รำลึก ๒ ขุนพลเพลงแห่งยุค ไพบูลย์ บุตรขัน – สุรพล สมบัติเจริญ บทบาทเพลงพื้นบ้านผสมอิทธิพลวรรณคดีในบทเพลง บุคคลของวงการเพลงลูกทุ่งสองคนคือ ไพบูลย์ บุตรขัน คีตกวีเพลงคนสำคัญ และ สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่งเลือดสุพรรณบุรี ผู้ล่วงลับ เหตุใด? ผมโยงประเด็นเข้าหาบุคคลสองท่านในเดือนสิงหาคมนี้ นั่นเพราะว่า วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ สุรพล สมบัติเจริญ ถูกลอบยิงเสียชีวิตหน้าวิกแสงจันทร์ วัดหนองปลาไหล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมด้วย ๓๗ ปี ๑๐ เดือน ๒๓ วัน ขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์สุดขีด นับล่วงจากวันนั้น ๓๘ ปี
และวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ไพบูลย์ บุตรขัน เสียชีวิตด้วยโรคลำไส้ ณ โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพฯ ด้วยวัย ๕๔ ปี ขณะที่ชีวิตก็กำลังจะกลับมารุ่งเรืองโรจน์อีกครั้ง นับจากวันนั้น ๓๔ ปี
นี่แหละครับ เหตุที่ผมจะต้องเขียนถึงสองนักเพลงผู้ยิ่งใหญ่ของวงการ ณ บัญชรแห่งนี้
สองท่านนี้อยู่ในยุคเดียวกัน จะเรียกว่าอยู่ร่วมสมัยแม้ว่าวัยจะห่างกันไม่มากนัก และสองท่านนี้เคยร่วมงานโดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แต่งและอีกฝ่ายเป็นผู้ร้อง
ภาพความเป็นเพลงลูกทุ่งมักถูกสะท้อนในย้อนนึกถึงภาพหรือเสียงเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ หากย้อนกลับมานึกถึงภาพนักแต่งเพลงที่ใช้คำได้วิจิตรงดงามภาพของ ครูไพบูลย์ บุตรขันย่อมอยู่ในในอันดับต้นๆ เช่นกัน
นักแต่งเพลงหลายๆ ท่านยึดถือครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นแม่แบบ อนึ่ง เนื้อในบทเพลงนั้นไพบูลย์ได้แทรกเนื้อทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างไว้อยู่ครบ ครัน ทั้งนี้ทำนองยังผสมผสานเพลงพื้นบ้านเข้าไปยิ่งเพิ่มมนต์เสน่ห์เข้าไปอีก
แต่ต้องนึกถึงแง่เรื่องบทเพลงเสียก่อนเพื่อจะง่ายแก่การทำความเข้าใจในเรื่องวรรณศิลป์ เพลงกับบทกลอน เหมือนและต่างกันอย่างไร
กลอนหรือบทกวีคือเพลงที่ยังไม่ใส่ทำนอง เพลงคือบทกวีหรือกลอนที่ใส่ทำนองแล้ว
นี่แหละ ความเหมือนในความต่างของบทเพลงและบทกลอน
บทเพลงของไพบูลย์ บุตรขัน มีกลิ่นอายของเพลงพื้นบ้านอยู่มากมายหลายเพลงทั้งในยุคแรกและยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็น ลิเกชีวิต, มือพี่มีพลัง (ปรีชา บุญยเกียรติ),ตาสีกำสรวล ๑-๒ (คำรณ สัมบุณณานนท์), ดอกดินถวิลฟ้า,บางกอกกรุงเก่า ๑-๒-๓,แม่แตงร่มใบ (ชัยชนะ บุนะโชติ), แม่ผิวพม่านัยน์ตาแขก (ชาย เมืองสิงห์),แว่วเสียงซึง,แคนลำโขง (เรียม ดาราน้อย),หนุ่มเรือนแพ (กาเหว่า เสียงทอง) เป็นอาทิ
ขณะที่เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ก็มีลีลาจังหวะเพลงรำวงอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลาวเวียง,เดือนหงายที่ริมโขง,อีสานตื่นกรุง,ใกล้เกลือกินด่าง,หนาวจะ ตายอยู่แล้ว,ลาวตีเขียด,รำเกี้ยวสาว,ของปลอม ฯลฯ ขณะที่ยุคแรกของไพบูลย์นั้น เริ่มจากแนวเพลงสายลมแสงแดดและเสียดสีการเมือง ที่เด่นๆ อย่างในเพลงตาสีกำสรวล ๑-๒ เป็นทำนองลำตัดเข้าในบทเพลงซึ่งเสียดสีเรื่องข้าราชการกับการจัดเก็บภาษีใน ยุคนั้น
“ข้าราชการขอให้ทำงานเพื่อประชาชน อย่าได้คิดว่าตนอยู่เหนือหัวคนเพราะใส่ชฎา ตาสาตาสียายมายายมีอย่างผมเข้ามาเพื่อเสียภาษีค่านา อย่าใช้วาจาเป็นเจ้านาย”
หรือเพลงเทวดาขี้โกงที่ตีแสกหน้านักเมืองได้อย่างแสบสันต์
“โกงกันกินกันเข้าไป พ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมา สงสารแต่ราษฎรเขาเดือดร้อนขาดคนพึ่งพา เลือกผู้แทนเข้าในสภาหวังว่าจะได้พึ่งพิงเอิงเอย” วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนนามอุโฆษยุคปัจจุบันเขียนถึงบทเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน ผู้นี้ว่า
บางเพลงเป็นการวิจารณ์การแบ่งชนชั้นราวกับมีทฤษฎีศิลปวรรณคดีที่ได้รับพลังความคิดเชิงสังคมนิยม
ในวรรณคดีร้อยกรองเหยียดน้องว่าต่ำ รูปชั่วตัวดำเหมือนกับอีกา เขาเอ่ยประณามหยามลูกตาสาไม่น่าเคลียเคล้า แต่เขากินข้าวน้ำมือนางตลอดปี
เพลงลูกสาวตาสี ไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์เพลง คำรณ สัมบุญณานนท์ ขับร้อง พลังความคิดจากทฤษฎีชนชั้นยังสำแดงชัดในเพลงขวานของทองไทย
อันคนไทยที่อยู่ในภาคอีสาน ขออย่าล้อว่าเป็นบักหนาน หรือการเหยียดหยามนำหน้า มันหมดสมัยแล้วเอยเพื่อนไทยฟังว่า เมื่อครั้งก่อนนั้นชั้นต่ำช้า ถือศักดินากันจนเกินไป
ในวรรณคดีที่แต่งเป็นเรื่องอื้อฉาว มักจะย้ำเอ่ยคำว่าลาว หรือการต่ำต้อยเอาไว้ นี่แหละผู้ดีซึ่งมีทาสคอยรับใช้ เดี๋ยวนี้สมัยทาสสิ้นหมดไปเพื่อนไทยเสมอหน้ากัน
เพลงเหล่านี้นี้เกิดขึ้นระหว่างสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมืองอันดุเดือดสภาพ สังคมการเมืองเป็นแรงเร้าให้ผลงานเพลงที่ไพบูลย์เขียนให้คำรณและคนอื่น ๆ มีความคมเข้ม เป็นพัฒนาการทางความคิดต่อเนื่องจากยุคเพลงของพรานบูรพ์และแสงนภา บุญราศรี ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารของฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งบัญชาการโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจโค่นรัฐบาลของฝ่ายรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ลงไป
วัฒน์ วรรลยางกูร ยังให้ทรรศนะในแง่วรรณศิลป์ของครูไพบูลย์อีก
เพลงแสบทรวง ที่มีวรรคทองให้แฟนเพลงจดจำ น้ำตาผู้ชายที่ไหลรินหมายถึงความสูญสิ้นอเนกอนันต์นานาผู้ชายที่หลั่งน้ำตา ยิ่งกว่าฟ้าร้องไห้ หรือ ฉันทำทุกอย่างเพราะเธอ ชื่นเพราะเธอ ช้ำเพราะเธอคนเดียว
ฟังไปฟังมาหลายบทตอนในกลอนเพลงของไพบูลย์ บุตรขัน มีจังหวะโคนเหมือนกาพย์ฉบัง ๑๖ ดังในวรรคทองของเพลงแสบทรวงที่ยกมา หรือในเพลงโลกนี้คือละครที่ยกมาในตอนที่แล้ว เพียงแต่ลดทอนคำออกนิดหน่อยก็สามารถวางผังเป็นฉบัง ๑๖ ได้
โลกนี้คือละคร บทบาทบางตอน
ชีวิตยอกย้อนยับเยิน
บางคนรุ่งเรืองจำเริญ บางคนแสนเพลิน
เหมือนเดินหนทางวิมาน เป็นการทดลองเปรียบเทียบเพื่อความประจักษ์ในทักษะวรรณศิลป์ของครูเพลง
วรรคทอง น้ำตาผู้ชายที่ไหลริน นี้ยังเป็นที่โปรดปรานของเพื่อนนักเพลงอย่างเบญจมินทร์ ซึ่งยกย่องว่าไพบูลย์คือ “กวีชาวบ้าน” ทั้งยังตั้งคำถามว่า
ในหนึ่งร้อยปี เราสามารถมีนักการเมืองมากมาย
แล้วหนึ่งร้อยปี เราจะมีกวีเกิดมาสักกี่คน (วัฒน์ วรรลยางกูร,คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน,แพรวสำนักพิมพ์,จัดพิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม ๒๕๔๑,หน้า ๕๑ – ๕๒,๒๐๔-๒๐๕)
บทเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ ส่วนมากจะเป็นเพลงผูกกับสถานการณ์หรือเพลงที่หยอกล้อหญิงสาวสมัยนั้น ทั้งแต่งเองร้องเอง เพลง ของปลอม
ผู้หญิงไทยสมัยนี้ผิดกว่าเดิม หน้าอกเสริมใส่ฟองน้ำกันให้ยุ่ง ผิดกับยายของฉันที่บ้านทุ่ง เอ้า ยายของฉันที่บ้านทุ่ง แกใส่เสื้อเลยพุงยานเป็นถุงกาแฟ
บางเพลงที่อุปมาถึงคนอีสานที่เข้ากรุงเทพเกิดอาการขยาดผ่านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อย่างเพลงอีสานตื่นกรุง พี่อยู่อีสานเที่ยวทั้งวันทั้งคืน เก็บผักฟืนนั่งหลังเกวียนสุขสันต์ ห้าสิบสตางค์เที่ยวไปได้ทั้งวัน ไม่เหมือนเมืองสวรรค์ต้องพกเงินพันตลอดปี
เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ นั้นทีความเป็น ลาว หรือ อีสานอยู่ค่อนข้างจะมาก โดยเฉพาะเพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียง คือ เพลง น้ำตาลาวเวียง ซึ่งบันทึกแผ่นเสียงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖
หนาวลมพัดผ่านแหล่งแล้งลม ตัวข้อยมานั่งเดี๋ยวเหมิดเพื่อน ยามยากใจ ไผ๋ไผ๋บ่เหลือตน ข้อยทุกข์ทนล้นใจเด๋ บ่มีผู้ได๋มาเยือน ข้องเบิ่งเว้าสาวเจ้าถือเฮือน เจ้ามาเลือนข้อยไปใจข้อยช้ำเด๋ โอ้ละเนอผู้สาวเอ่ย ซางมาลืมคำเว้าแต่เฮาฮักกันปางพุ่น ลืมวาจา ฮืยฮืยซางบ่อาย ฯลฯ
และยังมีอีกหลายๆ เพลงที่ สุรพล สมบัติเจริญ ใช้ลีลาเพลงรำโทนและภาษาอีสานเข้ามาสอดรับกับเนื้อเพลง ซึ่งข้อนี้ แวง พลังวรรณ ตั้งข้อสันนิษฐานจากข้อสนทนากับนักแต่งเพลงร่วมสมัยกับสุรพลว่า เป็นไปได้ที่บางเพลง หรือหลายเพลง หรือทุกเพลงเป็นผลงานของ เฉลิมชัย ศรีฤาชา ศิลปินเพลงรำวง เลือดเนื้อเชื้อไขร้อยเอ็ด เจ้าของฉายา “ไส้เดือนถูกขี้เถ้า” เพื่อนสนิทของสุรพลตั้งแต่อยู่วงกองดุริยางค์ทหารอากาศ (รายละเอียดมีใน อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน แวว พลังวรรณ เรียบเรียง บริษัทเรือนปัญญาจำกัด จัดพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๔๕)
ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมนักสำหรับทั้งสุรพลและเฉลิมชัย ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ สุรพล นั้นเป็นชาวสุพรรณบุรี มีวัฒนธรรมลาวอยู่มากมาย โดยเฉพาะ ลาวโซ่ง และอนึ่ง เป็นข้อที่น่าสังเกตเรื่องสำเนียงเสียงภาษาและวัฒนธรรมที่มีการผสมผสานมายาว นาน
พลังลาว ชาวอีสานมาจากไหน ? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักศิลปวัฒนธรรม บริษัทมติชนจัดพิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม ๒๕๔๙ กล่าวถึงประเด็นเรื่องสำเนียงภาษาพูด ไว้ว่า
ร่องรอยอีกอย่างหนึ่งคือสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มแม่ น้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงมาทางฝั่งตะวันกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี (ตามชื่อเมืองในจารึกพ่อขุนรามคำแหง) ที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่าพวกเสียนหรือสยามนี้ ล้วนใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง (ล้านช้าง) อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำเนียงสุพรรณฯ ที่คนต่างถิ่นฟังเป็นเหน่อ ยิ่งใกล้เคียงสำเนียงหลวงพระบางจนเกือบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์เคยตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา,สำนักพิมพ์ไม้งาม พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖.) ว่า
“ปลอกเขตภาษาที่เรียกกันว่าสำเนียงสุพรรณทั้งหมด ซึ่งคลุมในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี,กาญจนบุรี,นครปฐม,ราชบุรี และเพชรบุรี เป็นสำเนียงภาษาที่มีความสูงต่ำทางวรรณยุกต์คล้ายคลึงกับภาษาลาวเหนือทาง แขวงหลวงพระบางไปถึงซำเหนือ (หัวพัน). นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้ว. ภาษาพูดที่ชาวสุพรรณบุรีและกลุ่มสำเนียงนี้พูดเป็นภาษาไทย(ที่ว่าภาษาไทย หมายความว่าเป็นภาษาที่ใช้ถ้อยคำและสำนวนอย่างไทยภาคกลาง ไม่ใช่ถ้อยคำและสำนวนอย่างลาวในประเทศลาว.) แต่สำเนียงเป็นสำเนียงลาวเหนือเจือปนจนสังเกตได้ชัด
จริงอยู่ในสมัยกรุงเทพฯ นี้ได้เคยมีการกวาดต้อนพวกผู้ไทยดำ (โซ่ง) ทางแขวงซำเหนือ และลาวทางเวียงทางเขตเวียงจันทน์ ตลอดจนชาวเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มาไว้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี – ราชบุรี – เพชรบุรี;แต่นั่นไม่ใช่จ้นเหตุที่ทำให้สำเนียงภาษาไทยของชาวสุพรรณเป็นดัง ที่เป็นอยู่นี้ เพราะพวกที่ถูกกวาดมาในชั้นกรุงเทพฯ นี้ ตั้งบ้านของเขาอยู่เป็นหมู่ใหญ่ต่างหากไม่ปะปนกันกับชาวสุพรรณบุรี-ราชบุรี – เพชรบุรีเดิม และยังคงใช้ภาษาเดิมของตนจนกระทั่งทุกวันนี้, หาได้เคล้าคละปะปนทั้งชีวิตประจำวันและภาษาเข้ากับชาวเจ้าของถิ่นเดิมไม่ ทั้งสำเนียงของสุพรรณบุรีก็เป็นแบบลาวเหนือมิใช่แบบผู้ไทย”
สุรพล สมบัติเจริญ เป็นคนสุพรรณบุรี แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานว่ามีเชื้อชาติพันธุ์เป็นคนลาวโซ่ง ดังที่ แวว พลังวรรณ กล่าวพาดพิงถึง แต่ก็ใช่ว่าคนไทยจะมีสายพันธุ์ที่เป็นไทยแท้บริสุทธิ์หรือลาวแม้ที่ บริสุทธิ์ หากแต่มีการรวมอยู่ผสมผสานกันอย่างมากมาย และใช้ว่าคนที่ไม่ได้เป็น ลาว จะไม่รู้สำเนียงเสียงภาษาและวัฒนธรรมการเล่นเต้นร้อง อย่างน้อยก็เรียนรู้ได้จากคนรอบข้างเป็นปฐม กลับมาที่ระหว่าง ไพบูลย์ บุตรขันกับสุรพล สมบัติเจริญ สองศิลปินท่านนี้ได้ร่วมงานเพลงกันไม่มากนัก สุรพลนั้นรุ่นเยาว์กว่าไพบูลย์ราวหนึ่งรอบ เข้าวงการตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ งานเพลงของไพบูลย์ เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒
เพลงที่สุรพล สมบัติเจริญ ได้ร้องเพลงที่แต่งจากปลายปากกาของไพบูลย์ บุตรขัน ที่ใช้นามปากกาว่า สาโรช ศรีสำแล ไม่ว่าจะเป็นเพลง
น้ำค้างเดือนหก,รักจริงหรือเล่น,ดอกกระถินในกระท่อม และ ชูชกรำพัน เป็นต้น ลีลาเพลงที่ไพบูลย์ แต่งให้สุรพล นั้นเป็นลีลาโทนเดียวกันกับสุรพลใช้แต่งคือแบบกลอนแปดเล่นสัมผัสอักษรและ เป็นเพลงร้องง่ายๆ แต่งดงามด้วยจังหวะของเสียงและภาษา มีแอคคอร์เดี้ยนเป็นตัวนำ ควบคู่ไปกับการเล่นคำ
หากพี่เสนอแล้วเธอไม่ตอบสนอง น้ำค้างจะน้ำคลอง คู่จองก็เป็นคู่จาง ห้องจะกลายรังหนู เรือนหอที่รอรักอยู่จะกลับเรือนร้าง ข้าวที่มองเห็นอยู่เต็มฉางคงเหมือนก้อนดินที่วางอยู่ตามท้องนา
จากวรรคหนึ่งในเพลง น้ำค้างเดือนหก จะเห็นการเล่นสัมผัสอักษรที่มีความลื่นไหลในภาษา จังหวะรำวง ส่งจังหวะกลอนได้อย่างมีทักษะทางวรรณศิลป์
นี้ยังไม่ได้คัดมาให้ชิมสุนทรีรสอีกหลายเพลงของ ๒ ขุนเพลงผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้
บทเพลงเป็นเรื่องของเสียง และภาษา วรรณคดี กวีนิพนธ์ ก็เป็นเรื่องของเสียงและภาษาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องเสียงของคำกับเสียงของอักษร ที่สำคัญคือวิธีคิดที่จะนำเสนอออกมาเป็นรูปแบบใด
ปัญหาของการศึกษานั้นคือการขาดแคลนการเผยแพร่ความรู้ เพราะคนส่วนใหญ่มักอยากจะ “สั่งสอน” จนไม่ยอมใช้วิธีการ “สั่งสม” ระบบการศึกษาจึงขาดการทำความเข้าว่าศาสตร์ทุกศาสตร์นั้นสัมพันธ์ แต่กลับมองว่าไม่เข้าเรื่องไม่เข้าทางไม่เกี่ยวข้องกันอยู่คนเดียวโดดๆ ก็เลยหลงทาง
ทั้งนี้ก็เพราะ ครูสอนสังคมไม่อ่านวรรณคดี ครูสอนภาษาไม่อ่านประวัติศาสตร์ ครูสอนคนตรีไม่ชอบเล่นขับกลอน ก็เลยกลอนธรรมไม่ใส่ทำนองไม่เป็น ดังไพบูลย์ บุตรขัน และสุรพล สมบัติเจริญ หรือนักแต่งเพลงท่านอื่นๆ นำมาใช้ได้อย่างง่ายดาย
นี่แหละ ไม่รู้จักเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันเลยมองไม่เห็นอนาคต