หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชประวัติ"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์$  (อ่าน 3909 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:35:58 pm »


                                                              




            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่
พระองค์ทรงทราบเป็นอย่างดีว่า การคมนาคมเป็นสิ่งจำเป็นต่อความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการไปมาและการติดต่อค้าขาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนแบบฝรั่งขึ้น เพื่อใช้ในการคมนาคมได้สะดวกต่อการสัญจรไปมาของราษฎร การขนส่งลำเลียงสินค้า และยังเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง ทรงจ้างกรรมกรให้ขุดคลองเพื่อเป็นคลองขนส่งทางน้ำ และราษฎรได้อาศัยน้ำในลำคลองมาใช้ในการเพาะปลูก ตลอดจนเป็นเส้นทางเดินเรือกลไฟ (เรือโดยสาร) และเรือบรรทุกข้าว นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานข้ามคลองเชื่อมกับถนนด้วย

        ในรัชสมัยของพระองค์ ประชากรไทยได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อแรกสร้างพระนครใหม่ ๆ หลายเท่า จากเอกสารที่เขียนโดย เซอร์ จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) ในหนังสือราชอาณาจักรและพลเมืองสยามว่า มีประชากรประมาณ 6 ล้านคน (รอง ศยามานนท์ 2525 : 305) เป็นผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเส้นทางคมนาคม ไม่ว่าทางน้ำหรือทางบก และภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีแบบเบาริง พ.ศ. 2398 เป็นต้นมา สถานกงสุลต่าง ๆ ส่วนมากจะตั้งอยู่ใกล้หรือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีการติดต่อหรือเดินทางสัญจร ไปมาระหว่างคนต่างชาติกับคนไทย ประกอบกับพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของ การคมนาคม จึงได้มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองขึ้น ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ 2504 : 70 อ้างถึงใน รอง ศยามานนท์ 2525 : 308) ความว่า

    "... ทุกวันนี้บ้านเมืองเจริญขึ้น ผู้คนก็มากกว่าเมื่อแรกสร้างกรุงเก่า ควรที่จะขยายพระนครออกไปให้ใหญ่กว้างขวาง อีกชั้นหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง เจ้าหมื่นไวยวรนารถเป็นกงสี จ้างจีนขุดคลองคูพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง ปากคลองข้างทิศใต้ออกไปริมวัดแก้วฟ้า ปากคลองข้างทิศเหนือออกไปริมวัดเทวราชกุญชร เป็นแนวขนานกับคลองรอบกรุง ซึ่งขุดไว้ครั้งรัชกาลที่ 1 คลอง กว้าง 10 วา ลึก 6 ศอก ยาว 137 เส้น 10 วา สิ้นค่าใช้จ่าย 391 ชั่ง 13 ตำลึง 1 บาท 1 เฟื้อง..."

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามคลองที่ขุดขึ้นว่า คลองผดุงกรุงเกษม นับเป็นคลองที่สำคัญ เป็นคลองที่ชักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาหล่อเลี้ยงพื้นที่สองฟากคลอง ทำให้เหมาะแก่การทำสวนยิ่งขึ้น และอาณาเขตของกรุงรัตนโกสินทร์ขยายพื้นที่ออกไป มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรือประมาณ 5,552 ไร่ (กรมศิลปากร 2525 : 57) บริเวณระหว่างคลองรอบกรุงกับคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเดิมเป็นที่อยู่นอกเมืองของประชาชน และเป็นย่านการค้าและที่อยู่อาศัยของชาวจีน กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพระนคร อย่างไรก็ดีหลังจากการขุดคลองผดุงกรุงเกษมเสร็จแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอต่อการคมนาคมทางเรือ

     ใน พ.ศ. 2400 กงสุลสหรัฐอเมริกาและกงสุลฝรั่งเศสได้เข้าชื่อรวมกับพ่อค้าชาวต่างประเทศ ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่า "เรือลูกค้าจะขึ้นมาค้าขายถึงกรุงเทพพระมหานครทางไกลนัก หน้าฤดูน้ำ ๆ ก็เชี่ยวแรงนัก กว่าจะขึ้นมาถึงกรุงเทพมหานครได้ก็เสียเวลาหลายวัน จะขอลงไปตั้งห้างซื้อขายใต้ปากคลองพระโขนงตลอดถึงบางนา ขอให้ขุดคลองลัดตั้งแต่บางนามาตลอดคลองผดุงกรุงเกษม" พระองค์ทรงปรึกษาเสนาบดี เสนาบดีต่างเห็นชอบและกราบบังคมทูลว่า "ถ้าชาวยุโรปยกกันลงไปตั้งอยู่ที่บางนาได้ก็จะห่างไกลออกไป ก็มีคุณอย่างหนึ่งด้วยความหยุกหยิกนั้นน้อยลง ถึงจะขุดคลองให้เดินเป็นทางลัดก็ควร" จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยา รวิวงศ์มหาโกษาธิบดี อำนวยการขุดคลอง ตั้งแต่หน้าป้อมผลาญไพรีราบตัดทุ่งวัวลำพองริมคลองผดุงกรุงเกษมฝั่งนอกลงไปถึงคลองพระโขนง และตัดคลองพระโขนงออกไปทะลุแม่น้ำใหญ่ เป็นคลองกว้าง 6 วา ลึก 6 ศอก ยาว 207 เส้น 2 วา 3 ศอก และเอาดินมาถมเป็นถนนขนานไปกับคลอง สิ้นค่าใช้จ่าย 16,633 บาท พระราชทานนามว่า "คลองถนนตรง" เมื่อขุดคลองเสร็จ ชาวต่างประเทศมิได้ย้ายห้างร้านไปอยู่ที่บางนา แต่ประโยชน์ของคลองและถนนตรง ทำให้การเดินทางระหว่างพระนครกับหัวเมืองใกล้เคียงทางตะวันออกสะดวกขึ้น ประชาชนส่วนมากเรียกคลองและถนนนี้ว่า คลองวัวลำพอง ถนนวัวลำพอง ไม่นานก็มีการสร้างสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษม สะพานได้ชื่อว่า สะพานวัวลำพอง ชื่อวัวลำพองนี้ภายหลังเปลี่ยนเรียกเป็น หัวลำโพง (กรมศิลปากร 2525 : 58)

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองมหาสวัสดิ์ เริ่มต้นแต่แม่น้ำเจ้าพระยาที่วัดชัยพฤกษมาลา จังหวัดนนทบุรี ไปทะลุแม่น้ำนครชัยศรี ยาว 684 เส้น สิ้นค่าใช้จ่าย 1101 ชั่ง 10 ตำลึง เมื่อขุดคลองนี้แล้ว โปรดเกล้าฯให้สร้างศาลาที่พักอาศัยริมคลองหนึ่งหลังทุก ๆ ร้อยเส้น ที่ศาลาหลังระหว่างกลางคลอง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ผู้ดำเนินการขุดให้จารึกตำรายารักษาโรคต่าง ๆ ใส่แผ่นกระดานติดไว้เป็นการกุศล คนภายหลังจึงเรียกศาลาหลังนั้นว่า "ศาลายา" เป็นชื่อตำบลและสถานีรถไฟมาจนทุกวันนี้

    ต่อมา พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ (เจ้าภาษีฝิ่น) เอาเงินภาษีฝิ่นขุดคลองตั้งแต่คลองบางกอกใหญ่ริมวัดปากน้ำไปถึงแม่น้ำนครชัยศรี ยาว 620 เส้น กว้าง 7 วา ลึก 5 ศอก สิ้นค่าใช้จ่าย 1,400 ชั่ง ชื่อ "คลองภาษีเจริญ" ในปีเดียวกัน ได้พระราชทานเงิน 400 ชั่ง รวมกับสมุหพระกลาโหมทูลเกล้าฯถวาย อีก 1,000 ชั่ง ให้ขุดคลองตั้งแต่แม่น้ำบางยาวเมืองนครไชยศรีถึงคลองบางนกแขวกเมืองราชบุรี ยาว 840 เส้น กว้าง 6 วา ลึก 6 ศอก คลองนี้มีชื่อว่า "คลองดำเนิน

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:36:51 pm »



                   ถนนสายแรกในเมืองไทย คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลมในเขตชานพระนคร



                       เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ถนนเดิมที่สร้างขึ้นบริเวณพระบรมมหาราชวัง เช่น ถนนพระลาน ถนนสนามไชย ถนนข้างกำแพงด้านตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง ถนนท้ายวังและถนนหน้าวังหน้า ถนนหน้าวังพระศรีสรรเพชญ์ ถนนพระจันทร์ และถนนเสาชิงช้า (รอง ศยามานนท์ 2525 : 310)

                 ถนนเหล่านี้ใช้สัญจรในฤดูแล้ง และกลายเป็นถนนโคลนในฤดูฝน พระองค์ได้ทรงรับคำกราบบังคมทูลอธิบายจากชาวต่างประเทศว่า ในประเทศทางยุโรปนั้น จะสร้างถนนที่สามารถใช้ได้ทุกฤดูกาล โดยใช้อิฐและหินก้อนใหญ่ก้อนเล็กปูเป็นชั้น ๆ ทำให้พระองค์สนพระทัยมาก ประกอบกับกงสุลจากประเทศต่างๆ ได้เข้าชื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานถนนโดยได้กราบบังคมทูลว่า "ชาว ยุโรปเคยขี่รถขี่ม้า เที่ยวตากอากาศ ได้ความสบายไม่มีไข้ เข้ามาอยู่กรุงเทพมหานครไม่มีถนนหนทางที่จะขี่รถขี่ม้าไปเที่ยวพากันเจ็บไข้เนืองๆ" เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบความในหนังสือแล้ว จึงมีพระราชดำริว่า

     "... พวกยุโรปเข้ามาอยู่ในกรุงมากขึ้นทุก ๆ
ปี ด้วยประเทศบ้านเมืองเขามีถนนหนทาง ก็เรียบรื่นสะอาดไปทุกบ้านทุกเมือง บ้านเมืองของเรามีแต่รกเรี้ยว หนทางก็ตรอกซอกเล็กน้อย หนทางใหญ่ก็เปรอะเปื้อนไม่เป็นที่เจริญตา ขายหน้าแก่ชาวนานาประเทศ เขาว่าเข้ามาเป็นการเตือนสติเพื่อจะให้บ้านเมืองงดงามขึ้น... (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ 2504 : 351-352 อ้างถึงใน รอง ศยามานนท์ 2525 : 310-311)


     พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง และพระยาอินทราธิบดีสีหราช รองเมืองเป็นนายงาน สร้างถนนจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ่านสำเพ็ง (ย่านการค้าของชาวจีน) ผ่านบางรัก (ย่านการค้าและที่อยู่อาศัยของชาวตะวันตก) ถึงบางคอแหลม (ถนนตก) แล้วพระราชทานนามว่า "ถนนเจริญกรุง" แต่ประชาชนคนไทยส่วนมาก เรียกว่า ถนนใหม่ และชาวต่างประเทศเรียก New Road

               ถนนเจริญกรุงแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกคือ ถนนเจริญกรุงตอนใน เริ่มถนนที่วัดพระเชตุพนวิมล- มังคลาราม จนถึงสะพานเหล็ก (สะพานดำรงสถิต) กว้าง 4 วา หรือ 8 เมตร ตอนที่สองเรียก ถนนเจริญกรุงตอนนอก เริ่มแต่คลองรอบกรุงจนถึงฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลดาวคนอง กว้าง 5 วา 2 ศอก หรือ 11 เมตร เป็นระยะทาง 25 เส้น 10 วา 3 ศอก ในการสร้างถนนเจริญกรุง พระองค์โปรดให้สร้างตึกแถวชั้นเดียวตลอดสองฟากถนน พระราชทานแก่พระราชโอรสและพระราชธิดา เพื่อเก็บผลประโยชน์จากค่าเช่าตึกแถวร้านค้าของชาวจีน และชาวต่างประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าสองฟากถนนเจริญกรุงมากยิ่งขึ้น

     การสร้างถนนกว้างขนาด 8 เมตรในสมัยนั้นจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าลงทุนเกินความจำเป็น พระองค์จึงได้มีพระราชปรารภเรื่อง ความกว้างของถนน (หนังสือทำเนียบนาม ภาค 4 เรื่องถนนในจังหวัดพระนครและธนบุรี อ้างถึงในกรมศิลปากร 2525 : 59-61) ความว่า

     "...เสมือนหนึ่งสนนเจริญกรุง ฤาจะเอาตามปากชาวเมืองว่า สนนใหม่ชาวต่างประเทศเข้าชื่อกันขอให้ทำขึ้น เพื่อจะใช้ม้า ใช้รถให้สบาย ให้ถูกลมเย็น เส้นสายเหยียดยืดสบายดี ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทยเห็นชอบด้วยจึงได้ยอมทำตามขึ้น ครั้นสร้างขึ้นแล้ว คนใช้ม้าทั้งไทยทั้งชาวต่างประเทศกี่คน ใช้รถอยู่กี่เล่ม ใช้ก็ไม่เต็มสนน ใช้อยู่แต่ข้างหนึ่ง ก็ส่วนสนนอีกข้างหนึ่งก็ทิ้งตั้งเปล่าอยู่ ไม่มีใครเดินม้า เดินรถ เดินเท้า ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทยทำสนนกว้าง เสียค่าจ้างถมดิน ถมทรายเสียเปล่าไม่ใช่ฤา ถ้าจะทำแต่แคบ ๆ พอคนเดินก็จะดี แต่ซึ่งทำใหญ่ไว้นี้ก็เผื่อไว้ว่า เมื่อนานไปภายน่าบ้านเมืองสมบูรณ์ มีผู้คนมากขึ้นรถแลม้าแลคนจะได้คล่องสดวก จึงทำให้ใหญ่ไว้..."

                 จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกล เพราะในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าถนนเจริญกรุงได้คับแคบลงเสียแล้ว พร้อม ๆ กับการสร้างถนนเจริญกรุง และการขุดคลองผดุงกรุงเกษม จึงโปรดเกล้าฯ ให้เอาดินที่ขุดขึ้นมาถมทำเป็นถนนพระรามที่ 4 และเอาดินที่ขุดจากคลองบางขวางตั้งแต่บางรักจนถึงศาลาแดง ทำถนน ซึ่งต่อมามีฝรั่งตั้งโรงสีลมขึ้น จึงได้ชื่อว่า ถนนสีลม จนถึงปัจจุบัน

               นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรของชาวพระนคร พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการปรับปรุงถนนเก่าให้เป็นถนนทันสมัย เริ่มตั้งแต่สนามไชยไปถึงประตูเมืองที่สำราญราษฎร์ ตรงออกประตูวัดสระเกศ รถม้าวิ่งสวนกันได้สบาย ถนนนี้ยาว 29 เส้นเศษ และพระราชทานนามว่า "ถนนบำรุงเมือง"

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนอีกสายหนึ่ง คือ "ถนนเฟื่องนคร" เริ่มจากกำแพงเมืองด้านใต้ (ใต้ปากคลองตลาด) ย่านบ้านหม้อ บ้านญวน ตัดกับถนนเจริญกรุงเป็นสี่แพร่ง เรียกว่า สี่กั๊กพระยาศรีและตัดกับถนนบำรุงเมืองเป็นสี่แพร่ง เรียกว่า สี่กั๊กเสาชิงช้า ผ่านวัดมหรรณพาราม โรงเลี้ยงวัว สวนหลวง ไปจรดกำแพงเมืองด้านเหนือที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อสร้างถนนเสร็จ เจ้าของที่ดินริมถนนก็สร้างตึกแถว ห้องแถว ให้เช่าหรือค้าขาย เพราะเป็นถนนที่สำคัญ มีผู้สัญจรไปมามากมาย (กรมศิลปากร 2525 : 61-62)


ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย

       ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2445 โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรก ในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2396 แต่เรียกว่า “หมาย” ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตรา พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:37:43 pm »





                หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (รอง ศยา มานนท์ 2525 : 312) ระบุไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บอกบุญสร้างสะพานไปยังบุคคลต่าง ๆ "การทำถนนแล้ว ยังไม่มีสะพาน ได้บอกบุญ ขุนนาง เจ๊สัว ตามแต่ผู้ใดจะศรัทธา รับทำสะพานข้ามคลองที่ตรงถนนใหม่ข้าม" ปรากฏว่ามีผู้ทรงรับและรับสร้างสะพานฉลองพระเดชพระคุณอยู่หลายท่าน เช่น

     สะพานหัน สร้างสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นสะพานที่ทอดข้ามให้คนเดิน เป็นสะพานหันได้หรือสะพานที่เลื่อนได้ จนมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อสะพานไม้เดิม แล้วสร้างเป็นสะพานโครงเหล็กและสองข้างริมทางเดินสร้างเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ด ทำคล้ายสะพานริอัลโต ที่เมืองเวนิช หรือสะพานเวคคิโอที่เมืองฟลอเรนซ์ ในประเทศอิตาลี (ที่ระลึกภาพประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 2525 : 438-439)

     สะพานดำรงสถิต (สะพานเหล็กบน) ของพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร
     สะพานพิทยเสถียร (สะพานเหล็กล่าง) เป็นสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษมริมป้อมปิดปัจจนึกของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
     สะพานข้ามปลายคลองบางรัก ของเจ้าพระยาพลเทพ (หลง)
     สะพานข้ามคลองวัดยานนาวาข้างเหนือ ของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (จ๋อง)
     สะพานข้ามคลองวัดลาว (วัดสุทธิวราราม) ของหลวงไมตรีวานิช
     สะพานข้ามคลองวัดใหม่
     สะพานข้ามคลองวัดสามจีน
     สะพานข้ามคลองบางขวาง
     สะพานตรงหลังบ้านกงสุลอังกฤษ



           พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ เจ้าหน้าที่อังกฤษสร้างสายโทรเลข จากประเทศพม่าผ่านประเทศไทยลงไปยังสิงคโปร์ ยาว 950 ไมล์ เป็นการเริ่มแรกของการวางสายการสื่อสารกับ ต่างประเทศ



     - http://www.kingmongkut.com
     - http://www.kmitl.ac.th
     - http://www.banfun.com/thai/thai-king04.html
     - http://www.scisoc.or.th/father.html
     - http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=7596
     - http://siweb.dss.go.th/Scientist/King_rama4_P1.html

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:38:19 pm »


สุริยุปราคา (Solar Eclipse)


            บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล จะมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การตกของดวงดาวและอุกกาบาต ไปจนถึงการมาเยือนของดาวหางแต่ละดวงแต่ปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์ที่เกิด ขึ้นในท้องฟ้าที่มีดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยที่จู่ๆก็มีเงาดำเคลื่อนเข้าไปทับดวงอาทิตย์ บังแสงสว่างที่สาดส่องลงมาให้หมดไปในชั่วเวลาที่ไม่นาน จนที่สุดเราจะเห็นแต่เงามืดซึ่งมีขอบเป็นแสงสว่างประกายเจิดจ้าเป็นวงกลมลอย อยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด ยามนี้จะเห็นดาวปรากฏขึ้นในท้องฟ้าเพียงบางส่วน นกที่เคยออกหากินในเวลากลางคืนจะตื่นบินออกจากรังด้วยเข้าใจว่าถึงเวลาหากิน ตอนนี้ดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์ได้หายไปจากท้องฟ้าชั่วขณะหนึ่ง

          ตรงตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่นั้น เราจะมองเห็นรูปกลมสีดำสนิทมีรังสีทรงกลดโดยรอบปรากฏอยู่แทนที่ เงาสีดำสนิทนั้นคือดวงจันทร์ และรังสีทรงกลดที่งดงามนั้นคือรังสีขอบนอกของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์โคจรเข้าไปบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก เราเรียกว่า สุริยุปราคา (Solar Eclipse หรือ Eclipses of sun)

สาเหตุการเกิดสุริยุปราคา

              สุริยุปราคาเกิดจากการที่ดวงจันทร์ โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาพื้นโลก ทำให้พื้นที่บนโลกบริเวณใต้เงาของดวงจันทร์มืดลง เรียกกันง่ายๆว่า สุริยุปราคา คือการที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่มาบังดวงอาทิตย์นั้นเอง จะเกิดเมื่อ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน บนพื้นระนาบ (พื้นราบ) เดียวกัน โดยดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์


ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก  และดวงจันทร์  ขณะเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคา

สุริยุปราคามีกี่ประเภท

          ลักษณะเงาของดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์เป็นวัตถุทึบแสงและมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก เมื่อมันโคจรมาบังแสงจากดวงอาทิตย์ก็จะทำให้เกิดเงา 2 ลักษณะคือ เงามืด (Umbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึงผู้ที่อยู่ใต้เงามืดจะเห็นดวง จันทร์บังดวงอาทิตย์มืดไปทั้งดวงก็จะเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง และ เงามัว (Penumbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่งออกไปถึงได้บ้าง ผู้ที่อยู่ใต้เงามัวจะเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ก็จะเห็นสุริยุปราคาบางส่วน แต่ถ้าดวงจันทร์อยู่ไกลโลกมากกว่าปกติเงามืดจะทอดไปไม่ถึงโลก คงมีแต่เงามัวเท่านั้น ดวงจันทร์จึงบังดวงอาทิตย์ไม่มิด คนที่อยู่ใต้เงามัวส่วนในจะเห็นดวงอาทิตย์เป็น รูปวงแหวน มีดวงจันทร์อยู่กลาง ก็จะเห็นสุริยุปราคาเป็นรูปวงแหวน ซึ่งเราแบ่งสุริยุปราคาออกตามลักษณะการเกิดได้ 3 ประเภท คือ


         1. ถ้าเงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เห็นมืดเป็นบางส่วน จะเรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse)


          2. ถ้าดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง ซึ่งจะเกิดให้เราได้เห็นไม่บ่อยนัก และเกิดให้เห็นในระยะอันสั้น เราเรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipse) โอกาสที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงให้เห็นได้นานที่สุดเท่าที่มีมา ไม่เคยถึง 8 นาทีเลยสักครั้งเดียว


         3. ถ้าดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เฉพาะตรงกลาง ทำให้เกิดขอบแสงสว่างปรากฏออกโดยรอบดุจมีวงแหวนล้อมรอบ ก็เรียกว่า สุริยุปราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse)

          ปรากฏการทั้งสามอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในตอนกลางวันของแรม 14-15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ปรากฏการณ์ของสุริยุปราคานั้น เห็นได้ในบางส่วนของโลก และสุริยุปราคาเต็มดวงมีระยะการเห็นได้กว้างไม่เกิน 167 ไมล์ ซึ่งเป็นเขตให้เงาดำสนิทเคลื่อนผ่านไป แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่นอกเขตเงาดำสนิท ก็จะเห็นปรากฏการณ์ของสุริยุปราคาด้วยเหมือนกัน หากไม่เห็นเต็มดวง คงเห็นเพียงบางส่วนเท่านั้นและอาณาบริเวณที่เห็นได้บางส่วนนี้มีความกว้าง ยิ่งกว่าที่เห็นเต็มดวง
บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:38:50 pm »


สุริยุปราคา (Solar Eclipse)


            บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล จะมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การตกของดวงดาวและอุกกาบาต ไปจนถึงการมาเยือนของดาวหางแต่ละดวงแต่ปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์ที่เกิด ขึ้นในท้องฟ้าที่มีดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยที่จู่ๆก็มีเงาดำเคลื่อนเข้าไปทับดวงอาทิตย์ บังแสงสว่างที่สาดส่องลงมาให้หมดไปในชั่วเวลาที่ไม่นาน จนที่สุดเราจะเห็นแต่เงามืดซึ่งมีขอบเป็นแสงสว่างประกายเจิดจ้าเป็นวงกลมลอย อยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด ยามนี้จะเห็นดาวปรากฏขึ้นในท้องฟ้าเพียงบางส่วน นกที่เคยออกหากินในเวลากลางคืนจะตื่นบินออกจากรังด้วยเข้าใจว่าถึงเวลาหากิน ตอนนี้ดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์ได้หายไปจากท้องฟ้าชั่วขณะหนึ่ง

          ตรงตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่นั้น เราจะมองเห็นรูปกลมสีดำสนิทมีรังสีทรงกลดโดยรอบปรากฏอยู่แทนที่ เงาสีดำสนิทนั้นคือดวงจันทร์ และรังสีทรงกลดที่งดงามนั้นคือรังสีขอบนอกของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์โคจรเข้าไปบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก เราเรียกว่า สุริยุปราคา (Solar Eclipse หรือ Eclipses of sun)

สาเหตุการเกิดสุริยุปราคา

              สุริยุปราคาเกิดจากการที่ดวงจันทร์ โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาพื้นโลก ทำให้พื้นที่บนโลกบริเวณใต้เงาของดวงจันทร์มืดลง เรียกกันง่ายๆว่า สุริยุปราคา คือการที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่มาบังดวงอาทิตย์นั้นเอง จะเกิดเมื่อ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน บนพื้นระนาบ (พื้นราบ) เดียวกัน โดยดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์


ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก  และดวงจันทร์  ขณะเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคา

สุริยุปราคามีกี่ประเภท

          ลักษณะเงาของดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์เป็นวัตถุทึบแสงและมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก เมื่อมันโคจรมาบังแสงจากดวงอาทิตย์ก็จะทำให้เกิดเงา 2 ลักษณะคือ เงามืด (Umbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึงผู้ที่อยู่ใต้เงามืดจะเห็นดวง จันทร์บังดวงอาทิตย์มืดไปทั้งดวงก็จะเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง และ เงามัว (Penumbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่งออกไปถึงได้บ้าง ผู้ที่อยู่ใต้เงามัวจะเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ก็จะเห็นสุริยุปราคาบางส่วน แต่ถ้าดวงจันทร์อยู่ไกลโลกมากกว่าปกติเงามืดจะทอดไปไม่ถึงโลก คงมีแต่เงามัวเท่านั้น ดวงจันทร์จึงบังดวงอาทิตย์ไม่มิด คนที่อยู่ใต้เงามัวส่วนในจะเห็นดวงอาทิตย์เป็น รูปวงแหวน มีดวงจันทร์อยู่กลาง ก็จะเห็นสุริยุปราคาเป็นรูปวงแหวน ซึ่งเราแบ่งสุริยุปราคาออกตามลักษณะการเกิดได้ 3 ประเภท คือ


         1. ถ้าเงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เห็นมืดเป็นบางส่วน จะเรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse)


          2. ถ้าดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง ซึ่งจะเกิดให้เราได้เห็นไม่บ่อยนัก และเกิดให้เห็นในระยะอันสั้น เราเรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipse) โอกาสที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงให้เห็นได้นานที่สุดเท่าที่มีมา ไม่เคยถึง 8 นาทีเลยสักครั้งเดียว


         3. ถ้าดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เฉพาะตรงกลาง ทำให้เกิดขอบแสงสว่างปรากฏออกโดยรอบดุจมีวงแหวนล้อมรอบ ก็เรียกว่า สุริยุปราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse)

          ปรากฏการทั้งสามอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในตอนกลางวันของแรม 14-15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ปรากฏการณ์ของสุริยุปราคานั้น เห็นได้ในบางส่วนของโลก และสุริยุปราคาเต็มดวงมีระยะการเห็นได้กว้างไม่เกิน 167 ไมล์ ซึ่งเป็นเขตให้เงาดำสนิทเคลื่อนผ่านไป แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่นอกเขตเงาดำสนิท ก็จะเห็นปรากฏการณ์ของสุริยุปราคาด้วยเหมือนกัน หากไม่เห็นเต็มดวง คงเห็นเพียงบางส่วนเท่านั้นและอาณาบริเวณที่เห็นได้บางส่วนนี้มีความกว้าง ยิ่งกว่าที่เห็นเต็มดวง

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:39:36 pm »


ปรากฏการณ์ที่เกิดจากสุริยุปราคา

          ก่อนที่ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง แสงของดวงอาทิตย์ส่วนที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยนั้น จะทำปฏิกิริยากับพื้นผิวของดวงจันทร์เกิดเป็นประกายแวววาวในรูปแบบต่างๆคือ

                 1. ปรากฏการณ์ลูกปัดเบลีย์ (Baily's Beads) จะเกิดก่อนที่ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง แสงของดวงอาทิตย์ส่วนที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยนั้นจะส่องลอดผ่านบริเวณที่ ลุ่ม ที่ต่ำ หุบเขา หุบเหวลึกบนพื้นผิวดวงจันทร์อันขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ปรากฏเป็นประกายแวววาวเหมือนลูกปัดสีสวยสดใสที่เรียงร้อยกันล้อมรอบดวง จันทร์สวยงามมากเราเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า ปรากฏการณ์ลูกปัดเบลีย์ เพื่อให้เป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ คือ ฟรานซิสเบลีย์ (Francis Baily) ซึ่งเป็นผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างถูกต้องเป็นคนแรก เมื่อเกิดสุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2379  



ปรากฎการณ์ลูกปัดเบลีย์ อันสวยงาม

                2. ปรากฏการณ์แถบเงา (Shadow Bands) จะเกิดก่อนดวงอาทิตย์มืดหมดดวง ซึ่งดวงอาทิตย์จะปรากฏเป็นเสี้ยวเล็กมากๆ บรรยากาศของโลกจะส่งผลให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมาจากเสี้ยวเล็กๆ นั้นมีการกระเพื่อม ซึ่งช่วงนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเป็นริ้วเป็นแถบของการกระเพื่อมของแสงอัน เนื่องมาจากบรรยากาศของโลกรบกวน เป็นแถบเงารูปคลื่นสีดำซึ่งจะทอดเป็นริ้วๆทั่วไป เหมือนแสงสะท้อนจากผิวน้ำที่สะท้อนขึ้นไปบนเรือดูแปลกตามาก จะเห็นได้ชัดเจนหากปูพื้นด้วยผ้าสีขาวกลางแจ้ง ผู้สังเกตพบเป็นคนแรก คือ เอช. โกลด์ชมิดท์ เมื่อ พ.ศ. 2363 ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะบรรยากาศโลก ไม่ได้เกี่ยวกับดวงจันทร์

                3. ปรากฏการณ์แหวนเพชร (The diamond ring effect) จะเกิดขึ้นเมื่อลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลอดผ่านหลุมอุกกาบาตใหญ่บนดวง จันทร์ลงมา ซึ่งจะเกิดก่อนและหลังการบังมืดหมดดวงประมาณ 10 วินาที ปรากฏการณ์เป็นดวงสว่างจ้าอยู่เพียงดวงเดียวบนขอบเสี้ยวของดวงอาทิตย์ที่ กำลังจะลับไป เป็นรูปคล้ายแหวนเพชรส่องประกายสวยงามมาก



ภาพขณะเกิดปรากฎการณ์แหวนเพชร (The  diamond ring effect)


การดูสุริยุปราคาให้ปลอดภัย

           ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสายตาของเรา คืออาจจะทำให้ตาบอดได้ (เว้นแต่เมื่อเกิดสริยุปราคาเต็มดวงในช่วงที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มืดสนิท จริงๆ แล้วเท่านั้นจึงจะมองด้วยตาเปล่าได้)

           วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการมองดูดวงอาทิตย์ในขณะเกิดสุริยุปราคาก็คือ การมองผ่านแผ่นกรองแสง ซึ่งใช้กับกล้องดูดาวหรือกล้องส่องทางไกล เมื่อซื้อมาใช้ควรตรวจดูว่ามีรูรั่วให้แสงลอดผ่านบ้างหรือไม่ นอกจากนี้ไม่ควรใช้ฟิล์มถ่ายรูปใช้แล้ว แว่นกันแดด กระจกรมควัน แผ่นฟิล์มกรองแสงสีดำที่ใช้ติดกระจกรถยนต์แม้จะมีสีดำสนิทก็ตาม เพราะแม้มันจะลดความเข้มของแสงอาทิตย์ลง คือสามารถมองผ่านดวงอาทิตย์ได้โดยไม่แสบตา แต่มันไม่ได้สกัดกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรดให้ได้มากนัก จึงถือว่ายังไม่ปลอดภัยต่อสายตา อาจทำให้เราเป็นต้อกระจกได้ในอนาคต แต่ในกรณีที่หาแผ่นกรองแสงไม่ได้จริงๆ จะใช้กระจกรมควัน (เปลวเทียน) ให้ดำสนิทก็ได้ แต่ให้ดูเพียงช่วงสั้นๆ อย่าส่องนานเกินไป หรือจะใช้ฟิล์มถ่ายรูปขาวดำที่โดนแสงแดดแล้วนำไปผ่านกระบวนการล้างในร้าน ถ่ายรูปจะได้ฟิล์มสีดำ ตัดฟิล์มสีดำนี้ 2 แผ่นประกบกัน แล้วหุ้มด้วยแผ่นกระจกใส จะได้แผ่นกรองแสงอาทิตย์ที่ปลอดภัย

          การมองผ่านแว่นตาส่องดูดวงอาทิตย์ขณะเกิดสุริยุปราคา (Eclipse Glasses) หรือ แว่นตากันแสงสุริยุปราคา (Eclipse Goggles) ที่มีจำหน่าย ก็ขอให้ทดสอบดูว่า สามารถกรองความเข้มของแสงได้ 99.999% และต้องผ่านการทดสอบแล้วว่าป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรดได้ 100% จึงจะนับว่าปลอดภัย

          แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือ การดูโดยทางอ้อม คือการดูบนฉาก โดยอาศัยกล้องชนิดต่างๆ เช่น กล้องรูเข็ม กล้อง 2 ตา และกล้องโทรทรรศน์ เป็นต้น

 - กล้องรูเข็ม มีวิธีทำแบบง่ายๆ โดยใช้ท่อกระดาษแข็งหรือท่อพีวีซี. มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 7 เซนติเมตรขึ้นไป ยาวประมาณ 1 เมตร ใช้แผ่นไม้อัดบางๆ หรือกระดาษแข็งปิดปลายทั้งสองข้าง ด้านหนึ่งเจาะรูเท่าเข็มตรงจุดศูนย์กลางอีกด้านหนึ่งใช้เลื่อยเฉือนปลายท่อ ให้เป็นรูเฉียงออก แล้วใช้กระดาษสีขาวปิดทับด้านในของแผ่นปิดปากท่อ จะกลายเป็นฉากรองรับภาพดวงอาทิตย์ขณะเกิดสุริยุปราคาได้ โดยหันด้านรูเข็มไปทางดวงอาทิตย์ โดยยืนหันหลังให้ดวงอาทิตย์ปรับท่อจนกระทั่งภาพดวงอาทิตย์หรือสุริยุปราคา ปรากฏบนฉาก

         ส่วนการดูอีกแบบหนึ่งที่เรียกกันว่าดูด้วย กล้องรูเข็มธรรมชาติ คือการดูภาพใต้ต้นไม้ที่มีใบดกหนาเป็นตัวปิดกั้นแสง ให้แสงลอดจากใบไม้เหล่านั้นลงมาสู่พื้นดิน จะเห็นตะวันเสี้ยวเต็มไปหมด หรือจะเอากระดาษไปวางรองเป็นฉากก็ได้  



แว่นตากันแสงสุริยุปราคา (Eclipse Gogggles)

              - กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) การใช้กล้องโทรทรรศน์ หรือกล้องดูดาวส่องดูพระอาทิตย์ ต้องไม่ส่องดวงอาทิตย์โดยตรงจากกล้องโทรทรรศน์ เพราะกล้องจะขยายแสงแรงมาก ต้องดูภาพบนฉากหรือใช้แผ่นกรองแสงอาทิตย์ (Solar Filter) ที่เขาสร้างหรือทำไว้โดยเฉพาะเท่านั้นเอามา สวมครอบหน้าเลนส์ไว้ และควรเน้นให้ใช้แบบครอบปิดหน้ากล้อง ไม่ควรใช้แบบปิดครอบเลนส์ตาเพราะอยู่ใกล้ตามากอาจแตกได้เมื่อโดนความร้อน จากดวงอาทิตย์แรงๆ ซึ่งถ้าเกิดแตก แสงอาจจะพุ่งเข้าตาเราอาจทำให้ตาบอดได้ และการติดแผ่นกรองแสงครอบเลนส์หน้ากล้องก็ต้องติดตั้งให้มั่นคงไม่ให้หลุด ร่วงง่าย

               -  กล้องสองตา (Binoculars) กล้องสองตาเป็นกล้องที่มีกำลังขยายต่ำ แต่ให้ภาพหัวตั้งเหมือนของจริงเหมาะสำหรับใช้ส่องดูนก ดูกีฬา และก็ใช้ดูดาวได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะดาวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า การใช้กล้องสองตาส่องดูพระอาทิตย์ หรือสุริยุปราคา ต้องมีความระมัดระวังมากเพราะดูตรงๆ อาจทำให้ตาเสียได้จะต้องเอาภาพดวงอาทิตย์ให้ผ่านเลนส์ใกล้ตามาปรากฏบนฉาก เสียก่อน  



กล้องสองตา                         กล้องโทรทรรศน์

               -  การบันทึกภาพด้วยกล้องถ่ายรูป เราสามารถบันทึกภาพสุริยุปราคาได้ด้วยกล้องถ่ายรูป หรือภาพสุริยุปราคาได้ด้วยกล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายวิดีโอได้โดยไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก กล้องถ่ายรูปที่ใช้ถ่ายภาพดวงอาทิตย์ควรเป็นชนิดสะท้อนแสงแบบเลนส์เดี่ยว (slingle Lens Reflex) ไม่ควรใช้กล้องสะดวกใช้หรือที่เรียกกันว่ากล้องปัญญาอ่อน (Compact) เพราะต้องสวมแผ่นกรองแสงอาทิตย์ หรือที่เรียกว่า โซลาร์ฟิลเตอร์ (Solar Fliter) ครอบหน้าเลนส์เพื่อลดความเข้มของแสงจากดวงอาทิตย์ อีกทั้งยังช่วยป้องกันสายตาไว้มิให้เป็นอันตรายจากแสงอันแรงกล้าของดวง อาทิตย์ และควรใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้เกิดความมั่นคงไม่เอียงไปมา

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:40:13 pm »


ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคา

          สุริยุปราคาเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในสมัย โบราณ โดยเฉพาะสุริยุปราคาเต็มดวงเพราะคนในสมัยนั้น ยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดสุริยุปราคาที่แท้จริง การได้เห็นท้องฟ้ามืดมิดไปชั่วขณะทั้งๆ ที่เมื่อครู่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ ต่างก็เกิดความเกรงกลัวคิดว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้าหรือเทพยดาเบื้องบน การปฏิบัติที่แสดงความเคารพบูชาของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น โยมีแนวความคิดและการปฏิบัติแตกต่างกันไปตังอย่างเช่น

          คนจีนในสมัยโบราณคิดว่า สุริยุปราคา หรือจันทรุปราคาเกิดจากมังกรไล่เขมือบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จึงต้องจุดประทัดและตีกลองไล่เพื่อให้มังกรคายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ออกมา

           ส่วนคนไทยในสมัยโบราณ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเกิด "คราส" หรือ "สุริยคราส" (คราส แปลว่า กิน) ก็มีความเชื่อที่เกิดจากเทพองค์หนึ่งชื่อ "ราหู" เกิดความโกรธที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ฟ้องร้องพระอิศวรว่า พระราหูกระทำผิดกฎของสวรรค์ คือแอบไปดื่มน้ำอมฤตที่ทำให้ชีวิตเป็นอมตะ พระอิศวรจึงลงโทษโดยตัดลำตัวราหูออกเป็น 2 ท่อน พระราหูจึงทำการแก้แค้นโดยการไล่ "อม" พระอาทิตย์และพระจันทร์ ดังนั้นเมื่อเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคาครั้งใดผู้คนก็จะช่วยกันตีเกราะ เคาะไม้ ตีปี๊บ หรือส่งเสียงดังๆ เพื่อขับไล่พระราหูให้ปล่อยดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เสีย นอกจากนี้คนไทยในสมัยโบราณยังเชื่ออีกว่า สุริยุปราคานำความโชคไม่ดีหรือลางร้ายมาสู่โลกเช่นเดียวกับการมาของดาวหาง

            ความเชื่อแบบนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานนับร้อยๆ ปีจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าและศึกษาถึงการเกิดปรากฏการณ์นี้ และได้อธิบายให้เห็นว่าสุริยุปราคาและจันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ตามปรกติ และมนุษย์สามารถคำนวนได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาเมื่อใด ที่ไหน และกินเวลานานเพียงใด


ประโยชน์และคุณค่าของการเกิดสุริยุปราคา

          นอกจากการเกิดสุริยุปราคาจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นเต้นแล้ว สุริยุปราคายังมีคุณค่าทางดาราศาสตร์และการศึกษาหาข้อมูลทางด้านฟิสิกส์และ เคมีของดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานใหญ่และเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล เป็นอย่างมาก พอจะรวบรวมประโยชน์และคุณค่าได้ดังนี้คือ

           1. สามารถตรวจสอบสภาพกาลอากาศได้ว่าสุริยุปราคาโดยเฉพาะสุริยุปราคาเต็มดวงมีผล ทางอุตุนิยมวิทยา ใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในบรรยากาศของโลกระดับต่างๆ ตั้งแต่ชั้นไอโอโนสเฟียร์ลงมา

           2. สามารถศึกษาสมบัติบางประการในการกระจายแสงของบรรยากาศของโลก

           3. สามารถศึกษารูปร่างและการแผ่ขยายรูปร่างโคโรนา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กหรือการเกิดจุดดำบนดวงอาทิตย์ เพราะเราจะเห็นโคโรนาได้ชัดเจนต่อเมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเท่านั้น เพราะมันมีแสงอ่อนมาก จนในช่วงเวลาปกติจะไม่มีทางมองเห็นโคโรนาได้ชัด

           4. สามารถตรวจสอบเส้นรุ้ง (Latitude) และเส้นแวง (Longitude) ให้ถูกต้องแท้จริง

          5. สามารถวิเคราะห์ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในบรรยากาศชั้นโครโมสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ได้จากการศึกษาสเปกตรัม ของดวงอาทิตย์ในขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งในอดีตนักดาราศาสตร์ชาวนักกฤษได้ค้นพบธาตุฮีเลียมในดวงอาทิตย์ขณะเกิด สุริยุปราคา เมื่อปี พ.ศ. 2411

          6. ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้มนุษย์สนใจใคร่รู้ในเรื่องของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และอาจก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลกได้ อาทิเช่น การเกิดสุริยุปราคาในปี พ.ศ. 2103 ทำให้เด็กหนุ่มชาวเดนมาร์กคนหนึ่ง เกิดความสนใจดาราศาสตร์อย่างจริงจัง เขาเริ่มบันทึกผลการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์โดยดารตรวจสอบตำแหน่ง ปรากฏการณ์ของดาวเคราะห์บนท้องฟ้า จนเกิดการสร้างเครื่องมือวัดมุม (Quadrant) ซึ่งใช้วัดมุมได้ละเอียดถึงลิปดาเลยทีเดียวหนุ่มผู้นั้นได้กลายมาเป็นนักดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยกลาง คือ ไทโค บราฮี (Tycho Brahe) และแรงบันดาลใจการเกิดสุริยุปราคานี้เอง ยังทำให้เกิดการสร้างหอดูดาวที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นอีกด้วย  


        7. สามารถตรวจสอบการเบนของแสงสว่างในสนามแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวัดตำแหน่งและการกำหนดตำแหน่งของดาวฤกษ์

         8. เมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เราสามารถเห็นดาวฤกษ์ที่สว่างบางดวงได้ เช่น ดาวในกลุ่มแมงป่อง กลุ่มดาวจระเข้ กลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นต้น

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:40:51 pm »


ผลกระทบของการเกิดสุริยุปราคาที่มีต่อโลก

          เนื่องจากการเกิดสุริยุปราคากินเวลาไม่นาน จึงไม่เกิดผลกระทบกับสรรพสิ่งบนโลกมากนัก ยกเว้นบางสิ่งที่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เช่น นกพากันบินกลับรังเพราะคิดว่าเป็นเวลาเย็น ต้นไม้บางชนิดเกิดหุบใบขณะที่แสงอาทิตย์ลับหายไปอย่างกะทันหัน หรือการสังเคราะห์อาหารของพืชใบเขียวที่ต้องอาศัยแสงแดดจากดวงอาทิตย์ก็ต้อง ยุติลง

          ส่วนผลกระทบที่มีต่อตัวเรานั้น นอกจากจะก่อให้เกิดความตื่นเต้นแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะทำให้ตัวเรามีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ อย่างถูกต้องยิ่งขึ้นรู้จักวิเคราะวิจารณ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทั้งในเรื่องของอิทธิพลและความเป็นไปของโลก


การเกิดสุริยุปราคาในประเทศไทย

          ในประเทศไทย การเกิดสุริยุปราคามีขึ้นไม่บ่อยนักแต่เชื่อกันว่ามีสุริยุปราคาที่เกิดขึ้น และเห็นได้ในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกัน เท่าที่มีการบันทึกไว้พออ้างอิงได้ คือ


ภาพวาดสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ทรงเสด็จทอดพระเนตร การเกิดสุริยุปราคา  เมื่อปี พ.ศ. 2231  ณ  พระตำหนักเย็น

-  สุริยุปราคาที่เกิดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 2 ครั้งด้วยกัน ซึ่งพระองค์เสด็จทอดพระเนตรร่วมกับบาทหลวงเยซูอิต ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์และได้นำความรู้ทางดาราศาสตร์สมัย ใหม่เข้ามาเผยแพร่และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในสมัยนั้น ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2228 ซึ่งเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงโดยเสด็จทอดพระเนตรที่เมืองละโว้ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 ซึ่งเป็นสุริยุปราคาบางส่วน สันนิษฐานว่าทรงเสด็จทอดพระเนตร ณ พระตำหนักเย็น ทะเลชุบศรทั้ง 2 ครั้งโดยทอดพระเนตรภาพดวงอาทิตย์บนฉากที่รับภาพจากกล้องโทรทรรศน์ที่บาทหลวง ตั้งถวายให้ทอดพระเนตร

          หลังจากนั้นประเทศไทยก็ว่างจากข่าวคราวการเกิดสุริยุปราคา จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถทางด้านดาราศาสตร์ โดยทรงศึกษาวิชาการด้านนี้ด้วยพระองค์เองจากตำราโหราศาสตร์ไทยและตำรา โหราศาสตร์สากล ที่ทรงสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทรงวัดเส้นรุ้งเส้นแวงด้วยพระองค์เองทรงคำนวณว่าจะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง ที่บ้านคลองลึกตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำ ทั้งๆที่ทรงคำนวนไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี โดยทรงใช้กล้องโทรทรรศน์ส่วนพระองค์ในการทอดพระเนตร ทำให้พระองค์ทรงได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ และทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น "พระบิดาแห่งดาราศาสตร์ไทย" และในวันนี้คือวันที่ 18 สิงหาคม ก็ได้รับการกำหนดให้เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ของทุกปี การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเหตุการณ์หนึ่งทีเดียว



ภาพถ่ายขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ  เมื่อปี  พ.ศ. 2411



พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4
ขณะเสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ



 กล้อง โทรทรรศน์ส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
 ทรงใช้ทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ
 เมื่อพ.ศ.  2411  เป็นกล้องที่นับว่าทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น

           การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นครั้งต่อมาคือในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี พ.ศ. 2418 กินเวลามืดนาน 4 นาที 42 วินาที เห็นได้ชัดที่แหลมเจ้าลาย จังหวัดเพชรบุรี

          ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นสุริยุปราคาเต็มดวง กินเวลามืดนาน 6 นาที เห็นได้ชัดที่อำเภอโพธิ์  จังหวัดปัตตานี

           และในสมัยรัชกาลปัจจุบันเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง  2 ครั้งด้วยกัน  คือ เมื่อวันที่  20 มิถุนายน  พ.ศ.  2498 เห็นได้ชัดที่อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอีกหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ ด้วย กินเวลามืดนาน 6 นาทีและครั้งที่ 2 ซึ่งกินเวลาห่างกันถึง 40 ปี คือ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2538 เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงซึ่งเห็นได้ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทย นานเกือบ 2 นาที โดยจังหวัดที่เห็นได้ชัดเจนและมากอำเภอที่สุด คือจังหวัดนครสวรรค์ ครั้งต่อไปที่ประเทศไทยจะมีโอกาสได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงได้อีก คือ ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2613 หรืออีก 75 ปีข้างหน้า โดยเงามืดจะเคลื่อนผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ



บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:41:25 pm »



โลกเราจะเห็นสุริยุปราคาอีกครั้งเมื่อใด

         มนุษย์ได้เห็นสุริยุปราคาดังนี้

      -วัน ที่ 11 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2542 เป็นสุริยุปราคาเต็มดวง กินเวลานาน 2 นาที 23 วินาที ซึ่งสามารถเห็นได้ทั้งในทวีปยุโรป, ทางตะวันออกกลาง และประเทศอินเดีย แต่ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้เห็น

      - วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2544 จะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง ในทวีปแอตแลนติก, ทวีปอัฟริกา และทางเกาะมาดาคัสการ์ (ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้เห็น)

    - วันที่ 14 ธันวาคม 2544 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน ที่มหาสมุทรแปซิฟิก และแถบอเมริกากลาง (ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้เห็น)

     - วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2545 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน ที่ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนเหนือ (ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้เห็น)

    - วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2545 จะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งจะเห็นได้ในทวีปอัฟริกาใต้ และในทวีปออสเตเลีย (ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้เห็น) จากการคำนวณเฉพาะปีที่จะเกิดในประเทศไทย และคนไทยมีโอกาสได้เห็นเป็นบางส่วน ก็คือ

     - วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 จะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง เห็นได้ชัดเจนในรัฐอลาสกา, กรีนแลนด์, รัสเชีย และจีน กินเวลานาน 2 นาที 27 วินาที

       - วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ชัดที่แถบมหาสมุทรแอตแลนติค, มหาสมุทรอินเดีย กินเวลานาน 7 นาที 56 วินาที

    - วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 จะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง เห็นได้ชัดเจนที่ประเทศอินเดีย, ปากีสถาน, พม่า, จีน และแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ กินเวลา 6 นาที 39 วินาที  

     - วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ชัดที่ทวีปอัฟริกากลาง, มหาสมุทรอินเดีย, ประเทศพม่าและจีน กินเวลานาน 11 นาที 10 วินาที

    - วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559 จะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง เห็นชัดที่มหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิกเหนือ กินเวลานาน 4 นาที 09 วินาที

     - วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ชัดที่ประเทศอินเดีย, มหาสมุทรอินเดียและแถบมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนเหนือ กินเวลานาน 3 นาที 40 วินาที

    - วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน เห็นชัดที่ทวีปอัฟริกากลาง, อินเดีย, จีน และแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ กินเวลานาน 1 นาที 22 วินาที

    - วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565 จะเกิด สุริยุปราคาวงแหวน เห็นชัดที่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ กินเวลานาน 1 นาที 16 วินาที

           ส่วนปีที่จะเกิดสุริยุปราคา และเห็นได้ชัดในประเทศไทยจากการคำนวณ คือใน วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 คือในอีก 42 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นสุริยุปราคาวงแหวนที่เกิดบริเวณมหาสมุทรอินเดีย, ในประเทศไทย, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยจะเห็นได้ชัดเจนทางภาคใต้ของประเทศส่วนสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย จะได้เห็นในอีก 75 ปีข้างหน้า คือในวันที่ 11 เมษายน ปี พ.ศ. 2613

          นักดาราศาสตร์สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเมื่อใด ก็เพราะนักดาราศาสตร์จะคอยติดตามการเคลื่อนที่ของโลกและดวงจันทร์อยู่เสมอ ว่าโลกและดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปอย่างไร และสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์อย่างไรบ้าง

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:42:04 pm »


การคำนวณการเกิดสุริยุปราคาใน รัชกาลที่ 4








บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:42:36 pm »



วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และการเกิดสุริยุปราคา




















บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
คะแนนแทนกำลังใจ: 2597
เหรียญรางวัล:
Good Performพี่ชายที่แสนดีนักจัดรายการAdministator
กระทู้: 1,222
ออฟไลน์ ออฟไลน์
อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2553, 12:43:25 pm »










ขอบคุณ..www.thaigoodview.com

บันทึกการเข้า
imza
คิดดีทำดี  ชีวีมีสุข
♥ สาวภูไทสกลนคร ♥
คะแนนแทนกำลังใจ: 26917
เหรียญรางวัล:
Good PerformTop PosterAdministatorจอมงอแง
กระทู้: 16,653
ออฟไลน์ ออฟไลน์
☺งอแง ขี้อ้อน เอาแต่ใจ แต่ฟังเหตุผล☺
OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 7.0a2 Firefox 7.0a2

trytodream@live.com เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: 18 สิงหาคม 2554, 02:58:04 pm »


น้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย


 
บันทึกการเข้า
imza
ทุกสิ่งอย่างวางไว้เพื่อให้คิดถึงกัน 
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal