หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชประวัติ"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์$  (อ่าน 3909 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 11:57:33 am »



18 สิงหาคม วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และ การเกิดสุริยุปราคา


                        ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ถือเป็นวันสำคัญยิ่งในวงการศึกษา วงการดาราศาสตร์ และวงการวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค และ สถลมารค เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ ต.หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระองค์ ทรงคำนวณทำนายไว้ก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปี คือทรงคำนวณไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2409

ประวัติ

     รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติเนื่องจากวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคและทางสถลมารค ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 โดยจะเห็นหมดดวงที่หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตรงเกาะจานขึ้นไปถึงปราณบุรี และลงไปถึง จ.ชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ มีคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์

     ผลการคำนวณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแม่นยำมาก เซอร์แฮรี ออด บันทึกเหตุการณ์ไว้ซึ่งต่อมาหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้แปลเป็นภาษาไทยในงานหว้ากอรำลึก ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2518 ว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้"


                    สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรม ราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ มีแนวคิดว่าน่าจะถือเอาวันที่ 18 สิงหาคมเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ต่อมาวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" เนื่องจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาตินานัปการ ทั้งในด้านการทหาร การปรับปรุงประเทศ และผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2511 หลายหน่วยงาน เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมอุตุนิยมวิทยา กรมไปรษณีย์โทรเลข ฯลฯ ได้ร่วมกันจัดงานขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเหตุการณ์




                    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถปรับปรุงสยามประเทศให้เจริญทัดเทียมนานา อารยประเทศ ทรงรับเอาศิลปวิทยาการและความคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศ  ด้วย เหตุนี้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้วย พระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณนานัปการ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์

            เนื่องด้วยพระองค์ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำรา โหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) โดยอาศัยหลักตำราสารัมภ์ของมอญ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า ปฏิทินปักขคณนา ยิ่งกว่านั้น พระองค์ได้ทรงคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยม ผืนผ้า มีเครื่องหมายเรียงเป็นแถว ๑๐ แถว แต่ละแถวมีจำนวนต่างกัน และมีเครื่องหมายแทนดวงดาว ๕ ดวง เดินเคลื่อนไหวเหนือแถวเหล่านั้นคล้ายกับเดินตัวหมากรุก ก็จะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ เรียกว่า กระดานปักขคณนา ปัจจุบันนี้คณะธรรมยุตยังคงใช้กันอยู่ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชา ดาราศาสตร์อย่างจริงจัง

            ใน พระราชฐานของพระองค์ทั้งที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดจะมีหอดูดาว โดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงไชยนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในการรักษา เวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลา พระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์

             นอกจากนี้พระองค์ยังได้ ทรงคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง ๒ ปีว่า วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย ที่ที่จะเห็นเหตุการณ์สุริยุปราคาชัดเจนที่สุดก็คือ หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเหตุการณ์สุริยุปราคาที่นั่น และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงพยากรณ์ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว ทางสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์จึงคิดกันว่า น่าจะถือว่าวันนี้เป็นวันวิทยาศาสตร์ของไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"             

           ดัง นั้นในวันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานเป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงาน "สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ในงานนี้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งการแข่งขันโครงการทางวิทยาศาสตร์ และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยา ศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่างๆ อีกด้วย       

วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

๑. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"

๒. เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

๓. เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน

๔. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

๕. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ข้อมูลโดย : กลุ่มนักศึกษาฝึกงาน งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด และ ...www.thaigoodview.com



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กุมภาพันธ์ 2554, 06:34:06 pm โดย จมื่นไวยวรนารถ » บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 11:59:37 am »

พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

                             พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับทูลเกล้า ฯ ถวายพระเกียรติ ให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสัตว์ วิทยาสมาคมแห่งสหราชอาณาจักร บรรดาประมุขของต่างประเทศในยุโรปอเมริกาต่างพากันตระหนักดีว่า ทรงสนพระทัย วิทยาศาสตร์ยิ่งนักในจำนวนเครื่องราชบรรณาการ จึงมักมีเครื่องมือและหนังสือทางวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเสมอเช่น พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ได้ถวายกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งเซอร์ ยอนบาวริ่ง ได้บันทึกไว้ว่า กล้องที่ นำมาถวายมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงมีอยู่แล้วเสียอีก กล่าวกันว่าในห้องส่วนพระองค์จะมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เหมือนห้องนักปราชญ์ ราชบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมั่งคั่งของโลกในสมัยนั้นทีเดียว

                      จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ใกล้เสร็จสวรรคต เวลานั้นทรงพระประชวรจนตรัสไม่ได้  จึงยังมิได้ระบุว่าจะมอบราชสมบัติแก่ ใคร  เจ้านายที่อยู่ในลำดับต้นๆ สมควรแก่ราชสมบัติ มีอยู่ 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชโอรสองค์โตที่เกิดจากพระมเหสี มีสิทธิโดยชอบธรรม แต่ยังอ่อนแก่ราชการ อีกพระองค์หนึ่งคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสองค์โต เกิดจากพระสนม ศักดิ์และสิทธิต่ำกว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่บริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งสูงสุดมาโดยตลอดรัชกาลก่อน  จนเป็นที่ยอม รับของเสนาบดีโดยทั่วกัน ดังนั้นพระราชวงศ์และเสนาบดีจึงเห็นพ้องกันในเวลานั้นว่า ให้ทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นครองพระราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา เป็นสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  แม่รัชกาลที่ 4  เองก็มีพระราชดำรัสเห็นพ้องกับเหตุการณ์ในครั้ง นั้น  ทรงตรัสไว้ว่าหากรัชกาลที่ 2 ทรงมีสติพอตรัสได้ ก็ไม่แน่ว่าจะมอบราชสมบัติให้แก่พระองค์

                     เมื่อ เหตุการณ์ลงเอยเช่นนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎจึงตัดสินพระทัยที่จะผนวชอยู่ต่อไปไม่มีกำหนด แต่กลับเป็นการตัดสินพระทัยที่เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินในเวลาต่อมาอย่างมาก ทรงใช้เวลา 27 ปีที่ทรงผนวชนั้นศึกษาหา ความรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งวิชาอย่างเก่าและวิชาอย่างใหม่ของฝรั่งทรงศึกษาภาษาอังกฤษ และวิชาการต่างๆ กับบาทหลวง และมิชชันนารีได้เรียนรู้ความคิดความอ่านของฝรั่งอย่างถ่องแท้ ในทางกลับกันหากทรงรับราชสมบัติในเวลานั้นทันทีโดยไม่ได้ศึกษาวิชาการทาง ตะวันตกมีเพียงพื้นความรู้อย่างเก่า วิธีคิดอย่างเก่า อาจเป็นสาเหตุให้พลาดพลั้งต่อการคุกคามของชาติฝรั่งที่รุกคืบเข้ามามากขึ้น ทุกที

                         ดวงเมืองกำหนดไว้อย่างถูกที่ถูกเวลา เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎเสวยราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ 3 เป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี 2394 เป็นเวลาที่ชาติตะวันตกคือ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เริ่มรุกคืบเข้าสู่อาณาจักรสยามอันเป็นพื้นที่สุดท้ายในดินแดนแถบนี้ที่ยังไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมแก่ใคร และเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมพระองค์พร้อมแล้วสำหรับการรับมือกับชาติตะวันตก

                     เมื่อขึ้นครองราชย์ พระองค์มีพระชันษาได้ 47 ปี ทรงใส่ใจในการศึกษา และปรับปรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าเหมือนดังนานาอารยประเทศ ทรงให้มีการขุดคลองผดุงกรุงเกษม ในปี พ.ศ. 2394 ให้มีการสร้างป้อมปราการต่างๆ ให้มีการสร้าง ถนนเจริญกรุง ถนนพระรามที่ 4 ถนนสีลม ต่อมาให้มีการสร้างถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร โปรดให้มีการตั้งโรงพิมพ์ มีการออกหนังสือต่างๆ เช่น หนังสือพระราชกิจจานุเบกษา

                       ทันที ที่ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงเริ่มปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัยในทันที ทั้งกฎ ระเบียบภายในราชสำนัก และการปกครอง ทรงเปิดประเทศรับไมตรีจากต่างชาติ ด้วยทรงเห็นว่าเป็นทางรอดทางเดียวในเวลานั้นกิจการบ้านเมืองในรัชสมัยนี้จึง เป็นการเริ่มต้นก้าวสำคัญในการนำสยามไปสู่ “สยามใหม่” และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศรัชสมัยต่อมา

                          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มประชวรด้วยไข้มาเลเรีย หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับ จากทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ แพทย์หลวงพยายามถวายการรักษา แต่พระอาการทรุดลง ทรงทราบด้วย พระองค์เองว่า การประชวรครั้งนี้เป็นที่สุดแห่งพระชนมายุสังขาร ทรงพระราชนิพนธ์คำขมาและลาพระสงฆ์เป็นภาษา บาลี ทรงกำหนดกาลอวสานแห่งพระชนมายุ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411ตรงกับเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 1230 ขณะพระชนมายุ 64 พรรษา สิริรวมเวลาเสวยราช 17 ปี 5 เดือน 29 วัน




                      พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นตรางาลักษณะกลม มีรูปพระมหามงกุฏ เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระปรมาภิไธยว่า มงกุฏ ซึ่งเป็นศิรากร สำคัญของพระมหากษัตริย์ อยู่ในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ มีฉัตรบริวาร 2 ข้าง และที่ริมขอบทั้ง 2  ข้าง มีพานทองสองชั้นวางพระแว่น สุริยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่ง วางสมุดตำราข้างหนึ่ง พระแว่นสุริยกานต์หรือเพชร หมายถึง ฉายาเมื่อ ทรงผนวชว่า วชิรญาณ สำหรับสมุดตำรา หมายถึง ทรงศึกษาเชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์






               1. สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี เป็นพระราชธิดาในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ประสูติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2377 ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุได้ 18 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2394 นับเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรก ทรงดำรงตำแหน่งได้เพียง 9 เดือน ก็สิ้นพระชนม์

                2. สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ทรงเป็นพระอัครมเหสีพระองค์ที่สอง มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าหญิงรำเพย ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1196 ตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2377 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมมตยาภิเษกเป็นพระราชเทวี ทรงพระนามว่า "พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์" และ "สมเด็จพระนางเจ้ารำเพย ภมราภิรมย์" โดยลำดับ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2395 ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระอิสสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการสถาปนาพระนามและพระอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เมื่อปีมะโรง วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2411 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปัจจุบันขานพระนามว่า "สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี"

                สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ นับเป็นพระราชินีที่มีพระชนมายุน้อยพระองค์หนึ่ง เริ่มรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุเพียง 18 พรรษา เสด็จสวรรคต เมื่อวันจันทร์เดือน 10 ขึ้น 5 ค่ำ ปีระกาตรงกับวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2404 สิริรวมพระชนมายุได้ 28 พรรษา ทรงมีพระราชโอรส พระราชธิดา ดังนี้ 1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพ ณ วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396

               2. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล โสภณภควดี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลฯ กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ ประสูติ ณ วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2398

               3. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ประสูติ ณ วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2399

                 4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับการสถาปนาเป็นจอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประสูติ ณ วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2402


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 ตุลาคม 2554, 08:15:45 am โดย จมื่นไวยวรนารถ » บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:00:18 pm »



1. เจ้าจอมมารดาน้อย มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายนพวงศ์ วรองค์เอกอรรคมหามกุฎ ปรมุตมราโชรส
       2. พระองค์เจ้าชายสุประดิษฐ วรฤทธิราชมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชวโรรส
2. เจ้าจอมมารดาแพ มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงยิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา
       2. พระองค์เจ้าหญิงพักตร์พิมลพรรณ
       3. พระองค์เจ้าชายเกษมสันต์โสภาคย์
       4. พระองค์เจ้าชายมนุษยนาคมานพ
       5. พระองค์เจ้าหญิงบัญจบเบญจมา

3. เจ้าจอมมารดาพึ่ง (หรือผึ้ง) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายทักษิณาวัฏ
       2. พระองค์เจ้าชายคัคณางคยุคล
       3. พระองค์เจ้าชายชุมพลสมโภช

4. เจ้าจอมมารดาจันทร์ มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงทักษิณชา นราธิราชบุตรี
       2. พระองค์เจ้าหญิงมัณยาภาธร
       3. พระองค์เจ้าชายสุขสวัสดิ์
       4. พระองค์เจ้าชายเกษมศรีศุภโยค

5. เจ้าจอมมารดาเที่ยง มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงโสมาวดีศรีรัตนราชธิดา
       2. พระองค์เจ้าชายเสวตรวรลาภ
       3. พระองค์เจ้าหญิงศรีนาคสวาดิ
       4. พระองค์เจ้าชายกมลาสเลอสรรค์
       5. พระองค์เจ้าหญิงกนกวรรณเลขา
       6. พระองค์เจ้าหญิง ประสูติวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 พระชันษาได้ 8 วัน
       7. พระองค์เจ้าชายไชยานุชิต
       8. พระองค์เจ้าหญิงแขไขดวง
       9. พระองค์เจ้าชายจรูญฤทธิเดช
       10. พระองค์เจ้าหญิงพวงสร้อยสอางค์

6. เจ้าจอมมารดาตลับ มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิง ประสูติวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2395 สิ้นพระชนม์ ในรัชกาลที่ 4 พระชันษาได้ 8 วัน
       2. พระองค์เจ้าชายทวีถวัลยลาภ
       3. พระองค์เจ้าชายกาพย์กนกรัตน์

7. เจ้าจอมมารดาเอี่ยม มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าศรีพัฒนา

8. เจ้าจอมมารดาเกศ (เกษ) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงประภัศร

9. เจ้าจอมมารดาสำลี (ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าคุณจอมมารดาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชาย (แดง)
       2. พระองค์เจ้าหญิง (เขียว)
       3. พระองค์เจ้าหญิงบุษบงเบิกบาน
       4. พระองค์เจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี
       5. พระองค์เจ้าหญิงนภาพรประภา

10. เจ้าจอมมารดากลิ่น (ซ่อนกลิ่น) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร

11. เจ้าจอมมารดาบัว มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายเฉลิมลักษณเลิศ
       2. พระองค์เจ้าชายศรีสิทธิธงไชย
       3. พระองค์เจ้าหญิงอรไทยเทพกัญญา
       4. พระองค์เจ้าชายวัฒนานุวงศ์
       5. พระองค์เจ้าชายดำรงฤทธิ์

12. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย มีพระเจ้าลูกเธอ คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงกรรณิกาแก้ว
       2. พระองค์เจ้าชายจิตรเจริญ
13. เจ้าจอมมารดามาลัย (มาไลย) มีพระองค์เจ้า คือ
       1. พระองค์เจ้าหญิง ประสูติวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2398 สิ้นพระชนม์วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2398
       2. พระองค์เจ้าหญิงเสมอสมัยหรรษา

14. เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายทองกองก้อนใหญ่
       2. พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์
       3. พระองค์เจ้าชายเจริญรุ่งราษี
       4. พระองค์เจ้าหญิงกาญจนากร

15. เจ้าจอมมารดาเปี่ยม (สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายอุณากรรณอนันตนรไชย
       2. พระองค์เจ้าชายเทวัญอุไทยวงศ์
       3. พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์
       4. พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา
       5. พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี
       6. พระองค์เจ้าชายสวัสดิโสภณ

16. เจ้าจอมมารดาเอม มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงอนงค์นพคุณ

17. เจ้าจอมมารดาหรุ่น มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงอรุณวดี

18. เจ้าจอมมารดาแก้ว มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงวาณีรัตนกัญญา

19. เจ้าจอมมารดาโหมด มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงมณฑานพรัตน์
       2. พระองค์เจ้าชายจันทรทัตจุฑาธาร

20. เจ้าจอมมารดาหุ่น (ท้าวทรงกันดาล) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายสวัสดิประวัติ

21. เจ้าจอมมารดาดวงคำ มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา
       2. พระองค์เจ้าหญิงประดิษฐาสารี

22. เจ้าจอมมารดาเขียน มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายวรวรรณากร

23. เจ้าจอมมารดาชุ่ม มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร

24. เจ้าจอมมารดาเพ็ง มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงนงคราญอุดมดี

25. เจ้าจอมมารดาเหม (ท้าวสมศักดิ) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายศรีเสาวภางค์

26. เจ้าจอมมารดาวาด (ท้าววรจันทร์) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าชายโสณบัณฑิต

27. เจ้าจอมมารดาห่วง มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงบุษบันบัวผัน
       2. พระองค์เจ้าชายไชยันตมงคล
       3. พระองค์เจ้าหญิงเจริญกมลสุขสวัสดิ์
28. เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์แสง ปาลกะวงศ์ มีพระองค์เจ้า คือ
       1. พระองค์เจ้าหญิงประสานศรีใส
       2. พระองค์เจ้าหญิงประไพศรีสอาด

29. เจ้าจอมมารดาสุ่น (ท้าววนิดาวิจารินี) มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงประพาฬรัศมี

30. เจ้าจอมมารดาหว้า มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาคย์พรรณ

31. เจ้าจอมมารดาเชย มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิง ประสูติวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 สิ้นพระชนม์ในวันที่ประสูติ

32. เจ้าจอมมารดาพุ่ม มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิงพุทธประดิษฐา

33. เจ้าจอมมารดาอิ่ม(ท้าวศรีสัจจา)มีพระองค์เจ้า คือ

       1. พระองค์เจ้าหญิง ประสูติวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ

34. เจ้าจอมทับฑิม

35. เจ้าจอมเล็ก

36. เจ้าจอมอิ่ม

37. เจ้าจอมทับทิม

38. เจ้าจอมรุน

39. เจ้าจอมหนูสุด

40. เจ้าจอมวัน

41. เจ้าจอมหนูชี

42. เจ้าจอมพร้อม

43. เจ้าจอมบุนนาค


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:00:58 pm »





               ที่ 1 พระองค์เจ้าชายนพวงศ์ วรองค์เอกอรรคมหามกุฎ ปรมุตมราโชรส ประสูติในรัชกาลที่ 2 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 4 แรม 10 ค่ำปีมะเมีย ตรงกับ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2365 ในรัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2396 ได้ทรงกำกับกรมล้อมพระราชวัง และเมื่อกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธรสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงกำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 แรม 9 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2410 พระชันษา 46 ปี เป็นต้นสกุลนพวงษ์ ที่ 1 ใน เจ้าจอมมารดาน้อย

                ที่ 2 พระองค์เจ้าชายสุประดิษฐ วรฤทธิราชมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชวโรรส ประสูติในรัช-กาลที่ 2 เมื่อวันพุธ เดือน 6 แรม 14 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2367 ในรัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2399 ได้ทรงกำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น13 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2405 พระชันษา 38 ปี เป็นต้นสกุลสุประดิษฐ ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาน้อย

                ที่ 3 พระองค์เจ้าหญิงยิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนยี่ แรม 15 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2394 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อปีจอ พ.ศ. 2429 พระชันษา 36 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาแพ

                 ที่ 4 พระองค์เจ้าชายทักษิณาวัฏ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 8 แรม 9 ค่ำ ปีชวดตรงกับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2395 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2396 พระชันษาได้ปี 1 ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาพึ่ง

                 ที่ 5 สมเด็จเจ้าฟ้าชายโสมนัส ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 10 ขึ้น 7 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2395 สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดีเป็นพระมารดา

                ที่ 6 พระองค์เจ้าหญิงทักษิณชา นราธิราชบุตรี ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 11 ขึ้น 5 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2395 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปีมะเมีย พ.ศ. 2449 พระชันษา 55 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์

                ที่ 7 พระองค์เจ้าหญิงโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น 8 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395 ในรัชกาล

                 ที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2446 ในรัชกาลที่ 6 ได้ทรงรักษากุญแจพระบรมมหาราชวังชั้นใน สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ปีมะแม พ.ศ. 2474 พระชันษา 79 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

                 ที่ 8 พระองค์เจ้าหญิง ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2395 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำพระชันษาได้ 8 วัน ที่ 1 ใน เจ้าจอมมารดาตลับ

                  ที่ 9 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์บดินทรเทพมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร (พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ เมื่อปีระกา พ.ศ. 2404 เลื่อนเป็นกรมขุนพินิจประชานาถ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2410 ได้ทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 ได้เสด็จประพาสประเทศอินเดียเมื่อปีวอก พ.ศ. 2415 ประพาสยุโรปเมื่อปีระกา พ.ศ. 2440 ครั้งหนึ่ง เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2450 อีกครั้งหนึ่ง เสด็จดำรงราชสมบัติอยู่ 42 ปี รัชกาลยั่งยืนยิ่งกว่า บรรดาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม อันปรากฏในพระราชพงศาวดารแต่ก่อนมาทุกพระองค์ เสด็จ สวรรคตเมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ พ.ศ. 2453 พระชนพรรษา 58 พรรษา ที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:01:33 pm »



                     สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ หรือที่ถวายเรียกกันว่า เสด็จพระนาง เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี แห่งสกุลบุนนาค เมื่อวันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกาตรีศก จ.ศ. ๑๒๒๓ (๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔) ทรงร่วมเจ้าจอมมารดากับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี หรือเสด็จอธิบดี ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕

                    พระองค์เป็นพระชนนีของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ซึ่งทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (ชั้นทูลกระหม่อม) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์แรกที่มีพระชนม์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต





              ที่ 10 พระองค์เจ้าหญิงศรีพัฒนา ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 12 แรม 15 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2396 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อปีระกา พ.ศ. 2416 พระชันษา 21 ปี ในเจ้าจอมมารดาเอี่ยม

              ที่ 11 พระองค์เจ้าชายเสวตรวรลาภ ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2397 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย แรม 6 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2399 พระชันษา 3 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

               ที่ 12 พระองค์เจ้าหญิงประภัศร ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2397 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปีขาล พ.ศ. 2469 พระชันษา 73 ปี ในเจ้าจอมมารดาเกศ

               ที่ 13 พระองค์เจ้าหญิงพักตร์พิมลพรรณ ประสูติเมื่อวันพุธเดือน 12 ขึ้น 5 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2397 สิ้นพระชนม์ในรัชกาล ที่ 5 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ปีมะเมีย พ.ศ. 2449 พระชันษา 52 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาแพ

               ที่ 14 พระองค์เจ้าหญิงมัณยาภาธร ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น 3 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2397 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันจันทร์ เดือน 11 แรม 3 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2428 พระชันษา 32 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์

               ที่ 15 พระองค์เจ้าชาย (แดง) ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 2 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2397 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันเสาร์เดือน 7 ขึ้น 4 ค่ำ ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2398 พระชันษา 3 เดือน ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาสำลี ซึ่งทรงสถาปนาเป็นเจ้าคุณจอมมารดา ใน รัชกาลที่ 5

                ที่ 16 สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล โสภณภควดี ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2398 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 6 แรม 12 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2406 พระชันษา 9 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ เมื่อปีวอก พ.ศ. 2427 ที่ 2 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี

                ที่ 17 พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 6 แรม 7 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2398 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เมื่อปีกุน พ.ศ. 2418 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อ ร.ศ. 118 ตรงกับปีกุน พ.ศ. 2442 ได้เป็นราชทูตประจำ ณ กรุงลอนดอนและอเมริกา เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล และกระทรวงโยธาธิการ ในรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ มหิศวรราชรวิวงศ์ สิทธิประสงค์กฤษดาธิการ สุทธสันดานสีตลหฤทัย มไหศวริย
ราชนิติธาดา สุปรีชาสรรพกิจโกศล วิมลสุจริตจริยานุวัตร พุทธาทิรัตนสรณารักษ์ อุดมศักดิ์บพิตร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2454 เป็นสมุหมนตรี เสนาบดีกระทรวง มุรธาธร สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ปีฉลู พ.ศ. 2468 พระชันษา 71 ปี เป็นต้นสกุลกฤดากร ในเจ้าจอมมารดากลิ่น

                 ที่ 18 พระองค์เจ้าชายเฉลิมลักษณเลิศ ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 8 บูรพาสาฒ ขึ้น 13 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2398 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2399 พระชันษา 2 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาบัว

                 ที่ 19 พระองค์เจ้าหญิงศรีนาคสวาดิ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 8 อุตราสาฒ ขึ้นค่ำ 1 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2398 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ปีฉลู พ.ศ. 2456 พระชันษา 59 ปี ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

                 ที่ 20 พระองค์เจ้าชายคัคณางคยุคล ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2398 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิชิตปรีชากร เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีระกา พ.ศ. 2428 ได้เป็นอธิบดีศาลรับสั่งชำระความฎีกา  แล้วเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ประจำมณฑล อีสานและเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปีระกา พ.ศ. 2452 พระชันษา 55 ปี เป็นต้นสกุลคัคณางค์ ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาพึ่ง

                  ที่ 21 พระองค์เจ้าหญิงกรรณิกาแก้ว ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 2 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2398 สิ้นพระชนม์ในรัชกาล ที่ 5 เมื่อวันพุธ เดือน 7 ขึ้น 14 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. 2425 พระชันษา 28 ปี ทรงสถาปนาเป็นกรมขุนขัตติยกัลยา เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วในปีมะเมีย พ.ศ. 2425 และทรงสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าเมื่อปีกุน พ.ศ. 2430 ที่ 1 ในหม่อมเจ้าพรรณราย ซึ่งทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าในรัชกาลที่ 5

                  ที่ 22 พระองค์เจ้าหญิง ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 15 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2398 ประสูติเพียงวันเดียวสิ้นพระชนม์ ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดามาไลย

                  ที่ 23 พระองค์เจ้าชายสุขสวัสดิ์ ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 4 ค่ำ ขึ้น 9 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2398 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็น กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419 เป็นนายพลตรีราชองครักษ์ตำแหน่งปลัดทัพบก ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2456 เป็นนายพลโทราชองครักษ์ ผู้บัญชาการกองพล แล้วเลื่อนเป็นจเรพาหนะทหารบก สิ้นพระชนม์ในรัชกาล ที่ 6 เมื่อวันที่ 16 เมษายน ปีฉลู พ.ศ. 2468 พระชันษา 71 ปี เป็นต้นสกุลสุขสวัสดิ์ ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์

                 ที่ 24 พระองค์เจ้าชายทวีถวัลยลาภ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15
 มีนาคม พ.ศ. 2398 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419 เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปีระกา พ.ศ. 2440 พระชันษา 42 ปี เป็นต้นสกุลทวีวงศ์ ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาตลับ

                 ที่ 25 พระองค์เจ้าชายทองกองก้อนใหญ่ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 5 ขึ้นค่ำ 1 ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2399 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 เป็นนายพลตรี บังคับการกรมทหารรักษาพระราชวัง ได้เป็นแม่ทัพปราบฮ่อทางแดนมณฑลอุดร และเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอุดร เป็นเสนาบดีกระทรวงวัง กระทรวงกลาโหม เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีกุน พ.ศ. 2442 เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีชวด พ.ศ. 2467 พระชันษา 69 ปี เป็นต้นสกุลทองใหญ่ ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาสังวาลย์

                  ที่ 26 พระองค์เจ้าชายเกษมสันต์โสภาคย์ ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 9 แรม 2 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2399 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2426 เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2456 เป็นกรรมการศาลฎีกา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปีชวด พ.ศ. 2467 พระชันษา 69 ปี เป็นต้นสกุลเกษมสันต์ ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาแพ

                  ที่ 27 พระองค์เจ้าชายกมลาสเลอสรรค์ ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 12 ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2399 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2426 ได้ทรงกำกับช่างทองหลวง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปีมะแม พ.ศ. 2474 เป็นต้นสกุลกมลาสน์ ที่ 4 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

                  ที่ 28 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจาตุรนต์รัศมี ศรีสมมติเทวราชรวิวงศ์ วโรภัยพงศ์พิสุทธมกุฎราชวรางกูร มไหสูรยารหราชกุมาร ประสูติเมื่อวันอังคารเดือนยี่ แรม 3 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2399 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรพรรดิพงศ์ เมื่อปีกุน พ.ศ. 2418 เลื่อนเป็นเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ ดำรงขัตติยศักดิอัครวรยศ รัตนสมมติบุริสาชาไนย สีตลหฤทัยธรรมสุจริต อเนกราชกิจสิทธิวิจารณ์มโหฬารคุณสมบัติ พุทธาทิรัตน สรณาคมอุดมเดชานุภาพบพิตร เมื่อปีระกา พ.ศ. 2428 ได้ทรงบัญชาการกรมพระคลังมหาสมบัติ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีชวด พ.ศ. 2443 พระชันษา 44 ปี เป็นต้นสกุลจักรพันธุ์ ที่ 3 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี

                  ที่ 29 พระองค์เจ้าชายอุณากรรณอนันตนรไชย ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 3 แรม 13 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2399 เป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก สิ้นพระชนม์เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีจอตรงกับวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2416 พระชันษา 18 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งทรงสถาปนาเป็นเจ้าคุณจอมมารดา ในรัชกาลที่ 5 และเป็นสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัช รินทรมาตา ในรัชกาลที่ 6

                   ที่ 30 พระองค์เจ้าชายเกษมศรีศุภโยคประสูติ เมื่อวันจันทร์ เดือน 9 แรม 12 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ เมื่อปีวอก พ.ศ. 2439 ทรงกำกับกรมช่างมุก สิ้นพระชนม์ในรัช-กาลที่ 6 เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปีเถาะ พ.ศ. 2458 พระชันษา 59 ปี เป็นต้นสกุลเกษมศรี ที่ 4 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:02:06 pm »



             ที่ 31 พระองค์เจ้าหญิง (เขียว) ประสูติเมื่อวันศุกร์เดือน 10 ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ เดือน 10 ขึ้น 3 ค่ำ ประสูติเพียงวันเดียวสิ้นพระชนม์ ที่ 2 ในเจ้าคุณจอมมารดาสำลี

              ที่ 32 พระองค์เจ้าหญิงเสมอสมัยหรรษา ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 5 เมื่อวันอังคาร เดือน 4 ขึ้น 9 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2416 พระชันษา 17 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดา มาไลย

              ที่ 33 พระองค์เจ้าชายศรีสิทธิธงไชย ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 แรม 13 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นสิริธัชสังกาศ เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2426 เลื่อนเป็นกรมขุนสิริธัชสังกาศ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2448 ได้เป็นเสนาบดี กระทรวงพระคลัง เป็นอธิบดีศาลฎีกา เป็นราชเลขานุการฝ่ายกฎหมาย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปีจอ พ.ศ. 2453 พระชันษา 54 ปี เป็นต้นสกุลศรีธวัช ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาบัว

              ที่ 34 พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 14 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2431 เลื่อนเป็นกรมขุนฯ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2448 เป็นนายพันเอกราชองครักษ์ ทรงบังคับการ กรมช่างมหาดเล็ก ในรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2455 สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 16 เมษายน ปีมะแม พ.ศ. 2462 พระชันษา 63 ปี เป็นต้นสกุลทองแถม ที่ 2 ใน เจ้าจอมมารดาสังวาลย์

               ที่ 35 พระองค์เจ้าหญิงอนงค์นพคุณ ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนอ้ายขึ้น 2 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2426 พระชันษา 26 ปี ในเจ้าจอมมารดาเอม

              ที่ 36 พระองค์เจ้าหญิงกนกวรรณเลขา ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปีมะเมีย พ.ศ. 2461 พระชันษา 62 ปี ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

              ที่ 37 พระองค์เจ้าชายชุมพลสมโภชประสูติเมื่อวันอังคาร เดือนยี่ ขึ้น 14 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อปีระกา พ.ศ. 2428 เลื่อนเป็นกรมขุนฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2443 เป็นนายพลตรี ราชองครักษ์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอีสาน เป็นเสนาบดีกระทรวงวังถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2455 เป็นสมุหมนตรีเสนาบดีที่ปรึกษา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 3 เมษายน ปีจอ พ.ศ. 2465 พระชันษา 66 ปี เป็น ต้นสกุลชุมพล ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาพึ่ง

               ที่ 38 พระองค์เจ้าหญิงอรุณวดี ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนยี่ แรม 14 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ปีระกา พ.ศ. 2476 พระชันษา 76 ปี ในเจ้าจอมมารดาหรุ่น

               ที่ 39 พระองค์เจ้าหญิงวาณีรัตนกัญญา ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 3 ขึ้น 13 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2400 สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีกุน พ.ศ. 2478 พระชันษา 78 ปี ในเจ้าจอมมารดาแก้ว

               ที่ 40 พระองค์เจ้ามณฑานพรัตน์ ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 6 แรม 8 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2401 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 9 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2404 พระชันษา 4 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด

                ที่ 41 พระองค์เจ้าชายกาพย์กนกรัตน์ประสูติ เมื่อวันจันทร์ เดือน 6 แรม 13 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2401 ในรัชกาลที่ 5 เป็นนายพันตรีราชองครักษ์ ทรงบังคับการกรมทหารมหาดเล็ก สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันเสาร์เดือน 6 แรม 12 ค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. 2422 พระชันษา 22 ปี ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาตลับ

                ที่ 42 พระองค์เจ้าชายเทวัญอุไทยวงศ์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 12 แรม 7 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีจอ พ.ศ. 2429 เป็นราชเลขานุการ แล้วเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ได้เป็นราชทูตพิเศษเสด็จไป ยุโรป ในรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมพระเทวะวงศ์วโร-ปการ ขัตติยพิศาลสุรบดี ศรีพัชรินทรภราดร สโมสรอเนกศาตรวิบูลย์ เกียรติจำรูญไพรัชการ สุภสมาจารสารสมบัติ มัทวเมตตาธยาศรัย ศรีรัตนตรัยคุณานุสร สุนทรธรรมบพิตร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2454 เป็นสมุหมนตรี แล้วเลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ขัตติยพิศาลสุรบดี บรมราชินีศรีพัชรินทรภราดร สโมสรอเนกนิติปรีชา มหาสุมันตยานุวัตรวิบูลย์ ไพรัชราชกิจจาดุลย์สุนทรปฏิภาณ นิรุกติญาณวิทยาคณนาทิศาสตร์ โหรกลานุวาทนานาปกรณ์ เกียรติกำจรจิรกาล บริบูรณ์คุณสารสมบัติ สุจริตสมาจารวัตรมัทวเมตตา ชวาธยาศรัย ศรีรัตนตรัยสรณธาดา กัลยาณธรรมิกนาถบพิตร เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2459 เป็นมหาอำมาตย์นายก คงในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เป็นสภานายกแห่งสภาการคลังเมื่อปีจอ พ.ศ. 2465 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ปีกุน พ.ศ. 2466 พระชันษา 66 ปี เป็นต้นสกุลเทวกุล ที่ 2 ในสมเด็จพระปิยมาวดี

               ที่ 43 พระองค์เจ้าหญิงอรไทยเทพกัญญา ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 10 แรม 7 ค่ำ ปีมะแมตรงกับวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2402 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 พระชันษา 47 ปี ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาบัว

              ที่ 44 พระองค์เจ้าหญิง ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพุธเดือนอ้ายขึ้น 13 ค่ำ พระชันษาได้ 8 วัน ที่ 6 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

ที่ 45 สมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ ดำรงราชอิศริยาธิบดีศรีวิสุทธ มหามกุฎพงศวโรภยาภิชาติ ราชโสทรานุชาธิบดินทร์ ทิพศิรินทรพิพัฒน์ สุขุมาลรัตนราชกุมาร ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนยี่ แรม 4 ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2402 ในรัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 เลื่อนเป็น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช พิเศษขัตติยศักดิ์อรรคอุดมชาติ บรมนราธิราชโสทรานุชาธิบดี สุจริตจารีราชการัณย์ มหันตมหาอุสาหะพิริยพหลดลประสิทธิ์ อเนกพิธคุณากร สุนทรธรรมพิทักษ์ อรรคมโหฬารัธยาศรัย ศรีรัตนตรัย สรณธาดา อดุลยเดชานุภาพบพิตร เมื่อปีระกา พ.ศ. 2428 เป็นนายพลเอก ราชองครักษ์ เสนาบดีกระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวงกลาโหม ได้เป็นราชทูตพิเศษ เสด็จประเทศญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง ยุโรปครั้งหนึ่ง ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พิเศษขัตติยศักดิ์อัครอุดมชาติ ปรมินทรมหาราชโสทรานุชาธิเบนทร์ ปรเมนทรมหาวิชราวุธราชบิตุลา มหันตมหาอุสาหะ พิริยพหลดลประสิทธิ์ สุจริตจารีราชการัณย์ สุรพลขันธคณาภรณ์ สุนทรธรรมพิทักษ์ อรรคมโหฬารัธยาศัย ศรีรัตนตรัยสรณธาดา อดุลยเดชานุภาพพิลาส ธรรมิกนาถบพิตร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2454 เป็นจอมพลทหารบก จอมพลเรือ ราชองครักษ์ และเป็นจเรทหารบก ทหารเรือทั่วไป ถึงรัชกาลที่ 7 เป็นอภิรัฐมนตรี และทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชบิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468 ทิวงคตในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ปีมะโรง พ.ศ. 2471 เป็นต้นสกุลภาณุพันธุ์ ที่ 4 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี

               ที่ 46 พระองค์เจ้าหญิงบุษบงเบิกบาน ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2402 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันอังคาร เดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ ปีชวด พ.ศ. 2419 พระชันษา 18 ปี ที่ 3 ในเจ้าคุณจอมมารดาสำลี

               ที่ 47 พระองค์เจ้าชายมนุษยนาคมานพประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีเดือน 5 แรม 7 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ในรัชกาลที่ 5 ทรงผนวชแล้ว ทรงแปลพระปริยัติธรรมเป็นเปรียญ 5 ประโยค ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส สุนทรพรตวิสุทธิพรหมจรรย์ วิมลศีลขันธ์ธรรมวรยุต ศรีวิสุทธิคณนุนายก สาสนดิลกธรรมานุวาท บริสัษยนาถบพิตร ทรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 ต่อมาเลื่อนสมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกา แล้วเลื่อนเป็นกรมหลวงฯพระนามตอนต้นอย่างเดิม เปลี่ยนสร้อยท้ายพระนามว่าบริสัษยนาถสมณุดมบรมบพิตร เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2449 ถึงรัชกาลที่ 6 ทรง รับมหาสมณุตมาภิเษกเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ศรีสุคตขัตติยพรหมจารี สรรเพชญรังสีกัลยาณวากย์ มนุษยนาคอเนญชาริยวงศ์ บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถ ประนับดา มหามกุฎกษัตรราชวรางกูร จุฬาลงกรณปรมินทร์ สูรครุฐานิยภาดา วชิราวุธมหาราชหิโตปัธยาจารย์ ศุภสีลมหาสารวิมลมงคลธรรมเจดีย์ สุตพุทธมหากวี ตรีปิฏกาทิโกศล เบญจปดลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาสมณุตมา ภิเษกาภิษิต วิชิตมารสราพกธรรมเสนาบดี อมรโกษินทรโมลีมหาสงฆปรินายก พุทธศาสนดิลก โลกุต์มมหาบัณฑิต สิทธรรถนานานิรุกติประติภาน มโหฬารเมตตาภิธยาศัย พุทธาทิรัตนตรัยคุณารักษ์ เอกอัครมหาอนาคาริยรัตน์ สยามาธิปัตย์พุทธบริษัทเนตร สมณคณินทราธิเบศสกลพุทธจักรกฤตโยปการ มหาปาโมกขประธานสถาวีรวโรดม บรมนาถบพิตร ทรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหาสมณ เป็นประธานสงฆบริษัททั่วพระราชอาณาเขต เมื่อปีจอ พ.ศ. 2453 ต่อมา ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า เมื่อปีระกา พ.ศ. 2464 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ปีระกา พ.ศ. 2464 พระชันษา 62 ปี ที่ 4 ในเจ้าจอมมารดาแพ

                ที่ 48 พระองค์เจ้าชายเจริญรุ่งราษี ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 5 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2403 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อปีชวด พ.ศ. 2407 พระชันษา 5 ปี ที่ 3 ใน เจ้าจอมมารดาสังวาลย์

               ที่ 49 พระองค์เจ้าชายสวัสดิประวัติ ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 10 แรม 7 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ เมื่อปีจอ พ.ศ. 2429 เลื่อนเป็นกรมขุนฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2443 เป็นเสนาบดีตำแหน่งราชเลขานุการและเป็นอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมพระสมมตอมรพันธุ์บรมธรรมิกราชวงศ์วิสุทธิ์ วชิราวุธราชปฤจฉา นุวัตน์ รัตนบันฑิตยชาติ สุขุมราชมันตนาธิบดี เมตตาสีตลหฤทัย พุทธาทิไตรรัตนคุณาลงกรณ์ ธรรมาทรบพิตร เป็นสมุหมนตรี เป็นเสนาบดีที่ปรึกษา เมื่อปีกุน พ.ศ. 2454 สิ้นพระชนม์ในรัชกาล ที่ 6 เมื่อวันที่ 21 เมษายน ปีเถาะ พ.ศ. 2458 พระชันษา 5 ปี เป็นต้นสกุลสวัสดิกุล ในเจ้าจอมมารดา หุ่น (เป็นท้าวทรงกันดาล ในรัชกาลที่ 5)

ี่                 50 พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 12 แรม 12 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า สิ้นพระชนม์เมื่อวันจันทร์ เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2423 พระชันษา 21 ปี ที่ 3 ในสมเด็จพระปิยมาวดี

               ที่ 51 พระองค์เจ้าชายจันทรทัตจุฑาธาร ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 13 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เมื่อปีวอก พ.ศ. 2439 เป็นอธิบดีกรมพยาบาล ถึงรัชกาลที่ 6 เป็นอำมาตย์ตรีในกระทรวงยุติธรรม สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปีวอก พ.ศ. 2475 พระชันษา 72 ปี เป็นต้นสกุลจันทรทัต ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาโหมด

               ที่ 52 พระองค์เจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 7 ขึ้นค่ำ 1 ปีระกา ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2404 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นพระนางเจ้าพระราชเทวี ต่อมารัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปีเถาะ พ.ศ. 2470 พระชันษา 66 ปี ที่ 4 ในเจ้าคุณจอมมารดาสำลี

                ที่ 53 พระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา ประสูติเมื่อวันเสาร์เดือน 9 ขึ้น 11 ค่ำ ปีระกา ตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2404 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ปีฉลู พ.ศ. 2468 พระชันษา 65 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาดวงคำ

              ที่ 54 พระองค์เจ้าชายไชยานุชิต ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 9 แรม 6 ค่ำ ปีระกา ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2404 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นพงศาดิศรมหิป เมื่อปีจอ พ.ศ. 2441 ได้เป็นอธิบดีกรมพิพิธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 28 มกราคม ปีกุน พ.ศ. 2478 พระชันษา 74 ปี เป็นต้นสกุลชยางกูร ที่ 7 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

ที่ 55 พระองค์เจ้าหญิงบัญจบเบญจมาประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 12 ขึ้น 3 ค่ำ ปีระกา ตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปีมะโรง พ.ศ. 2435 พระชันษา 31 ปี ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาแพ

                 ที่ 56 พระองค์เจ้าชายวรวรรณากร ประสูติเมื่อวันพุธเดือน 12 แรม 3 ค่ำ ปีระกา ตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2432 ได้เป็นรองเสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ ต่อมา สมัยรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมพระนราธิปประพันธ์ พงศ์ มกุฎวงศนฤบดี มหากวีนิพันธนวิจิตร ราชโกษาธิกิจจิรุปการ บรมนฤบาลมหาสวามิภักดิ์ ขัตติยศักดิอดุลย์พหุลกัลยาณวัตร ศรีรัตนตรัยคุณาลงกรณ์ นรินทรบพิตร เมื่อปีระกา พ.ศ. 2464 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปีมะแม พ.ศ. 2474 พระชันษา 70 ปี เป็นต้นสกุลวรวรรณ ในเจ้าจอมมารดาเขียน

                   ที่ 57 พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 7 แรม 9 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เมื่อปีจอ พ.ศ. 2429 เป็นอธิบดีกรมการศึกษาธิการ ปีขาล พ.ศ. 2433 เป็นราชทูตพิเศษเสด็จไปยุโรปครั้งหนึ่ง เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2434 เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2435 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีกุน พ.ศ. 2442 ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมพระดำรงราชานุภาพ อิศริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการ มโหฬารราชกฤตยานุศร อาทรประพาสการสวัสดิ์ วรรัตนปัญญาศึกษาวิเศษ นรินทราธิเบศร์บรมวงศ์อดิศัย ศรีรัตนตรัยคุณธาดา อุดมเดชานุภาพบพิตร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2454 เป็นสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2458 เป็นกรรมการตรวจชำระกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และเป็นกรรมการสภาการคลัง เมื่อปีจอ พ.ศ. 2465 เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอกเมื่อปีกุน พ.ศ. 2466 ถึงรัชกาลที่ 7 เป็นอภิรัฐมนตรี เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468 เป็นนายกราชบัณฑิตยสภา เมื่อปีขาล พ.ศ. 2469 แล้วเลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการมโหฬารรัฐประศาสน์ ปิยมหาราชวรานุศิษฏ์ ไพศาลราชกฤตยการี โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล คัมภีรนิพนธ์นิรุกติปฏิภาน ราชบัณฑิตวิธานนิติธรรมสมรรถ ศึกษาภิวัฒน์ปิยวาที ขันติสัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปัญญาอาชวาศรัย พุทธาทิไตรสรณาทร พิเศษคุณาภรณ์ธรรมิกนาถบพิตร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีมะเส็ง พ.ศ. 2472 สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปีมะแม พ.ศ. 2486 พระชันษา 81 ปี เป็นต้นสกุลดิศกุล ในเจ้าจอม มารดาชุ่ม

                  ที่ 58 พระองค์เจ้าหญิงนงคราญอุดมดี ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือน 8 แรมค่ำ 1 ปีจอ ตรงกับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ในเจ้าจอมมารดาเพ็ง สิ้นพระชนม์วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474

                 ที่ 59 พระองค์เจ้าชายศรีเสาวภางค์ ประสูติเมื่อวันศุกร์เดือน 8 แรม 7 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 เป็นราชเลขานุการ อธิบดีกรมอักษรพิมพการ และอธิบดีกรมพยาบาล สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปีฉลู พ.ศ. 2432 พระชันษา 28 ปี เป็นต้นสกุลโสภางค์ ในเจ้าจอมมารดาเหม (เป็นท้าวสุภัติการภักดี แล้วเป็นท้าวอินทร สุริยา แล้วเลื่อนเป็นท้าวสมศักดิ ในรัชกาลที่ 5)

                  ที่ 60 พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 10 แรม 2 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2405 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี คือสมเด็จพระมาตุจฉาในรัชกาลที่ 6 เสด็จดำรงตำแหน่งสภานายิกาแห่งสภากาชาดสยาม เมื่อปีวอก พ.ศ. 2463 ถึง รัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468 รัชกาลที่ 8 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ปีจอ พ.ศ. 2477 เสด็จสวรรคต ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ปีมะแม พ.ศ. 2498 พระชนมายุ 93 พรรษา ที่ 4 ในสมเด็จพระปิยมาวดี


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:02:43 pm »




             ที่ 61 พระองค์เจ้าชายโสณบัณฑิต ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2406 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2434 เลื่อนเป็นกรมขุนฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2443 เป็นนายพันเอกราชองครักษ์ ได้เป็นที่ปรึกษาประจำสถานทูตในประเทศอังกฤษและอเมริกา ต่อมาเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลภาคพายัพ เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงวัง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ปีฉลู พ.ศ. 2456 พระชันษา 50 ปี เป็นต้นสกุลโสณกุล ในเจ้าจอมมารดาวาด (เป็นท้าววรจันทร์ ในรัชกาลที่ 5)

             ที่ 62 พระองค์เจ้าชายจิตรเจริญ ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 11 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อ ปีระกา พ.ศ. 2428 ทรงสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุน เมื่อปีกุน พ.ศ. 2430 เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2434 เป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลัง เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2436 เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2437 เป็นเสนาบดี กระทรวงวัง เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2448 ทรงเพิ่มพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และเลื่อนเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงฯ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2448 ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ มหามกุฎพงศ์นฤบดินทร์ ปรมินทรานุชาธิเบนทร ปรเมนทรราชบิตุลา สวามิภักดิ์สยามวิชิต สรรพศิลปสิทธิวิทยาธร สุรจิตรกรศุภโกศล ประพนธปรีชาชาญโบราณคดี สังคีตวาทิต วิธีวิจารณ์ มโหฬารสีตลัธยาศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณานุวัติ ขัตติยเดชานุภาพบพิตร เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2456 เป็นนายพลเอก เมื่อปีกุน พ.ศ. 2466 เป็นกรรมการสภาการคลัง ถึงรัชกาลที่ 7 เป็นอภิรัฐมนตรี เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468 เป็นอุปนายกราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ปีระกา พ.ศ. 2476 ตลอดรัชกาลที่ 7 จนทรงสละราชสมบัติถึงรัชกาลที่ 8 เลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มหามกุฎพงศ์นฤบดินทร์ ปรมินทรานุชาธิเบนทร์ อัฐเมนทรราชอัยยกา สวามิภักดิสยามวิชิต สรรพศิลปสิทธิวิทยาธร สุร จิตรกรศุภโกศล ประพนธปรีชาชาญโบราณคดี สังคีตวาทิตวิธีวิจารณ์ มโหฬารสิตลัธยาสัย พุทธาทิไตร รัตนสรณานุวัตร์ ขัตติยเดชานุภาพบพิตร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2488 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปีกุน พ.ศ. 2490 พระชันษา 84 ปี เป็นต้นสกุลจิตรพงศ์ ที่ 2 ในพระองค์เจ้าพรรณราย

               ที่ 63 พระองค์เจ้าชายวัฒนานุวงศ์ ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 7 ขึ้น 10 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2406 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นมรุพงศ์สิริพัฒน์ เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2438 เป็นนายพลตรี ราชองครักษ์ เป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส แล้วเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า มณฑลปราจีนบุรี ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมขุนฯ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2455 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 5 เมษายน ปีกุน พ.ศ. 2466 พระชันษา 61 ปี เป็นต้นสกุลวัฒนวงศ์ ที่ 4 ในเจ้าจอมมารดาบัว

               ที่ 64 พระองค์เจ้าหญิงกาญจนากร ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 7 แรม 7 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2406 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 21 กันยายน ปีวอก พ.ศ. 2475 พระชันษา 70 ปี ที่ 4 ในเจ้าจอมมารดาสังวาลย์

               ที่ 65 พระองค์เจ้าหญิงบุษบันบัวผัน ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 3 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ปีเถาะ พ.ศ. 2482 พระชันษา 76 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาห่วง

               ที่ 66 พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรีประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณเวลาเสด็จประพาสยุโรป เมื่อปีระกา พ.ศ. 2440 ถึงรัชกาลที่ 6 เฉลิมพระ-ปรมาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ปีมะแม พ.ศ. 2462 พระชนมายุ 57 พรรษา ที่ 5 ในสมเด็จพระปิยมาวดี

                ที่ 67 พระองค์เจ้าหญิงแขไขดวง ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น 3 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2406 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ปีมะเส็ง พ.ศ. 2472 พระชันษา 66 ปี ที่ 8 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

                ที่ 68 พระองค์เจ้าหญิงนภาพรประภาประสูติเมื่อวันศุกร์เดือน 6 ขึ้น 8 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2407 เป็นอธิบดีทรงบัญชาการรักษาภายในพระราชวัง ถึงรัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเถาะ พ.ศ. 2470 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ปีจอ พ.ศ. 2501 พระชันษา 94 ปี ที่ 5 ในเจ้าคุณจอมมารดาสำลี

                ที่ 69 พระองค์เจ้าชายดำรงฤทธิ์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ แรม 3 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2407 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ขึ้น 5 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2409 พระชันษา 3 ปี ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาบัว

                ที่ 70 พระองค์เจ้าหญิงประสานศรีใสประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2407 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปีมะแม พ.ศ. 2450 พระชันษา 44 ปี ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แสง ปาลกะวงศ์

                ที่ 71 พระองค์เจ้าหญิงประพาฬรัศมี ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 6 แรม 2 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2408 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปีเถาะ พ.ศ. 2446 พระชันษา 37 ปี ในเจ้าจอมมารดาสุ่น (ซึ่งเป็นท้าววนิดา วิจารินี ในรัชกาลที่ 5)

                ที่ 72 พระองค์เจ้าชายจรูญฤทธิเดช ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 6 แรม 14 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2408 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาได้ 9 วัน ที่ 9 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

               ที่ 73 พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาคย์พรรณ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 ขึ้นค่ำ 1 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2408 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ปีมะเมีย พ.ศ. 2437 พระชันษา 31 ปี ในเจ้าจอมมารดาหว้า

               ที่ 74 พระองค์เจ้าหญิงประดิษฐาสารีประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2408 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ปีขาล พ.ศ. 2505 พระชันษา 97 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาดวงคำ

               ที่ 75 พระองค์เจ้าชายสวัสดิโสภณ ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น 5 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2408 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ เสด็จกลับมารับราชการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นสวัสดิวัดนวิ ศิษฎ์ เมื่อปีจอ พ.ศ. 2441 เป็นนายพลตรี เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และได้เป็นราชทูตพิเศษเสด็จยุโรป ถึงรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นกรมหลวงฯ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2456 เป็นอธิบดีศาลฎีกา เลื่อนเป็นกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ สยามิศรราชมาตุลาธิบดี ศรีพัชรินทรโสทรานุราชย์ มานวธรรมศาสดรวิธาน นิรุกติปรติภานพิทยโกศล โศภนมิตรสุจริตอาร์ชวาศัย ศรีรัตนตรัยสรณาภิรัต ชเนตภูมิปะภัทปียมาน มนุญสุนทรธรรมบพิตร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2466 ถึงรัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระฯ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 8 ที่เมืองปีนัง เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปีกุน พ.ศ. 2478 พระชันษา 70 ปี เป็นต้นสกุล สวัสดิวัฒน์ ที่ 6 ในสมเด็จพระปิยมาวดี

              ที่ 76 พระองค์เจ้าชายไชยันตมงคล ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 3 ขึ้น 14 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2408 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2438 เป็นนายพันเอก ราชองครักษ์ เป็นเสนาบดีกระทรวงวัง และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 15 เมษายน ปีมะแม พ.ศ. 2450 พระชันษา 44 ปี เป็นต้นสกุลไชยันต์ ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาห่วง

              ที่ 77 พระองค์เจ้าหญิงพวงสร้อยสอางค์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 10 แรม 6 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2409 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ปีขาล พ.ศ. 2493 พระชันษา 84 ปี ที่ 10 ในเจ้าจอมมารดาเที่ยง

               ที่ 78 พระองค์เจ้าหญิงประไพศรีสอาด ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 6 แรม 6 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2410 สิ้นพระชนม์ใน รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ปีจอ พ.ศ. 2453 พระชันษา 44 ปี ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาแสง

                ที่ 79 พระองค์เจ้าหญิง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 12 แรม 13 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ ในเจ้าจอมมารดาเชย

               ที่ 80 พระองค์เจ้าหญิงพุทธประดิษฐา ประสูติเมื่อวันพุธ เดือนยี่ ขึ้น 7 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2410 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันอังคาร เดือน 4 แรม 2 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. 2413 พระชันษา 4 ปี ในเจ้าจอมมารดาพุ่ม

               ที่ 81 พระองค์เจ้าหญิง ประสูติเมื่อวันอังคารเดือน 10 ขึ้นค่ำ 1 ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 สิ้นพระชนม์ในวันประสูติเจ้าจอมมารดาอิ่ม (เป็นท้าวโสภานิเวศน์ แล้วเลื่อนเป็น ท้าวศรีสัจจาในรัชกาลที่ 5)

                ที่ 82 พระองค์เจ้าหญิงเจริญกมลสุขสวัสดิ์ ประสูติในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2411 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันพุธเดือน 10 แรม 12 ค่ำ ปีจอ พ.ศ. 2417 พระชันษา 7 ปี ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาห่วง รวมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกเธอ ในรัชกาลที่ 4 ประสูติก่อนบรมราชาภิเษก มีพระโอรส 2 พระองค์ ประสูติเมื่อบรมราชาภิเษกแล้ว มีพระราชโอรสอีก 37 พระองค์ พระราชธิดาอีก 43 พระองค์ รวมทั้งสิ้นเป็น 82 พระองค์


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:03:20 pm »


                                                                




                      ภาพ :  พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายร่วมกับคณะชาวต่างประเทศ หน้าพลับพลาที่ประทับค่ายหลวง ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม 2411

                          นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง พระมหากษัตริย์กับ อาณาประชาราษฎร ให้เข้ากับกาลสมัยในรูปใหม่ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พระองค์ ทรงอยู่ในสมณเพศนานถึง ๒๗ พรรษา ได้เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่างๆ เป็นโอกาสให้ทรงได้รับรู้สภาพความเป็นอยู่ โดยแท้จริงของ ราษฎรส่วนใหญ่ด้วยพระองค์เอง นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง และเป็นการเตรียมพระองค์เพื่อปกครองบ้านเมืองในอนาคต เป็นอย่างดี ประกอบกับลัทธิจักรวรรดินิยม ที่แผ่ขยายมายังประเทศใกล้เคียงในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในทวีปเอเซีย ทำให้พระองค์ทรง ตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศสยาม จะต้องยอมรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก และเร่งปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย โดยทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจในหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กันด้วยพระบรมราโชบายที่มีทรรศนะไกล และด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ

                         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงมีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้พระราชกรณียกิจของพระองค์่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับกับวิทยาสาสตร์ เช่น ทางการแพทย์ พระองค์ทรงมีการใช้การรักษาแบบตะวันตก ที่มีความทันสมัยสามารถรักษาโรคทางตรง ซึ่งผิดกับสมัยก่อน   การคมนาคม พระองค์ทรงได้ทำการสร้างถนนใหม่ คือ ถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นถนนที่มีความสำคัญต่อการสัญจรมาก





             พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับความเจริญทางด้านการแพทย์มาใช้ในราชสำนักของพระองค์ ด้านการแพทย์โปรดให้ใช้ทั้งการรักษาพยาบาลทั้งแบบไทยและแบบตะวันตก จะเห็นได้จากการพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หมอการแพทย์สมัยใหม่ ถวายการรักษาสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้การผดุงครรภ์สมัยใหม่กับเจ้าจอมมารดาบางท่าน ที่แพทย์ไทยไม่สามารถรักษาหรือแก้ไขได้

             การพยาบาลหญิงที่คลอดบุตรในประเทศไทย ซึ่งปฏิบัติกันในสมัยนั้น คือ การอยู่ไฟภายหลังการคลอดบุตร หญิงที่คลอดบุตรแล้วจะต้องนอนอยู่บนกระดานไฟ หันท้องไปผิงไฟที่จุดอยู่ในเตาถ่านร้อน กล่าวกันว่าจะทำให้มดลูกแห้ง แต่จะทำให้ผิวหนังพุพองเต็มไปหมดและต้องอยู่ไฟประมาณ 2-3 สัปดาห์ การอยู่ไฟจึงเป็นประเพณีซึ่งต้องกระทำหลังคลอดบุตรของสตรีในสมัยก่อน การอยู่ไฟนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงหมอบลัดเล (มอฟแฟ็ท 2520 : 187) ดังข้อความต่อไปนี้ว่า

    "ข้าพเจ้าขอบใจหมอด้วยใจจริง และด้วยความสำนึกในบุญคุณหมอที่ได้มารักษาแลให้ยาพระมเหสีอันเปนที่รักของ ข้าพเจ้า แลเปนพระราชมารดาของพระราชธิดาของข้าพเจ้า จนเธอได้ทรงรอดพ้นจากความตาย ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูอาการแล้ว เห็นว่าบัดนี้เธอได้ทรงพ้นขีดอันตรายแล้ว...ข้าพเจ้ามีความเชื่อมาก่อนถึง เรื่องการรักษาพยาบาลทางวิชาหมอตำแยของอเมริกา และยุโรป แต่ข้าพเจ้าเสียใจที่จะบอกว่า ข้าพเจ้ามิสามารถจะทำให้พระมเหสีของข้าพเจ้าเชื่อถือได้ จนเธอใกล้ขีดอันตราย แต่วิธีรักษาของท่านที่ได้เข้ามาสำแดงในพระราชวังนี้ ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ..."

     หมอสมิทได้บันทึกว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามเลิกล้มความคิดของฝ่ายในที่ผู้หญิงจะต้องอยู่ไฟตั้งแต่ครึ่งเดือนถึงเดือนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ด้านพระองค์ทรงทำได้ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นภายในพระราชวงศ์ของพระองค์ แต่ฝ่ายในไม่ทรงเห็นด้วยกับความคิดเห็นใหม่ ๆ ของพระองค์ ทางฝ่ายในอ้างว่าท่านเหล่านั้นเป็นฝ่ายมีประสูติการ มิใช่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชินี และไม่ทรงยอมอยู่ไฟ ทางราชสำนักจึงยอมละทิ้งแบบแผนที่ปฏิบัติกันมา" (สมิท : 59 อ้างถึงใน มอฟแฟ็ท 2520 : 186)

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ต้องสูญเสียพระทนต์ทั้งหมด ทรงสวมพระทนต์ล่างปลอมทำด้วยไม้ฝางซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ไม่ทราบชื่อผู้ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อมาใน พ.ศ. 2397 หมอบลัดเลได้ทูลเกล้าฯถวายพระทนต์ปลอม ซึ่งเป็นของบรรณาการจาก หมอ ดี เค ฮิทซ์คอค (Dr. D.K. Hitchcock) แห่งเมืองบอสตัน แต่พระทนต์ปลอมชุดนั้นทรงสวมได้ไม่สนิท และใน พ.ศ. 2410 ทันตแพทย์ชื่อ หมอคอลลินส์ (Dr. Collins) เดินทางจากประเทศจีนผ่านจากสิงคโปร์เข้ามากรุงเทพฯ หมอคอลลินส์ได้ยินกิตติศัพท์ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานเงินถึงพันเหรียญให้แก่ผู้ที่ประกอบพระทนต์ปลอมอย่างดีถวายแด่ พระองค์ 1 ชุด หมอคอลลินส์ต้องประสบปัญหาที่พระองค์ไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้หมอแตะต้องพระโอษฐ์ เนื่องในการที่จะต้องนำขี้ผึ้งเข้าไปพิมพ์แบบ หากแต่มีพระราชประสงค์จะทรงทำแบบด้วยพระองค์เอง จึงทำให้แบบพิมพ์ไม่สมบูรณ์ พระทนต์ปลอมที่หมอคอลลินส์ทำจึงสวมไม่พอดีกับพระโอษฐ์ ในที่สุดจึง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หมอคอลลินส์ นำขึ้ผึ้งพิมพ์แบบในพระโอษฐ์ได้ และพระทนต์ ปลอมชุดใหม่ที่ทำขึ้นก็เป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระองค์ทรงยอมรับความเจริญทางทันตแพทย์ของชาติ ตะวันตก

    ในบางครั้ง พระองค์ก็ทรงใช้ยาจากต่างประเทศ จะเห็นได้จากทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวที่สิงคโปร์ (มอฟแฟ็ท 2520 : 216) ความว่า

     "...ข้าพเจ้ามีความจำเป็นอยากได้ยาแก้ไอมากกว่า 1 ขวด อย่างที่จัดส่งมาให้เมื่อไม่นานมานี้ ใคร ๆ ก็อยากได้ไปจิบ ข้าพเจ้าอยากได้มาอีกสัก 1 โหล หรือเพียง 6 ขวดก็ยังดี... ขอให้ได้อย่างของแท้..."


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:03:55 pm »

                                                                                


         ขณะทรงผนวชอยู่ทรงตั้งลัทธิสมณวงศ์ใหม่เรียกว่า "ธรรมยุติกนิกาย" ให้ถือปฏิบัติเอาแต่สิ่งที่ถูกตามพระวินัย "นิกายธรรมยุติ" ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผนดังนี้

     ทรงตั้งธรรมเนียมนมัสการพระเช้าค่ำที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรม

     ทรงเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์ ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา

     ทรงเพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวางระเบียบในการเดินเวียนเทียน และสดับธรรมเทศนา ทรงแก้ไขการรับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ คือเริ่มตั้งแต่ การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน

     ทรงแก้ไขการขอบรรพชาและการสวดกรรมวาจาในการอุปสมบท ทรงวางระเบียบการครองผ้าของภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติไปตามหลักเสริยวัตรในพระวินัย พระองค์ทรงออกประกาศว่าด้วยการทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ประกาศห้ามมิให้พระสงฆ์บอกให้แทงหวยและประพฤติอนาจาร ประกาศห้ามมิไห้พระภิกษุสามเณรคบผู้หญิงมาพูดที่กุฏิ ประกาศพระราชบัญญัติเรื่องพระสงฆ์ สามเณรลักเพศ ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหาความรู้สาขาอื่น ๆของพระสงฆ์ทรงอนุญาติ ให้พระสงฆ์เข้าศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอแคสเวลล์ ทำให้มีการสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

     สำหรับถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา เช่น วัดวาอาราม ทรงบูรณะให้สมบูรณ์มากกว่าที่จะทรงสร้างใหม่ นอกจากจะทรงสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานแล้ว ทรงสร้างและจำลองพระพุทธรูปและส่งสมณฑูตไปลังกาเพื่อรวบรวมหลักฐานทางพระ พุทธศาสนามาซ่อมพระไตรปิฎกที่ขาดไปให้ครบบริบูรณ์ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สร้างพระไตรปิฎกฉบับล่องขาดและปิดทองขึ้น อีกทั้งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงนำพระพุทธศาสนาเข้ามา เกี่ยวข้องในการพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมใช้แต่พิธีทางพราหมณ์ เช่น พระราชพิธีบรมราชภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระองค์ทรงพระราชทานความสนับสนุนแก่ศาสนาอื่น ๆ ในพระราชอาณาจักร เช่น ทรงพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือลัทธินิกายตามความสมัครใจซึ่งไม่ ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานเงิน ที่ดินและวัตถุในการก่อสร้างสุเหร่าในศาสนาอิสลามและโบสถ์ในศาสนาคริสต์

การศาสนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
พระองค์ทรงตระหนักว่า พระภิกษุสงฆ์ประพฤติปฏิบัติผิดแผกไปจากพระธรรม
วินัยเก่าแก่เป็นอันมาก การปฏิบัติศาสนกิจกระทำกันไปตามที่เคยปฏิบัติมา
โดยไม่เข้าใจถึงความหมายและจุดมุ่งหมายที่แฝงอยู่ภายในเนื้อหาอันแท้จริงของ
พุทธศาสนา คือ ความรู้อันได้จากการตีความหมายของพระไตรปิฎก พระองค์ม
ีพระราชประสงค์ที่จะเข้าใจในพุทธศาสนาที่แท้จริง และให้ผู้อื่นเข้าใจถึงประโยชน
์อันเกิดจากข้อปฏิบัติที่ พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติพร้อมทั้งหลักธรรมที่ได้จากการ
ปฏิบัติ เน้นหนักในแนวความคิดเห็นด้าน ศีลธรรมจรรยาของชาวพุทธ

         พระองค์ทรงถือว่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พระองค์มิได้ทรงคัดค้านในเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่แต่พระองค์ทรงใช้อัตถาธิบายไปในแง่ปรัชญา ทรงชี้ให้เห็นถึงหลักของฟิสิกส์ที่ว่าผลย่อมเกิดแต่เหตุ หากหลักเกณฑ์อันนี้ครอบคลุมจักรวาลทางวัตถุอยู่ เหตุไฉนหลักเกณฑ์อันเดียวกันนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงจักรวาลทางจิตด้วยตามหลักนี้สรุปได้ว่า กรรมทั้งหลายไม่
ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ย่อมติดตามหรือยังผลให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ถึงหากจะไม่เชื่อว่าวิญญาณจะไปเกิดใหม่ แต่อำนาจแห่งกรรมย่อมไม่มีวันเสื่อมศูนย์ แนวความคิดเช่นนี้ยากสำหรับบุคคลธรรมดาที่จะเข้าใจได้ หากแต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเข้าใจในหลักศาสนาอย่างลึกซึ้ง พระองค์จึงทรงพยายามให้ประชาชนของพระองค์เข้าใจในหลักธรรมเช่นกัน




วัดประทุมวันในรัชกาลที่ 4

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:04:29 pm »



การทำนุบำรุงพระศาสนา (ก่อนเสวยราชย์)




วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                       พระองค์ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับที่ตำหนักในวัดมหาธาตุฯ ทำอุปัชฌายวัตร 3 วัน จากนั้นเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส พระราชทานนาม เมื่อครั้งรัชกาลที่ 4) ทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ เมื่อต้องทรงเพศเป็นสมณะต่อไปไม่มีกำหนด จึงตั้งพระทัยเรียนให้ได้ความรู้วิปัสสนาอย่างถ่องแท้ จนจบสิ้นความรู้ของครูอาจารย์ และที่สำคัญเมื่อทรงไต่ถามเพื่อ ค้นคว้าหารากมูลของลัทธิวิธี ครูอาจารย์ไม่สามารถชี้แจงถวายให้สิ้นความสงสัย ทูลแต่ว่าครูบาอาจารย์สอนมาเพียงเท่านั้น (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2514 : 69) พระองค์ทรงเห็นว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการถือลัทธิดื้อรั้น ไม่รู้ผิดชอบ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปัญญา (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส 2482 : 137 อ้างถึงใน ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี 2525 : 491) จึงเกิดท้อพระหฤทัยในการศึกษาวิปัสสนาธุระรวมทั้งวัตรปฏิบัติของสงฆ์ เนื่องจากทรงมีความเห็นว่า

                      "ลัทธิสมถวิปัสสนาธุระนั้น วุ่นวายมากไปด้วยสัมโมหะวิหาร เปรียบเหมือนยืมจมูกของท่านผู้อื่นมาหายใจ ท่านซึ่งเป็นพระอาจารย์นั้น จะพูดจาสั่งสอนในพระธรรมอันใด ก็งุบงิบ อ้อมแอ้ม ไม่อธิบายให้กระจ่างสว่าง ให้ได้ความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้เล่าเรียน ครั้นศิษย์พวกใด ไถ่ถามบ้างก็โกรธ พูดอ้างคติโปรามาจารย์ เช่น อาจิณกัปปิกา ว่าท่านผู้ใหญ่เคยทำมาอย่างนี้…"


                     พอออกพรรษา จึงเสด็จกลับมาประทับที่วัดมหาธาตุฯ เพื่อทรงศึกษาด้านคันถธุระต่อไป เมื่อเสด็จมาประทับวัดมหาธาตุฯ ทรงศึกษาคันถธุระให้ลึกซึ้ง ทรงเรียนภาษามคธกับพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ จนเชี่ยวชาญ จึงทรงสอบสวนในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทรงเห็นว่าข้อปฏิบัติด้านธรรมวินัย ที่พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติกันอยู่คลาดเคลื่อนจากพระพุทธบัญญัติไม่ก่อให้เกิด ความเลื่อมใสศรัทธา ขณะที่ทรงพระปริวิตกอยู่ ได้ทรงวิสาสะกับพระเถรรามัญนามพระสุเมธมุนี อยู่วัดบวรมงคลบวชมาจากเมืองมอญ มีความรู้เรื่องธรรมวินัยและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด สามารถชี้แจงให้ทรงทราบอย่างชัดแจ้งและสิ้นสงสัย พระองค์ได้ทรงรับวัตรปฏิบัติตามแบบพระสุเมธมุนีและทรงนับถือเป็นพระ อุปัชฌาย์อีกด้วย จึงนับได้ว่าก่อกำเนิดเป็นต้นคติธรรมยุติกนิกาย ความเลื่อมใสและทรงขยันหมั่นเพียร ทำให้พระองค์ทรงศึกษาต่อไป พระองค์ทรงใช้สามัญสำนึกและมีพระทัยที่จะค้นหาเหตุผลอย่างแท้จริงอยู่เสมอ ทรงตั้งพระทัยศึกษาค้นคว้าให้มาก ถึงความรู้ทางหลักพระพุทธศาสนาและพระวินัย ทรงศึกษาจนแตกฉานเชี่ยวชาญ ในภาษามคธทั้งบาลีและสันสกฤต สามารถสอบสวนข้อความต่าง ๆ จากพระไตรปิฎกทุกฉบับ

                  ใน พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้พระองค์เสด็จเข้าสอบไล่พระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่ง และพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศสำหรับเปรียญเอก 9 ประโยค โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ แล้วให้เสด็จเข้าร่วมในที่ประชุมพระราชาคณะผู้ใหญ่น้อยเพื่อสอบไล่พระ ปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร

                    ช่วงเวลาที่ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอน กุลบุตรให้เล่าเรียนศึกษาโดยทรงเน้นข้อวินัยวัตรและสุตตันตปฏิบัติต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย มีผู้บรรพชาอุปสมบท ประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระองค์ขึ้นหลายรูป จนถึงปี พ.ศ. 2372 พระองค์จึงทรงย้ายจากวัดมหาธาตุฯ มาประทับ ณ วัดสมอราย ทรงมีศิษย์ที่ถือวัตรปฏิบัติอย่างธรรมยุติกามีจำนวนราว 20 รูป (ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี 2525 : 492) ตามเสด็จไปวัดสมอรายบ้าง คงอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ บ้างและแยกย้ายไปอยู่ที่วัดอื่นบ้าง พระองค์ทรงตั้งสำนักนิกายธรรมยุตมีผู้คนนิยม นับถือพระองค์มาก ทั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์ ทรงให้บรรพชาอุปสมบทแก่ผู้มีศรัทธา และสงเคราะห์แก่คฤหัสถ์ด้วยธรรมกถาอนุสาสโนวาท จึงมีพระสงฆ์นิกายธรรมยุตแพร่หลายแต่ครั้งนั้นมา การก่อตั้งนิกายธรรมยุตนี้ทำให้พระองค์ถูกเพ่งเล็งในทางการเมือง ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา (พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2506 : 44-45 อ้างถึงใน ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี 2525 : 493) ความว่า

              "... ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าก็เปนคนหน่าต่ำเลวลับหน่าค่าซื่อ อยู่หัวบ้านหัวเมือง ไม่มีใครรู้จักมักคุ้น ไม่มีใครได้ไปมาหาสู่... ตัวข้าพเจ้ามีวาสนาสูงคราวหนึ่งต่ำคราวหนึ่ง... ครั้งนั้นชาวบ้านชาวชาวเมืองเล่าลือว่ากีดพระเนตรพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว..."

                         ข่าวนี้ถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำคาญพระราชหฤทัยและเพื่อระงับความสงสัยและข่าวลือต่าง ๆ นานา จึง โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง และเชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศฯ (ในขณะนั้นตำแหน่ง เจ้าอาวาสว่างอยู่) ใน พ.ศ. 2379 เมื่อทรงเป็น เจ้าอาวาสวัดนี้ จึงทรงจัดระเบียบการคณะสงฆ์ การปกครองวัด และสั่งสอนผู้คนตามคติธรรมยุติกนิกาย มีผู้คนศรัทธาขอบรรพชาอุปสมบทกับพระองค์มากขึ้น มีพระสงฆ์ในพรรษาราว 130 ถึง 150 รูป สงฆ์ฝ่ายธรรมยุตเริ่มขยายตัวขึ้นมากตามลำดับ สำหรับคติธรรมยุติกนิกาย ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง พระรัตนตรัย (ประชุมพระราชนิพนธ์ภาษาไทยในรัชกาลที่ 4 2511 : 38-39 อ้างถึงใน ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี 2525 : 494) ไว้ว่า

"... ทรงเห็นดังนี้แล้วสังเวชในพระทัย จึงยกเอาพระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือ เป็นของจริงของแท้ปฏิบัติไปตาม จึงมีนามว่า ธรรมยุติกา... ให้ปฏิบัติเอาแต่สิ่งที่ถูกตามพระธรรมวินัยให้มีลัทธิถือมั่นในทางสวรรคนิ พาน ที่ตรงที่ถูกเป็นที่แน่นอนกับใจว่านรกสวรรค์เป็นของ มีจริง มรรคผลนิพานเป็นของมีจริง คนมีปัญญา อันสุขุมละเอียดจึงจะรู้ได้ด้วยใจ จะแลไปด้วยตา ไม่เห็น..."

"...เราทั้งหลายผู้ธรรมยุติกวาที มีวาทะถ้อยคำกล่าวตามที่ชอบแก่ธรรม เป็นผู้เลือกคัดแต่ข้อที่ชอบแก่ธรรม ไม่ผิดไม่ละเมิดจากธรรม... ในพระบาลีว่านี้เป็นคำสั่งสอนเป็นแก่นสารพระพุทธศาสนาแน่ดังนี้แล้ว เราทั้งหลายก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น ด้วยกายวาจาจิต..."

                     นิกายธรรมยุต ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนา ฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ เป็นเครื่องเตือนพุทธสาวกของพระองค์ว่า พึงอิงอยู่กับพระธรรม เป็นนิกายที่มีความเป็นเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แก่นของพระศาสนา สัจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น ข้อสำคัญคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรขัดแย้งกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธ-เจ้าทรงหยั่งรู้เมื่อ 2000 ปีมาแล้ว

พระองค์ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผน ในด้านการปฏิรูปทางพระพุทธศาสนาหลายประการ ดังนี้

                  1. ทรงตั้งธรรมเนียมนมัสการพระเช้าค่ำ ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีการรักษาศีลอุโบสถ และแสดงพระธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ 4 ครั้ง

                2. ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรมทรงเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์ ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา ไม่โปรดเขียนหนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม ทรงอธิบายเพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร อธิบายหลักอันยุ่งยากซับซ้อน คณะสงฆ์ธรรมยุตได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป ทำให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก

                 3. ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา และวางระเบียบให้เดินเวียนเทียนและสดับพระธรรมเทศนา ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ถวายสลากภัตร ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา

                   4. ทรงแก้ไขการรับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน

                   5. ทรงแก้ไขการขอบรรพชา และการสวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ ซึ่งเป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา การออกเสียง อักษรบาลี ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์

                    6. ทรงวางระเบียบการครองผ้า คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติไปตามหลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย (เดิมพระธรรมยุตครองจีวรห่มแหวก แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนมาห่มคลุม (ห่มหนีบ) ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ จึงได้กลับมาห่มแหวกตามเดิม) ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของพระภิกษุสามเณร และระเบียบอาจารยะมารยาท ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา สังวรในกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม

                   7. ทรงให้พระสงฆ์ธรรมยุต ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน สามารถแสดงธรรมเทศนา สั่งสอน สามารถแยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ การศึกษาในด้านวิปัสสนาธุระ ไม่ใช่รับรู้เฉพาะสมถะวิธีอันเป็นเบื้องต้น แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติตามพระวินัย ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัยและน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ดขาด พึงเคารพพระวินัยอย่างเคร่งครัด

                   8. ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหา ความรู้สาขาอื่น ๆ ของพระสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์เข้าศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอแคสเวล (Reverend Jesse Caswell) ตามความสนใจ ทำให้มีการสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

                  นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานกำเนิดพระสงฆ์นิกายธรรมยุต โดยทรงจัดวางระเบียบแบบแผนและธรรมยุติกวัตรขึ้นสำเร็จ ซึ่งทรงปฏิบัติไปด้วยความกล้าหาญ ไม่ทรงย่อท้อต่ออุปสรรค แม้ว่าจะมีความพยายามทำลายล้างพระสงฆ์นิกายนี้ ดังเช่นให้สึกพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ และกลั่นแกล้งพระสงฆ์นิกายธรรมยุต อย่างไรก็ตามพระสงฆ์นิกายธรรมยุต ก็เป็นที่ศรัทธาของราษฎรทุกชั้นขึ้นตามลำดับ การก่อเกิดของธรรมยุติกนิกายยังผลให้มีการฟื้นฟู และส่งผลที่เป็นคุณแก่พระพุทธศาสนา การพยุงรักษาพระพุทธศาสนาเท่าที่กระทำกันใน รัชกาลก่อน ๆ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามุ่งเน้นไปทางพระปริยัติธรรม และก่อสร้างปฏิสังขรณ์ด้านศาสนวัตถุเป็นส่วนใหญ่ แต่ศาสนบุคคลยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง กรณีที่มีผู้ประพฤติปฏิบัติผิดพระวินัย ก็ทรงใช้พระราชอำนาจป้องกันปราบปรามให้สึกจากสมณเพศ ยังไม่ได้เข้าไปแก้ไขในวงการสงฆ์ ดังนั้นการที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติ ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง นับได้ว่าทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่ โบราณ ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นใน ประเทศไทย


บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:05:08 pm »

                                                    


                  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของแสนยานุภาพทางการ
ทหาร เพราะเป็นที่มาของอำนาจเหนือเมืองทั้งปวง พระองค์ทรงแสดงพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : 34 อ้างถึงใน นฤมล ธีรวัฒน์ 2525 : 174)

     "... อนึ่งธรรมเนียมมนุษย์ทุกวันนี้ เมืองใดปืนใหญ่น้อย กระสุนดินดำ มีอยู่มากเป็นกำลังใหญ่แล้ว เมืองนั้นก็เป็นเมืองหลวง มีอำนาจแผ่ทั่วทิศไกลไปร้อยโยชน์สองร้อยโยชน์ จนถึงนานาประเทศที่ใกล้เคียงซึ่งมีกำลังน้อยกว่า ก็ต้องมาขออ่อนน้อมเสียส่วยเสียบรรณาการให้ อันนี้เป็นธรรมดามนุษย์ในแผ่นดิน..."

                                                        

                            โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักว่าประเทศต่าง ๆ ในบริเวณเอเชียนี้กำลังถูกคุกคามจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะประเทศไทยกำลังอยู่ในแผนการยึดครองของฝรั่งเศสและอังกฤษ ฉะนั้นจึง ทรงต้องปรับปรุงกิจการทหารของประเทศให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยอย่างรีบด่วน พร้อมกันหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดกำลัง การจัดหาอาวุธ การฝึก และยุทธวิธี และทรงทอดพระราชภาระให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะที่ยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์) ในด้านการฝึกอบรมทหารปืนใหญ่ และทรงช่วยปรับปรุงกองทัพบกให้เป็นหน่วยทหารแบบตะวันตก ส่วนหน่วยทหารราบนั้นมีพระราชประสงค์ จะได้นายทหารอังกฤษมาช่วยปรับปรุงและฝึกอบรม จึงทรงเลือกจ้างร้อยเอกชาวอังกฤษ ทหารนอกราช-การของกองทัพอังกฤษเข้ารับราชการเป็นนายทหารฝรั่งคนแรกในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ชื่อร้อยเอก อิมเปย์ (Impey) ได้รับมอบหมายให้ฝึกทหารในกรมอาสาลาวและเขมร ในพระบรมมหาราชวัง ให้จัดเป็นกองร้อย เรียกว่า "ทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรป" หรือ "ทหารเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง" การฝึกสอนทหาร ได้จัดระเบียบแบบแผน และฝึกสอนทางบกเป็นครั้งแรก ตามแบบอย่างทหารอังกฤษ มีการแบ่งแยกเป็น กองพัน กองร้อย หมวดหมู่ มีผู้บังคับบัญชา ชั้นนายพัน นายร้อย นายสิบ ลดหลั่นกันลงมา และ เรียกขานเป็นคำอังกฤษ เพราะผู้สอนไม่อาจแปลคำเป็นภาษาไทย ทหารพวกนี้จึงได้ชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ทหารเกณฑ์หัดอย่างอีหรอบ" ในขั้นต้นได้จัดเหล่าทหารรักษาพระองค์ โดยแบ่งออกเป็นสองกอง เรียกว่า กองทหารหน้า และกองทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอกวังหลวงเดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้กองทหารเกณฑ์หัดอย่าง ยุโรปหรือกองทหารรักษาพระองค์เป็นทหารประจำพระองค์ ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เวรรักษาพระราชฐาน การบังคับบัญชากองทหารทั้งสองนี้ แบ่งเป็นกองร้อย หมวด และหมู่ ซึ่งได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน (รอง ศยามานนท์ 2525 : 530)

                ต่อมามีนายทหารนอกราชการของกองทัพบกอังกฤษ ชื่อร้อยเอก โทมัส ยอร์ช น๊อกซ์ (Thomas George Knox) และเป็นเพื่อนร้อยเอก อิมเปย์ ได้สมัครเข้ารับราชการ พระองค์ทรงส่งไปช่วยฝึกทหารบกและทหารเรือในวังหน้า ซึ่งภายหลังได้ลาออกไปเป็นกงสุลเยเนอราลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ โดยมีบรรดาศักดิ์เป็นเซอร์      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า พระราชาในต่างประเทศนั้น ต่างนิยมมีกองทหารประจำพระองค์กันทั้งนั้น โดยถือเป็นพระเกียรติยศสำหรับพระมหากษัตริย์ซึ่งจำเป็นต้องมี และให้มีขึ้นตามความนิยมอย่างต่างประเทศเหล่านั้น โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกองทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอกข้าหลวงเดิมและกองทหารหน้าขึ้น และอาศัยที่พระองค์ทรงชินต่อการสมาคมกับฝรั่งเป็นอย่างดี จึงทรงตั้งกองทหารอื่น ๆ เอาอย่างต่างประเทศให้สมกับที่บ้านเมืองเจริญขึ้นแล้ว

               ในปี พ.ศ. 2395 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกองทหารเพิ่มขึ้นอีก 2 กอง คือกองรักษาพระองค์อย่างยุโรป (กองทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอกข้าหลวงเดิม) และ กองปืนใหญ่อาสาญวน เพื่อทดแทนอาสาญวนเข้ารีตที่โอนไปขึ้นกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) ส่วนทหารมอญที่เคยขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมนั้น โปรดเกล้าฯ ให้คงอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ทหารพวกนั้นจึงเปลี่ยนไปเป็นทหารมรีนสำหรับเรือรบ (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2514 : 159) ทหารที่ได้รับการฝึกและจัดแบบตะวันตก มีดังนี้

     1. กองรักษาพระองค์อย่างยุโรป
     2. กองทหารหน้า
     3. กองปืนใหญ่ อาสาญวน


ทหารบกต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นต้นเดิมของทหารบกที่มีต่อมาจนทุกวันนี้

     พ.ศ. 2397 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทหารล้อมพระราชวัง ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศทรงกำกับทหารกองนี้
     พ.ศ. 2398 โปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารหน้า
ผู้บัญชาการองค์นี้ทรงปรับปรุงการตั้งกองทหารไว้ตามหน่วยต่าง ๆ มารวมที่สนามชัย คือ

     1. กองทหารฝึกแบบยุโรป
     2. กองทหารมหาดไทย (เกณฑ์มาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ)
     3. กองทหารกลาโหม (เกณฑ์มาจากหัวเมืองฝ่ายใต้)
     4. กองทหารเกณฑ์หัด (พวกขุนหมื่นสิบยกในกรมต่าง ๆ คือ 10 คน ชักออกเสีย
1 คน)


     หลังจากปี พ.ศ. 2404 โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งกองทหารอย่างยุโรปขึ้นอีกหลายอย่าง ต่อมา พ.ศ. 2405 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพเป็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่ ครั้นถึงปลายรัชกาลที่ 4 นายน๊อกซ์ นายทหารอังกฤษขอลาออก จึงไม่มีนายทหารฝรั่งเหลืออยู่ในกองทัพ ทางราชการกองทัพจึงได้จ้าง นายทหารฝรั่งเศส ลามาช (Lamache) ต่อมาได้เป็นหลวงอุปเทศทวยหาญ ซึ่งมาแก้วิธีฝึกหัดทหารไทย และเปลี่ยนระเบียบการฝึกเป็นภาษาฝรั่งเศส เปลี่ยนไปได้ไม่นานก็สิ้นรัชกาล

     กิจการทหารไทยซึ่งได้ปรับปรุงขึ้นใหม่ใน รัชกาลที่ 4 เจริญรุ่งเรืองขึ้นจนสามารถจัดไปสมทบกับกองทัพที่ส่งไปปราบฮ่อ และเป็นแนว ทางของการปรับปรุงกิจการทหารครั้งใหญ่อย่างกว้างขวางในรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:05:45 pm »


                                                    


               แนวนโยบายทางการเมืองดั้งเดิมของประเทศไทยนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศอื่น ๆ ทางตะวันออกทั่วไปในประเด็นที่ว่าพยายามแยกตนอยู่โดดเดี่ยวไม่มีการติดต่อกับต่างประเทศ

     ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ระหว่างปี พ.ศ. 2394 ถึง พ.ศ. 2411 เป็นระยะเวลาที่ประเทศมหาอำนาจในทวีปยุโรป อันได้แก่ ฝรั่งเศสและอังกฤษ เข้ามาแสวงหาอาณานิคมครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย และแข่งขันกันทั้งในด้านการค้าและการเมืองอย่างรุนแรง

     พระราชกรณียกิจทางด้านต่างประเทศ เป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระประมุขพระองค์เดียวของประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ที่ทรงคิดได้ว่าวิธีเดียวที่ประเทศในทวีปเอเชียจะคงอยู่ได้คือ ต้องยอมรับเอาอิทธิพลทางอารยธรรมของประเทศตะวันตกมาปรับปรุงประเทศของตนให้ทันสมัย ต้องยอมเปิดประเทศทำการค้าและติดต่อกับต่างประเทศและรับความคิดเห็นใหม่ๆ พื่อเปิดโลกทรรศน์ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขประเพณีอันล้าสมัย ต้องศึกษาวิทยาการการทูตและการปกครองบ้านเมืองแบบตะวันตก (กริสโวลด์ 2511 : 1)

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเห็นว่าการดำเนินนโยบายแยกตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ติดต่อกับต่าง ประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วแก่ประเทศเพื่อนบ้านในเวลานั้นประเทศทางตะวัน ออกกำลังจะล่ม เพราะต้องตกเป็นทาสเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ยอมประนีประนอมในการติดต่อกับประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคม ทำให้ถูกบังคับจนต้องเสียเอกราชไป คงเหลือแต่ประเทศไทยอยู่ตรงกลางประเทศเดียวเท่านั้นในแถบนี้

     ขณะนั้นประเทศไทยยังขาดความรู้ทางวิทยาการตะวันตก ขาดกำลังรบสมัยใหม่ ยังไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังที่พระองค์ทรงระบายความในพระทัยถึงปัญหาของประเทศไทยไว้ดังนี้

     "ตามสภาพเท่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ประเทศเราได้ล้อมรอบไปด้วยประเทศที่มีกำลังอำนาจ 2 หรือ 3 ด้าน แล้วประเทศเล็ก ๆ อย่างเราจะเป็นประการใด ถ้าหากจะสมมุติเอาว่าเราได้ค้นพบเหมืองทองคำภายในประเทศของเราเข้า จนเราสามารถขุดทองมาได้หลายล้านชั่ง จนเอาไปขายได้เงิน มาซื้อเรือรบสักร้อยลำ แม้กระนั้นเราก็ยังจะไม่สามารถไปสู้รบปรบมือกับพวกนี้ได้ ด้วยเหตุผลกลใดเล่าก็เพราะเรายังจะต้องซื้อเรือรบและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ จากประเทศพวกนั้นเรายังไม่มีกำลังพอจะจัดสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวของเราเอง แม้ว่าเราพอจะมีเงินซื้อหามาได้ เขาก็จะเลิกขายให้กับเรา ในเมื่อเขารู้ว่าเรากำลังติดเขี้ยวติดเล็บจนเกินฐานะ ในภายภาคหน้าเห็นจะมีอาวุธที่สำคัญสำหรับเราอย่างเดียวก็คือ ปากของเราและใจของเราให้เพรียบพร้อมไปด้วยเหตุผลและเชาวน์ไหวพริบ ก็เห็นพอจะเป็นทางป้องกันตัวเราได้" (มอฟแฟ็ท 2520 : 33)

     นโยบายต่างประเทศของพระองค์ ให้ความสำคัญแก่ประเทศทางตะวันตกที่เป็นมหาอำนาจ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในรัชกาลนี้ ประเทศไทยได้ทำสัญญากับนานาประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในบ้านเมือง ผลที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญา ก่อให้เกิดข้อดีและข้อเสียที่ตามมาในภายหลัง แต่เมื่อคำนึงถึงภัยที่จะเกิดในขณะนั้น ต้องนับว่าการตัดสินพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นสมควรอย่างยิ่งแล้ว (กระทรวงศึกษาธิการ 2527 : 97)

     การที่ประเทศไทยต้องติดต่อทำสัญญากับชาติมหาอำนาจ ทำให้พระองค์ต้องทรงระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับประเทศที่ทำสนธิสัญญา พระองค์ทรงใช้นโยบายไม่ผูกมัดกับมหาอำนาจชาติเดียว แต่จะทรงใช้การถ่วงดุลย์กับประเทศมหาอำนาจหนึ่ง โดยมีสัมพันธภาพ กับประเทศมหาอำนาจอื่นด้วย (ผูกมิตรกับมหา อำนาจหนึ่งไว้คอนมหาอำนาจอื่น)

     สัญญากับนานาประเทศที่กล่าวถึงนั้น เริ่มจากสัญญาเบาริงซึ่งทำกับรัฐบาลอังกฤษ ต่อมาทำกับสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน นอรเว เบลเยี่ยม และอิตาลี ตามลำดับ การทำสัญญาเบาริงนี้ มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก เพราะเป็นการเปิดประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนประเทศใกล้เคียงที่ปิดประเทศ ไม่ยอมติดต่อกับต่างชาติ จนเกิดการใช้กำลังบังคับ พระองค์ทรงตระหนักว่า การสงครามได้พัฒนาขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในสงครามมีความสำคัญมากกว่าแม่ทัพ โดยทรงยกตัวอย่างสงครามอังกฤษกับพม่า ซึ่งในที่สุดพม่าก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2527 : 97) ความว่า

     "... แลฟังข่าวดูได้ยินว่า พวกเมืองอังวะเมื่อได้ยินว่า ในทัพอังกฤษเกิดความไข้มากลงรากชุมก็ดีใจ ว่าเทวดาช่วยข้างพม่า ฤาเมื่อแอดมิราลออสเตอร์แม่ทัพเรือผู้ใหญ่ในอังกฤษมาป่วยตายลงที่เมืองปรอน เห็นเรืออังกฤษทุกลำชักธงกึ่งเสาเศร้าโศรก คำนับกันตามธรรมเนียมเขา ก็ดีใจว่าแม่ทัพอังกฤษตายเสียแล้ว เห็นจะไม่มีใครบัญชาการ จะกลับเป็นคุณข้างพม่าฟังดูมีแต่การโง่ ๆ บ้า ๆ ทั้งนั้น เมื่อรบครั้งก่อนพม่าคอยสู้อังกฤษอยู่ได้แต่คุมเหงคุมเหงหลายวัน ครั้งนี้ไม่ได้ยินสักแห่งหนึ่งว่าพม่าต่อสู้อังกฤษอยู่ได้ช้าจนห้าชั่วโมง เลย..."

     พระองค์ทรงทราบดีว่า ประเทศไทยควรจะกำหนดแนวทางบริหารประเทศในรูปแบบใด จึงทรงดำเนินนโยบายเป็นไมตรี ด้วยท่วงทำนองถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพราะการแข็งขืนไม่เป็นประโยชน์อันใด และอาจเกิดสงครามขึ้นได้ ซึ่งไม่แน่ว่าประเทศไทยจะเป็นฝ่ายชนะ ในเมื่อข้อสำคัญที่ต่างประเทศต้องการ คือ ค้าขายก็ทรงเปิดให้มีการค้าขายโดยสะดวก ปัญหาอื่น ๆ ก็พลอยระงับไป ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะรักษาความสัมพันธ์กับนานาประเทศเป็นเมืองหน้า ทรงรับเป็นไมตรีทำหนังสือสัญญากับชาติฝรั่ง สัญญาในครั้งนั้น ได้ทำในนามของพระเจ้าแผ่นดินและประธานาธิบดี ผู้ปกครองประเทศนั้น ๆ เป็นความเสมอภาค ทรงใช้นโยบายการทูตเป็นเครื่องต่อรองความสำเร็จ และเมื่อไม่อาจใช้นโยบายการทูตเป็นเครื่องต่อรอง พระองค์จำพระทัยยอมเสียผลประโยชน์ตามที่ชาติมหาอำนาจเรียกร้อง การสูญเสียครั้งสำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การเสียดินแดนเขมรส่วนนอกให้แก่ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2406 และ พ.ศ. 2410 พระองค์ทรงยอมเสียขัตติย-มานะ พระเกียรติยศที่ไม่สามารถแสดงแสนยานุภาพปกป้องพระราชอาณาเขต ด้วยสงครามตามแบบพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อน เพื่อแลกกับเอกราชที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด (นฤมล ธีรวัฒน์ 2525 : 277) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทรงอดกลั้นและขมขื่นพระราชหฤทัยมิใช่น้อย

     แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีทางการทูตกับชาติมหาอำนาจตะวันตก แต่พระองค์มิได้ทรงมีความไว้วางพระราชหฤทัยในความเป็นมิตรของประเทศเหล่านี้ หลังจากที่ทรงเห็นว่า ฝรั่งเศสพยายามใช้อิทธิพลช่วงชิงเขมรไปจากไทย โดยอ้างว่าฝรั่งเศสเป็นผู้สืบสิทธิญวนเหนือเขมร เขมรเคยเป็นประเทศราชของญวน ความไม่ไว้วางพระราชหฤทัยในต่างชาติ ทรงแสดงออกได้ชัด เมื่อ พ.ศ. 2401 จากหลักฐานคำประกาศเทพยดาและพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่ามารับพลีกรรม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ม.ป.ป. : 43-46 อ้างถึงใน นฤมล ธีรวัฒน์ 2525 : 285) ความว่า

    "... ชาติใดน้ำใจพาลคิดการหาเหตุจะกระทำย่ำยีบ้านเมืองเขตรแดนสยามประเทศนี้ ขอพระบารมีพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงช่วยปกครองป้องกันซึ่งอันตราย ทั้งทวยเทพเจ้าทั้งหลายซึ่งเคยบริรักษ์พระมหานคร จงช่วยกำจัดหมู่ดัสกรให้อันตรธาน ถ้าคนนอกประเทศที่ทำปากหวาน แต่ใจคิดการจะ เหยียบย่ำข่มขี่พาโลโสคลุมคุมโทษ ทำให้ร่อยหรอประการใดๆ ก็ดี ขอให้ความประสงค์ของพวกคนที่เป็นศัตรูในใจที่นั้น กลับไปเปนโทษแก่พวกนั้นเองอย่าให้สมประสงค์..."

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:33:46 pm »


                                                            




                                 พระปรีชาญาณที่ควรจะกล่าวถึงอีกเรื่องหนี่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือการที่ทรงเป็นนักศึกษาค้นคว้าทั้งทางด้านประวัติ-ศาสตร์และโบราณคดี พระองค์ทรงกล่าวกับเซอร์ จอห์น เบาริง ว่า "ประวัติศาสตร์สมัยโบราณของประเทศไทยยังค่อนข้างมืดมน และเต็มไปด้วยนิยายอันเหลือเชื่อต่าง ๆ" (กริสโวลด์ 2511 : 67) แต่ พระองค์ไม่ทรงยอมให้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป ประวัติศาสตร์สมควรได้รับการสังคายนาเช่นเดียวกับพระไตรปิฎก พระองค์จึงทรงศึกษา ค้นหาวินิจฉัย เปรียบเทียบหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้เป็นหลักฐานต่อ ๆ มาปรากฏว่าพระองค์ทรงพระราช-นิพนธ์บทความวินิจฉัยประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราจึงได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตอนต้นของไทยเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก แม้ว่าบางครั้งพระราชวินิจฉัยของพระองค์จะใช้เป็นแนวทางในปัจจุบันไม่ได้ แต่พระราชวินิจฉัยเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด มุ่งตรงไปยังผลอย่างแน่ชัดและเป็นการเริ่มต้นให้ได้ทราบก่อน ไม่เช่นนั้นเราคงไม่สามารถทราบประวัติศาสตร์ได้ดีถึงทุกวันนี้ (กริสโวลด์ 2511 : 68)

     เมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้แต่งพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานั้น ทรงคำนึงถึงความถูกต้อง มีการตรวจสอบเอกสารจากที่ต่าง ๆ ได้มีพระราชหัตถเลขาขอหนังสือเรื่องคณะเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้มาเจริญทาง พระราชไมตรีใน รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากเซอร์ จอห์น เบาริง (กระทรวงศึกษาธิการ 2527 : 66) ความว่า

    "...เพื่ออนุโลมความคำขอของ ฯพณฯ ท่าน (เซอร์ จอห์น เบาริง : ผู้เขียน) ข้าพเจ้ากับน้องชายของข้าพเจ้า คือกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ผู้มีอำนาจเต็มฝ่ายเราคนหนึ่ง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปรึกษากับฯพณฯท่านในนครนี้เมื่อเดือนเมษายนนั้น กำลังพยายามจะเตรียมแต่งพงศาวดารสยามอันถูกต้อง จำเดิมแต่ตั้งกรุงศรีอยุธยา โบราณราชธานี เมื่อปี ค.ศ. 1350 นั้นกับทั้งในเรื่องพระราชวงศ์ของเรานี้ ก็จะได้กล่าวโดยพิสดาร ยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงมาให้ ฯพณฯ ท่านทราบในคราวนี้ด้วย


     เราได้ลงมือแต่งแล้วเป็นภาษาไทย ในขั้นต้นเราเลือกสรรเอาเหตุการณ์บางอย่าง อันเป็นที่เชื่อถือได้มาจากหนังสือโบราณว่าด้วยกฎหมายไทย และพงศาวดารเขมรหลายฉบับกับทั้งคำบอกเล่าของบุคคลผู้เฒ่าอันเป็นที่นับถือ ได้ซึ่งได้เคยบอกเล่าให้เราฟังนั้นด้วยหนังสือ ซึ่งเราได้ลงมือเตรียมแต่งและแก้ไขอยู่ในบัดนี้ ยังไม่มีข้อความเต็มบริบูรณ์เท่าที่เราจะพึงพอใจ...
     ข้าพเจ้าใคร่จะขอหนังสือ ฯพณฯ ท่านสักเล่ม 1 คือหนังสือเรื่องคณะเอกอัครราชฑูตฝรั่งเศสมาเจริญทางพระราชไมตรีในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์ พระเจ้ากรุงสยามแต่ก่อนนั้น ฉบับหมายเลขที่ 4 ในสมุดซึ่งส่งมาด้วยนี้... ข้าพเจ้าคิดว่าหนังสือเล่มนั้น บางหน้าบางตอนคงจะช่วยให้เราจะแต่งขึ้นใหม่นี้ได้ ในกรุงสยามนี้ก็มีจดหมายเหตุรายการหรือรายละเอียดแต่งขึ้นไว้ นับว่าเป็นจดหมายเหตุของคณะเอกอัครราชฑูต ในเมื่อกลับมาจากฝรั่งเศส แต่สำนวน และข้อความไม่เป็นที่พอใจที่เราจะเชื่อได้ เพราะว่าเป็นการกล่าวเกินความจริงไปมาก กับทั้งขัดต่อความรู้ภูมิศาสตร์ ซึ่งเรารู้อยู่ในเวลานี้ว่าเป็นการเป็นไปที่แท้ที่จริงแห่งโลกนั้นมาก ด้วยผู้แต่งจดหมายเหตุของคณะเอกอัครราชฑูตสยามในครั้งนั้น คงจะคิดว่า ไม่มีใครในกรุงสยามจะได้ไปดูไปเห็นประเทศฝรั่งเศสอีกเลย..."

     พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ได้มีประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวทางโบราณคดีหรือปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาออกมาระหว่าง รัชกาลนี้ แม้ว่าจะมิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยเองแต่พระองค์ได้พระราชทาน พระราชดำริให้จัดทำขึ้น และยังได้ทรงมีรับสั่งให้จัดพิมพ์พระราชพงศาวดารสยาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893 คราวเสียกรุง นอกจากนั้นยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือข้อสังเกตย่อ ๆ เกี่ยวกับพระราชพงศาวดารสยามเป็นภาษาอังกฤษ ข้อสังเกตต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาอันมืดมนในประวัติศาสตร์เก่าแก่ก็ดี โบราณคดีก็ดี หรือขนบธรรมเนียมประเพณีก็ดี เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อนักศึกษาที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเป็นอันมาก ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยจึงได้เจริญแพร่หลาย แม้จนทุกวันนี้ใครจะศึกษา ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของประเทศไทย ก็ยังได้อาศัยพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรง พระราชนิพนธ์ไว้แทบทุกคน (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2514 : 83)

     ในระหว่างที่เสด็จธุดงค์ในปี พ.ศ. 2376 ทรงค้นพบหลักศิลาจารึกที่สุโขทัย นครหลวงโบราณ หลักศิลานี้จารึกด้วยอักษรไทยรุ่นแรกที่สุดเท่าที่ค้นพบ เป็นหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1836 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงค้นพบพระแท่นมนังคศิลาที่พ่อขุนรามคำแหง ทรงใช้เป็นที่ประทับและได้ทรงนำมาไว้ที่กรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันได้ใช้พระแท่นนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทุกครั้ง (ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช : 6-7 อ้างถึงใน มอฟแฟ็ท 2520 : 19)

     ระหว่างเสด็จธุดงค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพิจารณาซากเมืองสุโขทัย ทอดพระเนตรศาสนสถานอันใหญ่โตที่ปรักหักพังอยู่ในป่าต่าง ๆ โบราณสถานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นแบบขอมหรือไทยย่อมมีความหมายต่อประเทศ ถ้าสามารถรู้ถึงความหมายได้ พระองค์ทรงเชิญนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเข้ามาศึกษาซากโบราณสถานเหล่านี้ เพื่อค้นหาความลับในอดีตด้วยการใช้เทคนิคแบบใหม่ สิ่งนี้ นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและได้มีผลยิ่งขึ้นในรัชกาล ต่อ ๆ มา

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:34:48 pm »



                                                              



                 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเริ่มจัดให้มีพิพิธภัณฑสถาน ขึ้นในประเทศไทย จากการรวบรวมวัตถุโบราณที่ทรงพบเก็บสะสมไว้ครั้งแรกจัดแสดงไว้ ที่พระที่ นั่งราชฤดีต่อมาโปรดเกล้า ให้ย้ายไปจัดแสดงที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งได้รับการออกแบบอาคารตามลักษณะพระราชวังในยุโรป พระที่นั่งประพาส พิพิธภัณฑ์หรือรอยัลมิว

                     เซียม คือ พิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจัด แสดงเครื่องมงคลบรรณาการและโบราณวัตถุ จากที่จัดแสดงในประเทศไทยพระองค์ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำสิ่งของไปร่วมจัดแสดงในงานพิพิธภัณฑ์นานาชาติ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และงานพิพิธภัณฑ์นานาชาติ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ส่งศิลปวัตถุโบราณของชาติไปแสดงถึงทวีปยุโรป



                   ใน ด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมในรัชกาลนี้ได้หันความนิยมไปสู่แบบตะวันตกศิลปะช่าง ยุโรปได้แพร่หลายออกสู่วัดและวังเจ้านายจนกล่าวได้ว่า รัชสมัยของรัชกาล ที่ 4 เป็นสมัยแรกของศิลปะตะวันตกในยุครัตนโกสินทร์เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิก ใช้ซุ้มโค้งครึ่งวงกลมและใช้เสาแบบคลาสสิก โปรดให้นำมาประยุกต์ให้กลมกลืนกับของไทย อาทิเช่น
พระที่นั่งไชยชุมพล พระอภิเนาวนิเวศน์ พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกขปราสาท ฯลฯ นอกจากโปรดเกล้าให้สร้างพระอารามขึ้นใหม่ยังทรงปฏิสังขรณ์พระอารามทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด โปรดเกล้าให้สร้างและปฏิสังขรณ์พระพุทธเจดีย์ โปรดเกล้าฯให้ สร้างป้อมขึ้นรอบพระมหาราชวัง ป้อมรอบเขตพระนครชั้นนอกและป้อมรอบพระนครคีรี โปรดเกล้าให้สร้างวัง พระราชวังสำหับเป็นที่ประทับและเสด็จประพาสต่างจังหวัด



                    การ ยอมรับอิทธิพลตะวันตกมาปรับปรุงประเทศมีผลกระทบต่อประติมากรรม ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง เช่นการปั้นรูปภาพราชานุสรณ์แบบเหมือนจริง ช่างประติมากรรมตะวันตกปั้นเลียนแบบจากพระบรมฉายาลักษณ์ จึงปั้นพระบรมรูปทรงพ่วงพีมีกล้ามพระมังสาแบบชาติตะวันตกไม่เหมือนพระองค์ จึงโปรดเกล้าฯให้ช่างไทยทดลองปั้นถวายเลียนแบบพระองค์จริง พระบรมรูปองค์นี้นับเป็นการเปิดศักราชของวงการประติมากรรมไทย โดยการปั้นรูปราชานุสรณ์ แทนการสร้างพระพุทธรูปหรือเทวรูป มาสู่การปั้นราชานุสรณ์แบบเหมือนจริงเช่นปัจจุบัน และถือได้ว่าเป็นการปั้นพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ไทยที่ยังทรงดำรงพระชนม์ อยู่เป็นครั้งแรกในวงการประติมากรรมไทย

                    งานประติมากรรมด้านปั้นหล่อพระพุทธรูปในรัชกาลที่ 4 นิยมปั้นหล่อพระประทานเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก พุทธลักษณะพระพุทธรูปเป็นแบบเฉพาะมีลักษณะโดยรวมใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มาก ขึ้น พระพุทธรูปที่งดงาม ในรัชกาลนี้คือ พระพุทธรูปนิรันตราย พระพุทธสิหิงค์ นอกจากยังมีประติมากรรมที่สำคัญอีกคือ องค์พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูปประทับยืนขนาดเล็ก



                    จิตรกรรม ไทยในสมัยรัชกาลนี้ได้นำวิธีเขียนภาพแบบตะวันตกมาผสมผสานโดยใช้ กฎ เกณฑ์ทัศนียวิทยามีระยะใกล้ - ไกลแสดงความลึกในแบบ 3 มิติ ตลอดจนการจัดองค์ประกอบให้บรรยากาศและสีสันประสานสัมพันธ์กับรูปแบบตัวภาพ เป็นจิตรกรรมไทยแนวใหม่แสดงสักษณะศิลปะแบบอุดมคติและศิลปะแบบเรียลลิสท์ จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลนี้คือ พระอาจารย์อินโข่งหรือขรัวอินโข่ง ผู้นำเอาจิตรกรรมแบบตะวันตกที่เกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบ ผู้คนการแต่งกาย ตึก บ้านเมือง ทิวทัศน์ การใช้สี แสงเงาบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกในระยะและความลึก มาใช้อย่างสอดคล้องกับ เรื่องที่ใช้แสดงออกเกี่ยวกับคติและปริศนาธรรม งานจิตรกรรมลักษณะนี้ศึกษาได้ที่พระ อุโบสถวัดบวรนิเวศน์วิหารหอราชกรมานุสรณ์ หอราชพงศานุสร นอกจากนี้ยังมีงานจิตกรรมอื่น ๆ เช่น ภาพช้าง ตระกูล ต่าง ๆ ในหิมพานต์ที่หอไตรวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ภาพชีวิตชาวบ้านที่พระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา ภาพสาวมอญ จิตรกรรม บนบานหน้าต่างอุโบสถวัดบางน้ำผึ้งนอก พระประแดง


                     ด้านการละคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้หัดละครได้โดยทั่วไปการที่ประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใครก็มีละคร ผู้หญิงได้ การแสดงละครชายจริงหญิงแท้จึงเริ่มมีครั้งแรกในสมัยของพระองค์นี้ เมื่อการละครแพร่หลายเจ้าของละครได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการรับงานละครไว้ มาก พระองค์ทรงตั้งภาษีโขน - ละคร เพื่อให้เจ้าของละครได้ช่วยเหลือแผ่นดินบ้างเรียกว่า "ภาษีโรงละคร" พระองค์พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทพระราชนิพนธ์ไปเล่นละครได้ การเล่นละครได้อย่างเสรีทำให้ละครแพร่หลายเจ้าของละครต่างแสวงหาเรื่องเล่น ละครให้แปลกใหม่กว่าโรงละครอื่นเพื่อดึงดูดลูกค้า จึงทำให้เกิดบทละครขึ้นใหม่เป็น
จำนวนมากวิวัฒนาการละครในรัชกาลนี้กล่าวได้ว่าเฟื่องฟูและนับได้ว่าเป็นยุค ทองของศิลปินที่เป็นผลสืบเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้



                     ใน ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแนวทางของภาษาและหนังสือมีการ เปลี่ยนแปลงภาษาไทยเริ่มได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศเป็นจุดเริ่มต้นการ ปฏิรูปภาษาเข้าสู่ยุคใหม่ของประเทศไทย คำภาษาต่างประเทศเริ่มเข้ามาปะปนกับภาษาไทย แม้ว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญและทรงศึกษาภาษาต่างประเทศ แต่พระองค์ยังทรงฝักใฝ่พระราชหฤทัยในภาษาไทยและทรงกวดขันเรื่องการใช้ถ้อยคำ ที่จะใช้เป็นภาษาเขียนของภาษาไทย ทรงใส่พระทัยในเรื่องการใช้ภาษา ไทยของคนไทยได้พระราชทานพระราชกระแสทักท้วง แนะนำตักเตือนคนทุกระดับชั้นตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ จนถึงราษฎร ในเรื่องการเขียน การอ่าน การพูดและการใช้ภาษาไทย หากเป็นผู้มีความรู้มากจะยิ่งทรงกวดขันเป็นพิเศษ เนื่องจากคนเหล่านี้จะเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น ๆ ต่อไป ผู้ใช้ภาษาไทยผิด ๆ ทรงมีวิธีลงโทษเพื่อให้จดจำได้ เช่น ทรงแช่งไว้ว่าให้ศรีษะคนนั้นล้านเหมือนหลวงตาในวันโกนเป็นนิจนิรันดร์ไป โปรดให้อาลักษณ์ปรับคำละเฟื้อง แม้กระทั่งทรงทำโทษให้ กวาดชานหมากและล้างน้ำหมาก ทั้งในทั้งนอกท้องพระโรงพระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงพยายามดัดแปลงตัวอักษรและวิธีการเขียนหนังสือไทยเพื่อให้เหมือน อักษรของชาวยุโรป คือ สระและพยัญชนะ อยู่บรรทัดเดียวกันเรียงสระไว้หลังพยัญชนะ ตัวอักษรทรงดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขนี้เรียกว่า"อักษรอริยกะ" พระองค์โปรดให้ทดลองใช้กับพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติแต่ไม่เป็นที่นิยม พระอัจฉริยะทางภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นที่ยอมรับทั่ว ไปเพราะตราบทุกวันนี้ หนังสือหลักภาษาไทยยังบรรจุการสอนเรื่องกับ แด่ แต่ ต่อ ซึ่งนำมาจากพระบรมราชาธิบายของพระองค์ท่าน



                        ด้าน วรรณกรรมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไว้มาก มาย พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง พระราชนิพนธ์ร้อยแก้ววรรณกรรมที่สำ คัญคือ ชุมนุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรวบรวมวิชาการ สาขาต่าง ๆ ไว้ 4 หมวด คือหมวดวรรณคดี หมวดโบราณคดี หมวดธรรมคดีและหมวดตำรา พระราชนิพนธ์ร้อยกรองที่สำคัญคือ พระราชนิพนธ์มหาชาติ ได้แก่ กัณฑ์จุลพน กัณฑ์สักรบรรพ กัณฑ์ฉกษัตริย์ กัณฑ์วนปเวสน์ และกัณฑ์มหาพน บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระรามเดินดงพระรามเข้าสวนพิราบ บทเบิกโรงเรื่องพระนารายณ์ปราบนนทุก บทรำเบิกต้นไม้ทองเงิน บทร้อยกรองจอมตรีภพ
บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:35:03 pm »



           เห็น หอนาฬิกา ซึ่งเอนก นาวิกมูล  ตีความจากเรื่องนาฬิกาได้ว่า  ตั้งอยู่หน้าหอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม  ตรงสนามหญ้าหน้าวัดพระแก้ว)  อยู่ระหว่างทิมดาบกับโรงทอง  ข้างบนทำอย่างหลังคาตัด  มีลูกกรง

         ใน หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 กล่าวว่า รัชกาลที่ 4  โปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนราชสีหวิกรม (ต้นสกุล ชุมสาย) คิดแบบ เป็นหอสูง 10 วา มีนาฬิกาทั้ง 4 ด้าน รื้อเสียเมื่อจะสร้างทิมดาบใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5

            ภาพจากหนังสือ  Ein  Welt-und Forschungsreisender  mit  der  Kamera 1844-1920 ภาษาเยอรมัน
รวบรวมผลงานถ่ายภาพของ วิลเฮล์ม  เบอร์เกอร์ (Wilhelm  Burger)  ซึ่งเข้ามาเมืองไทยพร้อมคณะฑูตเมื่อ พ.ศ.2412



             ท้อง พระโรงในรัชกาลที่ 4 ในพระที่นั่งอนันตสมาคม  (รัชกาลที่ 4  ทรงสร้างในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์  หลังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์  รื้อหมดแล้วเมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ 5)

ภาพจากหนังสือ  Ein  Welt-und Forschungsreisender  mit  der  Kamera 1844-1920 ภาษาเยอรมัน
รวบรวมผลงานถ่ายภาพของ วิลเฮล์ม  เบอร์เกอร์ (Wilhelm  Burger)  ซึ่งเข้ามาเมืองไทยพร้อมคณะฑูตเมื่อ พ.ศ.2412



              วัด ประทุมวันในรัชกาลที่ 4   รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างพร้อม ๆ กับที่ให้สร้างสระบัวหรือปทุมวันสำหรับเสด็จประพาส (ปัจจุบันบริเวณสระบัวกลายเป็นศูนย์การค้าเวิลด์เทรด เซนเตอร์หมดแล้ว)


ตึกแถวถนนเจริญกรุงและหอกลอง ถ่ายจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนย  
ตึก แถวถนนเจริญกรุงคือที่เห็นเป็นตึกขาวยาว ๆ มีหน้าต่างเจาะเป็นแถวบริเวณกลางภาพ ถัดไปเป็นหอกลอง  ถนนเจริญกรุงตอนนี้ทำใหม่โดยขยายทางเดิมบ้าง ตัดใหม่บ้างเมื่อ พ.ศ. 2405  เพราะฉะนั้นภาพนี้จึงควรถ่ายหลัง พ.ศ.2405  และก่อน พ.ศ. 2411  ที่รัชกาลที่ 4 สวรรคต


          เรือ พระที่นั่งอนันตนาคราช   รัชกาลที่ 4  ทรงสร้างยาว 46 เมตร กว้าง 2.04 เมตร ศีรษะเป็นรูปนาค 7 เศียร ไม่ระบุปีสร้าง มีในภาพถ่ายที่ จอห์น ทอมสัน ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2408  พบในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


ผู้ดีสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4    
จากหนังสือ SIAM   ของ KARL  DOHRING   เป็นตัวอย่างอันดีที่จะแสดงให้เห็นถึงการไว้ผมปีก มีจอนสองข้างอย่างโบราณ

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal