองหลวง ปุงเลง เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน ให้มาตั้งอยู่ดินแดนภาคอีสาน คือ

1.เมืองท่าอุเทน ตั้งเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. 2375 ตั้งให้พระปทุมเป็นพระศรีวรราช เจ้าเมือง ยกบ้านอุเทนเป็นเมืองท่าอุเทน ปัจจุบันคือท้องที่ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

2.เมืองท่าขอนยาง ตั้งที่บ้านท่าขอนยางเมื่อ พ.ศ. 2387 ให้ท้าวคำก้อนจากเมืองคำเกิดเป็นพระสุวรรณภักดี เจ้าเมืองปัจจุบันคือท้องที่ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

3. เมืองแซงบาดาล ตั้งเป็นเมืองแซงบาดาล เมื่อ พ.ศ. 2387 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ให้อุปฮาต (คำแดง) เป็นศรีสุวรรณ เจ้าเมืองปัจจุบันคือท้องที่ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์



พิธีอโหสิกรรมศพ. วิศิษฏ์ ดวงสงค์ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน,
 


เครื่องรางของขลังสำหรับเด็กชาวย้อ. วิศิษฏ์ ดวงสงค์ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน,

            ประชากร ชาวไทย้ออาศัยอยู่กระจายทั่วไปในแถบภาคอีสาน เฉพาะพื้นที่ที่มีชาวไทย้ออาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน อำเภอนาหว้า อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอบ้านแพง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมือง สว่างแดนดิน อำเภอพังโคน อำเภอกุดบาก กิ่งอำเภอโคกศรีสุพรรณ และกิ่งอำเภอเต่างอย จังหวัด สกลนคร อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย บ้านแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม นอกจากนี้ยังมีอยู่ที่ภาคตะวันออก คือที่ อำเภออรัญประเทศ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดปราจีนบุรี (นันตพร นิลจินดา .2532 : หน้า14)

             ภาษา ภาษาชาวย้อจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาไท-กระได ชาวย้อมีภาษาพูดโดยพื้นฐานเสียงแตกต่างไปจากภาษาไทยลาว (ภาษาไทยอีสาน) ตรงที่ฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวา จะเน้นหนักในลำคอ น้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ เอือ ใอ ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย และ เออ ตามลำดับ เช่น เฮือ เป็น เฮีย ให้ เป็น เห้อ ประโยคว่า อยู่ทาง ได เป็น อยู่ทางเลอ เจ้าสิไปไส เป็น เจ้านะไปกะเลอ เป็นต้น

           ตัวอย่างภาษาพูดของชาวย้อ หัวเจอ-หัวใจ, หมากเผ็ด- พริก, กินเข้างาย-กินข้าวเช้า,yหัวสิเคอ-ตะไค้, ไปกะเลอ, ไปเตอ-ไปไหน ชาวไทย้อไม่มีภาษาเขียนไม่มีตัวอักษรของตนเอง ในอดีตเคยใช้อักษรธรรมหรืออักษรไทยน้อย เช่นเดียวกับชาวอีสาน ปัจจุบันใช้อักษรไทยทั้งสิ้น (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน .2542 : หน้า 3727)

           การแต่งกาย เอเจียน แอมอนิเย นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ได้บันทึกเกี่ยวกับการแต่งกายของชาวย้อไว้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2425 ว่า “หญิงสาวจะมีผิวขาวรูปร่างสูงโปร่ง คงจะเป็น คนลาวที่สวยที่สุด พวกเขาใส่กำไลเงินและนุ่งซิ่นลาย ชอบผ้าสไบสีแดงมากกว่าสีเหลือง ผู้ชายจะตัดผมสั้นแบบสยาม ไว้เคราสั้น และสวมใส่เสื้อแบบคน ลาวอื่นๆนุ่งผ้าม่วงใน ท้องถิ่น ทำจากไหมหรือฝ้าย” (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน .2542 : หน้า 3727) ลักษณะภูมิประเทศและที่อยู่อาศัย ชาวไทย้อชอบตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำซึ่งชื่อเมือง ชาวไทย้อมักมีคำว่า “ท่า” ขึ้นก่อน เช่น เมืองท่าขอนยาง เมืองท่าอุเทน ลักษณะบ้านเรือนของชาว ไทย้อ คล้ายกับบ้านเรือนของชาวไทยลาวทั่วไป คือตัวเรือนเป็นเรือนใต้ถุนสูง มีชายคาที่เรียกว่า เซีย มีชานติดกับครัว มีเล้าข้าวอยู่ทาง ด้านหลังบ้าน ถ้าเป็นบ้านของชาวไร่ชาวนา ทั่วไปก็จะมุงด้วยหญ้าแฝก ฝาผนังเป็นฟาก สับสานลานสอง บ้านที่มีฐานะดีก็จะ มุง ด้วยกระเบื้องเกร็ด หรือสังกะสี และ เปลี่ยนฝาผนังเป็นไม้กระดานซึ่งมีให้เห็นในปัจจุบัน ชาวย้อ นิยมสร้างบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อยในวงศ์ญาติพี่น้องของตน และเมื่อมี จำนวนมากขึ้น ก็กลาย เป็นหมู่บ้านหรือที่เรียกว่า “คุ้ม” และมีวัดประจำคุ้มของพวกตน (สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน .2542 : หน้า 3727)

                ระบบเศรษฐกิจ ชาวไทย้อมีอาชีพด้านเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกพืชเศรษฐกิจซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ข้าว กล้วย อ้อย สับปะรด ยาสูบ และพืชผักตามฤดูกาล รองลงมาได้แก่ อาชีพเลี้ยงสัตว์ และจับสัตว์น้ำในลำน้ำ เนื่องจากว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำสงครามและแม่น้ำชี (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน .2542 : หน้า 3727-3728)

               โครงสร้างทางสังคม ลักษณะครอบครัวของชาวไทย้อส่วนใหญ่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยว ลักษณะเครือญาติไทย้อมีลักษณะเด่นตรงที่ว่าพวกเขาแม้จะแยกครอบครัวไปแล้ว แต่ก็ยัง ไปมาหาสู่กันเสมอ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเต็มความสามารถ ยามเทศกาลงานบุญต่างๆ ก็จะเดินทางไปช่วยเหลือกัน ชาวไทย้อเชื่อกันว่าผู้จะทำหน้าที่ี่แทนพ่อ ได้เป็นอย่างดี คือ ลูกชาย เพราะผู้ชายนั้นบึกบึนทรหดอดทน สามารถทำงานในอาชีพเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นการสืบสายตระกูลและการรับ มรดก ส่วนใหญ่จะตก อยู่กับผู้ชาย ภาระหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวนั้น หน้าที่ในการหาเงินทองมาจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว การคุ้มครองดูแลต่างๆ เป็นหน้าที่ของพ่อบ้าน แม่บ้านจะ ดูแลลูกๆ ภาระหน้าที่ภายในบ้าน



ฟ้อนไทย้อในพิธีแห่ดอกไม้ช่วงสงกรานต์ พระกฐินพระราช ทานมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ วัดพระธาตพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม



พระธาตุท่าอุเทนศูนย์รวมศรัทธาของชาว ไทย้อเมื่อท่าอุเทน สร้างเมือง พ.ศ.2428. ธวัช ปุณโณฑก.



สรงน้ำพระในประเพณีสงกหรานต์ชาวไทย้อ. อร่ามจิต ชิณช่าง.



               สำหรับประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อของชาวไทย้อนั้น ชาวไทย้อที่บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีประเพณีเลี้ยงผีปู่ตา โดยชาวบ้านจะสร้างตูบปู่ตา หรือ โฮงผีปู่ตา โดยชาวย้อถือว่าผีปู่ตาคือ ผีบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วแต่ยังมีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับที่ตั้งของผีปู่ตาจะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สำหรับ ผีบรรพบุรุษของชาวย้อที่ถือว่าเป็นผีปู่ตา มีดังนี้ คือ ผีเจ้าพ่อขุนสำราญ ญาพ่อผีลือสองนางพี่น้องเป็นผีผู้หญิงที่ชอบความสวยงาม ชาวย้อจะให้ความสำคัญกับผีสอง นางพี่น้อง ในด้านการป้องกันให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ ของชาวย้อ โดยทั่วๆ ไปชาวย้อชอบตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อสะดวกในการอุปโภค บริโภค ซึ่งด้วยสาเหตุที่มี เด็กๆ เสียชีวิต ในการอาบน้ำบ่อยๆทำให้ชาวย้อลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหตุนี้ชาวย้อจึงมีโฮงผีปู่ตาสองนางพี่น้องไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อรักษาเด็กในขณะลงอาบน้ำ เช่นเดียวกับชาวย้อ ที่ท่าอุเทนมีความเชื่อ ว่าผีมเหสักข์ และผีบรรพบุรุษ คอยปกป้องคุ้มครองให้พวกตนอยู่เย็นเป็นสุข มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ เพื่อตอบแทนคุณผีดังกล่าว ชาวไทย้อที่ท่าอุเทน จึงมีประเพณีเลี้ยงผีโดยจัด พิธีกรรมที่เรียกว่า “ลงนางเทียม” ณ หอผีบ้าน เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ครั้ง สำหรับประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของชาวย้อนั้น ประเพณีการแต่งงานเมื่อหนุ่มสาวคู่ใดที่รักใคร่ชอบ พอถึง ขั้นตกลงปลงใจที่จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ฝ่ายชายก็จะให้บิดามารดาของตนดำเนินการให้ได้แต่งงานกับหญิงคนรัก ดังนี้ “ไปเจาะ”คือการส่งผู้ใหญ่ไปทาบทาม “โอมสาว” คือการ ทำพิธีสู่ขอ “แฮกเสื่อแฮกหมอน” คือการเตรียมการ ได้แก่ การจัดเตรียมเครื่องนอน ประกอบด้วยฟูก หมอน ผ้าห่ม เสื่อ และมุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ในการนี้ต้องเชิญผู้เฒ่า ผู้แก่ที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็น ผัวค้ำเมียคูณ มาทำพิธีตัดเย็บให้ชาวย้อเรียกว่า แฮกเสื่อแฮกหมอน “เล่าดอง”คือบอกเล่าวันแต่งงาน “มื้อกินดอง” คือพิธีวันแต่งงาน เมื่อได้ฤกษ์ยาม ดี แล้ว ก็จะเป็นการแห่จ้าวบ่าวพร้อมขันสินสอดของหมั้น พานบายศรี และสำรับที่เรียกว่า “ขำเพีย"ประกอบด้วยไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง งา พริกแห้ง และเกลือป่น อย่างละ 1 ถ้วย ไปยังบ้าน เจ้าสาว พิธีสำคัญได้แก่ การวางสินสอดทองหมั้นต่อหน้าเจ้าโคตรลุงตาของเจ้าสาวพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีป้อนไข่หน่วย พิธีขอพรจากเจ้าโคตรลุงตาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากให้เขยไปสู่ก็ ทำพิธีจูงบ่าวสาวเข้าหอแล้วเลี้ยงอาหารแก่แขกผู้มาร่วมงานเป็นอันเสร็จ พิธีแต่งงานำหรับงานบุญของชาวไทย้อส่วนมากก็เหมือนกับ ชาวอีสานทั่วที่นับถือ พระพุทธศาสนาและ ปฏิบัติตนตาม “ ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ “

                 การบริโภคและระบบสาธารณสุข ชาวย้อรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก และรับประทานข้าวเจ้าในบางโอกาส ไม่นิยมรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เหมือนชาวไทยลาว อาหารพื้น เมืองที่มีรับประทานเฉพาะในหมู่ไทย้อ ทำจากปลากราย เรียกว่า “หมกเจาะ” ส่วนอาหารประเภทอื่นก็เหมือนกับชาวไทยลาวทั่วไป (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน .2542 : หน้า3727 ) ส่วนการรักษาพยาบาลของไทย้อนั้นมีทั้งรักษาด้วยแผนปัจจุบันและแผนโบราณ สำหรับแผนโบราณนั้นก็จะมีการรักษาด้วยยาสมุนไพร และการรักษาด้วยเวทย์มนต ์คาถา โดยมีหมอธรรมเป็นผู้รักษา ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่พบหรือ ที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของภูตผีวิญญาณ หรือที่เรียกว่า “ ผีเข้าเจ้าสูน ” อาจจะเป็นผีพระภูมิเจ้าที่ ผีเชื้อ หรือผีบรรพบุรุษ ผีเข้าสิง เสียขวัญ และถูกผีปอบเข้าสิง ในกรณีที่ผีปอบเข้าสิงยิ่งเป็นอันตรายต่อคนป่วยอย่างยิ่ง ถ้าเรียกหมอธรรมมารักษาไม่ทัน ผีปอบอาจจะกินคนป่วย จน ตาย เพราะอาการที่โดยปอบเข้าสิงนั้นมักจะอาละวาด แสดงอาการไม่เกร็งกลัว หรือดูถูกหมอธรรม ผู้ที่เป็นหมอธรรมจะต้องมีสายสิญจน์ แส้หวาย (ปะกำ) แล้วถามชื่อผีปอบว่า ชื่อ อะไร มาจากไหน หมอธรรมจะ ใช้แส้ปะกำโบย แล้วใช้สายสิญจน์มัดผู้ป่วยเอาไว้ แล้วสอนสัมทับอีกว่าต่อไปจะไม่มาทำผู้อื่นอีกโดยให้กินน้ำสาบานแล้วขอขมากับหมอธรรม โดยใช้ ลิ้นเลียปลายเท้า แล้วสัญญาว่าจะไม่กลับมาทำร้ายผู้ป่วยอีก (สมชาย ลำดวน .2540 : หน้า 15) ยาสมุนไพรที่ชาวไทย้อนำมาใช้รักษาโรคส่วนมากแล้วจะเป็นพืชผักที่อยู่ใกล้ตัว เช่น

1. กำลังพระยาเสือโคร่ง เป็นยาชูกำลัง
2.ผลมะเกลือ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
3.ปลีแดง โง นำมาต้มรวมกันแก้ร้อนในและขับเลือด
4.ขิงเป็นยาอายุวัฒนะ และแก้โรคทางท้อง

                  ศิลปะการแสดง ฟ้อนไทย้อ โดยจะพบในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน และเทศกาลที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ในช่วงสงกรานต์นั้นชาวไทย้อจะมีการสงน้ำพระ ในตอนกลางวันโดย มีการตั้งขบวนแห่จากคุ้มเหนือไปยังคุ้มใต้ตามลำดับ ตั้งแต่ขึ้นหนึ่งค่ำเป็นไป จนถึงวันเพ็ญสิบห้าค่ำ เดือนห้า ส่วนในตอนกลางคืนหนุ่มสาวจะ จัดขบวนแห่นำต้นดอกจำปา (ลั่นทม) ไปบูชาวัดที่ผ่านไปเริ่มจากวัดใต้สุดขึ้นไปตามลำดับถึงวัดเหนือสุดซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เสร็จพิธีแห่ดอกไม้บูชาองค์พระธาตุท่าอุเทน จะเป็นช่วงแห่งการเกี้ยวพาราสี การหยอกล้อกัน อย่างสนุกสนานของบรรดาหนุ่มสาวชาวไทย้อ (พระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม . 2541 : หน้า92) นอกจากนี้ก็เป็นการแสดงและเครื่องดนตรีเหมือนกับชาวไทอีสานทั่วไป



             ไทยย้อเป็นชาวไทยในภาคอีสานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชอบเรียกตัวเองว่าเป็นชาวย้อ เช่น ชาวย้อในจังหวัดสกลนคร, ชาวย้อในจังหวัดกาฬสินธุ์ (ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย), ช้าวย้อในจังหวัดนครพนม (อำเภอท่าอุเทน) และชาวย้อในจังหวัดมุกดาหาร (ตำบลดงเย็น อำเภอเมือง) ภาษาและสำเนียงชาวย้ออาจผิดเพี้ยนไปจากชาวอีสานบ้างเล็กน้อย ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวย้อมีผู้ค้นพบว่าเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนาหรือยูนนาน ต่อมาชาวย้อบางส่วนได้อพยพลงมาตามลำน้ำโขง ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหงษา แขวงไชยบุรีของลาวปัจจุบัน เมืองหงษาเดิมอยู่ในเขตของราชอาณาจักรไทยแล้วตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสและลาวต่อมา แขวงไชยบุรีของลาวเคยกลับคืนมาเป็นดินแดนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งระหว่าง พ.ศ.2483 ถึง พ.ศ.2489 เรียกว่า "จังหวัดล้านช้าง" แต่ก็ต้องคืนดินแดนส่วนนี้ไปให้ฝรั่งเศสและลาวอีกครั้งหนึ่ง

                 ต่อมาชาวไทยย้ออีกส่วนหนึ่งได้อพยพมาตามลำน้ำโขงและตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองไชยบุรี (ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม) ในสมัยราชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2351 ครั้นเมื่อเกิดกบฎเจ้า อนุวงษ์เวียงจันทน์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ.2369 พวกไทยย้อเมืองไชยบุรีถูกกองทัพเจ้าอนุวงษ์กวาดต้อนให้กลับมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอีกและได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนเมื่อ พ.ศ.2373 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวพระปทุม เจ้าเมืองหลวงปุงเลง เป็น "พระศรีวรราช" เจ้าเมืองคนแรก คือท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน

                 นอกจากนี้ไทยย้อจากเมืองคำเกิด, คำม่วนยังได้อพยพมาตั้งเป็นเมืองท่าขอนยาง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ใน พ.ศ.2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวคำก้อนจากเมืองคำเกิด เป็น "พระสุวรรณภักดี" เจ้าเมืองท่าขอนยางขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ปัจจุบันคือท้องที่ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งยังมีไทยย้ออยู่ที่บ้านท่าขอนยาง, บ้านกุดน้ำใส, บ้านยาง, บ้านลิ้นฟ้า, บ้านโพนและยังมีไทยย้ออยู่ที่บ้านนายุง จังหวัดอุดรธานี บ้านกุดนางแดง, บ้านหนามแท่งอำเภอพรรณานิคม, บ้านจำปา, บ้านดอกนอ, บ้านบุ่งเป้า, บ้านนาสีนวลอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร บ้านโพนสิม, บ้านหนองแวง, บ้านสา อำเภอยางตลาดและบ้านหนองไม้ตาย อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

                  ส่วนไทยย้อในจังหวัดสกลนครอพยพมาจากเมืองมหาชัยทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดินแดนลาวในปัจจุบัน เมืองมหาชัยอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงและเมืองนครพนมประมาณ 50 ก.ม. ไทยย้อจากเมืองมหาชัยอพยพข้ามโขงมาตั้งอยู่ริมหนองหารในสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งขึ้นเป็นเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ.2381 (เอกสาร ร.3 จ.ศ.1200 เลขที่ 10 หอสมุดแห่งชาติ) ในท้องที่จังหวัดมุกดาหาร มีไทยย้ออยู่ที่ตำบลดงเย็น อำเภอเมืองมุกดาหารและยังมีไทยย้อ อยู่ในท้องที่อำเภอนิคมคำสร้อยอีกบางหมู่บ้าน ซึ่งอพยพมาจากเมืองคำเกิดคำม่วนในสมัยรัชกาลที่ 3


บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal