หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ -ที่มา เพลงลูกทุ่ง  (อ่าน 10589 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #15 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:39:44 pm »





เสน่ห์ในเพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร

      ไพรวัลย์ ลูกเพชร ขุนพลเพลงลูกทุ่งคนสำคัญคนหนึ่งซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนอกจากเสียงจะหวาน นุ่มไม่แพ้ ทูน ทองใจ และลีลาขับกลอนลิเกกินขาดลิเกมืออาชีพเลยก็ว่าได้

      ไพรวัลย์ ลูกเพชร เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 ด้วยสาเหตุจากโรคร้ายรุมเร้าที่โรงพยาบาลชลประทาน ปากเกร็ด ชื่อเดิมว่า สมนึก นิลเขียว เป็นคนบางขุนไทร บ้านแหลม เพชรบุรี บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกยังใช้ชื่อ สมนึก นิลเขียว เพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียงคือเพลง ดาวบ้านนา แต่งโดย พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา


      แนวเพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือลีลาการร้องกลอนลิเก มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเมื่อมีการประชันกันระหว่างทูน ทองใจ กับ สมนึก นิลเขียว ในขณะนั้น

      โดยเพลงหวานนั้น ทูน ทองใจ กินขาด แต่ไพรวัลย์ อาศัยความสามารถเฉพาะตัวด้านการขับกลอนลิเกได้จับใจคนฟังจนเอาชนะการประชัน ครั้งนั้น

      ท่อนลิเกดังกล่าว สุรพล สมบัติเจริญ นำมาแต่งท่อนร้องสองวรรคแรกและวรรคจบเอาวรรคลิเกไว้ท่อนแยกในเพลง คำเตือนของพี่ ซึ่งเป็นเพลงดังของไพรวัลย์ ซึ่งเป็นภาคต่อจาก ดาวบ้านนา

      ท่อนลิเกนี้เสมือนคำเตือนแต่ทิ้งข้อน่าสนใจว่าที่ห่วงหวงนั้นคืออะไรกันแน่ “บักผิวตรงไหนที่ดำน้องจงถนอมมันหน่อย น้องจงเอาแป้งคอยลูบอย่าให้จูบซ้ำรอย” ครับบักตรงที่มันดำในวงเหล้าก็เอามาล้อกันสนุกสนานว่าตกลง “ดำตรงไหน”

      ไพรวัลย์นั้นมีคนแต่งเพลงดีๆ ให้เยอะครับ และได้ความหมายดีๆ หลายเพลง อย่างสุรพล สมบัติเจริญ แต่งเพลง แม่ชานอ้อย เปรียบเปรยผู้หญิงว่าอย่างมีเชิงโวหาร “แต่ชานอย่างเจ้า เขาชิมแล้วคว้าทิ้งเล่น เปรอะเปื้อนถนนคนเห็นเหม็นเบื่อระอาราคาไม่มี” หรือเพลง แม่ผักบุ้งบ้านดอน เพลงนี้ออกแนวอิโรติกแบบชาวบ้านดีครับ

      ทั้งเพลงสองนี้เป็นเพลงลิเกเหมือนกันครับ

      หรือเพลงที่ตัดพ้อต่อว่าผู้หญิงอีกเพลงหนึ่งก็ได้ความหมายดี ชื่อเพลงดาวจำลอง ร้องได้โดนใจจริง ๆโดยท่อนที่เน้นเสียง “ไม่นึกสักนิดว่าเธอจะมีพิษเหมือนดังงู กัดแล้วฉันได้รู้ เสียแรงฉันอุ้มชูมา เห็นหน้าซื่ออ่อนหวานเหลือพรรณนาพอได้เป็นดาราสูงค่าเลิศหน๋อยกับผยอง”

      เน้นตรงคำที่ “หน๋อย” ไม่ “หน่อย” ได้อารมณ์ดีครับ จุดละเอียดเช่นนี้ที่สื่อสะท้อนอารมณ์ของเสียงของคำในลีลาที่สะท่อนอารมณ์


      อีกเพลงหนึ่งเป็นของนักพากย์ ปราศรัย กีรติจินดา คนที่แต่งเพลง ใต้เงาโศก แต่อีกเพลงหนึ่งที่คุณปราศรัยแต่งนั้นบอกถึงวิถีชีวิตคนเรือลุ่มแม่น้ำเจ้า พระยา ชื่อเพลง คนึงนอนนครสวรรค์

      “ปิง วัง ยม น่าน ร่วมประสานเป็นธารใหญ่โตเรียกว่าปากน้ำโพ เชื่อมโยงเป็นโซ่ผูกพัน จากเหนือน้ำไหลเจือน้ำใจด้วยกันจารึกไว้มั่นแม่น้ำสายนั้นคือเจ้าพระยา

      ชาวเรืออย่างพี่เหนื่อยเต็มที่ชีวีขาดลอยเฝ้าปักหลักไว้ค่อย เมื่อไรเธอลอยผ่านมา สิ้นหวังเพราะริมฝั่งนั้นไกลเกินคว้า ดินสูงเกินกว่าศรัทธาของพี่คงไม่มีทาง

      ปากน้ำโพใหญ่โตเกินไป พี่ล่องเรือขายไม้ที่เผ่าไหม้หมดยาง ซ้ำเนื้อตัวมีรอยดำด่างเรือนร่างเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนแล้วล่มลึกจนสมใจ

      จึงเจียมใจมั่นว่าสักวันคงมีคู่ชม ช่วยให้พี่หายตรม โอ้ลมจงพาโบรกไป รุ่งเช้าแล้วนะเจ้าถอยเรือแรมไกลคงย้อนมาใหม่ทิ้งใจไว้นอนนครสวรรค์”

      ถ้าผมสันนิษฐานไม่ผิดพระเอกในบทเพลงนี้เป็นพ่อค้าหรืออาจเป็นพ่อค้าขายถ่าน สังเกตจากวรรคในเพลงที่ร้องว่า “พี่ล่องเรือขายไม้ที่เผ่าไหม้หมดยาง ซ้ำเนื้อตัวมีรอยดำด่างเรือนร่างเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลน”

      ปัจจุบันเรือเผ่าถ่านพบเห็นแล้วเพราะสังคมเปลี่ยนไปคนหันมาใช้เรือเครื่อง ยนต์ที่มีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง แต่สิ่งเหล่านี้จะมีบอกเล่าในวรรณกรรมหรือไม่ก็บทเพลง

      เพลงเพราะๆ อย่างวิวาห์สะอื้นของครูพีระ ตรีบุปผา แต่งให้ก็เพราะได้อารมณ์คนอกหักตามระเบียนเรียบร้อยแล้วดีเพลงหนึ่ง

      เพลงที่โชว์ลูกคอลูกเอื้อนอย่างเพลง เมีย ถ้าบ้างท่านจำเนื้อไม่ได้จะเกริ่นให้ฟังครับ “จันทร์จะจากฟากฟ้า....น้ำตาหลั่งคิดถึงสิ้นเจ้าหลีกหนีโอ้เมียรักจากพี่ไป ไม่ปราณีเมียแสนดี....” เพลงนี้ผมไม่แน่ใจว่าใครแต่ง หรือเพลงที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้ดูเหมือนจะดังทุกเพลง เช่น กลิ่นธูปสุโขทัย,นิราศรักนครปฐม,เป้าหลอมดวงใจ และ มะนาวไม่มีน้ำ เป็นอาทิ

      หรือเพลงจังหวะอินเดียอย่างเพลง รอยรักรอยมลทิน ซึ่ง ประดิษฐ์ อุตมัง และยุคหนึ่งของเพลงที่จากเพื่อนมาเป็นลูกวงแล้วมาเป็นนักแต่งเพลง ถือว่าเป็นนักแต่งเพลงคู่บุญของไพรวัลย์ก็ว่าได้ และชื่อจริงเหมือนกันด้วย คือ สมนึก ทองมา หรือรู้จักกันในนาม ชลธี ธารทอง ศิลปินแห่งชาติ ครูชลธีเคยร้องลิเกร่วมกันกับไพรวัลย์ในเพลง ลิเกสอนน้อง... “ไม่ใช่ว่าจิตคล้ายมิใช่ว่าใจดำ”

      เพลงที่ชลธีแต่งให้ดัง เช่น บักหนุ่มตังเก,สำรวยลืมคำ,แฟนผมคนไหน, แจกใบหย่า,ใต้ถุนธรณี (เพลงนี้ได้รางวัล เสาอากาศทองคำ)

      เสน่ห์เพลงของไพรวัลย์นั้นอยู่ที่ลีลาการขับกลอนลีลาลิเกรวมทั้งน้ำเสียงที่ หวานุ่ม ทุกวันนี้หาคนขับไว้อารมณ์อย่างไพรวัลย์ยากครับ เพราะลีลาของไพรวัลย์นั้นเน้นตรงที่เสียงของคำ
 

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #16 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:40:11 pm »



รำลึก ๒ ขุนพลเพลงแห่งยุค ไพบูลย์ บุตรขัน – สุรพล สมบัติเจริญ

      บทบาทเพลงพื้นบ้านผสมอิทธิพลวรรณคดีในบทเพลง

      บุคคลของวงการเพลงลูกทุ่งสองคนคือ ไพบูลย์ บุตรขัน คีตกวีเพลงคนสำคัญ และ สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่งเลือดสุพรรณบุรี ผู้ล่วงลับ

      เหตุใด? ผมโยงประเด็นเข้าหาบุคคลสองท่านในเดือนสิงหาคมนี้ นั่นเพราะว่า วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ สุรพล สมบัติเจริญ ถูกลอบยิงเสียชีวิตหน้าวิกแสงจันทร์ วัดหนองปลาไหล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมด้วย ๓๗ ปี ๑๐ เดือน ๒๓ วัน ขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์สุดขีด นับล่วงจากวันนั้น ๓๘ ปี

      และวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ไพบูลย์ บุตรขัน เสียชีวิตด้วยโรคลำไส้ ณ โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพฯ ด้วยวัย ๕๔ ปี ขณะที่ชีวิตก็กำลังจะกลับมารุ่งเรืองโรจน์อีกครั้ง นับจากวันนั้น ๓๔ ปี

      นี่แหละครับ เหตุที่ผมจะต้องเขียนถึงสองนักเพลงผู้ยิ่งใหญ่ของวงการ ณ บัญชรแห่งนี้

      สองท่านนี้อยู่ในยุคเดียวกัน จะเรียกว่าอยู่ร่วมสมัยแม้ว่าวัยจะห่างกันไม่มากนัก และสองท่านนี้เคยร่วมงานโดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แต่งและอีกฝ่ายเป็นผู้ร้อง

      ภาพความเป็นเพลงลูกทุ่งมักถูกสะท้อนในย้อนนึกถึงภาพหรือเสียงเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ หากย้อนกลับมานึกถึงภาพนักแต่งเพลงที่ใช้คำได้วิจิตรงดงามภาพของ ครูไพบูลย์ บุตรขันย่อมอยู่ในในอันดับต้นๆ เช่นกัน

      นักแต่งเพลงหลายๆ ท่านยึดถือครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นแม่แบบ อนึ่ง เนื้อในบทเพลงนั้นไพบูลย์ได้แทรกเนื้อทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างไว้อยู่ครบ ครัน ทั้งนี้ทำนองยังผสมผสานเพลงพื้นบ้านเข้าไปยิ่งเพิ่มมนต์เสน่ห์เข้าไปอีก

      แต่ต้องนึกถึงแง่เรื่องบทเพลงเสียก่อนเพื่อจะง่ายแก่การทำความเข้าใจในเรื่องวรรณศิลป์ เพลงกับบทกลอน เหมือนและต่างกันอย่างไร

      กลอนหรือบทกวีคือเพลงที่ยังไม่ใส่ทำนอง เพลงคือบทกวีหรือกลอนที่ใส่ทำนองแล้ว

      นี่แหละ ความเหมือนในความต่างของบทเพลงและบทกลอน

      บทเพลงของไพบูลย์ บุตรขัน มีกลิ่นอายของเพลงพื้นบ้านอยู่มากมายหลายเพลงทั้งในยุคแรกและยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็น ลิเกชีวิต, มือพี่มีพลัง (ปรีชา บุญยเกียรติ),ตาสีกำสรวล ๑-๒ (คำรณ สัมบุณณานนท์), ดอกดินถวิลฟ้า,บางกอกกรุงเก่า ๑-๒-๓,แม่แตงร่มใบ (ชัยชนะ บุนะโชติ), แม่ผิวพม่านัยน์ตาแขก (ชาย เมืองสิงห์),แว่วเสียงซึง,แคนลำโขง (เรียม ดาราน้อย),หนุ่มเรือนแพ (กาเหว่า เสียงทอง) เป็นอาทิ

      ขณะที่เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ก็มีลีลาจังหวะเพลงรำวงอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลาวเวียง,เดือนหงายที่ริมโขง,อีสานตื่นกรุง,ใกล้เกลือกินด่าง,หนาวจะ ตายอยู่แล้ว,ลาวตีเขียด,รำเกี้ยวสาว,ของปลอม ฯลฯ


      ขณะที่ยุคแรกของไพบูลย์นั้น เริ่มจากแนวเพลงสายลมแสงแดดและเสียดสีการเมือง ที่เด่นๆ อย่างในเพลงตาสีกำสรวล ๑-๒ เป็นทำนองลำตัดเข้าในบทเพลงซึ่งเสียดสีเรื่องข้าราชการกับการจัดเก็บภาษีใน ยุคนั้น

      “ข้าราชการขอให้ทำงานเพื่อประชาชน อย่าได้คิดว่าตนอยู่เหนือหัวคนเพราะใส่ชฎา ตาสาตาสียายมายายมีอย่างผมเข้ามาเพื่อเสียภาษีค่านา อย่าใช้วาจาเป็นเจ้านาย”

      หรือเพลงเทวดาขี้โกงที่ตีแสกหน้านักเมืองได้อย่างแสบสันต์

      “โกงกันกินกันเข้าไป พ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมา สงสารแต่ราษฎรเขาเดือดร้อนขาดคนพึ่งพา เลือกผู้แทนเข้าในสภาหวังว่าจะได้พึ่งพิงเอิงเอย”

      วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนนามอุโฆษยุคปัจจุบันเขียนถึงบทเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน ผู้นี้ว่า

      บางเพลงเป็นการวิจารณ์การแบ่งชนชั้นราวกับมีทฤษฎีศิลปวรรณคดีที่ได้รับพลังความคิดเชิงสังคมนิยม

      ในวรรณคดีร้อยกรองเหยียดน้องว่าต่ำ รูปชั่วตัวดำเหมือนกับอีกา เขาเอ่ยประณามหยามลูกตาสาไม่น่าเคลียเคล้า แต่เขากินข้าวน้ำมือนางตลอดปี

      เพลงลูกสาวตาสี ไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์เพลง คำรณ สัมบุญณานนท์ ขับร้อง

      พลังความคิดจากทฤษฎีชนชั้นยังสำแดงชัดในเพลงขวานของทองไทย

      อันคนไทยที่อยู่ในภาคอีสาน ขออย่าล้อว่าเป็นบักหนาน หรือการเหยียดหยามนำหน้า มันหมดสมัยแล้วเอยเพื่อนไทยฟังว่า เมื่อครั้งก่อนนั้นชั้นต่ำช้า ถือศักดินากันจนเกินไป

      ในวรรณคดีที่แต่งเป็นเรื่องอื้อฉาว มักจะย้ำเอ่ยคำว่าลาว หรือการต่ำต้อยเอาไว้ นี่แหละผู้ดีซึ่งมีทาสคอยรับใช้ เดี๋ยวนี้สมัยทาสสิ้นหมดไปเพื่อนไทยเสมอหน้ากัน

      เพลงเหล่านี้นี้เกิดขึ้นระหว่างสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมืองอันดุเดือดสภาพ สังคมการเมืองเป็นแรงเร้าให้ผลงานเพลงที่ไพบูลย์เขียนให้คำรณและคนอื่น ๆ มีความคมเข้ม เป็นพัฒนาการทางความคิดต่อเนื่องจากยุคเพลงของพรานบูรพ์และแสงนภา บุญราศรี

      ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารของฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งบัญชาการโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจโค่นรัฐบาลของฝ่ายรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ลงไป

      วัฒน์ วรรลยางกูร ยังให้ทรรศนะในแง่วรรณศิลป์ของครูไพบูลย์อีก

      เพลงแสบทรวง ที่มีวรรคทองให้แฟนเพลงจดจำ

      น้ำตาผู้ชายที่ไหลรินหมายถึงความสูญสิ้นอเนกอนันต์นานาผู้ชายที่หลั่งน้ำตา ยิ่งกว่าฟ้าร้องไห้ หรือ ฉันทำทุกอย่างเพราะเธอ ชื่นเพราะเธอ ช้ำเพราะเธอคนเดียว

      ฟังไปฟังมาหลายบทตอนในกลอนเพลงของไพบูลย์ บุตรขัน มีจังหวะโคนเหมือนกาพย์ฉบัง ๑๖ ดังในวรรคทองของเพลงแสบทรวงที่ยกมา หรือในเพลงโลกนี้คือละครที่ยกมาในตอนที่แล้ว เพียงแต่ลดทอนคำออกนิดหน่อยก็สามารถวางผังเป็นฉบัง ๑๖ ได้

      โลกนี้คือละคร  บทบาทบางตอน

      ชีวิตยอกย้อนยับเยิน

            บางคนรุ่งเรืองจำเริญ บางคนแสนเพลิน

      เหมือนเดินหนทางวิมาน


      เป็นการทดลองเปรียบเทียบเพื่อความประจักษ์ในทักษะวรรณศิลป์ของครูเพลง

      วรรคทอง น้ำตาผู้ชายที่ไหลริน นี้ยังเป็นที่โปรดปรานของเพื่อนนักเพลงอย่างเบญจมินทร์ ซึ่งยกย่องว่าไพบูลย์คือ “กวีชาวบ้าน” ทั้งยังตั้งคำถามว่า

      ในหนึ่งร้อยปี เราสามารถมีนักการเมืองมากมาย

      แล้วหนึ่งร้อยปี เราจะมีกวีเกิดมาสักกี่คน


      (วัฒน์ วรรลยางกูร,คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน,แพรวสำนักพิมพ์,จัดพิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม ๒๕๔๑,หน้า ๕๑ – ๕๒,๒๐๔-๒๐๕)

      บทเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ ส่วนมากจะเป็นเพลงผูกกับสถานการณ์หรือเพลงที่หยอกล้อหญิงสาวสมัยนั้น ทั้งแต่งเองร้องเอง เพลง ของปลอม

      ผู้หญิงไทยสมัยนี้ผิดกว่าเดิม หน้าอกเสริมใส่ฟองน้ำกันให้ยุ่ง ผิดกับยายของฉันที่บ้านทุ่ง เอ้า ยายของฉันที่บ้านทุ่ง แกใส่เสื้อเลยพุงยานเป็นถุงกาแฟ

      บางเพลงที่อุปมาถึงคนอีสานที่เข้ากรุงเทพเกิดอาการขยาดผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อย่างเพลงอีสานตื่นกรุง

      พี่อยู่อีสานเที่ยวทั้งวันทั้งคืน เก็บผักฟืนนั่งหลังเกวียนสุขสันต์ ห้าสิบสตางค์เที่ยวไปได้ทั้งวัน ไม่เหมือนเมืองสวรรค์ต้องพกเงินพันตลอดปี

      เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ นั้นทีความเป็น ลาว หรือ อีสานอยู่ค่อนข้างจะมาก โดยเฉพาะเพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียง คือ เพลง น้ำตาลาวเวียง ซึ่งบันทึกแผ่นเสียงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖

      หนาวลมพัดผ่านแหล่งแล้งลม ตัวข้อยมานั่งเดี๋ยวเหมิดเพื่อน ยามยากใจ ไผ๋ไผ๋บ่เหลือตน ข้อยทุกข์ทนล้นใจเด๋ บ่มีผู้ได๋มาเยือน ข้องเบิ่งเว้าสาวเจ้าถือเฮือน เจ้ามาเลือนข้อยไปใจข้อยช้ำเด๋ โอ้ละเนอผู้สาวเอ่ย ซางมาลืมคำเว้าแต่เฮาฮักกันปางพุ่น ลืมวาจา ฮืยฮืยซางบ่อาย ฯลฯ

      และยังมีอีกหลายๆ เพลงที่ สุรพล สมบัติเจริญ ใช้ลีลาเพลงรำโทนและภาษาอีสานเข้ามาสอดรับกับเนื้อเพลง ซึ่งข้อนี้ แวง พลังวรรณ ตั้งข้อสันนิษฐานจากข้อสนทนากับนักแต่งเพลงร่วมสมัยกับสุรพลว่า เป็นไปได้ที่บางเพลง หรือหลายเพลง หรือทุกเพลงเป็นผลงานของ เฉลิมชัย ศรีฤาชา ศิลปินเพลงรำวง เลือดเนื้อเชื้อไขร้อยเอ็ด เจ้าของฉายา “ไส้เดือนถูกขี้เถ้า” เพื่อนสนิทของสุรพลตั้งแต่อยู่วงกองดุริยางค์ทหารอากาศ (รายละเอียดมีใน อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน แวว พลังวรรณ เรียบเรียง บริษัทเรือนปัญญาจำกัด จัดพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๔๕)

      ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมนักสำหรับทั้งสุรพลและเฉลิมชัย ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ สุรพล นั้นเป็นชาวสุพรรณบุรี มีวัฒนธรรมลาวอยู่มากมาย โดยเฉพาะ ลาวโซ่ง และอนึ่ง เป็นข้อที่น่าสังเกตเรื่องสำเนียงเสียงภาษาและวัฒนธรรมที่มีการผสมผสานมายาว นาน

      พลังลาว ชาวอีสานมาจากไหน ? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักศิลปวัฒนธรรม บริษัทมติชนจัดพิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม ๒๕๔๙ กล่าวถึงประเด็นเรื่องสำเนียงภาษาพูด ไว้ว่า

      ร่องรอยอีกอย่างหนึ่งคือสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มแม่ น้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงมาทางฝั่งตะวันกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี (ตามชื่อเมืองในจารึกพ่อขุนรามคำแหง) ที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่าพวกเสียนหรือสยามนี้ ล้วนใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง (ล้านช้าง) อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำเนียงสุพรรณฯ ที่คนต่างถิ่นฟังเป็นเหน่อ ยิ่งใกล้เคียงสำเนียงหลวงพระบางจนเกือบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์เคยตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา,สำนักพิมพ์ไม้งาม พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖.) ว่า

      “ปลอกเขตภาษาที่เรียกกันว่าสำเนียงสุพรรณทั้งหมด ซึ่งคลุมในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี,กาญจนบุรี,นครปฐม,ราชบุรี และเพชรบุรี เป็นสำเนียงภาษาที่มีความสูงต่ำทางวรรณยุกต์คล้ายคลึงกับภาษาลาวเหนือทาง แขวงหลวงพระบางไปถึงซำเหนือ (หัวพัน). นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้ว.

      ภาษาพูดที่ชาวสุพรรณบุรีและกลุ่มสำเนียงนี้พูดเป็นภาษาไทย(ที่ว่าภาษาไทย หมายความว่าเป็นภาษาที่ใช้ถ้อยคำและสำนวนอย่างไทยภาคกลาง ไม่ใช่ถ้อยคำและสำนวนอย่างลาวในประเทศลาว.) แต่สำเนียงเป็นสำเนียงลาวเหนือเจือปนจนสังเกตได้ชัด

      จริงอยู่ในสมัยกรุงเทพฯ นี้ได้เคยมีการกวาดต้อนพวกผู้ไทยดำ (โซ่ง) ทางแขวงซำเหนือ และลาวทางเวียงทางเขตเวียงจันทน์ ตลอดจนชาวเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มาไว้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี – ราชบุรี – เพชรบุรี;แต่นั่นไม่ใช่จ้นเหตุที่ทำให้สำเนียงภาษาไทยของชาวสุพรรณเป็นดัง ที่เป็นอยู่นี้ เพราะพวกที่ถูกกวาดมาในชั้นกรุงเทพฯ นี้ ตั้งบ้านของเขาอยู่เป็นหมู่ใหญ่ต่างหากไม่ปะปนกันกับชาวสุพรรณบุรี-ราชบุรี – เพชรบุรีเดิม และยังคงใช้ภาษาเดิมของตนจนกระทั่งทุกวันนี้, หาได้เคล้าคละปะปนทั้งชีวิตประจำวันและภาษาเข้ากับชาวเจ้าของถิ่นเดิมไม่ ทั้งสำเนียงของสุพรรณบุรีก็เป็นแบบลาวเหนือมิใช่แบบผู้ไทย”

      สุรพล สมบัติเจริญ เป็นคนสุพรรณบุรี แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานว่ามีเชื้อชาติพันธุ์เป็นคนลาวโซ่ง ดังที่ แวว พลังวรรณ กล่าวพาดพิงถึง แต่ก็ใช่ว่าคนไทยจะมีสายพันธุ์ที่เป็นไทยแท้บริสุทธิ์หรือลาวแม้ที่ บริสุทธิ์ หากแต่มีการรวมอยู่ผสมผสานกันอย่างมากมาย และใช้ว่าคนที่ไม่ได้เป็น ลาว จะไม่รู้สำเนียงเสียงภาษาและวัฒนธรรมการเล่นเต้นร้อง อย่างน้อยก็เรียนรู้ได้จากคนรอบข้างเป็นปฐม

      กลับมาที่ระหว่าง ไพบูลย์ บุตรขันกับสุรพล สมบัติเจริญ สองศิลปินท่านนี้ได้ร่วมงานเพลงกันไม่มากนัก สุรพลนั้นรุ่นเยาว์กว่าไพบูลย์ราวหนึ่งรอบ เข้าวงการตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ งานเพลงของไพบูลย์ เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒


      เพลงที่สุรพล สมบัติเจริญ ได้ร้องเพลงที่แต่งจากปลายปากกาของไพบูลย์ บุตรขัน ที่ใช้นามปากกาว่า สาโรช ศรีสำแล ไม่ว่าจะเป็นเพลง

       น้ำค้างเดือนหก,รักจริงหรือเล่น,ดอกกระถินในกระท่อม และ ชูชกรำพัน เป็นต้น


      ลีลาเพลงที่ไพบูลย์ แต่งให้สุรพล นั้นเป็นลีลาโทนเดียวกันกับสุรพลใช้แต่งคือแบบกลอนแปดเล่นสัมผัสอักษรและ เป็นเพลงร้องง่ายๆ แต่งดงามด้วยจังหวะของเสียงและภาษา มีแอคคอร์เดี้ยนเป็นตัวนำ ควบคู่ไปกับการเล่นคำ

      หากพี่เสนอแล้วเธอไม่ตอบสนอง น้ำค้างจะน้ำคลอง คู่จองก็เป็นคู่จาง ห้องจะกลายรังหนู เรือนหอที่รอรักอยู่จะกลับเรือนร้าง ข้าวที่มองเห็นอยู่เต็มฉางคงเหมือนก้อนดินที่วางอยู่ตามท้องนา

      จากวรรคหนึ่งในเพลง น้ำค้างเดือนหก จะเห็นการเล่นสัมผัสอักษรที่มีความลื่นไหลในภาษา จังหวะรำวง ส่งจังหวะกลอนได้อย่างมีทักษะทางวรรณศิลป์

      นี้ยังไม่ได้คัดมาให้ชิมสุนทรีรสอีกหลายเพลงของ  ๒ ขุนเพลงผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

      บทเพลงเป็นเรื่องของเสียง และภาษา วรรณคดี กวีนิพนธ์ ก็เป็นเรื่องของเสียงและภาษาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องเสียงของคำกับเสียงของอักษร ที่สำคัญคือวิธีคิดที่จะนำเสนอออกมาเป็นรูปแบบใด

      ปัญหาของการศึกษานั้นคือการขาดแคลนการเผยแพร่ความรู้ เพราะคนส่วนใหญ่มักอยากจะ “สั่งสอน” จนไม่ยอมใช้วิธีการ “สั่งสม” ระบบการศึกษาจึงขาดการทำความเข้าว่าศาสตร์ทุกศาสตร์นั้นสัมพันธ์ แต่กลับมองว่าไม่เข้าเรื่องไม่เข้าทางไม่เกี่ยวข้องกันอยู่คนเดียวโดดๆ ก็เลยหลงทาง

      ทั้งนี้ก็เพราะ ครูสอนสังคมไม่อ่านวรรณคดี ครูสอนภาษาไม่อ่านประวัติศาสตร์ ครูสอนคนตรีไม่ชอบเล่นขับกลอน ก็เลยกลอนธรรมไม่ใส่ทำนองไม่เป็น ดังไพบูลย์ บุตรขัน และสุรพล สมบัติเจริญ หรือนักแต่งเพลงท่านอื่นๆ นำมาใช้ได้อย่างง่ายดาย

   
  นี่แหละ ไม่รู้จักเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันเลยมองไม่เห็นอนาคต

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #17 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:40:40 pm »

แม่โขงกอดแคว้นไทยเฮา ตูข้อยตูเจ้าลุงป้าน้าอา





      ชื่อพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ครูเพลงซึ่งถือว่าเป็นปราชญ์อีสานอาวุโสท่านนี้ คงไม่ต้องไปเปิดดูในทำเนียบ “ศิลปินแห่งชาติ” ให้เสียแล้วหรอกครับ ไม่มีอย่างแน่นอนเพราะยังไม่ได้เป็น ไม่รู้ว่าทาง สวช. (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) กระทรวงวัฒนธรรม มองผ่านหรือมองข้ามครูเพลงชาวโขงเจียม อุบลราชธานีท่านนี้ไปหรืออะไรไม่ทราบ ยากจะคาดเดาครับ

      ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ท่านนี้แหละครับที่ ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงยุคปัจจุบันยกย่องถือว่าเป้นครูต้นแบบของครูสลาและน้องนักเพลงรุ่น ถัดมา

      กรุเพลงครูพงษ์ศักดิ์ มีเยอะมาหลายเพลง แต่งให้นักร้องดังๆ หลายท่าน ตั้งแต่เพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียงของเพลง ดาวบ้านนา - ไพรวัลย์ ลูกเพชร ตั้งแต่ใช้จริงว่าสมนึก นิลเขียว

      ทุ่งรัก,เสียงซุงเว้าสาว - ศรคีรี ศรีประจวบ,รักร้าวหนาวลม - บรรจบ เจริญพร, สาละวันรำวง -ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ,ดอกจานบาน,ด่วน บขส.อดีตรักทุ่งอีสาน – สนธิ สมมาตร

      เทพพร เพชรอุบล นักร้อง – แต่งเพลง ชื่อดัง ก็มีหลายเพลงที่มาจากกรุเพลงครูพงษ์ศักดิ์ ที่รู้จักกันดีในเพลง อีสานบ้านเฮา แต่มีเพลงหนึ่งที่ครูพงษ์ศักดิ์ แต่งให้เทพพรร้องถึงความอุดมสมบูรณ์ของภาคอีสานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีสานบ้าน เฮา คือ “ลำนำอีสาน” ลองอ่านเนื้อเต็มๆดูครับ

      “(เกริ่น) เสียงฟ้าฮ้อง...ข้ามภูพานมาฮืนฮืน โอ้นอ ฟังเสียงฝนสะอื้นฟังเสียงลมพัดอ็ ปานเสียงชู้ ฮ้องสั่งแฟน (ซ้ำ) โอ้...ละนา

      แดนแผ่นดินอีสาน อยู่ยั่งยืนนานแต่กาลก่อนมา แม่โขงกอดแคว้นไทยเฮา ตูข้อยตูเจ้าลุงป้าน้าอา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าผู้บ่าวซุมแซง ฮักกันเข้มแข็งคู่หน้าคูตา พริกเฮือนเหนืออันว่าเกลือเฮือนใต้ พึ่งพาอาศัย ข้าวน้ำซ่ามปลา (ซ้ำ)

      ม่วนซื่นโฮแซวแม่นแล้วอีสาน ถึงดินกันดารแห้งโหยโรงรา แต่ใจของคนบ่หม่นบ่หมอง ตุ้มอ้ายตุ้มน้องอิหลึกปึกหนา น้ำอกน้ำใจแขกไปไทยมา ต้อนรับเหมือนว่าเป็น พี่น้องซุมแซง (ซ้ำ)

      โอ้...ละนอ จากเทือกเขาไกลไหลมาบ่สูญคือสายน้ำมูลบ่เคยเหือดแห้ง น้ำซีน้ำป่าวน้ำพองน้ำเลยน้ำก่ำแม่เอ๋ยชุ่มเย็นทุกแห่ง เสียงแคนเสียงซออ้อนอ่ออีอ๊อย อ้อยอิ่งสำออยฟังแล้วมีแฮง ดอกดู่ดอกจานบานเบ่งยวนเย้า ดอกกากะเลา ดอกกาสะแบง บ้านเฮาเมืองเฮาแต่เก่าแต่ก่อน เป็นตาออนซอนอยู่ดีมีแฮง

      แต่มาเดี๋ยวนี้ โอ้...โอ้ย...แต่มาเดี๋ยวนี้ปุ้นจี้กันหลาย ข้าวของงัวควายบ่ได้ปล่อยจากแหล่ง เป็นจั๊งใด๋น้ออีพ่ออีแม่ หากินร่อแร่ขาดข้าวขาดแกง แสงลำบ่แน่นเสียงแคนบ่หวาน ลำนำอีสานแห้งโหยโรงแรง ฟังเสียงเพลงนี้จงอยู่ดีมีแฮง ชื่นบานทุกแห่งเถิด พี่น้องหมู่เฮา (ซ้ำ)”

      ครูพงษ์ศักดิ์ได้บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของอีสานที่มีสายน้ำไหลผ่านบริเวณ แผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้แล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขง รวมทั้งวัฒนธรรมการละเล่นเครื่องดนตรี ความน่ารักแบบชาวบ้านของคนอีสาน

      แม่น้ำโขงไหลโอบผ่านอีสานตั้งแต่เชียงคาน จังหวัดเลย จรดถึงอำเภอโขงเจียมอุบลราชธานีก่อนกลับเข้าประเทศลาวแล้วไปลุออกเขมรแล้ว เวียดนามตามลำดับ

      แม่น้ำโขง คือ เส้นเลือดหลักของ อุษาคเนย์ และก่อให้เกิด นิทาน ตำนาน ต่างมากมาย

      วรรณคดีเรื่อง พระลอ ฉบับที่แพร่หลายทุกวันนี้ บอกความเป็นมาของตัวละครสองฝ่าย คือ พระลอ กับฝ่ายพระเพื่อนพระแพง


      ศูนย์กลางของเรื่องนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน ? และแต่งขึ้นเมื่อใดยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่คาดคะเนกันต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่อง แม่น้ำกาหลง จุดที่พระลอเสี่ยงข้ามแม่น้ำ เคยมีนักค้นคว้าชี้ไปที่เวียงกาหลงนั้น ปัจจุบันน่าจะอยู่ในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย แต่เวียงป่าเป้านั้นทำเลเป็นเนินเขาเตี้ย มีลำน้ำชื่อแม่น้ำลาว ไม่ใช่แม่น้ำกาหลง และคงไม่เกี่ยวพันอันกับแม่น้ำกาหลงในวรรณคดีเรื่องพระลอ

      เพียงแต่ชื่อพ้องกันเท่านั้น

      คัดจาก ภูมิสังคมวัฒนธรรม มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ สันนิษฐานว่าตามหลักฐานว่า “แท้จริงแล้วน้ำแม่กาหลงก็คือแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำแม่ของ มีอยู่ในโคลงกลอนท้าวฮุ้ง ท้าวเจือง ที่ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ รวบรวมต้นฉบับให้บริษัทมติชน พิมพ์แยกกัน ๒ เล่ม ใส่กล่องแข็งแรง

      เล่มแรกเป็นโคลงสองฝั่งโขงยาว ๔,๙๙๗ บท เรียกมหากาพย์แห่งอุษาคเนย์ มีรูปเก่าลงประกอบ เล่มหลัง เป็นร้อยแก้วถอดจากโคลงกลอนทุกคำ ทุกวรรค ทุกบรรทัด เรียกวีรบุรุษสองฝั่งโขง พร้อมคำอธิบายว่าชื่อน้ำกาหลง มาจากเก้าลวง หมายถึงพญานาค ๙ ตัว (เพราะคำว่าลวง ในภาษาลาว แปลว่านาค) นานเข้าชื่อเก้าลวง เพี้ยนเป็นกาหลง

      น้ำแม่กาหลงในท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เป็นแม่น้ำเดียวกันกับน้ำแม่กาหลงในพระลอ เพราะวรรณคดีสองเรื่องนี้เกี้ยวข้องต่อเนื่องกัน พูดง่ายๆ ว่าท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เป็นเรื่องตอนต้อของพระลอ ส่วนพระลอเป็นเรื่องตอนปลายของท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง

      ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เป็นใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง (เรียกแม่กาหลง) ชื่อดินแดน “โยนก” บริเวณที่ราบลุ่มน้ำกก – อิง ทางเขียงแสน-เชียงราย-พะเยา ได้ขยายอำนาจข้ามน้ำแม่โขงไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นเขตของแถนกับแมน โดยมีแถนลอเป็นใหญ่ ได้ร่วมกันต่อต้านแล้วฆ่าท้าวฮุ่งขาดคอช้างตายในสนามรบ เชื้อสายของท้าวฮุ่งสืบมาถึงพระพิษณุกร ครองเมืองสรองอยู่ตะวันตกของน้ำแม่กาหลง (ในพระลอ) มีลูกสาว ๒ คนชื่อ พระเพื่อน พระแพง”

      พงศวาดารไทลื้อระบุว่า ขุนเจื่อง หรือ พญาเจื่อง นั้นคือพระเจ้าแผ่นดินของชาวไทลื้อพระองค์แรก ที่สามารถรวบรวมชาวไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่น

      พญาเจื่องก็คือ ท้าวเจื่อง หรือท้าวฮุ่ง นั่นเอง ไม่แปลอะไรที่วีระบุรุษในตำนาจะถูกยกย่องจากผู้คนให้เป็นกษัติย์ ลางทีวีระบุรุษอาจไม่มีตัวตนจริงอย่างในตำนาน แต่ตำนานเป็นเครื่องมือในการสร้างวีระบุรุษเพื่อความเป็นรัฐชาติ

      ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง นั้นเป็นวรรณคดีที่เป็นมหากาพย์แห่งอุษาคเนย์ หรือวีระบุรุสองฝั่งโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภูมิภาคนี้

      ความสำคัญของแม่น้ำโขงนั้นไม่เป็นแต่เพียงแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนที่ อยู่ตลอดริมฝั่งเท่านั้นยังเอื้อไปยังผู้คนรอบข้างอีกจำนวนมหาศาลบนความเป็น พหุลักษณ์ทางสังคมของแม่น้ำโขงนี้เองจำเป็นที่มาของการแสวงผลประโยชน์จากสาย น้ำแห่งนี้

      แม่น้ำโขง นั้นไหลผ่าน ตั้งแต่ทิเบต – ยูนนาน ประเทศจีน ผ่านรัฐฉานประเทศพม่า สปป.ลาว ตั้งแต่ต้นประเทศจนปลายประเทศแบ่งสองกับประเทศไทยลงผ่ากลางประเทศกัมพูชาและ ออกที่ประเทศเวียตนามทางตอนใต้

      ผลกระทบที่กำลังเป็นปัญหาของแม่น้ำโขงนั้นคือ การสร้างเขื่อนจำนวนมากตลอดแม่น้ำสายนี้ และการระเบิดเกาะแก่งต่างๆ เพื่อการเดินเรือสินค้าจากประเทศจีนมาค้าขาย

      การระเบิดเกาะแก่งต่างตามลุ่มน้ำแม่โขงตั้งแต่จีนจนถึงหลวงพระบาง ซึ่งขณะนี้ระเบิดได้เขตแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเขตแดนพม่ากับลาว เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนตลอดสายน้ำเปลี่ยนอย่างน้อยๆ ระดับแรงของแม่น้ำโขงก็เพิ่งขึ้นเรือขนาดใหญ่ที่แล่นผ่านค่อยๆ เซาะตลิ่งให้พังลง ปัญหาน้ำท่วมที่ตามมา

      ที่สำคัญเมืองท่าเรือมีความคึกคักปัญหาเรื่องสถานรับกระทำชำเราให้บุรุษก็พุดขึ้นมากระแสที่เป็นเฟชั่นนิยม

      หลายคนในคณะผิดคาดกับเมืองเชียงรุ่งที่จินตภาพถึงอดีตและความเปลี่ยนแปลงของ ยุคสมัย แต่ความงามที่ยังคงอยู่ในบ้างส่วน บ้างจุด หลายคนเคยนั่งเรือเห็นเกาะแก่งต่างมากมายตลอดสายน้ำที่จะถึงสามเหลี่ยมทองคำ ที่เชียงแสน ในขณะนั้นแก่งหินกำลังท้าทายระเบิดที่กำลังคุกคามแม่น้ำโขง บัดนี้ไม่มีเห็นแล้วเหลือแต่ภาพที่จดจำและจางหาย

      ภาพท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ยกทัพสู้รบระหว่างแม่น้ำโขงหรือคณะสำรวจของนายแพทย์วิลเลียม คลิฟตัน ด็อดด์ หรือรู้จักกันนามหมอด็อดด์ผ่าอุปสรรค์จากเกาะแก่งกว่าจะถึงสิบสองปันนา ไม่มีให้เห็นเห็นเรือท้องแบนขนาดใหญ่ขนสินค้าแล่นสวนมาส่งผลให้เรือเล็ก ครื้นเครงกระหึ่มคราง

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #18 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:41:05 pm »



กลอนลำ ฉันทลักษณ์สองฝั่งโขง

      แผ่นดินอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นลักษณะ บึง หนอง บุ่ง ซึ่งอยู่ในความหมายเดียวกันเพียงแต่เรียกต่างกันเพราะการกร่อนคำ

      พื้นที่ชุ่มน้ำในภาคอีสานจึงมีลักษณะคล้ายๆ กับเส้นฝอยที่แตกตัวไปทั่วผืนดินอีสานหากเรากางแผ่นที่ดู ต้นน้ำจะแตกสายจาก บึง หนอง หรือ ป่าบุ่ง ป่าทาม โดยมีแม่น้ำเส้นเลือดใหญ่โอบข้างอย่าง แม่น้ำโขง และสายเลือดที่หล่อเลี้ยงอีสานตอนบนอย่าง แม่น้ำสงคราม อีสานตอนกลาง แม่น้ำซี และอีสานตอนใต้ แม่น้ำมูน เมื่อมีพื้นที่ชุ่มน้ำความอุดมสมบูรณ์จึงมีวิธีการถนอมอาหารโดยการหมัก “ปลาร้า”  จาก “เกลือ”

      สัญลักษณ์หนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงอย่างหนึ่งคือ “หมอลำ” แต่ลักษณะกลอนลำนั้นมีมายังไง ตรงนี้น่าสนใจและน่าตั้งข้อสังเกตจาก “พลังลาว” ชาวอีสานมาจากไหน? ,สุจิตต์ วงษ์เทศ.ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ.พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปรับปรุงจาก เบิ่งสังคมและวัฒนธรรมอีสาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๑ผมจึงคัดมาให้อ่านกันดังนี้


      ร่าย – โคลงในโองการแช่งน้ำฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง

      โองการแช่งน้ำ แต่งเป็นร่ายกับโคลง สลับกันตามเนื้อความของโองการ

      ร่าย เป็นกลอนแบบหนึ่ง มีเค้าต้นจากคำคล้องจองของผู้คนชนเผ่าเหล่ากอตระกูลไทย – ลาว ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ก่อนรับศาสนาจากชมพูทวีป เรียกกลอนร่ายหรือภาษาร่าย ถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของหมอผีหรือหมอขวัญ

      โคลง ก็เป็นกลอนอีกแบบหนึ่ง เรียกกลอนลำ คำกลอนประเภทนี้ไม่ยึดถือสัมผัสคล้องจองอย่างกลอนเพลงของภาคกลาง แต่อาศัยจังหวะถ้อยคำและระดับเสียงสูงเสียงต่ำเป็นหลักล้วนๆ พบร่องรอยอยู่ในคำพูดประจำวันของประชาชนตระกูลไทย – ลาวกลุ่มอีสาน ลื้อและลาว มีตัวอย่างอยู่ในคำคมหรือภาษิตที่เรียกกันว่าผญา

      ภาษาลาว ในตระกูลไทย – ลาว มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง คือคำคล้องจอง ที่จะมีพัฒนาการเป็นภาษาขับลำทำเพลง หรือเรียกง่ายๆ ว่าภาษาเพลงต่อไป แต่ที่สำคัญคือเป็นต้นเค้าฉันทลักษณ์ ที่จะเรียกต่อไปในวรรณคดีว่า ร่าย และ โคลง

      ผู้คนในตระกูลภาษานี้ มีคำพูดคล้องจองกันสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นธรรมดา ๆเช่น ทำไร่ไถนา, ทำมาหากิน, เป็นต้น เป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ฯลฯ แม้คำพูดว่า เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา,กินข้าวกินปลา, กินแลงกินงาย ฯลฯ เหล่านี้ก็นับเนื่องเป็นคำคล้องจองด้วยทั้งนั้น

      ฉะนั้น ในคำบอกเล่าทั่วไปจึงมักมีคำคล้องจองสอดแทรกอยู่ด้วยเสมอ ดังพบในคำบอกเล่าเรื่องแถนและกำเนิดคนจากน้ำเต้าปุง ที่เป็นเอกสารเก่าแก่จดจากปากชาวบ้านโบราณกาล มีคำคล้องจองสอดสลับเป็นระยะๆ ตามธรรมชาติของคนบอกเล่าในตระกูลไทย – ลาว เช่น สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินข้าว,กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกอนงายให้บอกแก่แถน,ได้กินชิ้นให้ส่งขา ได้กินปลาให้ส่งรอย เป็นต้น

      ในขณะบอกเล่าเรื่องราวที่มีรายละเอียด จะมีบางตอนต้องเน้นต้องย้ำเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าตอนอื่น และเพื่อให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจหรือกระทบใจร่วมกันเป็นพิเศษ แล้วจดจำเป็นอาจิณตราบนานเท่านาน ตรงนี้แหละที่ผู้เล่าเรื่องจะผูกเป็นคำคล้องจอง ดังมีตัวอย่างอยู่ในคำบอกเล่าเรื่องแถน ตอนขุนบูลม (ขุนบรม) สั่งสอนแล้วแช่งลูกทั้งเจ็ดให้ประสบภัยพิบัติถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสอน ตรงนี้ต้องผูกเป็นคำคล้องจองมีว่า

      ๏เฮ็ดอันใดอย่าให้เป็น เข็นอันใดอย่าให้ได้ ปลูกไม้อย่าให้ทันตาย ปลูกหวายอย่าให้ทันล่อน ข้อม่อนอย่าให้รี ปีมันอย่าให้กว้าง เที่ยวทางให้ฟ้าผ่า เมือป่าให้เสือกิน ไปทางน้ำให้เงือกท่อเฮอฉก ไปทางบกให้เสือท่อม้ากิน มันแล

      นานเข้า คำคล้องจองก็มีความสำคัญมากขึ้น เพราะในพิธีกรรมที่มีหมอเป็นหัวหน้า (คือหมอผี หรือหมอพร หรือหมอขวัญ ต้องท่องบ่นบอกเล่าความเป็นมาของเผ่าพันธุ์แก่โคตรตระกูลทั้งชุมชนเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้งในพิธีเลี้ยงผี (บรรพบุรุษ) ซึ้งต้องสร้างพลังให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าทรงร่วมกัน


      พิธีกรรมอย่างนี้มีขึ้นในโอกาสพิเศษย่อมต้องการสิ่งพิเศษ เช่น ภาษามีลีลา สำนวน โวหารพิเศษ ที่ต่างจากภาษาพูดในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือเพิ่มคำคล้องจองเข้ามามากกว่าปกติ แล้วกำหนดทำนองเมื่อทำพิธีกรรมนั้น ทั้งสองอย่างนี้เกื้อหนุนกันอย่างกลมกลืน คือคล้องจองทำให้เกิดทำนอง/หรือทำนองทำให้ต้องสร้างคำคล้องจองมากขึ้น

      ผลอีกอย่างหนึ่งคือช่วยให้จำได้ไม่ลืมถ้อยความ เพราะยังไม่มีตัวเขียน ยังไม่ได้จดเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องใช้ความจำเท่านั้น ต่อเมื่อมีตัวเขียนแล้วจึงจดไว้

      ตัวอย่างเรื่องนี้มีในความโทเมืองของพวกผู้ไทที่มีหลักแหล่งอยู่ทางภาคเหนือ ของเวียดนาม คำว่า โท แปลว่าบอก,เล่า ฉะนั้นความโทเมืองตรงกับคำบอกเล่าความเป็นมาของเมือง (ต้นฉบับและคำอธิบายมีอยู่ในบทความชื่อความโทเมืองจากเมืองหม้วย โดย James R” Chamberlain ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาถิ่นตระกูลไทย – ลาว พิมพ์ในหนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ ๘ :กุมภาพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๗๑ – ๑๐๙.) ว่าดังนี้

      “จี่ก่อเปนหย้า ก่อเปนฟ้าท่อถวงเหด  ก่อเปนดินเจดก้อน ก่อเปนน้ำเก้าแควปากแททาว

      ฟ้าต่ำเซื่องหม้อขาง  ฟ้าบางเอยื่องเปือกถ้วย ตำเข้ายังคุ้งสาก  ตากเข้ายังคุ้งเพิง งัวดำไปคุ้งหนอก หมูผอกไปคุ้งดัง

      ยามนั้นปู่เจ้าโซโค้มฟ้า  จั่งตัดสายโบนให้หม้า  ตัดสายฟ้าให้ขาด ฟ้าจั่งฮวาดเมือเหนือ  จั่งเปนฟ้าเตมเหน  เปนแถนเตมผ่อ

      จั่งเอาสิบตาวหน้าห้าตาวโองแบ่นตามกันขึ้น ก่อเบ่าฮอด จั่งเอาซาวกองบายท่อแม่ช้างมาสืบตามกันขึ้น ก่อเบ่าฮอด

      จั่งเอาสิบตาวหน้าห้าตาวโองแบ่งตามกันขึ้น ก่อเบ่าฮอด

      จั่งเอาสิบเสียงด้องกับเก้าเสียงกองมาทับตามกันขึ้น ก่อเบ่าฮอดเบ่าเงิน

      ยามนั้นโตสัดหนั่งเมืองลุ่ม ชู่โตชู่ฮู้ปาก ชู่โตทากฮู้จา ชู่โตหมูโตหมา ชู่ฮู้เว้าฮู้ว่า โตสัดหนั่งเมืองลุ่มจังเมืองก่าวเถิงแถน แถนจั่งแต่งแผบข้าโคนเมืองลุ่มเสิยเหมด

      ยามนั้นฟ้าจั่งแล้งสีแสด แดดสีสาว งัวควายจั่งตายอยากอย้าบ่าวค้าตายห่างทาง เข้าอยู่ไฮ่ตายผอย หอยอยู่นาตายแล้ง แป้งอยู่สาควนโฮม มันอยู่ชุ่มตายเอ้า เป้าอยู่ป่าตายแขวน บ่าวเฮือตายอยากน้ำ

      ยามนั้นปู่เจ้าโชโค้มฟ้า เอางูมาเอยิยด เอาเขิยดมาดอย เอาหอยมายดว่างเด้า แมงงวนมาเยดช่างปาด ปาหลาดมาเยดบ่าวชัว โนกถัวมาเยอดนางล่าม...”

      ในที่สุดคำคล้องจองเหล่านั้นจะมีพัฒนาการส่งสัมผัสแยกออกไปอย่างน้อย ๒ ทาง คือ กลอนส่งสัมผัสร่ายอย่างหนึ่ง และกลอนส่งสัมผัสเพลงอีกอย่างหนึ่ง ที่ปัจจุบันเรียกกลอนเฉยๆ
      รวมทั้งคำร้องของ “หมอลำ” หรือ “หมอพร”


บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #19 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:41:33 pm »



เขาว่าน้อง เป็นลาว เป็นสาวเมือง อีสาน ใจน้องนั้นเลื่อนลอย


      คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ประกาศตนว่าเป็น จปล. หรือ “เจ๊กปนลาว” ชอบใช้นิยามสร้างแง่ความรู้สึกภูมิใจในคนอีสานว่า “พลังลาว” และยังเขียนหนังสืออกมาเป็นเล่มหนากว่า ๔๗๐ หน้า ชื่อ “พลังลาว” ชาวอีสานมาจากไหน? สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม ๒๕๔๙

      ครับ! ผมเชื่อว่าคนดินแดนที่ราบสูงนั้นมีพลังในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมเพียงแต่มี ความน้อยเนื้อต่ำใจว่าเป็นลาว เลยดูถูกตัวด้วยความไม่เข้าใจในพลังของคนลาวชาวอีสานที่มีอารยธรรม วิวัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับแม่น้ำโขง แม่น้ำสายหลักของย่านอุษาคเนย์

      อะไรที่พอจะบอกได้ว่าคนลาวอีสานมีความน้อยเนื้อต่ำใจ คงต้องฟังจากเพลงที่เขาร้องกันนั่นแหละ แต่มาชัดเจนยิ่งนักในเพลง สาวอีสานรอรัก ของ อรอุมา สิงห์ศิริ แต่งโดย สุมทุม ไผ่ริมบึง ในวรรคหนึ่งคุณอรอุมาร้องไว้ว่า “เขาว่าน้อง เป็นลาว เป็นสาวเมือง อีสาน ใจน้องนั้น เลื่อนลอย จง เอ็นดู แน้เด้อ อ้ายเด้อ” หรืออีกวรรคท้ายของบทเพลงที่ร้องว่า “เห็นเป็นลูกชาวนา อ้ายจึงบ่อยากจา บ่อยากมาหมั้นหมาย”

      เพลงนี้ทั้งจังหวะได้อารมณ์สุนทรีย์สนุกสนานตามประสาคนม่วนซื่นโฮแซวแม่น แล้วอีสานที่ซ่อนพลังไว้ภายใน สังเกตไว้คนในกรุงเทพฯแรงงานข้าวเหนียวมีชาวอีสานและค่ายเพลงที่ขายความเป็น ลาวอยู่เต็มไปหมด

      ไม่ว่าจะเป็นนับตั้ง จินตรา พูลลาภ ไมค์ ภิรมย์พร,ต่าย อรทัย,ปอยฝ้าย มาลัยพร แห่งวงเสียงอีสาน แม้กระทั่ง พรศักดิ์ ส่องแสง ที่ยังยืนยงคงพันอยู่ทุกวัน นักร้องเหล่านี้สะท้อนความพลังของคนอีสานด้วยบทเพลงได้อย่างงดงาม

      ซึ่งมีผลพวงมาตั้งแต่ เบญจมินทร์,เฉลิมชัย ศรีฤชา,พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา,สุรินทร์ ภาคศิริ,เทพพร เพชรอุบล,ดาว บ้านดอน,ศักดิ์สยาม เพชรชมพู,สนธิ สมมาตร,ฉวีวรรณ ดำเนิน,อังคนางค์ คุณไชย และวงเพชรพิณทอง เป็นอาทิ

      คนอีสานที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ บางคนบางจำพวกไม่กล้าเว้าลาวอีสานเพราะอายกลัวเขาดูถูกว่า “เขาว่าน้องเป็นลาว เป็นสาวเมืองอีสาน” อะไรประมาณนั้น

      ทั้งนี้ เพราะความอยากเป็นไทยแบบล้าหลังคลั่งชาติก็มีส่วนนะครับ! ยกตัวอย่างเอาง่ายๆความเป็น“สยาม”นั้นก็จากการผสมผสานประยุกต์ปรุงแต่งขึ้น มาบนความหลากหลายทางอยู่ในชุมชนจึงเกิดความเป็นไทย เป็นสยาม เปรียบเทียบง่ายๆ คือความว่างเปล่า (อนัตตา) จึงเกิดตัวตน (อัตตา)ขึ้นมาก็ต่อเมื่อ มีลาว มีเขมร มาเป็นข้อเปรียบเทียบ ว่านี่คือลีลาไทย...ว่าไปนั้น

      ลูกทุ่งอีสานก็ยังเป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางทั้งเหนือ,ใต้,ออก,ตก จังหวะขับลำหรือรำวง รำโทน ก็ยังมีลีลาที่สนุกเร้าใจทั้งคนฟังและคนร้อง มนต์เสียงเพลงนั้นมีเสน่ห์และมีนัยยะซ่อนปมให้ขมคิดถึงวิธีคิดของผู้แต่ง สื่อออกมาผ่านนักร้องและเสียงดนตรีในลีลากลอน อย่างน้อยๆ ก็สะท้อนภาพสังคม สำหรับภาพของผู้หญิงในยุคนั้นเพลงลูกทุ่งก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นผู้หญิง ที่ต้องทำไร่ทำนา  เหมือนกับผู้ชาย เช่น เพลง สาวอิสานรอรัก ของ อรอุมา สิงห์ศิริ ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า” สาวอิสานบ้านป่า เช้าก็ไปทำนา ค่ำแลงมาเหงาหงอย”  นอกจากนั้นก็ยังเป็นหญิงที่เรียกได้ว่าเป็นกุลสตรีอย่างเพียบพร้อมและหากจะ นำมาเทียบกับภาพของผู้หญิงที่สะท้อนผ่านเพลงลูกทุ่งในยุคต่างๆ (บทความรายงานการวิจัย เรื่องภาพสะท้อนพฤติกรรมของสตรีในสังคมยุคปัจจุบันจากเพลงลูกทุ่ง:ไสว คำมูล ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

      เพลง เป็นสื่อทางเสียงที่เข้าถึงได้ในทุกระดับ การขับร้อง ขับลำนั้นเป็นสื่อทางภาษาให้คนได้แสดงพลังออกมาเพริศพรายว่าสังคมมีกระบวน การวิวัฒนาการมิใช่เกิดขึ้นมาลอยๆ

      ปัจจุบัน สุมทุม ไผ่ริมบึง เสียชีวิตแล้วเมื่อปี ๒๕๔๐ สุมทุม คนนี้แหละที่สร้างสาวจันทร์กั้งโกบ ซึ่งเป็นเพลงลำเต้ย กระหึ่มเมืองเมื่อปี ๒๕๒๙

   
  แล้วที่นี้ พลังลาว ชาวอีสาน ยังดูถูกตัวเองอยู่หรือเปล่าล่ะ?

เพลง สาวอีสานรอรัก  คำร้อง/ทำนอง สุมทุม ไผ่ริมบึง ขับร้อง อรอุมา สิงห์สิริ

น้องเป็นสาวขอนแก่น
ยังบ่เคยมีแฟน บ้านอยู่แดนอีสาน
น้องเป็นสาววัยอ่อน
ได้แต่นอนตะแคงยามเมื่อแลงฝันหวาน
จะมีชายใดไผเดต้องการ(จะมีชายใดไผเดต้องการ)
หมายปองน้องนั่นแม้ต้องการจะคอย
สาวอีสานบ้านป่าเช้าก็ไปทำนาค่ำแลงมาเหงาหงอย
เขาว่าน้องเป็นลาวเป็นสาวเมืองอีสานใจน้องนั่นเลื่อนลอย
จงเอ็นดูแนเดอ อ้ายเดอ
จงปรานีน้องแนจั๊กหน่อยฮักน้องบ่อยๆพอน้องได้พลอยดีใจ
*ใจดวงเดียวที่น้องมีอยู่
เปิดประตูให้แล้วดวงใจพี่อย่ามองว่าน้องต้อยต่ำ
หากจะดำก็ดำแต่กายสาวอีสานมองเหม่อ
นอนละเมอเหม่อคอย ใจเลื่อนลอยคอยหา
เห็นเป็นลูกชาวนาอ้ายจึงบ่อยากจา
บ่อยากมาหมั้นหมายคอยแรมปีน้องนี้ยังอาย
คอย คอย คอยน้องคอยจนอาย
คิดแคลงแหนงหน่าย หรืออ้ายบ่อยากมาแล

(ซ้ำ)*

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #20 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:42:00 pm »





เพลงของ สดใส ร่มโพธิ์ทอง

      สดใส ร่มโพธิ์ทอง มีหลายเพลงและดังๆ ก็มีมาก ไม่ว่าจะเป็นที่แต่งเองร้องเองอย่าง ข้าด้อยเพียงดิน(เพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียง),รักจางที่บางประกง,เราคนจน,โอ้ ชาวนา,ตามองใจ,ศาลรักหลักเมือง,ขวัญใจชาวนา,นั่งห้องโชว์,ลอยกระทงเสี่ยงรัก เป็นอาทิ

      หรือที่ผู้อื่นแต่งให้ร้อง หน้าอย่างเธอจะรักใครจริง ชลธี ธารทอง,บอกรักฝากใจ ทินกร ทิพยมาศ,สาวงามเมืองเมืองพิจิตรแจ่ม ชาว ไร่ และล่าสุด รักน้องพร เกียรติ เฉลิมชัย

      นอกจากที่แต่งให้พุ่มพวง ดวงจันทร์ในเพลง ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน แล้วยังแต่งให้สายัณห์ สัญญา ร้องในเพลง ขออยู่ด้วยคน

      “คนงามพี่ตามน้องเจ้า ดังเงาให้ค่อยปกป้องผองภัย เดินตามเจ้าหันมาทำยิ้มให้ ดวงใจพี่ดังโดนมีดกรีดเฉือน”

      คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง นั้นเมื่อก่อนเคยถูกคนในวงการขนานนามว่า “ลูกทุ่งนิติศาสตร์” เนื่องเพราะว่าคุณสดใส เคยเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

      แต่เท่าที่รู้อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องฝีมือการแต่งเพลงนั้น คุณสดใส มีพื้นฐานมา “หมอขวัญ” มาจากครอบครัว

      แต่เพลงคุณสดใส นั้นเกี่ยวพันกับการเมืองมีอยู่สองเพลงที่เกี่ยวนั้นคืออิทธิพลของเพลงเพื่อ ชีวิตและกลายเป็นเพลงต้องห้ามข้อหาเพลงปลุกระดม คือเพลง เราคนจน และเพลง โอ้ชาวนา

      ทั้งสองเพลงนี้มีอิทธิพลมาจากสองเพลงของวงคาราวาน

      เราคนจน มีอิทธิพลทำนองเพลง คนกับควาย แต่งเนื้อร้องโดย สมคิด สิงสงกับวิสา คัญทัพ

      “คนก็คนทำนาประสาคน คนกับควายทำนาประสาควาย คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ”

      ถ้าเป็นวรรคแรกของ เราคนจน

      “เรามันคนชาวนายู่กับควาย เรามันจนๆ ทนเดียวดาย จะหน้าหนาวหน้าร้อนก็นอนหนาว ขาดสาวนอนอยู่คู่หมาย แน่แล้วตัวเราคงหนาว ไร้สาวคู่กายแนบอุรา”

      ส่วนเพลงอีกเพลงหนึ่งคือ โอ้ชาวนา

      “กลิ่นร่ำสาวชาวกรุง  ล้วนหอมฟุ้งทุกเวลา แต่เราโอ้ชาวนา กลิ่นข้าวกล้าก็ว่าหอม กลิ่นโคลนป่นสาปควาย เราพอใจได้ดมดอม ไอกลิ่นแกล้มพะยอม ดอมไม่ได้ เอื้อมไม่ถึง”

      ถ้าเป็นของคาราวานก็จะเป็นเป็นเพลง เปิบข้าว ซึ่งเป็นยานี 11 ของ จิตร ภูมิศักดิ์

      “เปิบข้าวทุกเช้าค่ำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน..ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชนชั้น เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว..”


      หากสังเกตจังหวะท่วงทำนอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อยอดกันระหว่างลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตจะสัมพันธ์กัน ระหว่างสังคมเมืองกับชนบทซึ่งมีวิทยุทรานซิลเตอร์เป็นเครื่องมือสื่อสาร

      แต่หากมองการใช้ภาษาที่นักแต่งเพลงใช้นั้น ใน “เปิบข้าว” จิตร ภูมิศักดิ์ ใช้ลีลาการสัมผัสอักษรและเสียงของคำที่ก่อให้เกิดความรู้สึก

      ขณะที่ในเพลงลูกทุ่งความแพรวพราวของภาษาก็เป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของบท เพลง เนื้อหาก็เช่นกันแม้ว่าจะเน้นไปในเรื่องความรักของหนุ่มสาวแต่แทรกวิถีชีวิต สังคมอยู่ในนั้น เรียกว่าไม่ทิ้งสังคมชนบท

      แต่ลองให้ สดใส ร้องเพลง คนกับควาย คนก็ย่อมคิดว่าเป็นเพลงลูกทุ่งไม่ใช่เพลงเพื่อชีวิต เช่นกัน หากให้พี่หงา คาราวาน ร้องเพลง เราคนจน คอเพลงเพื่อชีวิตก็ย่อมรู้สึกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง

      นี้แหละ! เขาเรียกว่าความรู้สึกในด้านสามัญสำนึกอย่างหนึ่งที่มีต่ออิทธิพลที่สัมผัสสัมพันธ์อันคุ้นเคยโดยปกติวิสัย

      แต่ข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งสำหรับตับเพลงของคุณสดใสที่ดังๆ นั้นมีอิทธิพลอย่างสูงมากโดยเฉพาะเพลงไทยเดิม เพลงที่โด่งดังเป็นพลุแตก เพลงรักจางที่บางประกง ต้นธารเดิมนั้นมาจากเพลง แขกมอญบางขุนพรหม ถ้าหากคอเพลงลูกกรุงจะคุ้นกับเพลงพรพรหมและจูบเย้ยจันทร์ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เป็นพระนิพนธ์ในของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

      หรือล่าสุดเพลงรักน้องพร ที่เกียรติ เฉลิมชัยแต่งให้ก็มาจากเพลง ลาวกระทบไม้ และอีกหลายๆ เพลงแม้จะไม่ดังมากนัก แม้กระทั่งที่แต่งให้คุณสายัณห์ สัญญา เพลง ขออยู่ด้วยคน ก็เป็นเพลง โหมโรงชวาหรือะไรนี้แหละจำได้ไม่ดีนัก รู้แต่ว่าเป็นทำนองที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) นำมาประยุกต์ใช้ และลิเกชอบใช้ออกแสดง

      กรณี เพลงของ คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง นี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่สามารถนำเอาเพลงที่เป็นของดีมีอยู่มารับใช้ได้ อย่างกลมกลืน ซึ่งบางทีจนมองไปว่าปัจจุบันนักแต่งเพลงจะบางท่านไม่ยอมเอาของเก่ามาใช้ เพราะเกรงว่าจะเหมือนคนอื่นเลยอยู่แค่ร้อยเนื้อทำนองเดียว

      ทั้งนี้ ในเพลงของนักร้องท่านนี้มีแก่นอะไรบ้างอย่างให้น่าศึกษา โดยเฉพาะเพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียงเมื่อราวๆ พ.ศ. 2514 ประมาณนั้น คือเพลง ค่าด้อยเพียงดิน ซึ่งแต่งเองร้องเอง


      มีไม่กี่คนหรอกครับที่จะกล้าแต่งเองร้องเอง ทั้งๆที่ยังเป็นนักร้องน้องใหม่เพิ่งเข้าวงการ แต่ทั้งนี้จากคำบอกเล่าของเจ้าตัวนักร้องเอง บอกว่าการที่เราเป็นเด็กมาใหม่นั้น อาจารย์นักแต่งเพลงอาจคัดเพลงที่ไม่ใช่หัวกะทิเป็นแน่แท้ นี้แหละเป็นเหตุที่ทำให้คุณสดใส แต่งเพลงร้องเองโดยอาศัยพื้นฐานจากครอบครัวที่เป็นหมอขวัญ

      มาอ่านเอาชัดๆ ดูนะครับว่าเนื้อว่าอย่างไรแล้วค่อยๆ ว่ากันไปตามเนื้อเพลงดูนะครับ

      “เลิกมองดูฟ้า ก้มหน้ามองดิน เพราะพี่จน ต้อยต่ำ ถูกประณาม หยามหมิ่นว่าศักดิ์ศรี เพียงกา ซ้ำมีค่าเพียงดิน มิวายถวิล หวังจะบิน เทียมหงษ์ทอง

      เคยมองดูฟ้า เดี๋ยวนี้ไม่กล้าจะมอง เพราะเจ้างามสง่า พี่ไม่กล้าแตะต้อง เจ้าอยู่สูงสุดสอย ดั่งเดือนลอยละล่อง กระต่ายน้อยคอยมอง ไม่แคล้วต้องหมองซบเซา

      เลิกแบ่งชั้นกันเถิดหนา ลืมศักดินาเถิดน้องเจ้า เลิกอยู่อย่างดอกฟ้า มารักเจ้ากาคนเก่าเฝ้าแต่เพ้อ แต่ฝัน จนคนหยันเย้ยเรา จึงต้องเศร้า เพราะค่าเราเพียงดิน

      ลาก่อนดอกฟ้า น้ำตาไหลริน ใครจะเห็นคุณค่า น้ำตาเราชาวดิน คนเหยียดหยันกันทั่ว ว่าเป็นวัวลืมตีน ดินเอ๋ยดิน ควรนึกถึงถิ่นเจียมตน”

      ครับ !เมื่อฟังเนื้อเพลงมองอย่างสังคมชนชั้นกรรมาชีพ เอาล่ะใช่เลย เพลงเพื่อชีวิต มองอย่างนวนิยาย ไม้ เมืองเดิม ก็ใช่อีกนั่นแหละ พระเอกต้องถูกหยามเหยียด ดูถูกโดยชนชั้นศักดินา เมื่ออ่านไปฟังไป ก็อดคิดถึงกำสรวลเสียมิได้

            หะหายกระต่ายเต้น   ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน                     ต่ำต้อย
นกยูงหากกระสัน                   ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย                   ต่ำต้อยเดียรฉานฯ
 โดยเฉพาะท่อนแยกยิ่งอดคิดไม่ได้ถึงบทโต้ตอบกัน

            หะหายกระต่ายเต้น    ชมแข
สูงส่งสุดตาแล                       สู่ฟ้า
ฤดูฤดีแด                               สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า                     อยู่พื้นดินเดียวฯ


      ”ศรีปราชญ์”เป็นใคร? มีจริงหรือไม่? ยังเป็นคำตอบไม่แน่ชัด หรือเป็น “พระยาตรัง” เสกสสรค์ก็มาก็ได้ใครจะทราบล่ะ ในเมื่อท่านผู้นี้พูดถึง “ศรีปราชญ์” มากที่ที่สุด แล้ว ศรีปราชญ์เป็นอะไรกับ  “ศรีธนนทชัย”  เกี่ยวพันอย่างไรคงต้องถกเถียงเพื่อให้เกิดประเด็นกันอีกที

      ถ้าประวัติศาสตร์ปล่อยให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ศิลป์โดยหลงลืมประ วัต์ศาสตร์สังคมก็คงกร่อย และถ้าวรรณคดีปล่อยให้นิ่งสงบก็ยิ่งไม่เคลื่อนไหวเยี่ยงน้ำในคลองหลอดที่ไม่ ระบายน้ำให้มีชีวิตก็เน่า

      หากถามว่าผมชอบหรือเปล่าล่ะเพลง “ข้าด้อยเพียงดิน” ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่าชอบ เพราะอย่างน้อยๆก็ช่วยให้เราเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น แต่เพลงก็ยังเป็นเพลง แต่ต้องไม่ลืมว่าเพลงนั้นมีพื้นฐานมาจากสังคมโดยองค์รวม โดยเฉพาะการคาดหวังต่อมนุษย์ด้วยกันแล้วล่ะก้อความรักมักปรารถนาเอาผลตอบแทน ว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ก็มีอยู่ร่ำไป แม้ว่าเราจะปฏิเสธเรื่องสังคมชนชั้นก็ตามที

      คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง อาจมิได้แต่งเพลงเพื่อสะท้อนความเป็นเพื่อชีวิต แต่แนวเพลงมีความเป็นลูกทุ่งเพื่อชีวิตอยู่ในเพลง

      อย่างน้อยๆ ทัศนะในการมองสังคมแล้วนำมาเป็นเพลง เพื่อสร้างผลงานให้คงอยู่ เพลงและวรรณคดีอยู่ในแก่นเดียวกันคือลีลาของบทกลอน แต่ต้องไม่ลืมว่าเพลงและกลอนก็ต้องอยู่แก่นเดียวกันกับสังคมมนุษย์ เพราะต่างเป็นผู้บริโภคศิลปะและกลมกลืนอยู่ในภาวะของความเป็นจริงของสังคม

      หากใครบอกว่าคุณสดใส เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งบริสุทธิ์ ผมล่ะขอเถียงเลยว่าเขาเป็นนักร้องที่แต่งเพลงเกี่ยวกับลูกทุ่งเพื่อชีวิตได้ ชัดเจนอีกด้วยท่านหนึ่งล่ะ

      อย่างน้อยๆ เพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียงมันก็เป็นความหมาย บ่งบอกความเป็นเพลงเพื่อชีวิตอยู่ในตัวมันแล้วล่ะ

      นั่น เพราะไม่เห็นความเหมือนในความต่าง ที่นำมารับใช้ซึ่งกันและกันนั่นแล

บันทึกการเข้า
imza
คะแนนแทนกำลังใจ: 4617
เหรียญรางวัล:
พี่ชายที่แสนดีAdministatorWebmaster
กระทู้: 2,259
ออฟไลน์ ออฟไลน์
« ตอบ #21 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2553, 04:42:28 pm »



ชาย เมืองสิงห์ ลูกทุ่งลิเกป่นแหล่

      ผมเป็นแฟนพันธุ์คนหนึ่งของ ชาย เมืองสิงห์ ที่ชอบก็มาชอบตอนโตแล้วเรียนมัธยมนุ่งขาสั้นโน่นน่ะ

      ในยุคที่ผมเริ่มรู้ปะสีประสานั้นเป็นยุคของ สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ แต่ก็นิยมฟังเพลงลูกทุ่งแต่เล็ก แต่น้อย เพราะโตมากับบ้านนอก แม้ว่าจะเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ตามทีเถอะ

       เหตุที่ชอบนั้นเพราะลีลาเพลงของ ชาย เมืองสิงห์ นั้นไม่เหมือนใครคือลีลาผสมด้วย ลิเกป่นแหล่ ประยุกต์ระหว่างเพลงไทยเดิมเข้าช่วย ซึ่งเจ้าตัวมีพื้นฐานจากเชียร์รำวงมาก่อนจะเข้าวงการเพลงลูกทุ่ง

      จะบอกว่า ชาย เมืองสิงห์ เป็นนักร้องที่ใช้เพลงไทยเดิมเยอะที่สุดคนหนึ่งก็คงไม่ผิด แต่เมื่อจับทางเพลงแล้วไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว

      นักร้องนามอุโฆษท่านนี้นอกจากจะเป็นนักร้องที่ไม่เป็นสองรองใคร หลังหมดยุคสุรพลแล้ว ฝีมือการแต่งเพลงก็ยังฉกาจยิ่งนัก

      โดยใช้นามจริงในการแต่งเพลง คือ สมเคียร พานทอง ชื่อ ชาย เมืองสิงห์ นี้มาได้เมื่อมาเป็นนักร้องอยู่วงจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล จริงๆ แล้ว ชื่อนี้จะเป็นของนักร้อง – นักแต่งเพลง คนสิงห์บุรี ที่ชื่อ สุรพล พรภักดี เมื่อเด็กหนุ่มจากเพาะช่างชาว บางมัญ สิงห์บุรี ใช้ชื่อว่า ชาย เมืองสิงห์

      สุรพล พรภักดี จึงใช้ชื่อ พล พรภักดี คนเดียวกันที่ร้องเพลง ดาวหาง และที่แต่งเพลง เธอรู้หรือเปล่า ของ ทูน ทองใจ

      ชาย เมืองสิงห์ อัดแผ่นเสียงเพลงแรกคือเพลง ชมสวน เป็นเพลงแหล่ และเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้คือเพลง มอดกัดไม้ แต่งโดยครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งเป็นเพลงที่ครูมงคลใช้ทำนองไทยเดิมเพลงแรกๆ แล้วจึงมาแต่งเพลงในจังหวะสองไม้ให้นักร้องท่านนี้อีกคือเพลง ลูกสาวใครหนอ

      เพลงมอดกัดไม้นี้เป็นการโต้วิวาทะทางบทเพลงกับ พร ภิรมย์ ซึ่งเป็นอุบายในการสร้างกระแส ซึ่งจะเล่าไปในเบื้องหน้า

      ในแง่เพลงของ ชาย เมืองสิงห์ นั้นก็คงหนีไม่พ้นเพลงรักๆ ใคร่ๆ แบบชาวบ้านนั่นแหละ แต่มีเสน่ห์ในการใช้เปรียบเปรย รวมทั้งการเล่นคำ

      อย่างเพลง เรือหล่มในหนอง นั้นเปรียบหญิงสาวแรกรุ่นว่า “ฝรั่งข้างรั้วจะสุกคาขั่วไว้ค่อยใคร อีกนนานเท่าไหร่ของแรงจงได้จำนรรจ์ หากจะสอยก็จงค่อยๆ พูดกันเดี๋ยวแม่รู้ทันจะต้องนอนฝันค้างปี”

      เพลงนี้ เป็นเพลง ชาย เมืองสิงห์ เพลงแรกที่ผมหัดร้อง สมัยเรียนร้องประกวดหน้าห้อง

      หรืออย่างเพลงเป็นงั้นไป ก็เตือนสาวไว้ดี “จะเปรียบมะนาวหน้าฝนก็เหมือนกับคนสาวๆ ถึงแม้จะเปรี้ยวจนเหลือกล่าวไม่พ้นถูกเขามาขาย น้องเปรี้ยวเกินตัวถึงกับไม่กลัวความเค็ม ชอบคบผู้ชายเลือดเข้มปากคมกว่าเข็มทั้งหลาย” หรือ “เพราะแม่สาวคราวกำดัดไม่ค่อยประหยัดร่างกาย”

      อย่างเพลง รอหน่อยน้องติ๋ม ที่ทหารหนุ่มเตือนเมียก่อนไปทหารว่า “เรือนหอเราอย่าให้เสาเรือนเซ เพราะแรงลมเสน่ห์หนุ่มไกล”

      แม่สื่อแม่ชัก เป็นเพลงหนึ่งที่ชอบมากเช่นกัน จังหวะดนตรีสนุกไพเราะดี อย่างกรณีเพลงพ่อลูกอ่อน ที่นำเอาเพลงกล่อมเด็กมาร้อง “วัดเอ่ยวัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี ยามเมื่อผัวตกยาก เมียก็ตีจากเมินหน้าหนี โอ้ข้าวโพดสาลี ผัวอยู่ทางนี้ต้องโรยรา”


      นอกจากจะความเป็นทั้งนักร้องและนักแต่ง ชาย เมืองสิงห์ ยังเคยรับบทเป็นพระเอกภาพยนตร์ในเรื่อง เทพบุตรสิบสองคม ซึ่งภาพยนตร์จะออกแนวลูกทุ่งตะวันตก แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

      ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดังคือเพลง บ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งแต่งโยมือกลองประจำวงและกลายมาเป็นนักร้องนักแต่งเพลงชื่อดัง นาม วิเชียร คำเจริญ หรือ ลพ บุรีรัตน์ ผู้สร้างให้พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นราชินีเพลงลูกทุ่ง

      ทั้งนี้ ชาย เมืองสิงห์ ยังเป็นนักแต่งเพลงให้นักร้องคนอื่นๆ ในวงจุฬารัตน์มากมาย เช่นเพลง ลั่นทม (งามจริงนะดอกลั่นทมไสว....) อนิจจา (ข่าวเศร้าทรวงต้องยืนน้ำตาร่วงดวงใจจ๋า...) โฆษิต นพคุณ ,ชวนชม (เจ้าช่อชวนชม ลั่นทมหรือจะงามกว่า แม่ยอดกัญลยากานดาใยซ่อนกลิ่นหอม...) แมน เนรมิต

      โดยเฉพาะการให้โอกาสเด็กจากอู่ทองคนหนึ่ง แต่งเพลงหวานคลาสิกให้ร้องอัดแผ่นเสียงเพลงแรก จนคนฟังคิดว่าเป็น ชาย เมืองสิงห์ ร้องเพลง ๆ นี้คือเพลง อกอุ่น  (อกสตรีนี่แสนอุ่น แม่คุณไฉนถึงอุ่นอย่างงี้...)ซึ่งขับร้องโดย สังข์ทอง สีใส

      ยังไม่นับเพลงที่จะอัดแผ่นเสียงแต่วันนั้นไม่มีเสียง เลยให้เด็กหนุ่มจากพิษณุโลกในวงร้องดูปรากฏว่าร้องได้ดีเพราะมีโทนเสียงแนว ชาย เมืองสิงห์ ผสม รุ่งเพชร แหลมสิงห์ แต่เพลงนี้แต่งโดย สุชาติ เทียนทอง



      ภายหลังนักร้องคนใช้ชื่อว่า ระพิน ไพรวัลย์ เพลงนั้นคือ คนสวยใจดำ

      แต่ใครจะว่านักร้องคนไหนเป็นพ่อพวงมาลัย ชาย เมืองสิงห์ ว่าเป็นพ่อพวงมาลัยคนหนึ่งละ เพราะมีเพลงดังที่เกี่ยวกับมาลัยถึงสามเพลง เริ่มจาก

      มาลัยดอกรัก

      มาลัยน้ำใจ เพลงนี้จังหวะสนุกเหาะขาดิ้น
      แล้วจึงมา มาลัยลอยวน ซึ่งดังทั้งสามเพลง

      โดยเฉพาะยุคแรกคือเพลง มาลัยดอกรัก นั้นเพราะมาก มีทั้งจังหวะเพลงแบบขับร่ายลงไปด้วยในบทเพลง

ขอขอบคุณ...ผู้แต่ง: ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต  - thaipoet.net

บันทึกการเข้า
imza
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal