หน้า: 1 ... 4 5 [6]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ลีลากรรมของสตรีสมัยพุทธกาล  (อ่าน 5175 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #75 เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2553, 06:34:32 pm »

                    “แน่ละซิ  พระโคดม  ก็ในพระคันธกุฎีอันมิดชิดนั้น   ใครเล่าจะไปร่วมรู้เห็นด้วย   นอกจากเราสองคน  ช่างพูดได้อย่างไม่สะทกสะท้านเทียวนะว่าเราสองคนเท่านั้นที่รู้กัน”   นางพูดไปเต้นไปด้วยอารมณ์โกรธอันค่อยๆ พลุ่งขึ้นมาทีละน้อย

      “แน่นอนทีเดียวน้องหญิง  ตถาคตขอยืนยันคำนั้น”

      จะ เป็นด้วยเหตุบังเอิญ   หรือเป็นเพราะวิบากแห่งกรรมอันสุกรอบของนางก็สุดจะอนุมานได้   เมื่อนางร้องด่าพระตถาคตไปและเต้นไป   เชือกซึ่งนางผูกท่อนไม้   ซึ่งพันด้วยผ้าเก่าบางๆ ก็ขาดลง   เรื่องทั้งหลายก็แจ่มแจ้ง   การมีท้องของนางปรากฏแก่ตามหาชนอย่างชัดเจนยิ่งกว่าคำบอกเล่าใดๆ ทั้งหมด   นางได้คลอดบุตรคือท่อนไม้และผ้าเก่าๆ แล้วท่ามกลางมหาชนนั่นเอง   คนทั้งหลายตะลึงพรึงเพริด   แต่มีแววแห่งปีติปราโมทย์อย่างชัดเจน   นางจิญจมาณวิกาตกใจสุดขีดหน้าซีดเผือดเหมือนคนตาย

      ประชาชน ได้เห็นเหตุการณ์ประจักษ์ตาเช่นนั้น   ต่างก็โล่งใจที่พระตถาคตเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง   แล้วอารมณ์ใหม่ก็พลุ่งขึ้นในดวงใจแทบจะทุกดวง   นั่นคือความเดือดแค้นชิงชังนางจิญจมาณวิกา   ต่างก็สาปแช่งให้นางประสบทุกข์สมแก่กรรมชั่วร้ายของตน   ต่อมานางได้สิ้นชีพด้วยอาการที่น่าพึงสังเวช   อนิจจา!  เรือนร่างที่สวยงามแต่ห่อหุ้มใจที่โสมมไว้ย่อมทำให้เจ้าของเรือนร่างใช้เป็น เครื่องมือประหารตนเองอย่างไม่มีใครช่วยได้


      ลาภสักการะของเดียรถีย์ทั้งหลายเสื่อมลง  และเกิดขึ้นแก่พระทศพลเจ้ามากหลาย

      วันต่อมาภิกษุสงฆ์ได้ประชุมกัน ณ ธรรมสภา   กล่าวกถาว่าด้วยเรื่องนางจิญจมาณวิกา   พระตถาคตเจ้าเสด็จมาทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า  “ภิกษุ ทั้งหลาย  บุคคลเมื่อยังไม่พิจารณาหรือยังไม่เห็นโทษของผู้อื่นโดยชัดเจนแล้ว   ก็ไม่พึงลงโทษผู้ใด   อนึ่ง  บุคคลผู้ละคำสัตย์เสียแล้ว   และชอบพูดแต่มุสา   ไม่สนใจในเรื่องปรโลก   จะไม่ทำบาปนั้นเป็นอันไม่มี”

      เหตุการณ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งที่เกิดขึ้นแก่พระพุทธองค์   เป็นเรื่องที่รู้กันแพร่หลายในหมู่ชนทุกชั้น   ผู้เฒ่าผู้แก่พยายามสั่งสอนลูกหลานว่าอย่าเอาอย่างนางจิญจมาณวิกา   และผูกเป็นคำพังเพยว่า   “อย่าปาอุจจาระขึ้นฟ้า”


เกี่ยวกับ เรื่องทำนองนี้   พระตถาคตเจ้าเคยตรัสไว้เสมอมิใช่หรือว่า   “คนที่เกิดมาแล้วทุกคนมีขวานติดปากมาด้วยสำหรับให้คนพาลผู้ชอบพูดชั่วๆ ไว้ฟาดฟันเชือดเฉือนตัวเอง   อนึ่ง  ผู้ใดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญหรือสรรเสริญคนที่ควรติเตียน   ผู้นั้นชื่อว่าแส่หาโทษใส่ตัวเพราะปากเขาย่อมหาความสุขไม่ได้เพราะโทษนั้น   การแพ้การพนันสิ้นทรัพย์หมดเนื้อหมดตัวยังถือว่ามีโทษน้อยเมื่อนำไปเทียบ กับการทำใจให้คิดประทุษร้ายในพระสุคตการกล่าวใส่ร้ายพระพุทธเจ้านี้มี โทษมากอย่างยิ่ง

      “ผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย  ผู้บริสุทธิ์  ไม่มีกิเลส  ย่อมได้รับบาปเองเหมือนคนปาผงธุลีขึ้นฟ้าหรือปาธุลีทวนลม”

      “ผู้โลภจัดไม่มีศรัทธา  ตระห
      เนี่  ไม่เคยใส่ใจในคำขอร้องวิงวอนของผู้ทุกข์ยาก  ชอบส่อเสียด  มักจะชอบด่าผู้อื่นเสมอๆ”

      เหตุการณ์ ครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่ดีพอสำหรับผู้ปองร้ายต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธ ศาสนา   เรื่องใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ จึงเงียบไปหลายปี


      ต่อมามี เรื่องเกิดขึ้นอีก   คราวนี้เกี่ยวกับการฆาตกรรม   พวกเดียรถีย์ตามเคย   จ้างนักเลงสุราให้ฆ่าหญิงคนหนึ่งชื่อสุนทรี   แล้วนำไปหมกไว้ที่กองดอกไม้แห้งใกล้พระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาค   แล้วทำทีเป็นเที่ยวโฆษณาว่านางสุนทรีหายไป   ไม่ทราบหายไปไหน   มีการค้นหากันมาก   ในที่สุดก็มาพบที่ใกล้พระคันธกุฎี   คราวนี้พวกเดียรถีย์ผู้ริษยาก็เที่ยวโฆษณาต่อมหาชนว่าพระผู้มีพระภาคร่วม หลับนอนกับนางสุนทรีแล้วฆ่านางเพื่อปิดปาก   แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจของพระเจ้าปเสนทิโกศลก็จับผู้ร้ายฆ่านางสุนทรี ได้ในร้านสุราแห่งหนึ่ง   เพราะพวกนั้นเมาสุราแล้วทะเลาะกันเอง   และกล่าวถึงเรื่องที่ตนตีนางสุนทรีกี่ครั้ง

บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #76 เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2553, 06:34:52 pm »



ภาคผนวก เรื่องจิณจมาณวิกา 


บุคคลผู้คำสัตย์เสียแล้ว   และชอบพูดแต่มุสา   มีปรโลกอันข้ามเสียแล้ว   จะไม่ทำบาปนั้นเป็นอันไม่มี

      ธรรม อันเอกในที่นี้ท่านหมายเอาสัจจะ   หมายความว่า  คนไม่มีสัจจะมักพูดเท็จ   ท่านว่าคนใดพูด ๑๐ คำ   จะหาจริงสักคำหนึ่งก็ไม่ได้  คนนั้นชื่อว่ามักพูดเท็จ


      ข้อว่า  มีปรโลกอันข้ามเสียแล้ว   นั้นคือไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า   จะไม่ทำบาปเป็นไม่มี

      สัจจะ ในที่นี้ท่านหมายเอาสัจจวาจา   คือความจริงทางวาจา  หมายความว่าพูดจริง   อย่างไรก็ตาม  คำจริงที่นักปราชญ์ท่านสรรเสริญนั้นต้องเป็นความจริงที่มีประโยชน์   และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  ดังภาษิตว่า

      สจฺเจ  อตฺเถ  จ  ธมฺเม  จ  อหุ  สนฺโต  ปติฏฺฐิตา
      สัตบุรุษทั้งหลาย   ตั้งอยู่ในสัจจะที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม  คือถูกต้อง

      ดังนั้นสัจจะที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร   และไม่ถูกต้อง   แม้จะจริงปราชญ์ท่านก็ไม่สรรเสริญ

      คำ เท็จแต่ผู้พูดมุ่งประโยชน์   และสำเร็จประโยชน์อย่างดีทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง   ท่านให้อภัย  ไม่ถือเป็นบาป  เช่น  หมออาจกล่าวเท็จแก่คนไข้ของตนเพื่อมิให้คนไข้ของตนเสียกำลังใจ   เพื่อให้มีกำลังใจโรคจะได้หายเร็ว   เพราะท่านว่ากำลังใจของคนไข้สำคัญกว่ายา   หมอจึงต้องให้กำลังใจแก่คนไข้เสมอ   แม้รู้ว่าต้องพูดเท็จบ้างก็ยอม


      การ พูดเท็จที่มีโทษมากทั้งทางโลกและทางธรรมก็คือการพูดเท็จที่หักรานประโยชน์ ผู้อื่น   ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น   ยกย่องตนเกินความจริง

      คนสมัยโบราณถือสัจวาจาเป็นสิ่งสำคัญ   โดยเฉพาะกษัตริย์   จึงพูดกันติดปากว่า   “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”

      คน มักพูดเท็จทำให้คนอื่นขาดความเชื่อถือ   พอถึงคราวสำคัญจะต้องพูดจริงขึ้นมาบ้าง   คนอื่นก็ไม่เชื่อถือ   ได้รับอันตรายเองอย่างเรื่องหมาป่ากับเด็กเลี้ยงแกะ

      ในทาง ศาสนาท่านว่า   สัจจะเป็นคำไม่ตาย   ข้อนี้เป็นธรรมเก่า  (สจฺจํ  เว  อมตา  วาจา  เอส  ธมฺโม  สนนฺตโน)   คนพูดจริงนำประโยชน์มาให้แก่ตนและคนทั้งหลาย   ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส   ทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป   อย่างเช่นอธิมุตตกสามเณร   ให้สัจจะกับโจรไว้แล้วก็รักษาสัจจะจนโจรนั้นเกิดความเลื่อมใส   อีกท่านหนึ่งคือ  มหาสุตโสมบัณฑิตผู้ทรงให้ปฏิญญากับโจรโปริสาทแล้วรักษาสัญญานั้นมิได้หวงแหน รักษาชีวิตเลย   ท่านเหล่านั้นยอมสละชีวิตเพื่อรักษาคำสัตย์   ในที่สุดทำให้โจรโปริสาทเลื่อมใสได้

      บัณฑิตย่อมถือว่า  การนิ่งเสีย  ไม่ยอมพูด  ประเสริฐกว่าการพูดเท็จเพื่อหักรานประโยชน์ผู้อื่น   เบียดเบียนผู้อื่น

      คำสัตย์ท่านถือเป็นคำสุภาษิตอย่างหนึ่ง   ดังที่พระศาสดาทรงแสดงไว้ในสุภาษิตสูตร  ปัญจกนิบาต  อังคุตตรนิกายว่า

      “วาจาประกอบ ด้วยองค์ ๕ เป็นสุภาษิต  คือ  ๑. พูดถูกกาล   ๒. พูดจริง   ๓. พูดไพเราะอ่อนหวาน   ๔. พูดมีประโยชน์   ๕. พูดด้วยจิตเมตตา”

      ส่วน ในสุภาษิตสูตร  ตติยวรรค  แห่งสุตตนิบาต   ทรงแสดงลักษณะแห่งคำสุภาษิต ๔ คือ  ๑. พูดดีจริง   ๒. พูดเป็นธรรม   ๓. พูดคำน่ารักน่าพอใจ   ๔. พูดคำซื่อสัตย์


      จะเห็นว่าทั้ง ๒ แห่งขาดคำสัตย์ไม่ได้   เพราะคำสัตย์เป็นลักษณะสำคัญของวาจาสุภาษิต   คำเช่นนั้นไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน

      นักปราชญ์บาง ท่านกล่าวว่า   คนพูดเท็จนั้นเป็นคนสิ้นคิด   คือไม่สามารถเอาความจริงมาพูดได้   เป็นคนขลาดเพราะไม่กล้าพูดความจริง   อาจมีคนชอบพูดเท็จแย้งว่าคนพูดความจริงต่างหากเล่าเป็นคนสิ้นคิด   เพราะไม่สามารถหาคำเท็จมาพูดได้   ตามธรรมดาความจริงเป็นสิ่งมีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน   ไม่ต้องเที่ยวแสวงหา   แต่ความเท็จจำเป็นต้องเสกสรรปั้นแต่งขึ้น   ใครจะมาพูดความจริงก็พูดได้ทันทีตามที่รู้ที่เห็น   เพราะฉะนั้นพวกเด็กๆ ก็พูดความจริงได้   แต่คนพูดเท็จเก่งต้องเป็นคนฉลาดมาก   เพราะสามารถพูดเรื่องไม่จริงให้คนเห็นว่าจริงได้   แต่เป็นความฉลาดที่เป็นโทษเป็นภัย


      อย่างไรก็ตามคนมักพูด เท็จนั้น   จะต้องมีความจำดีจึงจะเท็จไปได้ตลอด   คือจะต้องคอยจดคอยจำว่าเท็จไว้อย่างไรบ้าง   มิฉะนั้นจะต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน   เมื่อมีผู้จับได้บ่อยเข้า   ความเคารพเชื่อถือในบุคคลนั้นก็หมดไป   เหลือแต่ความรังเกียจเหยียดหยามหัวเราะเยาะเล่น  จะพูดจาจริงจังสักครั้งหนึ่งคนทั้งหลายก็เห็นเป็นเท็จไปอีก   ตกลงเสียคนไปทั้งชาติ

       

บันทึกการเข้า
imza

มิตรภาพความเป็นเพื่อน
คะแนนแทนกำลังใจ: 4651
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministator
กระทู้: 5,881
ออฟไลน์ ออฟไลน์
คนไม่เปลี่ยนใจแต่ใจคนก็เปลี่ยนคน
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #77 เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2553, 06:35:18 pm »

                        ส่วน ข้อว่า   ผู้มีปรโลกอันข้ามเสียแล้ว   นั้นคือผู้ไม่เชื่อปรโลก   ไม่เชื่อว่าชาติหน้าจะมีจริง   ไม่เอาใจใส่ต่อเรื่องชาติหน้า   เข้าทำนองว่า  “ขอให้มีความสุขสบายในชาตินี้   ชาติหน้าจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน”

      อรรถกถาแห่งพระคาถานี้แก้ ว่า   “ผู้มีปรโลกอันปล่อยเสียแล้ว  (วิสิสฏฺฐปรโลกสฺส)”   ตีความว่าไม่เอาใจใส่ต่อปรโลกคือโลกหน้า   เทียบคำว่า  วิสฺสฎฺสมาจาโร  -  ผู้มีความประพฤติอันปล่อยแล้ว   คือไม่เอาใจใส่ต่อความประพฤติ   ไม่มีมารยาทอันดีงาม   ปล่อยกิริยาวาจาตามสบาย   เป็นคำที่พระพุทธเจ้าให้เรียกพวกนักบวชนอกพุทธศาสนาบางพวก  เช่น  พวกเปลือยกายไว้ผมยาวไม่สระไม่ล้าง   เช็ดอุจจาระด้วยมือ  เป็นต้น   นักบวชพวกนี้เรียกว่ามีสมาจารอันปล่อยเสียแล้ว

      ฉบับอังกฤษ ของ  ดร.ราธกฤษนัน  แปลคำ  “วิติณฺณปรโลกสฺส”   ว่า  Scoff at another world   คือเยาะเย้ยหรือหัวเราะเยาะโลกอื่น   รวมความว่าไม่เชื่อโลกอื่น   ใครเชื่อเข้าพวกนั้นก็หัวเราะเยาะวาเป็นคนโง่   ยอมเชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น   ไม่กล้าทำความชั่วบางอย่างเพราะเกรงโทษในปรโลก   เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเอารัดเอาเปรียบ

      ในสมัยพระพุทธเจ้า   ก็คงมีนักคิดพวกนี้เหมือนกัน   สมัยนี้เรียกนักคิดพวกนี้ว่าพวกจารวาก  (Charvaka)   เป็นพวกวัตถุนิยม

      บรรดา ปรัชญาอินเดียนั้น   มีจารวากสายเดียวเท่านั้นที่ได้รับนามว่าเป็นปรัชญาวัตถุนิยม  (Matarialism)   ถือว่าวัตถุอย่างเดียวเท่านั้นจริง  เรื่องจิต  เรื่องวิญญาณ  เป็นเรื่องเหลวไหล   ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เป็นผลของวัตถุ   หมายความว่ามันมีขึ้นเพราะมีกาย   จิตหรือวิญญาณนั้นว่าโดยตัวของมันเองแล้วไม่มี   มนุษย์และสัตว์จึงเป็นวัตถุซึ่งประกอบขึ้นจากธาตุ  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ   เมื่อตายแล้วก็เป็นอันหมดกัน   ไม่มีโลกหน้า  ไม่มีนรกสวรรค์  ไม่มีนิพพาน

      เรื่องการทำบุญให้ทานเป็นเรื่องของคนโง่   ถูกหลอกลวงให้ประพฤติดีเพื่อบังเกิดประโยชน์แก่ผู้สอนนั้นเอง   เรื่องพระเจ้าต่างๆ เป็นเรื่องเพ้อฝันหาสาระอันแท้จริงอะไรไม่ได้   เป็นเรื่องของคนโง่หลอกคนโง่อีกชั้นหนึ่ง


      เพราะความเชื่อ อย่างนี้   จารวากจึงเห็นว่า   เมื่อยังมีชีวิตอยู่   จงสนุกเพลิดเพลินให้เต็มที่   มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย   กินอาหารดี   แม้จะต้องเป็นหนี้เป็นสินเพราะกินอย่างดีก็ควรทำ   เขามีสุภาษิตของเขาเองว่า   “ยาวชีวมฺสุขมฺชีเว  อิณํ  กตฺวา  ปิเว  ภสฺมิกตสฺส  เทหสฺส  ปุราคมนํ  กุโต  เมื่อยังมีชีวิตอยู่  ก็ขออยู่อย่างมีความสุข   แม้จะต้องกู้หนี้ยืมสินมากินก็ยอม   (พึงกู้หนี้มากินนมส้ม)  เพราะเมื่อร่างกายกลายเป็นเถ้าถ่านแล้วจะกลับมาอีกไม่ได้”

      จารวาก เห็นว่า   ความสุข  แม้จะยังคลุกเคล้าอยู่ด้วยความทุกข์   แต่มันก็เป็นสิ่งดีงามประการเดียวในชีวิตนี้   เพราะฉะนั้นจึงควรจับฉวยเอาไว้   การยอมทนทุกข์ในชาตินี้เพื่อความสุขในชาติหน้านั้นเป็นความเขลายิ่งไม่มีคน ฉลาดคนใดยอมทิ้งข้าวเปลือกเพราะเห็นว่ามันมีเปลือก   ทิ้งปลาเพราะเห็นมันมีก้าง  เป็นต้น   ความสุขและความทุกข์ย่อมคลุกเคล้ากันไป   สุขโดยส่วนเดียวนั้นไม่มีทางจะหวังได้

      จารวากยังให้คำคมไว้ อีกว่า   “นกพิราบในวันนี้  ดีกว่านกยูงในวันพรุ่งนี้”   คือให้แสวงหาความสุขเสียในวันนี้  ชาตินี้  เท่าที่สามารถจะหาได้   อุดมคติของชีวิตคือความสุขความพอใจ

      แต่พอมาถึงปัญหาว่า   ควรจะแสวงหาความสุขอย่างไร   จารวากก็ยอมรับเหมือนกันว่า   การประกอบกรรมดีเป็นทางนำไปสู่ความสุข   จารวากยังยอมรับศีลธรรมสากลของโลกอยู่ ฯลฯ

      ส่วนพระพุทธ ศาสนา   มีทรรศนะไม่ลงรอยกับจารวากหลายประการ  เช่น  พระพุทธศาสนาสอนให้ถือธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแม้จะต้องประสบทุกข์เพราะการ ประพฤติกรรม   ก็ขอให้ยอม  ให้ยอมสละทุกอย่างเพื่อธรรมดังภาษิตว่า

      “ธนํ  จเช  องฺควรสฺส  เหตุ
      องฺคํ  จเช  ชีวิตํ  รกฺขมาโน
      องฺคํ  ธนํ  ชีวิตญฺจาปิ  สพฺพํ
      จเช  นโร  ธมฺมมนุสฺสรนฺโต”
      แปล ว่า  “บุคคลพึงยอมสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ   พึงยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต   เมื่อระลึกถึงธรรม   พึงยอมสละทั้งอวัยวะ  ทรัพย์  และชีวิต”   รวมความว่าให้ยอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตเพื่อรักษาธรรมไว้   จะกล่าวไปไยถึงความสุขเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ

      จารวากไม่ เชื่อโลกหน้า  ปฏิเสธเรื่องการทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย   แต่พระพุทธศาสนายอมรับว่า   โลกหน้ามีอยู่จริง   การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายมีผลจริง   นรกสวรรค์มีอยู่จริง

      จารวากเน้นหนักในเรื่องหาความสุขเพลิดเพลินให้แก่ตน   แต่พระพุทธศาสนาเห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นความประมาทมัวเมาเกินไป

      จารวาก ให้หาความสุขเสียในวันนี้  ชาตินี้  แต่พุทธศาสนาเห็นว่าชีวิตในชาตินี้น้อยเกินไป   เหมือนศาลาหยุดพักชั่วคราว   ชีวิตอันยาวแท้จริงนั้นอยู่ในโลกหน้าคือนรกหรือสวรรค์   จึงควรยอมสละความสุขเล็กน้อยและในระยะสั้น   เพื่อความสุขอันไพบูลย์ยาวนานในโลกหน้า   เหมือนยอมเสียภาชนะดินเพื่อได้ภาชนะทองคำ

      จารวากเห็นว่า   วิญญาณหรือจิตเป็นผลผลิตของร่างกาย   แต่พุทธศาสนาเห็นว่า   กายเป็นผลมาจากวิญญาณ   คือวิญญาณเป็นผู้สร้างร่างกาย   ตามหลักของปัจจยาการที่ว่า   วิญญาณํ  ปัจฺจยา  นามรูปํ  (นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย)   จิตและกายเป็นคนละอย่าง  แต่อาศัยกัน   พระพุทธศาสนาทั้งสุญญวาท   วิญญาณวาท  และเถรวาท   เป็นจิตนิยมมากกว่าวัตถุนิยม   เห็นว่าจิตมีความสำคัญกว่ากาย   ธรรมทั้งหลายมีจิตเป็นหัวหน้าสำคัญที่จิต   ตรงกันข้ามกับจารวากทีเดียว   ถ้าถึงคราวจะต้องสูญเสีย   พุทธศาสนายอมให้สูญเสียชีวิตเพื่อรักษาคุณภาพที่ดีของจิตไว้

      บุคคล ผู้ไม่เชื่อโลกหน้าทำบาปได้ง่ายกว่าผู้เชื่อ   เพราะเห็นว่าถ้าเอาตัวรอดไปได้ในโลกนี้ก็ปลอดภัย   แต่คนเชื่อโลกหน้า   แม้จะทำชั่วในที่ลับ   ก็เกรงภัยในโลกหน้า   จึงไม่กล้าทำ   ถ้าทำก็ทำอย่างหวาดหวั่นต่อผลในโลกหน้า

      เมื่อทำความดีก็มี ความมั่นคงกว่าคนไม่เชื่อโลกหน้า   เพราะมีความหวังว่า   หากกรรมนั้นยังไม่ให้ผลในโลกนี้   ก็จะให้ผลในโลกหน้า

      ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า   คนไม่มีสัจจะจะมักพูดเท็จ   ไม่เชื่อปรโลก   จะไม่ทำบาปเป็นไม่มี


ที่มา...ลีลากรรมของสตรีสมัยพุทธกาล  อ.วศิน อินทสระ


จบบริบูรณ์

บันทึกการเข้า
imza

หน้า: 1 ... 4 5 [6]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal