หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทนำ นิทานเวตาล  (อ่าน 1191 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« เมื่อ: 02 มิถุนายน 2553, 11:58:26 pm »




นิทานเวตาล => บทนำ

                      เวตาลปัญจวิงศติ เป็นปีศาจชั่วร้ายพวกหนึ่ง ซึ่งหากินอยู่ในสุสาน และสิงสู่อยู่ในศพโดยทั่วไป ว่ากันถึงรูปร่างหน้าตาของเวตาล ในวรรณคดีของอินเดียภาคใต้กล่าวไว้ว่า เวตาลได้รับการเคารพนับถือ ว่าเป็นภูตที่มีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ดูแลประชาชนในท้องถิ่น
ตั้งแต่ที่ราบสูงเด็กข่าน เรื่อยลงมาทางภาคใต้


            เวตาลมักจะปรากฎรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่มือและเท้าหันกลับไปทางด้านหลัง นัยน์ตาเป็นสีลานแกมเขียว มีเส้นผมตั้งชันทั้งศีรษะ มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือหอยสังข์ ขณะเมื่อมาปรากฎตัวจะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีเขียวทั้งชุด นั่งมาบนเสลี่ยงบางคราวก็ขี่ม้า มีภูตบริวารถือคบเพลิงแวดล้อมโดยรอบ และส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง

            รูปเคารพของเวตาลที่ใช้เป็นรูปบูชามักทำด้วยหินทาสีแดง บนส่วนยอดของแท่งหินแกะสลักเป็นรูปหน้าคน

           โอม ขอชัยชนะจงมีแด่พระคเณศ พระผู้ซึ่งขณะฟ้อนรำ ได้ยังปวงดาราให้พรั่งพรูลงจากฟากฟ้า ราวกับสายธารแห่งบุปผามาลัย
ด้วยแรงลมเป่า จากปลายงวงของพระองค์แม้เพียงเล็กน้อย



บทนำ

                    ณ เมืองอุชชยินีนั้น มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "พระเจ้าวิกรมาทิตย์" (ในนิทานเวตาลเรื่องต่อ ๆ ไปจะเรียกว่าพระราชาตริวิกรมเสน) พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน พระองค์ทรงมี กวี นักปราชญ์ อยู่ถึง 9 คน สำหรับแต่งกลอนยอพระเกียรติ ซึ่งในรัชกาลของพระองค์นับได้ว่าเป็นเวลาที่ "วิชา" เจริญรุ่งเรืองมากที่สุด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองของพระองค์ให้ได้รับความสงบสุขเรื่อยมา จนกระทั่งพระองค์ทรงมีพระชนมายุล่วงเข้า 30 พระพรรษา จึงทรงมีพระดำริว่า

     "ภายในบ้านเมืองของเราเวลานี้ ก็นับว่าสงบสุขดี ราษฎร์ไม่ต้องแก่งแย่งที่ทำมาหากินกัน ข้าราชการในสำนักก็รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี เรานั้นมีอายุมากขึ้นทุกวัน ไม่ควรที่จะมานั่งๆนอนๆ อยู่แต่ในวังนี้ เพราะบ้านเมืองในแคว้นใด ที่เราเคยได้ยินแต่ชื่อ มีกิตติศัพท์เลื่องลือ ก็ยังไม่เคยเห็นสักครั้ง เราควรไปดูให้ประจักแก่สายตา
     
     "ทหาร"
     "พระเจ้าค่ะ" ทหารยามได้เข้าเฝ้าตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสขึ้นว่า
     "เจ้าจงไปทูลเชิญ องค์พระภรรตฤราช ให้เสด็จมาพบข้าที่ตำหนักนี้ ทูลพระองค์ไปว่าข้ามีเรื่องจะปรึกษา"
     "พระเจ้าค่ะ" ทหารยามออกไปตามคำสั่ง

พระภรรตฤราช ทรงเป็นพระอนุชาของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ซึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงรัก และไว้พระทัยพระอนุชาองค์นี้ของพระองค์อย่างที่สุด

     พระภรรตฤราช ทรงมีพระชายาองค์หนึ่ง พระนามว่า "สัตยวตี" พระองค์ทรงรักพระชายาองค์นี้มาก ต่อมาภายหลังพระองค์ต้องสูญเสียพระชายาสุดที่รักไป จึงมีแต่ความเศร้าโศกหงอยเหงาเนื่องจากพระองค์เป็นต้นเหตุ กล่าวคือ

     วันหนึ่ง พระภรรตฤราชเสด็จออกไปทรงล่าสัตว์ตามปกติ ระหว่างที่เสด็จผ่านไปนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพิธีการเผาศพพราหมณ์ และพราหมณี ภรรยาของผู้ตายก็ได้กระโดดเข้าสู่กองไฟ เผาร่างของตนไปพร้อมกับศพของสามีอย่างไม่สะทกสะท้าน

     ครั้นพระองค์กลับถึงพระนคร จึงทรงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดกับพระชายาฟัง พลางตรัสสรรเสริญว่า

     "นางช่างมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว จงรักภักดีต่อสามีเป็นที่สุด ช่างประเสริฐแท้"

     "แต่หม่อมฉันไม่เห็นด้วยเพคะ ในเมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว หญิงที่ดีก็จะต้องมีชีวิตอยู่ ต่อสู้กับความทุกข์มากกว่าที่จะตายตามสามี ทำไมนางช่างโง่เขลา ไม่ต่อสู้กับชีวิตเพคะ" พระชายาทูลแย้ง

     วันรุ่งขึ้น พระภรรตฤราช เสด็จออกประพาสป่าล่าสัตว์อีกเช่นเคย และในขณะนั้นพระองค์นึกอยากที่จะลองพระทัยพระชายาว่า จะรักพระองค์มากน้อยเพียงใด จึงตรัสแก่ทหารว่า

     "เจ้าจงนำเอาเสื้อที่ขาดและเปื้อนเลือดของข้า กลับไปถวายพระชายาที่ตำหนัก แล้วบอกว่าข้าถูกเสือกัดตายเสียแล้ว"

     ทหารได้ทำตามรับสั่งทุกประการ ฝ่ายพระชายาสัตยวตีได้ทรงฟังเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับพระสวามี ก็ทรงตกพระทัยสิ้นพระชนม์ทันที และเมื่อพระภรรตฤราชทรงทราบเหตุก็เสียพระทัย ที่ได้สูญเสียพระชายาอันเป็นที่รักไป นับแต่นั้นมาพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน จมอยู่กับความเศร้าหมอง ถึงแม้พระองค์จะทรงมีพระชายาองค์อื่นๆอยู่อีกมากมาย

     ครั้นทหารมาทูลว่า พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พระเชษฐามาทูลเสด็จให้เข้าเฝ้านั้น จึงรีบเสด็จมาทันที

     "ภรรตฤราชน้องรัก ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ในพระนคร เธอจงช่วยเป็นหูเป็นตาปกครองบ้านเมืองแทนพี่จนกว่าจะกลับมาจากธุระ หวังว่าเธอคงจะช่วยพี่ได้"

     "เสด็จพี่เชิญเถอะพระเจ้าค่ะ ขออย่าได้ทรงเป็นห่วงเลย แล้วเสด็จพี่จะเสด็จไปตามลำพังหรือพระเจ้าค่ะ" ภรรตฤราชทูลถาม

     "ขอบใจเธอมากนะที่เป็นห่วงพี่ พี่จะพา "ธรรมธวัช" หลานเจ้าไปด้วย " พระเจ้าวิกรมาทิตย์รับสั่ง

      ดังนั้นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงมอบราชการบ้านเมืองให้พระอนุชาดูแลแทนแล้ว พระองค์กับพระโอรสก็ปลอมองค์เป็นโยคี เสด็จออกจากเมืองเพื่อไปตามหัวเมืองและแคว้นต่างๆ ตามที่ตั้งพระทัยเอาไว้

                เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จออกจากพระราชวังไปแล้ว พระภรรตฤราชก็ทรงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเชษฐา และทรงทำด้วยความเรียบร้อยทุกประการ แต่ในพระทัยนั้นยังคงโศกเศร้า และไม่มีความสุขกายสบายใจ จนบรรดาขุนนางอำมาตย์ ต่างเร้าร้อนใจในพระอาการ จึงปรึกษาหารือกัน อำมาตย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

     "ข้าพเจ้าคิดว่า พวกเราลองทูลเชิญเสด็จประพาสป่าดีไหมล่ะท่าน ความงามและความแปลกตาในป่า อาจทำให้พระองค์คลายความทุกข์ลงได้บ้าง"

     ขุนนางรีบแย้งขึ้นทันทีว่า "ไม่ได้ ไม่ได้แน่ๆ อาจทำให้พระองค์สะเทือนใจขึ้นมาอีกน่ะซิ เรื่องอะไรก็น่าจะรู้ดีกันอยู่แล้ว"

     พลันทุกคนนั่งเงียบ มองหน้ากันไปมา ท่านโหราจึงพูดขึ้นว่า

     "ข้าพเจ้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่งชื่อ "นางสมุททชา" นางมีความสวยงามเป็นเลิศ ฉลาด อ่อนหวาน ข้าพเจ้าจะพาเข้าถวายตัวกับพระองค์ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้พระองค์ทรงคลายทุกข์ได้"

     เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รุ่งเช้าท่านโหราจึงพานางสมุททชาเข้าเฝ้า เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาง ทรงรำพึงว่า

     "ผู้หญิงสาวคนนี้ สวยจริง สวยยิ่งกว่าเทพธิดา"

     พระองค์ทรงหลงรัก และรับเป็นพระชายาองค์ใหม่ทันที และนับแต่นั้นมา พระภรรตฤราชก็กลับเป็นพระภรรตฤราชองค์เดิม มีแต่ความแจ่มใส ไม่อมทุกข์เหมือนดังเก่า

                  ไม่ห่างไกลจากตัวเมือง อุชชยินี มากนัก มีพราหมณ์สองผัวเมียคู่หนึ่ง พราหมณ์ผู้สามีชื่อ "กามินท์" ส่วนนางพราหมณีชื่อ "จันที" ทั้งสองปลูกกระท่อมอาศัยอยู่ มีฐานะยากจนข้นแค้น และในวันหนึ่ง ภรรยาได้ปรึกษากับสามีด้วยใบหน้าที่หม่นหมองว่า

     "ท่านพี่ เราสองคนนี่มันจนจริงๆ เลยนะ แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ยังไม่มี"


     สามีถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน พลางพูดกับภรรยาว่า

     "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เราสองคนมาทำสมาธิด้วยการอดข้าว มันจะได้ไม่หิว เวลาหน้าหนาว เราก็ทำสมาธิลงแช่ในน้ำเย็นก็แล้วกัน ร่างกายจะได้ไม่หนาว ครั้นพอหน้าร้อน เราก็นั่งทำสมาธิเอาไฟมาผิงรอบๆตัวเรา ร่างกายก็จะชินไปเอง และจะได้ไม่ต้องทุกทรมาน"

     เมื่อทั้งสองปรึกษากันเป็นที่ตกลงแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญเพียรสมาธิจนสำเร็จแก่กล้า ทำให้บรรดารุกขเทวดาทั้งหลายพากันหวาดกลัว ร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทวฑูตลงมาจากสวรรค์


เทวฑูต ได้มาปรากฏร่างอยู่ตรงหน้าพราหมณ์กามินท์ พลางพูดว่า

     "ท่านพราหมณ์ องค์อัมรินทร์และเหล่าเทวาทั้งหลาย ต่างรู้สึกชื่นชมในความเพียรของท่านในการทำสมาธิจนเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้านำผลไม้ทิพย์ผลนี้ มามอบให้แก่ท่านเป็นรางวัล และเมื่อท่านกินผลไม้ทิพย์นี้แล้ว ชีวิตท่านจะเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย"

     พราหมณ์กามินท์ดีใจ ยื่นมือไปรับผลไม้ไว้

     ฝ่ายนางพราหมณี ซึ่งได้ยินคำพูดของเทวฑูตที่กล่าวแก่สามีทุกคำ นางจึงคิดว่า ไม่ยุติธรรมกับนางเลย ฉะนั้น...เมื่อนางเห็นสามีกำลังจะกินผลไม้ นางจึงร้องค้านออกไปว่า

     "หยุดก่อน!!! ท่านพี่ ท่านคิดดีแล้วหรือที่จะอยู่อย่างเป็นอมตะ การมีชีวิตอยู่นั้นแสนจะแร้นแค้น ยากจน อดอยาก ส่วนการที่จะต้องตายนั้น มันก็เป็นความทุกข์แค่ประเดี๋ยว ท่านพี่กับฉันเวลานี้ก็แก่เฒ่าจนฟันฟางหักเกือบหมดปาก นับวันก็หาประโยชน์อะไรไม่ได้ นอกจากทำปุ๋ย แต่ถ้าหากท่านพี่กินผลไม้ทิพย์นี้แล้วกลับกลายเป็นหนุ่ม มีประโยชน์ต่อสังคม ฉันจะดีใจมาก และจะไม่คัดค้านท่านพี่แม้แต่คำเดียว"

     "เออ...จริงของเจ้า เจ้าพูดถูก ดังนั้นอย่ากินมันเลย ทิ้งมันไปก็แล้วกัน"

     พูดจบพราหมณ์กามินท์ก็โยนผลไม้ลงพื้นดิน อย่างไม่แยแส
   
     นางพราหมณีเห็นเช่นนั้น ก็ซ่อนยิ้มไว้ มิให้สามีเห็น พลางพูดว่า

     "หยุดก่อนท่านพี่ อย่าเพิ่งทิ้งผลไม้ทิพย์นั้นเลย อันผลไม้ทิพย์นี้ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ เมื่อท่านพี่ไม่กิน เราก็อาจหาประโยชน์จากผลไม้นี้ได้นะท่านพี่ เพียงแต่ท่านนำไปถวายแด่องค์พระภรรตฤราช แล้วทูลถึงสรรพคุณให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์จะต้องประทานรางวัลให้แก่เราสมกับค่า เราจะได้หาความสุขในบั้นปลายของชีวิตไงล่ะท่านพี่"

     พราหมณ์กามินท์ ได้ฟังคำของภรรยาก็เห็นชอบด้วย จึงนำผลไม้ทิพย์นั้น เข้าไปถวายพระภรรตฤราชในทันใด

     เมื่อพระภรรตฤราชได้ฟังสรรพคุณของผลไม้ทิพย์ ก็ทรงดีพระทัย รับผลไม้เอาไว้ แล้วบำเน็จรางวัลให้อย่างสมค่า

     "นี่ ท่านพราหมณ์ ทองที่มีอยู่เต็มพระคลังในขณะนี้ ท่านจงขนกลับไปได้ตามสติกำลังแรงของท่านที่มี ว่าจะขนไปได้มากน้อยเพียงใด เราอนุญาต" พลางชี้พระหัตถ์ไปยังห้องพระคลัง

     พราหมณ์กามินท์ดีใจ ได้เปลื้องผ้าที่ห่มมาบรรจุทองจนเต็ม แล้วจึงทูลลาออกจากพระราชวังไป

ครั้นพราหมณ์กามินท์ ออกไปจากพระราชวังแล้ว พระภรรตฤราชก็เสด็จไปยังตำหนักของนางสมุททชา(พระชายาองค์ใหม่) และพระองค์ทรงประทานผลไม้ทิพย์ให้แก่นาง

     "น้องรักของพี่ เจ้าจงรับผลไม้นี้ไปเถิด แล้วจงกินมันซะ ความสวยงามของเจ้าจะได้อยู่คงคู่กับเจ้า พี่จะได้ชื่นชมเจ้าต่อไปอีกเป็นเวลานาน"

     "ทำไมเสด็จพี่ไม่เสวยเองล่ะเพคะ พระชนม์ชีพจะได้เป็นอมตะ นำมาประทานให้หม่อมฉันทำไมล่ะเพคะ หรือไม่เสด็จพี่ก็ควรที่จะเสวยผลไม้นี้พร้อมๆ กับหม่อมฉัน" นางสมุททชา ทูลตอบอย่างอ่อนหวาน

     "ไม่ได้หรอก ต้องกินคนเดียวให้หมดทั้งลูกจึงจะได้ผล เจ้าจงกินเสียเถิด" พระองค์รับสั่งจบก็เสด็จกลับ และทิ้งผลไม้ทิพย์ไว้ให้นางกินตามลำพัง

     ฝ่ายนางสมุททชานั้น จริงแล้วนางหาได้มีใจรักและซื่อสัตย์ต่อพระสวามีก็หาไม่ นางกลับมีใจไปเผื่อแผ่ ลอบรักกับอำมาตย์หนุ่ม นามว่า "มหิปาล"

     นางเรียกคนสนิทเข้ามา พลางสั่งว่า "เจ้าจงไปตามมหิปาล มาพบเรา บอกว่ามีธุระจะปรึกษา"

     "เพคะ พระชายา"  นางคนสนิทรับคำแล้วรีบไปทำตามที่พระชายาสั่ง

     เมื่อมหิปาน มาถึง นางสมุททชากล่าวว่า "มหิปาล ท่านจงนำผลไม้ทิพย์นี้ ไปกินเสียเถิด องค์พระสวามีหน้าโง่นำมามอบให้เรากิน แต่เรานึกถึงท่านมากกว่า จึงเก็บไว้ เพื่อท่านอันเป็นสุดที่รักของเรา"

     อำมาตย์หนุ่มรับผลไม้ไว้แล้ว ก็เสแสร้งเล้าโลมนางสมุททชาอยู่ชั่วครู่ ค่อยตรงออกไปหานางกำนัลผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาลับ แล้วจึงมอบผลไม้ทิพย์นี้ให้

     "น้องรัก เจ้าจงรับผลไม้นี้ไปกินเสีย เจ้าจะได้สวยสด เป็นอมตะให้พี่เชยชมเจ้าไปนานๆ"

     ครั้นอำมาตย์มหิปาลลงจากเรือนไปแล้ว นางกำนัลจึงรีบเข้าวัง เพื่ออยากจะมีความดีความชอบใส่ตัว โดยที่นางก็หารู้ไม่ว่า ความเป็นมาของผลไม้ทิพย์นี้นั้นได้กันมาอย่างไร นางจึงนำผลไม้ทิพย์นั้นเข้าเฝ้าพระภรรตฤราช

     เมื่อพระภรรตฤราชทรงทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงจำได้ว่า เป็นผลเดียวกับที่พระองค์ได้ประทานให้กับ นางสมุททชา อันเป็นที่รัก....

พระภรรตฤราช ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก ว่านางกำนัลผู้นี้ไปได้ผลไม้ทิพย์มาจากที่ใด จึงทรงรับสั่งถาม

     "ใครเป็นผู้ให้ผลไม้นี้แก่เจ้า เจ้าได้มาได้อย่างไร?"

     นางกำนัลกราบทูลว่า "หม่อมฉันไม่ทราบหรอกเพคะ ว่าผลไม้ทิพย์นี้ได้มาอย่างไร เพียงแต่ท่านอำมาตย์มหิปาล ผู้เป็นสามีเป็นคนมอบให้หม่อมฉันเพคะ ฝ่าบาท แต่หม่อมฉันเห็นว่าผลไม้นี้เป็นของสูง ไม่เหมาะกับหม่อมฉัน จึงได้นำมาถวายให้ฝ่าบาทเพคะ"

     พระภรรตฤราช ทรงรับผลไม้จากนางกำนัล แล้วประทานทรัพย์สินเงินทองมีค่ามากมายให้เป็นรางวัล พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่เดิม และทรงรำพึงในพระทัยว่า

     "ผู้หญิงกับมายา มักเป็นของคู่กัน คือความลุ่มหลงเร่าร้อน ไม่มีความแน่นอน"

      พลันพระองค์ก็รีบเสด็จไปยังตำหนักของนางสมุททชา(พระชายา) โดยทรงซ่อนผลไม้ทิพย์ติดพระองค์ไปด้วย ฝ่ายนางสมุททชารู้ว่าพระสวามีเสด็จมา นางก็มาเข้าเฝ้า และปรนนิบัติด้วยความหวานเหมือนเช่นเคย โดยพระภรรตฤราชทรงรับสั่งถามนางสมุททชาว่า

     "น้องรัก ผลไม้ทิพย์ ที่พี่ให้เจ้านั้นเจ้ากินหรือยัง"

     นางสมุททชาได้ฟังเช่นนั้น ก็ทำจริตมายา ตัดพ้อต่อว่าด้วยความน้อยใจ

     "พระองค์รับสั่งเหมือนไม่ไว้ใจหม่อมฉัน มีอะไรบ้างที่หม่อมฉันไม่ปฏิบัติตาม"

     พระภรรตฤราช ได้ฟังก็ทรงยิ้มในพระพักตร์ พลางคิดว่า ถ้าเป็นดังก่อนที่ยังไม่รู้ความจริง เราคงจะปลาบปลื้มในคำกล่าวของพระชายา แต่ในเวลานี้ เนตรของพระองค์นั้นสว่างแล้ว มิได้หลงใหลในคำพูดของพระชายา พระองค์ทรงหยิบผลไม้ทิพย์ออกชูให้นางดู พลางรับสั่งว่า

     "ไหนเจ้าลองบอกซิว่า นี่คืออะไร ใช่ผลไม้ทิพย์ ผลเดียวกับที่เจ้ากินไปหรือเปล่า ? "

     นางสมุททชาเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ แทบสิ้นสติ แต่ก็พยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิด แต่พระภรรตฤราชทรงกริ้วมากขึ้น รับสั่งบริภาษอย่างรุนแรง

     "นางแพศยา มากชู้หลายผัวเยี่ยงเจ้านั้น ถึงจะดูสวยงามภายนอก แต่มีความมักมากในกาม ไม่รู้จักอิ่มจักพอ รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น เจ้ากับข้า ขอจงอย่าได้พบกันอีกเลยทุกๆ ชาติไป ไม่ว่าจะชาตินี้ชาติไหนก็ตาม"

     พลางรับสั่งเรียก "ทหาร"

     "พระเจ้าค่ะ"

     "เจ้าจงนำหญิงชั่วผู้นี้ไปตัดหัว พร้อมกับชู้รักของมัน เอาหัวไปเสียบประจานไว้ที่หน้าเมือง อย่าให้ใครได้เอาเยี่ยงอย่าง ส่วนร่างกายที่งามแต่จิตใจโสมมของมันทั้งสอง เจ้าจงเอาไปสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วโยนให้แร้งกามันจิกกิน"

     รับสั่งจบ ก็เสด็จออกจากห้องของพระชายา โดยมิทรงสนใจใยดีต้องการวิงวอนใดๆ หรือแม้กระทั่งคำด่าทออย่างหยาบคายของนางสมุททชา

     ครั้นเสด็จกลับถึงพระตำหนักแล้ว พระภรรตฤราช ก็โปรดฯ ให้นางกำนัลนำผลไม้ทิพย์ไปล้างให้สะอาด แล้วเสวยด้วยพระองค์เองจนหมดทั้งผล จากนั้นพระองค์ก็เข้าป่าละทิ้งราชสมบัติ ออกบวชเป็นโยคี และไม่เสด็จกลับพระนครอีกเลย

ครั้นพระภรรตฤราช เสด็จออกบวชแล้ว เมืองอุชชยินีจึงว่างกษัตริย์ปกครองดูแล ร้อนถึงพระอินทร์จึงโปรดฯ ให้ยักษ์ตนหนึ่งเข้าเฝ้า และทรงรับสั่งว่า

     "ท่านปัถพีบาล เวลานี้เมืองอุชชยินีไม่มีใครปกครอง เพราะพระภรรตฤราชออกบวช และ องค์พระวิกรมาทิตย์ยังคงเสด็จออกตามหัวเมืองต่างๆ เราเกรงว่าเมืองจะมีภัย จึงอยากให้ท่านลงไปคอยสอดส่องดูแล ปกป้องรักษาจนกว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์จะเสด็จคืนพระนคร"

     "พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์จะปฎิบัติตามพระบัญชาทุกประการ พระเจ้าค่ะ"

     อสูรปัถพีบาล รับคำแล้วจำแลงกายลงมารักษาเมือง เฝ้ายามทั้งกลางวันกลางคืน มิให้มีภัยมากล้ำกรายได้

             กล่าวถึง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พร้อมด้วยพระธรรมธวัช(ราชบุตร) ปลอมองค์เป็นโยคี ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆก็ทรงเบื่อหน่าย ครั้นได้ยินข่าวลือว่าพระภรรตฤราช(พระอนุชา) ละทิ้งเมืองเข้าป่าบวชเป็นโยคีแล้ว ก็ทรงพระวิตก รีบพาราชบุตรกลับพระนคร ทั้งสองพระองค์ทรงดำเนินอย่างเร่งรีบ เป็นเวลาหลายวัน ก็เสด็จถึงพระนครในเวลาเที่ยงคืน

     ครั้นจะเสด็จเข้าพระราชวังก็ปรากฏว่า มีชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนขวางประตูไว้มิให้พระองค์เข้า แล้วร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า

     "นั่นใครมา เจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้ แล้วบอกชื่อของเจ้ามาซะดีๆ ว่าเป็นใคร"

     "ข้าคือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กษัตริย์ครองเมืองอุชชยินี แห่งนี้ แล้วเจ้าล่ะเป็นใครจึงบังอาจมาขวางทางมิให้ข้าเข้าเมือง"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบว่า

     "ข้าพระองค์คือ อสูรปัถพีบาล องค์อัมรินทร์ ใช้ให้มารักษาพระนครแห่งนี้ แล้วข้าพระองค์จะเชื่อได้อย่างไรว่า ฝ่าบาท คือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์"

     "ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร เจ้าจึงจะเชื่อ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งถาม

     "ฝ่าบาท ก็ต้องพิสูจน์ด้วยทางสู้รบกับข้าพระองค์ก่อนซิพระเจ้าข้า"  อสูรปัถพีบาลตอบ

     "ตกลง" พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับคำท้าประลองทันที

     อสูรปัถพีบาลนั้น มีกำปั้นใหญ่เท่าผลแตงโม ลำแขนแข็งดั่งกระบองหนามเหล็ก ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์สูงเพียงเอวยักษ์ ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่กล้าหาญสติมั่นคงแล้ว ก็อาจจะแพ้ตั้งแต่แรกเห็น

     ทั้งสองต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ อสูรปัถพีบาล เสียหลักล้มลง พระธรรมธวัช ราชบุตรคอยโอกาสอยู่แล้ว ก็กระโดดขึ้นไปนั่งทับบนหน้าท้องของยักษ์ ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ นั้นขึ้นอยู่บนคอยักษ์ แล้วยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างจิกลงไปในเบ้าตายักษ์ ทำทีว่าจะควักลูกตาออกมา อสูรปัถพีบาล ร้องขึ้นดังลั่น

     "ข้าพระองค์แพ้แล้ว พระเจ้าค่ะ แต่ข้าพระองค์ยังมีเรื่อง ที่องค์อัมรินทร์ฝากให้มาทูลแก่พระองค์ด้วย"

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลต่อว่า

     "ฝ่าพระบาทจะต้องสิ้นพระชนม์ในเร็วๆนี้ พระเจ้าค่ะ"

     "เจ้าเอาอะไรมาพูด ข้าไม่เข้าใจ" ( รับสั่งอย่างไม่พอพระทัย )

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลขึ้นว่า

     "ฝ่าพระบาทอย่าทรงกริ้วซิพระเจ้าคะ ทรงฟังเรื่องที่หม่อมฉันจะเล่าถวายต่อไปนี้เสียก่อน"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับพระธรรมธวัช เสด็จลงจากตัวยักษ์ ยักษ์จึงลุกขึ้นนั่งแล้วเล่าเรื่องต่อไป

"ในกรุงอุชชยินีนี้ มีคนเกิดในวัน เดือน ปีเดียว และฤกษ์เดียวกัน อยู่ 3 คน คนที่ 1 ก็คือฝ่าพระบาท ผู้ทรงพระนามว่า "พระวิกรมาทิตย์" ส่วนคนที่ 2 เป็นบุตรพ่อค้าน้ำมัน และคนที่ 3 เป็นโยคี ซึ่งต่อมาโยคีผู้นี้ได้ฆ่าบุตรพ่อค้าน้ำมัน เพื่อบูชา "นางทุรคา" จากนั้นก็ได้ไปบำเพ็ญเพียรทำตะบะ ห้อยตัวเอาหัวลงอยู่บนต้นไม้ในป่าช้า และมีความคิดที่จะฆ่าฝ่าพระบาทด้วยในเร็วนี้ กระทั่งบุตรของตนโยคีก็ได้ฆ่าตายแล้ว"

     "อ้าว ! ทำไมโยคีฆ่าบุตรของตนล่ะ"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบและเล่าต่อไปว่า

     "เมื่อครั้งตั้งแต่พระราชบิดาของฝ่าพระบาท เสด็จขึ้นครองราชย์นั้น วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นโยคีผู้หนึ่งนั่งทำตะบะอยู่ใต้ต้นไม้ ฝูงปลวกพากันมาทำรังเกาะอยู่รอบๆ ตัวโยคี สัตว์เลื้อยคลานต่างๆพากันไต่ตามตัวและใบหน้า หมาร่าทำรังอยู่บนผม แต่โยคีก็ยังคงนั่งนิ่งทำตะบะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระราชบิดาของพระองค์สงสัยและแปลกพระทัยมาก ทรงใคร่จะทดลองตะบะของโยคีว่า จะกล้าแข็งสักเพียงใด

     ในที่สุดก็มีรับสั่งให่ป่าวประกาศทั่วพระนครว่า ถ้าใครสามารถทำให้โยคีเข้ามาในพระนครได้ จะประทานรางวัลให้อย่างสมค่า

     ขณะนั้นมีนางระบำผู้หนึ่ง ชื่อ นางวสันตเสนา ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาของฝ่าพระบาท รับอาสาที่จะไปนำโยคีเข้ามาในท้องพระโรง และจะแบกทารกมาด้วย

     นางวสันตเสนา เข้าไปในป่าหาโยคีจนพบ นางได้นำอาหารรสหวานชนิดหนึ่ง ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้โยคี แล้วเอาอาหารนั้นป้ายที่ปาก โยคีรู้สึกถึงความหวานก็เลียกินเข้าไป นางก็ป้ายอีกหลายครั้ง จนวันที่สาม โยคีก็ลืมตาขึ้นดู

     นางวสันตเสนา กล่าวขึ้นว่า "ข้าเป็นบุตรของเทวดา ลงมาในป่านี้เพื่อต้องการความสงบในการบำเพ็ญเพียรให้แก่กล้า แต่วิธีของข้าเวลาถือศีลนั้น ต้องใช้ของที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ต้องแต่งตัวให้สวย กินอาหารดีๆ จิตใจจะได้เป็นสุข จึงจะบรรลุผลโดยเร็ว" นางกล่าวพลางก็เอื้อมมือไปแกะดินจอมปลวก และชักชวนให้โยคีชำระล้างร่างกายให้สะอาด พร้อมนำอาหารอย่างดีมาต้อนรับ

     ต่อมาไม่นาน โยคีก็อยู่กินกับนางวสันตเสนา จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน นางได้กล่าวกับสามีว่า

     "ท่านพี่ เราทั้งสามคนได้จำศีลภาวนา มาด้วยกันในป่าก็เป็นเวลาพอสมควร เราทั้งสามคนควรจะไปอาบน้ำชำระร่างกายตามท่าน้ำ ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล"

     โยคีได้ฟังเช่นนั้น ก็เห็นชอบด้วย จึงอุ้มทารกแบกขึ้นบ่าออกเดินตามผู้เป็นภรรยาไป นางวสันตเสนาก็นำทางตรงเข้าเมืองอุชชยินี และเข้าเฝ้ายังท้องพระโรง พระราชบิดาของฝ่าพระบาททรงพระสรวล เห็นโยคีตะบะแตก ก็ขบขัน ขุนนางต่างๆ ก็พากันหัวเราะเกรียวกราว

     ฝ่ายโยคี เมื่อรู้ความเป็นมาก็โกรธ ได้สติว่า ตนเกิดกิเลส จึงทำให้เสียผลแห่งตะบะที่ได้บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน ครั้นมารู้ตัวก็สายเสียแล้ว โยคีจึงอุ้มบุตรขึ้นบ่า และสาปแช่งคนทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้น

     พอโยคีกลับไปถึงป่า ก็ฆ่าบุตรของตนเสีย แล้วก็เริ่มบำเพ็ญตะบะใหม่ แต่ในใจยังคงผูกขาดพยาบาทพระราชบิดาของฝ่าบาท แต่พระราชบิดาของฝ่าบาทได้สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน โยคีจึงหันมาคิดทำร้ายฝ่าบาทกับพระราชบุตรแทน หวังจะเอาเลือดเป็นเครื่องบูชา เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในโลก ปัถพีบาลเล่าเรื่องถวายจบลง ก็ทูลพระวิกรมาทิตย์ว่า

     "พระองค์ต้องทรงระวังองค์ให้มาก อย่าทรงเชื่อคำพูดของผู้ที่มีสำนักในหมู่คนตาย"

     แล้วร่างของอสูรปัถพีบาลก็อัตรธานหายไปต่อหน้าพระพักตร์

     ฝ่ายชาวเมืองก็ได้จัดงานฉลองรื่นเริง ที่พระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระราชบุตร ได้เสด็จกลับคืนสู่พระนครอย่างปลอดภัย

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2553, 11:59:01 pm »

เริ่มเข้าสู่เรื่องราวของเวตาลปัญจวิงศติ

           ณ ฝั่งแม่น้ำโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหนึ่งตั้งอยู่นามว่า ประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาล มีพระราชาธิบดีองค์หนึ่ง
ทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุก พระองค์เป็นราชโอรส ของพระเจ้าวิกรมเสนผู้ทรงเดชานุภาพ เทียมท้าววัชรินทร์


           ทุก ๆ วัน เมื่อพระราชาเสด็จออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรงธารคำนัล จะมีนักบวชชื่อ ศานติศีล เข้ามาเฝ้าถวายความเคารพ แล้วถวายผลไม้ผลหนึ่งและทุก ๆวัน พระราชาก็ได้ประทานผลไม้นั้น แก่ขุนคลังผู้อยู่ใกล้ชิดให้เอาไปเก็บไว้ ด้วยประการฉะนี้แล กาลเวลาก็ผ่านไปนับสิบปี

           อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อโยคีศานติศีลเข้ามาเฝ้าถวายผลไม้เช่นเคย แล้วทูลลากลับไป พระราชาทรงยื่นผลไม้นั้นแก่ลิงตัวหนึ่งซึ่งทรงเลี้ยงไว้ในตำหนัก และหนีคนเลี้ยงเข้ามาวิ่งเล่นอยู่ในท้องพระโรง ลิงรับผลไม้แล้วเอาเข้าปากขบกัด ทำให้เปลือกผลไม้ฉีกออก ทันใดนั้น เพชรมณีอันงามและมีค่าหามิได้ ก็ร่วงตกลงมาเป็นประกายระยิบระยับ พระราชาทรงหยิบมณีเม็ดนั้นขึ้นมาพิจารณา และตรัสแก่โกศาธิบดีว่า

           "นี่แนะขุนคลัง เจ้าจำได้ไหมว่าข้าเคยมอบผลไม้ของโยคีให้แก่เจ้าทุก ๆ วัน ป่านนี้ก็คงจะมีจำนวนมากโขอยู่ เจ้าเอาไปเก็บไว้ที่ไหนเล่า"

           ได้ฟังรับสั่งดังนั้น ขุนคลังก็เกิดความตระหนกเป็นล้นพ้น อึกอักกราบทูลว่า

           "ข้าแต่มหิบาล ขอทรงอภัยด้วยเถิด ข้าพระบาทคิดว่าเป็นผลไม้ธรรมดาก็เลยไม่ได้เอาใจใส่ ได้รับมาครั้งใดก็โยนเข้าไปในหน้าต่างท้องพระคลัง ป่านนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ ข้าพระองค์ขอเปิดประตูคลังดูก่อน"

โกศาธิบดีกราบทูลแล้วรีบวิ่งมาที่พระคลัง เปิดประตูออกดูภายในครู่หนึ่งก็รีบกลับมาทูลว่า

          "โอ นฤบดี ผลไม้ดังกล่าวนั้นเปื่อยเน่าไปหมดแล้ว เหลือแต่เมล็ดคือ ดวงแก้วมณีกองเป็นภูเขาเลากาเต็มไปหมด ส่องแสงระยิบระยับ ไปทั้งห้องพระเจ้าข้า"

           พระราชาได้ฟังดังนั้นก็ตรัสว่า

           "สมบัติของข้าในท้องพระคลังก็มีมากมายเหลือที่จะคณานับ ข้าจะปรารถนาอะไรกับอนรรฆมณีเหล่านั้น ข้าขอมอบให้แก่เจ้าทั้งหมด จงเอาไปเถิด"

           วันรุ่งขึ้น เมื่อเสด็จออกท้องพระโรง ทอดพระเนตรเห็นโยคีศานติศีลเข้ามาเฝ้า จึงตรัสว่า

           "ดูก่อนมุนี ท่านมาหาเราทุกวัน เอามณีจินดาค่าควรเมืองนับไม่ถ้วนมาให้แก่เรา ท่านมีความประสงค์อะไร จงบอกมาตามจริง ถ้าท่านยังไม่บอกเรา วันนี้เราก็จะไม่รับผลไม้จากท่าน"

           โยคีได้ฟังก็ตอบว่า

           "ข้าพเจ้ากำลังจะประกอบมหายัญพิธีอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้บุรุษสุดกล้าหาญอย่างท่านมาช่วยเหลือ ขอทรงเมตตาเถิด โอ ราชะ"


           พระราชาได้ฟังก็ตรัสว่า

           "ท่านโยคี ข้ายินดีจะช่วยเหลือท่านทุกอย่าง จะให้ทำอะไรก็บอกมาเถิด"

           "โอ วิศามบดี ข้าพเจ้ายินดีนัก" โยคีศานติศีลกล่าว

           "ข้าพเจ้าจะรอพระองค์ อยู่ที่สุสานนอกเมือง เมื่อถึงข้างแรมคืนแรกแห่งกาฬปักษ์ พระองค์จงมาพบข้าพเจ้า ในเวลาค่ำที่บริเวณใต้ต้นไทรเถิด อย่าทรงลืมเป็นอันขาด"

           พระราชาทรงยินยอม ตรัสว่า "เอาเถิด ข้าจะไปตามนัด"

           โยคี เมื่อได้รับคำสัญญาของพระราชา ก็ทูลลากลับไปด้วยความยินดี

           ฝ่ายพระราชาผู้มหาวีระ ครั้นถึงวันแรมแรกก็เสด็จออกจากวัง ทรงแต่งพระองค์อย่างรัดกุม โพกพระเศียรด้วยผ้าสีดำ ทรงเลาะเร้นไปตามทาง โดยไม่มีผู้พบเห็น จนกระทั่งบรรลุถึงสุสานนอกเมืองตามที่นัดหมาย บริเวณนั้นมืดด้วยเงาแมกไม้ ปรากฎเพียงตะคุ่ม ๆ ในที่สุด ก็มาถึงที่ใกล้จิตกาธาน อันสว่างวอมแวมด้วยไฟที่่เผาไหม้ซากอสุภอยู่ บางส่วนก็เหลือเพียงโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะเรี่ยรายอยู่ ทำให้เกิดความสะพรึงกลัวแก่ผู้ได้พบเห็นยิ่งนัก

           ณ ที่นั้นมีพวกภูตและเหล่าเวตาลลอยอยู่เกลื่อน บ้างก็ยื้อแย่งกินศพอัน ชวนให้สะอิดสะเอียนเหียนราก เสียงหมาไนหอนโหยหวน อยู่ในที่ใกล้เคียงเหมือนเสียงปีศาจมาหลอกหลอน รวมแล้วความสยดสยองทั้งหลายที่ปรากฎ ก็เป็นประดุจการมาเยือนของพระไภรวะ (พระศิวะหรือพระอิศวร ปางดุร้าย) นั่นเทียว

           จากนั้นพระราชาทรงค้นหาสำนักของโยคีศานติศีล จนพบที่ใต้ต้นไทรใหญ่ อันมีรากย้อยระย้า จึงเสด็จเข้าไปหา ตรัสว่า

           "ข้ามาแล้ว ท่านโยคีจะให้ข้าทำอะไรเล่า"

           เมื่อโยคีเห็นพระราชาเสด็จมาตามสัญญาก็ดีใจ กล่าวว่า

           "โอ ราชะ ข้าพเจ้าเห็นแล้วจากพระเนตรของพระองค์ว่า ทรงมีเมตตาต่อข้าพเจ้า ทรงฟังเถิด ถ้าพระองค์เสด็จจากนี่ไปทางทิศใต้ไม่ไกลนัก จะทรงพบต้นอโศกต้นหนึ่ง บนกิ่งอโศกมีศพชายคนหนึ่งแขวนอยู่ ขอให้นำศพนั้นมาให้ข้าพเจ้า นั่นแหละคืองานที่ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระองค์ช่วยเหลือ โอ มหาวีระ"

          ทันทีที่วีรกษัตริย์ผู้มั่นคงต่อคำสัญญา ได้ยินถ้อยคำดังกล่าว ก็ทรงกล่าวแก่โยคีว่า

           "ข้าจะทำตามคำของท่าน"


           แล้วเสด็จไปทางทิศใต้ ครู่หนึ่งก็มาถึงที่อันอยู่ไม่ไกลจากกองไฟที่ใกล้จะมอด แลเห็นต้นอโศกอยู่บริเวณนั้น บนกิ่งอโศกมีศพชายผู้หนึ่งแขวนอยู่ราวกับห้อยลงมาจากบ่าของอสุรกาย พระราชาทรงปีนต้นอโศกขึ้นไปปลดเอาศพลงมาอย่างยากเย็น และเหวี่ยงมันลงบนพื้นดิน ทันทีที่ร่างนั้นกระทบแผ่นดินมันก็หวีดร้อง ราวกับเจ็บปวดเต็มที่ พระราชาทรงคิดว่าร่างนั้นมีชีวิต ก็ปีนลงมาจากต้นอโศกเข้าประคองเอาไว้ ทรงนวดเฟ้นร่างนั้นด้วยความกรุณาเพื่อให้คลายเจ็บ

           ทันใดนั้นศพก็กรีดเสียงหัวเราะเยือกเย็นราวกับเสียงภูตผี พระราชาทรงทราบได้ทันทีว่าศพนั้นถูกเวตาลสิงอยู่ จึงถามมันว่า

           "เจ้าหัวเราะอะไร อย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบไปกันเถอะ"

           ทันใดนั้นเอง ศพที่เวตาลเข้าสิง ก็ลอยกลับขึ้นไปห้อยอยู่บนกิ่งอโศกตามเดิม พระราชาเห็นดังนั้น ก็รีบปีนขึ้นไปดึงเอาศพนั้นลงมาแล้วเหวี่ยงขึ้นบ่า เสด็จไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เสด็จมาตามทาง เวตาลในร่างของศพที่พาดบ่าอยู่ก็กล่าวแก่พระราชาว่า

           "โอ ราชัน ข้าจะเล่านิทานสนุก ๆ ให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง ระหว่างทางจะได้ไม่เบื่อ โปรดทรงสดับเถิด และเมื่อฟังแล้วอย่าได้ตรัสอะไรเลย"

บันทึกการเข้า
imza
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal